วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องเอาเงินสำรองไปลงทุนในหุ้น ???

ช่วงนี้กระแสความสงสัยว่าทำไมต้องเอาเงินสำรองไปลงทุนในหุ้น กำลังมาแรงครับ หลายคนก็ยังงงๆ เอาไปลงทุนในหุ้นทำไม คุณ  axe.aroonkittichai [1]ได้เขียนบทความอธิบายไว้ดีมากครับ เชิญอ่านโดยพลัน


ก่อนอื่น .. ต้องเข้าใจกันก่อนว่าเงินทุนสำรองทางการมาจากไหน และมีเอาไว้ทำอะไร เงินทุนสำรองทางการนั้นเป็นผลมาจากการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท … เอาง่ายๆ ก็แทรกแซงนั่นแหละ คือถ้ามีเงินทุนไหลเข้า แล้วเราไม่อยากให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปทำให้ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบ ธปท. ก็จำเป็นจะต้องเข้าไปดูแล ก็คือขายบาทและซื้อเงินดอลลาร์ สรอ. เข้ามานั่นเอง ทำให้มีการสะสมเงินดอลลาร์ สรอ. มาอย่างต่อเนื่อง

แล้วมีเงินสำรองทางการเยอะๆ แล้วได้อะไร? ก็ว่ากันว่าหากมีเงินทุนสำรองทางการเยอะๆ แล้วจะสามารถป้องกันในกรณีที่มีเงินทุนไหลออกอย่างเฉียบพลันในจำนวนมาก ทำให้แบงค์ชาติมีเงินดอลลาร์ สรอ. มากเพียงพอที่จะรองรับและดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วจนเกินไป (ก็คือการทำกลับข้างกัน ขายดอลลาร์ สรอ. และซื้อเงินบาท) แล้วมีแค่ไหนถึงจะเพียงพอ? อันนี้ก็ต้องแล้วแต่การศึกษาและการประมาณการต่างๆ แต่ก็บอกได้ว่าแบงค์ชาติเองก็ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เช่นกัน

เอาล่ะ .. ทีนี้จะเริ่มไปลงรายละเอียดกัน

1.ต้นทุนและผลตอบแทน


ก่อนอื่น ต้องถามว่า เงินสำรองทางการมีต้นทุนหรือไม่? ต้นทุนในการถือเงินสำรองทางการนั้นมีแน่นอน และเป็นต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงด้วย คือ การที่แบงค์ชาติเข้ามาดูแลค่าเงินด้วยการซื้อดอลลาร์ สรอ. และขายบาทออกไปนั้น แบงค์ชาติจำเป็นจะต้องดูสภาพคล่องค่าเงินบาทด้วย เพื่อให้สภาพคล่องค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่กระทบการอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและภาคการเงิน และเครื่องมือที่ใช้ในการดูดสภาพคล่องเงินบาทกลับมานั้นก็ต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีต้นทุนในการทำ และใกล้ๆ เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นของไทย ถามว่าถ้าแบงค์ชาติอยากได้เงินจากเราไป โดยไม่ให้ผลตอบแทนอะไรเราเลย เราเอาไหมครับ … เราก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเราด้วย อย่างให้ก็ให้กับที่เราได้จากธนาคารพาณิชย์ ถูกต้องมั้ยครับ ดังนั้นทุกบาททุกสตางค์ที่แบงค์ชาติเข้าแทรกแซงนั้นมีต้นทุน .. ก็ใกล้ๆ เคียงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นนั่นแหละ

อ่าว .. แล้วผลตอบแทนละ .. ผลตอบแทนนั้นเกิดจากการเอาเงินดอลลาร์ สรอ. ที่สะสมมาไปลงทุน ซึ่งอย่างน้อยก็ต้องรักษากำลังซื้อของดอลลาร์ สรอ. ให้ได้ แน่นอน ไม่มีใครเถียงว่าแบงค์ชาติไม่ได้มีหน้าที่หากำไร .. แบงค์ชาติก็ไม่เคยหากำไร เพราะเพียงแค่รักษาไม่ให้มูลค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. ที่ถืออยู่เสียไปก็เป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว จากข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ที่ว่ากันว่ามีมาเพื่อป้องกันไม่ให้แบงค์ชาติเก็งกำไรนี่แหละ ดังนั้นผลตอบแทนส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเกิดจากการเอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงๆ ดีๆ (บอกได้เลยว่าดีกว่าประเทศไทยเกือบทั้งนั้น)

แต่โลกเราในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่พันธบัตรรัฐบาลขอลประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงๆ เหล่านั้น ติดลบจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษต่างๆ … อ่าวแบบนี้ก็เรียกว่าขาดทุนนิ (จริงมั้ย?) เอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศอื่น 100 บาท แต่ได้กลับมา 99 บาท เป็นต้น (แล้วจะไปซื้อทำไม?) อีกอย่างนึงแม้ตลาดที่อยู่ในภาวะปรกติ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาก็มีแนวโน้มสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้นทุนของเงินสำรองทางการของเราก็มีแนวโน้มสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนโดยธรรมชาติ

ต้นทุนที่มีมากอีกอย่าง และแบงค์ชาติโดนกระหน่ำโจมตีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็คือต้นทุนทางบัญชี โดยในทุกๆ ปีจะต้องมีการประกาศงบการเงิน โดยฝั่งสินทรัพย์ของแบงค์ชาติจะอยู่ในรูปของสินทรัพย์ต่างประเทศ ในขณะที่หนี้สิน (คือพันธบัตรต่างๆ ที่ใช้ดูดสภาพคล่อง เงินฝากธนาคารพาณิชย์ เงิน) จะอยู่ในรูปของเงินบาททั้งสิ้น ทีนี้ในปีที่ค่าเงินบาทแข็งค่า สมมติว่าจะ 40 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. เป็น 30 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. เวลาแปลงสินทรัพย์ต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทเพื่อเทียบกับส่วนหนี้สิน มันก็ต้องแปลงมาได้ลดลงอยู่แล้วจาก 40 บาทเป็น 30 บาท ก็ทำให้เกิดส่วนต่าง และถูกตีมูลค่าเป็นขาดทุน … ก็ด่าอีก ทั้งที่โอกาสที่สินทรัพย์ต่างประเทศจะถูกขายมาเป็นเงินบาทแทบไม่มี

เอ๊ะยังไง .. ต้นทุนก็แพง ตีมูลค่าขาดทุนก็ด่า

2.ขนาดนั้นสำคัญ (Size does matter !)


การสะสมเงินสำรองทางการในปริมาณมากๆ นั้น ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกอย่างหนึ่ง คือ การเอาเงินไปลงทุนจะทำได้ยากมากยิ่งขึ้น เพราะขนาดที่ใหญ่ จะส่งผลกระทบทางด้านราคา … เช่น แบงค์ชาติเคยนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพื่อนบ้านซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกัน เพื่อให้ต้นทุนของเงินสำรองและผลตอบแทนใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่ซื้อไปได้ไม่ทันไร เจ้าบ้านโทรกริ๊งกร๊างมาถามสายตรง … ว่า พวกแกทำอะไรกันอยู่ มาถล่มตลาดบ้านชั้นทำไม … เงิบกันไป

งั้นกลับไปลงทุนในตลาดที่มีขนาดใหญ่พอ ซึ่งกลับมาปัญหาเดิม 2 ใน 3 นั้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลติดลบ … ให้เจ้าหนี้ยืมเงินยังต้องแถมเงินให้เพื่อ? จะทำไปทำไม

อ่าว แล้วทำไมไม่ลดขนาดของเงินทุนสำรองทางการลง จริงๆ แล้วทางเลือกในการลดขนาดนั้นมีอยู่ 2 ทาง อย่างแรก คือ ขายให้ตลาดคืนไป ซึ่งแน่นอนว่าด้วยขนาดเงินสำรองทางการขนาดนี้ ตลาดค่าเงินบาทกระเทือนแน่นอน … การจะขายไม่ให้ตลาดกระเทือนนั้นอาจใช้เวลาหลายปี นานมากกว่าที่สะสมมาเสียอีก แล้วก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีการดำเนินนโยบายดังกล่าวอยู่แล้วด้วยซ้ำ อย่างที่สองก็คือ เอาให้รัฐบาลไปใช้ประโยชน์เลย ไม่ว่าจะในรูปของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) อันนี้ก็อาจทำได้ หากรัฐบาลมีความโปร่งใสในการนำเงินก้อนดังกล่าวไปใช้จริง แต่ใครจะกล้ามั่นใจเรื่องนี้ได้จริงๆ ???!!!! จะสร้างรถไฟรางคู่ รางเดี่ยวยังด่ากันเต็มไปหมดเลย (เขียนเสร็จอาจโดนอุ้มไปอบรมได้) หรือหากเป็น SWF ก็อาจนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น เช่น น้ำมัน ทรัพยากรธรรมชาติ … อ่าว ถามหน่อย แล้วมันไม่เสี่ยงเหรอ พวกน้ำมัน หรือ ทรัพยากรธรรมชาติ ???!!!! แบงค์ชาติลงทุนในดัชนีหลักทรัพย์ ซึ่งปรกติมีมันก็มีการกระจายความเสี่ยงอยู่แล้ว (เหลือแต่ Systematic Risk)

ธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ก็มีทำกัน ไม่ใช่ชาติเราอย่างเดียว แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่ประเด็นไม่ว่าคนอื่นจะทำหรือไม่ หากถูกต้องเหมาะสม ก็จำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อส่วนรวม

(อย่าลืมว่าพนักงานแบงค์ชาติ ไม่ได้รับผลตอบแทนเพิ่มแต่อย่างใดจากการเอาเงินไปลงทุนให้หุ้น …)

3.การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงได้ !!


(หากใครเข้าใจเรื่อง Diversification Benefit ก็ข้ามไปเลย)
การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น ภายใต้สัดส่วนที่เหมาะสม บวกกับการดูแลควบคุมความเสี่ยง การประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ความเสี่ยงลดลง .. ในปัจจุบัน สินทรัพย์หลักที่แบงค์ชาติลงทุนก็คือพันธบัตรรัฐบาล การกระจายไปลงทุนหุ้นบางส่วนจริงๆ อาจจะช่วยลดความเสี่ยงได้
ลองอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ได้ เช่น ในเวลาที่หุ้นตก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี บริษัทห้างร้านต่างๆ ทำกำไรได้ไม่ดี ซึ่งในภาวะดังกล่าวธนาคารกลางต่างๆ ต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย และส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับสูงขึ้น ดังนั้น หากขาดทุนจากหุ้น ก็กำไรจากพันธบัตรแทน หรือกลับกัน

ยกตัวอย่างเช่น หากหุ้นลงร้อยละ 20.0 แต่เราถือหุ้นไว้ร้อยละ 5.0 ทำให้เราขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นร้อยละ 1.0 แต่ราคาพันธบัตรปรับสูงขึ้นร้อยละ 5.0 แต่เราถือพันธบัตรไว้ร้อยละ 95.0 ทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากพันธบัตรร้อยละ 4.7 ก็หักลบกันไปได้ ในภาวะที่ไม่ดี เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วจะทำให้ผลตอบแทนไม่ผันผวนด้วยซ้ำ

แต่ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นจำเป็นต้องมาพร้อมกับความพร้อมของบุคคลากร ระบบวัดความเสี่ยง และการบริหารที่ดีพอด้วย การปล่อยให้ลงทุน แต่ให้ทำอย่างโปร่งใสต่างหาก คือสิ่งที่เราต้องเรียกร้อง ไม่ใช่ต่อต้านโดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย

การเลือกที่จะไม่เสี่ยงอะไรเลย เพื่อรักษาเงินต้น ก็เป็นความเสี่ยงที่สูงสุดอย่างหนึ่งเหมือนกัน เนื่องจากเราไม่ได้อยู่ในยุคหินที่เอาข้าวของมาแลกกัน ในตลาดทุนแค่นอนหลับตื่นมาอีกวันนึง มูลค่าของเงินก็ลดลงแล้ว ไม่ว่าเราจะเลือกมันหรือไม่

การใส่ไขไว้ในตะกร้าเดียวกันตกแล้วแตกหมดก็เสี่ยง แต่การเอาไข่ใส่ไหฝังไว้ไม่เอาใส่ในตะกร้าอะไรเลยก็เสี่ยง หนอนไชไม่รู้ตัว ไข่อาจเน่าทำให้ไม่มีกินในอนาคตได้เหมือนกันอยู่ดี

4.ลงทุนต่างประเทศยากสุดคืออัตราแลกเปลี่ยน


ส่วนนี้อาจวิชาการสุดใน 4 ส่วน แต่จะพยายามทำให้ง่ายๆ ความน่าปวดหัวอันมากมาย ของการไปลงทุนพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ คือ อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งความเสี่ยงที่แท้จริงนั้นอาจจะมากกว่าความเสี่ยงจากตัวพันธบัตรรัฐบาลเองด้วยซ้ำ สมมติเราเห็นประเทศ A ให้อัตราดอกเบี้ยสูงๆ เอาเป็นว่าร้เอยละ 5.00 ซึ่งมากพอสำหรับต้นทุนของเงินสำรอง แต่การไปลงทุนในประเทศ A จะมาพร้อมกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีให้เลือก 2 ทาง คือ หนึ่ง ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน … แต่การป้องกันความเสี่ยงไม่ใช่ของฟรี มันมีต้นทุน ซึ่งต้นทุนในการป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนจะใกล้เคียงกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น แต่เป็นในทางตรงกันข้าม เช่น การป้องกันความเสี่ยงจากสกุลเงินของประเทศ A ก็จะใกล้เคียงกับร้อยละ 5 ลบอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของบ้านเรา สรุปคือไม่ได้อะไรนอกตากจะลงทุนในพันธบัตรระยะยาวขึ้น เช่น 3 ปี 5 ปี แต่พันธบัตรระยะยาวก็มาพร้อมความเสี่ยงทีเพิ่มขึ้นอยู่ดี สองคือไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็เป็นอันรู้กันว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน และอาจสูงกว่าหุ้นเสียด้วยซ้ำในบางเวลา เพราะหุ้นแบงค์ชาติคงลงทุนในสัดส่วนน้อย แต่อัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีความเสี่ยง (Exposure) ของเงินสำรองทั้งก้อน … ความเสี่ยงเราก็มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

ท้ายสุด ……….

ประเด็นเดียวง่ายๆ ก็คือ แบงค์ชาติก็ศึกษากันมาอย่างยาวนาน และคงต้องไตร่ตรองอยากรอบคอบแล้วว่าการลงทุนในหุ้นบ้างส่วน น่าจะให้ผลดีกว่าการไม่ลงทุน ซึ่งมันก็ค่อนข้างชัดเจน เราควรเอาใจช่วยและส่งเสริมมากกว่า ความโปร่งใสในการลงทุน ขั้นตอนที่ชัดเจนมีกระบวนการต่างหาก คือ สิ่งที่เราต้องการ ดีกว่ามาด่ากันอย่างสาดเสียเทเสีย ทั้งๆ ที่อาจจะไม่เข้าใจเต็มที่เสียด้วยซ้ำ

คนชอบด่าพวกแบงค์ชาติว่าจะไปรู้อะไร แต่ผมเห็นสองข้างแล้ว .. ผมว่าต่างคนก็ต่างไม่รู้และเข้าใจงานอีกข้างมากกว่า คนเราก็รู้และเชียวชาญในสิ่งที่เราทำนั่นแหละ ไม่มีใครโง่กว่าใคร

ไม่เคยเขียนอะไรยาวขนาดนี้ ซัดไปซะ 4 หน้า A4 หมดไป ชม กว่าๆ ก็เพราะทนไม่ไหวจริงๆ เห็นแบงค์ชาติโดนด่าอย่างไม่เป็นธรรม คนไม่เคยทำไม่เคยรู้ว่า แม่งโคตรจะยากเลย การบริหารกองทุนนี้ .

ที่มา
https://www.facebook.com/axe.aroonkittichai/posts/10153720250878411



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

แก้ว 3 ประการของการลงทุน แบบสูตรคณิตศาสตร์


คำว่าแก้วสามประการ ดังมาจาก อ. ดร นิเวศ ครับ เขียนบทความชื่อนี้ไว้
ที่มามาจากสมการการคำนวณมูลค่าของเงินในอนาคตในกรณีที่ใส่เงินเป็นงวดๆดังนี้

FV = PMT x (((1+i)^n -1)/i )
FV = มูลค่าของเงินในปีที่ n
PMT = เงินลงทุนต่องวด
n = จำนวนปี
i = ผลตอบแทน

จะเห็นว่าคนจะรวย มี FV = มูลค่าของเงินในปีที่ n มากๆ
1.เงินลงทุนต่องวดนี่ จุดเริ่มต้นของคนไม่เท่ากัน แต่ถ้าเรารู้จักออมก็มีเงินเหลือลงทุน
2.จำนวนปีเริ่มต้นเร็ว ก็มีเวลาให้ดอกเบี้ยทบต้นเยอะ เริ่มก่อนได้เปรียบ
3.ผลตอบแทน อยากรวยไวก็ต้องหาหุ้นผลตอบแทนสูงๆ แต่พวกรวยเร็วมักจนเร็วเช่นกัน ค่อยๆโตดีกว่า
สู้ต่อไปนักลงทุนทุกท่าน


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

แนวคิดของ logo ของเวป

โลโก้เว็บ investidea.in.th

แนวคิดของ logo นี้มาจาก

มีฐานสีเหลี่ยมผืนผ้า สีน้ำตาลขอบสีแดง หมายถึงทรัพย์ในดิน
เปรียบเหมือนว่าบนโลกในนี้มีมีโอกาสความร่ำรวยซ่อนอยู่เสมอไม่มีทางตันถ้าเรามีความรู้ที่จะค้นหามัน

ฐานที่หนายังแสดงถึงความมั่นคง การลงทุนเหมือนการวางแผนอนาคตเป็นหลักประกันชีวิตที่มันคงยามเกษียร อยางน้อยก็มีปันผลกินไม่อยู่อย่างอดอยากเป็นภาระลูกหลาน

ในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ สิ่งแรกที่ต้องมีคือความรู้การลงทุนที่ถูกต้อง ทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานการอ่านงบการเงิน การมองภาพของธุรกิจ การประเมินมูลค่าหุ้น หากนักลงทุนมีพื้นฐานที่แข็งแรง ก็จะต่อยอดความรู้ และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภานะการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้

เมื่อมีความรู้ที่ถูกต้องเป็นตัวนำ ผลสำเร็จของการลงทุนคือความมั่งคั่งรำรวย สินทรัพย์ที่สร้างไว้สามารถสร้างผลตอบแทนเพียงพอที่จะเลียงตัวเองในยามที่ไม่สามารถทำงานได้

ที่มา
ความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆโดย อ บอล คลิกพลิกชีวิต
https://www.facebook.com/wut.gardencenter

ทำภาพให้สวยโดย
อาจารย์ปิงปอง เขียนเปลี่ยนชีวิต
https://www.facebook.com/piingpoong.illustratoranddesign



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

jas จะไปอย่างไรต่อ



JAS บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจสื่อสาร สินค้าหลักๆที่เรารู้จักคืออินเตอร์เน๊คความเร็วสูง 3BB นันเอง

ในช่วงปีที่ผ่านมา JAS ได้ออกนวัตกรรมการเงิน แทบจะทุกรูปแบบที่คิดได้

  • ออกกองทุนได้เงินก้อน
  • ปันผลพิเศษ
  • ปันผลปกติ
  • แจก warrant
  • มีแผนลงทุนหนักๆ 4g สู้ประมูลทุกราคา 
  • ซื้อหุ้นคืน 5 บาทต่อหุ้น


มีแผนลงทุนหนักๆใช้เงินเยอะ แต่ก็เอาเงินออกจากบริษัทตลอด ทั้งการจ่ายปันผลปกติ ปันผลพิเศษ ซื้อหุ้นคือ วันที่ซื้อหุ้นคืนหุ้นหายจากระบบเงินออกจากบริษัท 6,000 ล้าน แต่วันหน้ายังมี warrant รอแปลง เงินเข้ามาเหมือนเดิม คิดได้ยังไงเยี่ยมจริง
ผลกระทบของการใช้เครื่องมือทางกาเงินของ jas

แต่เครื่องมือการเงินปีที่แล้วเหมือนจะเอาเงินออกมากกว่าหาเงินเข้าทั้งๆที่ต้องลงทุนโครงการใหญ่ ทำเอาคนงงกันทั้งตลาด

กลยุทธ์คุณพิษ
แต่ผลเฉลยก็ออกมาว่าคุณพิทซ์ หาเงินแบงค์การันตีมาจ่าย กสทชไม่ทัน ในเบื้องต้นน่าจะเสียเงินประกันไป 600 ล้าน เพราะในสัญญาตอนประมูลเขียนไว้แค่นี้ถ้าไม่จายเงิน ถ้าออกบทลงโทษเพิ่มเติมก็เหมือนเป็นการออกกหมายย้อนหลังไม่น่ามีผลได้

สรุปงบการเงินของ jas
เมื่อดูงบการเงินของ JAS จะเห็นปี 2558 ที่ผ่านมา สินทรัพย์โป่งพ่องมากจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน จะเห็น ในงบกระแสเงิน เงินสดสุทธิจากการลงทุนเป็นบวก และเงินสดสุทธิจากการจัดหาเงินเป็นลบเกิดจากการการปันผลและการใช้หนี้

ในแง่การทำกำไรปี 2558 รายได้และกำไรโตจากการออกขายกองทุน ที่น่าสนใจคือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานปี 558 ลดลงไปเยอะ เป็นที่น่าสนใจว่าถ้าการดำเนินงานเงินสดลดลงแล้วจะทำอย่างไรต่อไปเพราะเดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น

Jasจะไปยังไงต่อ


ตอนนี้มีเงินสดอยู่ 7800 ล้าน ถ้าไปซื้อหุ้นคือซะ 6000 ก็เหลือ 1,800 แล้วจะทำอะไรต่อไป จะแสดงว่าถ้าจะทำโครงการใหญ่ก็ต้องกู้เงินเสี่ยงอีก

ความเสี่ยงอีกอย่างคือ ถ้า jas mobile ที่เป็นลูกของ jas โดนฟ้อง ตอนนี้มีทุนจดทะเบียนยังไม่ชำระอยู่ 20000 ล้าน รับมากสุดก็ไม่เกิด 20,000 ล้านละ เสียวดีนะ

ธุรกิจหลักก็คงยังโตไปได้เรื่อยๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านจาก adsl มาเป็นอินเตอร์เน๊ตแบบเคเบิลใยแก้ว แต่ก็มีคู่แข่งหลายเจ้าเช่น true ais simat

โดยส่วนตัวผมคิดว่า jas คงมองว่า ใบอณุญาติของ jas เองก็หมดในปี 2569 ก็ต้องหาอะไรทำให้เติบโตต่อไปได้ คุณพิษคงมามองที่ mobile internet แต่ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนการเข้ามาสูงเกินไป ยอมเสียเงินประกันแค่ 600 ล้าน ดีกว่า อยู่ที่เดิมไปก่อนก็ได้

สู้ต่อไป jas


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

3.เทคนิคการเลือกตัวเลขมาคำนวณอัตราส่วนทางการเงิน



อัตราส่วนทางการเงินช่วยในการวิเคราะห์กิจการได้ง่ายขึ้น โดยนำตัวเลขในงบการเงินมาทำเป็นตราส่วนทำให้สามารถนำหลายๆกิจการมาเปรียบเที่ยบกันได้ แต่ถ้าคำนวณผิดตั้งแต่ต้น จะทำให้การตีความหมายผิดเพียนไป และเมื่อนำมาวิเคราะห์ก็จะทำให้วิเคราะห์ผิดเพี้ยนไปอีก

1.รู้จักงบการเงิน


งบการเงินทั้งสามงบบันทึกต่างกัน มีทั้งแบบที่เป็นจุดของเวลาและแบบที่เป็นช่วงของเวลา

งบแสดงฐานะการเงิน หรืองบดุล จะแสดง สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน เป็นจุดของเวลา ณ สิ้นงวด

งบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดจะแสดงค่าเป็นช่วงเวลา ไม่พอ โดยงบกำไรขาดทุนยังมีแบบรายไตรมาศและแบบยอดรวม 3 6 9 12 เดือน ส่วนงบกระแสเงินสดมีแบบเดียวคือเป็นยอดรวม 3 6 9 12 เดือน

2.เอาตัวเลขไหนมาคำนวณ


การที่จะเอาตัวเลขจากงบใดมาคำนวณก็ควรให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้าตัวเลขมาจากงบเดียวกันไม่มีปัญหาแต่พอเอามาจากต่างงบกันแล้วปัญหาเริ่มเกิด

2.1.ถ้าตัวเลขมาจากต่างงบกันตัวเลขจากงบดุลจะเป็นค่าเฉลี่ย

เช่นอัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์ ก็จะเป็น รายได้รวม/สินทรัพย์รวมเฉลี่ย

2.2.ทำตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดให้เป็นช่วงเดียวกัน

ถ้าตัวเลขจากข้อ 2.1 สินทรัพย์เอาค่าเฉลี่ยเต็มปีจากปีนี้กับปีที่แล้วบวกกันหารสอง งบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดก็ต้องทำเหมือนกัน

งบกำไรขาดทุนทำตัวเลขย้อนหลังไป 4 ไตรมาศ หรือใช้วิธีคำนวณโดย

สมมติงบ q2 59 งวด 6 เดือน จะทำให้เป็น 12 เดือนย้อนหลังโดยการ นำงบปี 58 ตั้ง ลบด้วยงบ 6 เดือนปี 58 บวกด้วย 6 เดือนปี 59 ก็จะได้ 12 เดือนย้อนหลัง

พอเป็นแบบนี้เราก็จะสามารถนำอัตราส่วนมาเปรียบเทียบกันได้เนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันแล้ว

3.จับ input กับ output ให้ตรงกัน


อัตราส่วนทางการเงินเป็นการวัดประสิทธิภาพ output/input ถ้าจับ input กับ output ไม่ตรงกันการตีความก็จะผิดเพี้ยนไปเช่นการคำนวณ ROE

กำไรมี 3 ตัวคือ กำไรรวม กำไรของผู้ถือหุ้นส่วนที่ไม่มีอำนาจควบคุม(ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช่บริษัทใหญ่ที่อยู่ในบริษัทย่อย) และกำไรของบริษัทใหญ่

ส่วนของผู้ถือหุ้นก็มี 3 ตัวเช่นกัน คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุม และส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่


  • ROE1=กำไรรวม/ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม
  • ROE2=กำไรของผู้ถือหุ้นส่วนที่ไม่มีอำนาจควบคุม/ ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุม
  • ROE3=กำไรของบริษัทใหญ่/ส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่


ROE ที่เห็นใน set จะเปน ROE3 บอกว่าเงินที่เราลงทุนไปได้กำไรส่วนของเรากลับมาเท่าไร
.
หวังว่าจะได้ความกระจ่างมากขึ้นนะครับผม


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

ค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ ตามวิถี CANSLIM

การลงทุนตามแนว CANSLIM  คิดค้นโดย วิลเลียม โอนิล (William O'Neil) เป็นผู้จัดการกองทุนชื่อดัง จากผลงานยอดเยี่ยม หลักการคือการค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ สำหรับการประยุกต์ใช้ในไทย เพจ SEHJU Research Center ได้รวบรวมเรียบเรียงมา และสรุปวิธีไว้ในเพจ www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch  หรือค้นหา tag #SIRSeries บทเฟสก็จะเจอชุดบทความนี้ครับ บทความนีก็รวบรวมไว้อีกทีอ่านง่ายดีครับผม


Base Reading : Basic เมื่อเริ่มต้นการอ่าน Base ค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ (ตามวิถีแคนสลิม)

ประเมิน base ของหุ้น
กดเพื่อดูขนาดใหญ่
.
ผมอายลายมือตัวเอง คิดอยู่นานว่าจะเอาลงดีหรือไม่ เพราะมีหลายๆอันที่เขียนเก็บไว้ในกระดาษ จะพิมพ์ใหม่ก็ขี้เกียจด้วยและบางแผ่นก็มีรูปที่เขียนในเฟสไม่ได้ ก็เลยไม่ได้เอาลง -..-

เคยเป็นใช่มั้ยคับ ? ซื้อหุ้นถูกตัวแต่ผิดเวลา เราอาจจะมอง พฐ. หุ้นถูก แต่เมื่อเข้าซื้อผิดจังหวะเวลา เราอาจจะเจอกับการปรับฐานที่ลึกถึง -50% จากจุดซื้อ OMG !

-50% ใน 1 position ที่ท่านซื้อ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน ที่ท่านจะมีโอกาสโดน เพราะว่าเมื่อเรามีมุมมองเชิงพื้นฐานที่ดีต่อหุ้นแล้ว เราก็มักจะไม่อยากขายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ครั้นจะถือต่อไปเลยก็เครียดมากๆ เพราะเราคิดว่าหุ้นจะต้องขึ้น แต่มันดันลงเอาๆ

ลบมากลบน้อย ก็เงินทั้งนั้น ใครจะไม่เสียดาย....

นักลงทุนสาย CANSLIM จึงทุ่มเทชีวิตและเวลา เพื่อทำการศึกษาและสรุประเบียบวิธีในการเข้าซื้อหุ้นที่ถูกจังหวะ(หลังจากเลือกหุ้นถุกตัว) แล้วสรุปออกมาเป็น กฎที่ชัดเจน

ถ้าใครเคยอ่านงานของ วิลเลียม โอนีล มา หนึ่งในเรื่องที่ยากและมีความเป็น art สูงคือเรื่องของการดู Base เพราะแต่ละตัวอย่างที่โอนีลยกมานี่ เราดูแล้วก็มองไม่ออกแบบแกจริงๆ จนต้องอุทานว่า ห่ะ มันใช่ Cup with Handle จริงๆเหรอเนี่ยยย !!

(ปู่บอกว่าเป็นแพตเทิร์นที่เกิดเยอะสุดในตลาดหุ้น)

ผมไล่ศึกษา ก็พบว่ามีฝรั่งหลายๆคนได้ใช้พวกโปรแกรมมิ่งต่างๆมาช่วยทดสอบ สแกน หาพวกเบสต่างๆออกมา ซึ่งผมดูแล้วก็ได้ผลที่ไม่ดีเท่าไหร่ คือมันสู้ฝึกสายตาดูจนชำนาญไม่ได้ การกำหนดเงื่อนไขลงในโปรแกรมมันก็แสนยากและซับซ้อนเกินไป

สายตาจะชำนาญได้ เราก็ต้องรู้กฎเสียก่อน

ในช่วงตลาดปรับฐาน มันจะมีหุ้นที่อยากขึ้นบางกลุ่มเริ่มที่จะทำการ Formation pattern บางอย่าง เพื่อเตรียมตัวเป็นขาขึ้น

และถ้าเราจะดูเบสด้วยสายตา วิธีดูในขั้นต้นก็จะเป็นดังนี้

ลองดูในรูปที่ผมได้เขียนไว้ เหมาะสำหรับท่านที่รู้แล้วว่า Base คืออะไร แต่เมื่อจะเริ่มดูจากกราฟจริงๆก็ยังไม่เข้าใจชัดเจน นี่คือสิ่งที่ต้องรู้ก่อนการเริ่มประเมิน Base ของหุ้นคับ


จับปลาต้นน้ำ : วิธีสังเกตหุ้นแข็งแกร่ง(หรือยัง) ระดับอนุบาล


.
เรื่องง่ายๆที่สำคัญมาก แต่ก็พูดถึงกันน้อย
#SIRSeries
.
.
แผ่นนี้ต่อจาก เรื่อง ฺBase Basic

.
หุ้นแข็งหรือยัง
กดเพื่อดูขนาดใหญ่
.
วิธีนี้มันอาจจะ "ง่าย" เกิน จนเราไม่ให็ความสำคัญหรือนำมาใช้ แต่นี่คือ พื้นฐานของแทบจะทุกสิ่ง เมื่อเราจะเล่นหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด

เราลองนึกถึงหุ้นพวกนี้ดูนะคับ ก่อนจะเข้าเนื้อหานี้ TASCO VNG PTG GL MCS AOT SYNEX และอื่นๆ หุ้นพวกนี้คือหุ้นที่วนเวียนอยู่ในหัวตาราง #SIRCompositeRating #SIReasyRS อยู่เป็นประจำ ในขณะที่ตลาดเป็นขาลงในช่วงปีที่แล้ว แต่หุ้นพวกนี้กลับแทงยอดนิวไฮแล้วนิวไฮอีก ทำผลตอบแทนให้เป็นอย่างดี

อะไรคือความสัมพันธ์ร่วมของหุ้นแข็งแกร่งเหล่านี้ ?

ในตลาดหุ้น แม้เราจะฉลาดขนาดไหน เราก็ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด เพราะตลาดเต็มไปด้วย นักลงทุนที่รอบรู้ ชาญฉลาด เจ้าของกิจการ นักวิเคราะห์มากประสบการณ์ ผู้ที่ใช้ข่าววงใน ฯลฯ ดังนั้นในวันที่เรา "ขี้เกียจ" จะมีคนเหล่านี้ "ทำงานแทนเราเสมอ" เราจึงต้องหัดสังเกตเพื่อค้นหา "ความผิดปกติ" บางอย่างที่จะสามารถทำกำไรได้

คนอาจจะโกหก คนอาจจะลังเล คนอาจจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือแม้แต่ "ตัวเราเอง" แต่ตลาดนั้นจริงใจ รูปข้างล่างที่ผมเขียนไว้ในกระดาษคือ สิ่งสำคัญพื้นฐานที่ "เราจะต้องเป็น"

วิธีง่ายๆแต่ทรงพลัง ผมใช้มันในการติดตามพฤติกรรมหุ้นที่ผมสนใจอยู่เสมอ


Base Reading ระดับประถม : Quality of Base


#SIRSeries
.
คุณภาพของ base
กดพื่อดูขนาดใหญ่

.
ต่อไปเป็นเรื่องง่ายๆที่ควรมีติดตัวไว้ เป็นยาสามัญประจำบ้าน จะมียากมั่งก็ตรงที่ อ่านลายมือของผม 55+
.
ทำไมคนที่ฝึกฝนการอ่าน chart มาดีเค้าถึงสามารถเทรดหุ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้พื้นฐานของหุ้นเลยก็ได้

หุ้นตัวนี้ - สวย
หุ้นตัวนี้ - ไม่สวย

เขาดูกันยังไง ??

Base คือสิ่งที่จะมาช่วยบอกเรื่องของ Demand/Supply ที่มีในตัวหุ้นได้เป็นอย่างดี

2 ตอนที่ผ่านมาเป็นเรื่องของ ตัวเลขราคา ซึ่งเราจะเรียกว่า Price movement ว่าควจะต้องมีสัดส่วนอะไรเท่าไหร่(เป็นหลักการเบื้องต้น รายละเอียดอื่นๆยังจะตามมาะอีก) ตอนนี้จะมีเรื่องของ วอลุ่ม ในเบสนั้นๆที่เราควรจะต้องฝึกสังเกตให้เป็น
.
การดูเบสไม่ยากเกินไปที่จะฝึก แต่จะฝึกให้ชำนาญก็ต้องใช้เวลา ไม่ต่างกับเรื่องอื่นๆ เมื่อเริ่มเป็นแล้ว ท่านจะค้นพบความน่าตื่นเต้นหลายๆอย่างที่ Base พยายามบอกเรา
.
โควต้าหน้ากระดาษหมด เอาวันละนิดละหน่อยก็แล้วกันเนอะ

..

Base Reading : สะสม/กระจาย : มัธยมต้นเลเวล 



"เผชิญหน้ากับหมี"
#SIRSeries
.
.
ผมดูสารคดีชาวสวนทุเรียนก็ค่อนข้างแปลกใจ ทำไมเค้าแค่เคาะๆบีบ ก็รู้แล้วว่า "ข้างใน" มันสุกหรือสามารถทานได้แล้วหรือยัง...
.
นี่แหละคับที่แตกต่างกันระหว่าง คนทั่วไป กับ มืออาชีพ ! ชาวสวนทุเรียนหมกมุ่นกับการเคาะทุเรียนมาแล้วกี่หมื่นกี่แสนลูก จนมีความสามารถที่จะระบุได้ขนาดนั้น ก็เหมือนกับคนเล่นหุ้นที่มี chart reading skill ที่ดี มองแป๊บเดียวก็พอจะบอกได้แล้วว่า หุ้นตัวนี้ "กราฟสวย" หรือ "ไม่สวย"
.
ปีที่แล้ว SET Index หักหัวลงทั้งปี แต่หุ้นนำตลาดหลายๆตัว กลับสวนทางนิวไฮแล้วนิวไฮอีกขึ้นมาได้ โดยที่ลักษณะพฤติกรรมของมันคือ ก่อนมันขึ้น "มันทำเบส" มันขึ้นมาแล้วเจอตลาดถล่ม "มันก็พักทำเบสต่อ" พออะไรคลี่คลาย มันก็พุ่งขึ้นไปใหม่ จนไปถึงที่สุดของมัน....
.
ชีวิตจะดีกว่าไหม ถ้าเราพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้ ?
.
เราจะค่อยๆเดินไปในเส้นทางแห่ง "ความเป็นจริง" ไม่ใช่ "มโนภาพ"
.
เมื่ออะไรๆก็ดูแย่ มโนภาพแห่งความกลัวจะปรากฎขึ้นในจิตใจเราใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ เราจะยิ่งหาวิธีปกป้องตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก หาวิธีการใหม่ๆ อ่านตำราใหม่ๆ หาวิธีปกป้องตัวเอง หาวิธีหนี ฯลฯ
.
แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นมันก็จะยิ่งทำให้เรา "กลัวหนักขึ้นไปอีก" แล้วคำพูด/การกระทำ/ความรู้สึกนึกคิดก็จะวนเวียนอยู่กับความกลัว แทนที่จะเป็น "ความจริง"
.
เราไม่มีทางหนีความกลัวไปได้ไกลพอหร็อก และความกลัวก็ไม่มีทางหายไปจากใจเราได้ มีทางเดียวที่จะก้าวผ่านมันได้คือการ "เผชิญหน้ากับมัน" แล้วก็หันมาอยู่กับ "ความจริง"
.

Base reading : ม.ปลายLevel / แชร์ประสบการณ์ ดูหุ้นเก็งกำไร/หุ้นปั่น ใช้ทฤษฎีเบสได้มั้ย ?

.
.
ดูหุ้นใกล้วิ่ง
ใครที่ทำการบ้าน scan หุ้นอยู่เสมอ มักจะเจอหุ้นกลุ่มหนึ่งที่เป็น penny stock ติดเข้ามาอยู่เรื่อยๆ พอเข้าไปส่องดูงบดูธุรกิจก็ปรากฎว่า "เน่า" เลยไม่กล้าซื้อ พอไม่กล้าซื้อมันกลับพุ่งขึ้นไปไวยังกับจรวด
.
หุ้นพวกนี้ครั้นจะอ่านพื้นฐานก็ยาก ส่วนใหญ่มีแต่ story ที่ "น่าตื่นเต้น" และไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือได้สักเท่าไหร่
.
แต่หากจะหา "เหตุผลภายใน" ของตัวหุ้น มันก็จะขึ้นไปด้วย 2 อย่าง คือ
.
1. Operating ---> งบดี รายได้โต กำไรโต กำไรต่อหุ้นโต คนแย่งซื้อ หุ้นวิ่ง
2. Financing ---> งบเน่า หนี้เยอะ ส่วนผู้ถือหุ้นจะติดลบ ใช้เกมส์การเงิน เกิดการทำราคาเพื่อเพิ่มทุน หรือเก็งกำไร
.
.
ครั้นจะให้เราเล่นแต่หุ้นดีๆ บางทีมันก็ไม่มีให้เล่น หรือถ้าไม่เล่นหุ้นพวกนี้เลยมันก็น่าเสียดายโอกาส ดังนั้นถ้าจะเล่นเราก็ต้องมีวิธีการดู ไม่ใช่เล่นแบบไม่รู้อะไรเลย ซึ่งอันตรายมาก
.
เมื่อ fundamental จับต้องได้ยาก การใช้ Technical จึงเข้ามามีบทบาท
.
หุ้นพวกนี้ "ควรเล่นน้อยๆ" เช่นไม่ควร 10% ของพอร์ต แล้วก็อย่าซื้อต่อตัวนึงเยอะ เพราะเรามักจะ "ทนถือไม่ได้" เนื่องจากหุ้นพวกนี้จะแกว่งตัวรุนแรง ใครที่หวังร่ำหวังรวยกับหุ้นพวกนี้ มักจะต้องขาดทุนมากมายไม่วันใดก็วันหนึ่ง
.
ตลาดหุ้น มันก็ดีอย่างนี้ หยิบยื่นหลายๆโอกาสมาให้เราอยู่เสมอ พวกหุ้นปั่น หุ้นเก็งกำไร หรือจะเรียกให้ดีหน่อยก็ Penny stock ก็เป็นอีกแบบของการสร้างผลตอบแทนให้เราได้ในตลาด
.
แต่การเล่นไปด้วยความโลภและความกลัว มักจะทำให้สมองไม่ใส เมื่อสมองไม่ใส การตัดสินดีๆก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ครับ

ที่มา

.
Base Reading : Basic เมื่อเริ่มต้นการอ่าน Base ค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ (ตามวิถีแคนสลิม)
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./825271644265886/?type=3&size=1480%2C2048&fbid=825271644265886

จับปลาต้นน้ำ : วิธีสังเกตหุ้นแข็งแกร่ง(หรือยัง) ระดับอนุบาล
เรื่องง่ายๆที่สำคัญมาก แต่ก็พูดถึงกันน้อย
#SIRSeries
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./826354597490924/?type=3&theater

Base Reading ระดับประถม : Quality of Base
#SIRSeries
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./830429947083389/?type=3&theater

Base Reading : สะสม/กระจาย : มัธยมต้นเลเวล
"เผชิญหน้ากับหมี"
#SIRSeries
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./834133113379739/?type=3&theater


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line@ หรือ ตรงๆที่ pat4310(ตอบช้าหน่อย บางที่ไม่เห็นเพราะ line group บังตกขอบไป) , หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

คนเราจะมั่งคั่งได้ต้องเอาชนะต้นทุน

การที่คนเราจะมั่งคั่ง ส่วนของทุนโตได้เรื่อยๆ ต้องผ่านต้นทุนหลายด่าน ถ้าทำรายได้มากกว่าต้นทุนเงินทุน ส่วนทุนก็เพิ่มได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ขาดทุน

1.ต้นทุนชีวิต


คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน อดีตแก้ไม่ได้แต่อาคตสร้างได้ด้วยการทำปัจจุบัน อยากรวยก็ทำเหตให้รวย รายได้มากกว่ารายจ่าย มีเงินออมมาลงทุน

2.ต้นุทนเงินทุน


มีเงินออมอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร มูลค่าของเงินก็ลดลงเท่ากับเงินเฟ้อ ถ้าเอาไปลงทุนก็มีหลายทางเลือกในการออมและลงทุนให้เลือก เลือกไม่ดีผลตอบแทนก็ไม่คุ้มค่าเสียโอกาสและความเสี่ยง

3.นำเงินมาทำธุรกิจ


ทั้งบริษัทไม่มีอะไรเป็นของเรายืมเขามาทั้งนั้น ก็ต้องมีต้นทุนต้องจ่าย ถ้าสร้างรายได้ได้ชนะต้นทุน ส่วนทุนก็โต
หนี้เงินกู้ => มีต้นทุนคือดอกเบี้ย
หนี้ไม่มีดอกเบี้ย เช่นค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เจ้าหนี้การค้า => มีต้นทุนคือค่าเสียโอกาสแทนทีี่จะเอาเงินไปทำให้เกิดประโยชน์ก็ต้องกันไว้จ่ายหนีี้
สินทรัพย์ => ทิ้งไว้เฉยๆก็มีค่าเสื่อม ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ROA ROE ก็ต่ำลง
ไม่ซื้อแต่เช่าเอา => มีค่าเช่า
ลูกหนี้ => คือกำไรของบริษัทแต่ฝากไว้กับลูกค้าก่อน ครบดิวค่อยมาเอา มีค่าเสียโอกาสที่จะเอาเงินไปทำอย่างอื่น ถ้าต้องกู้เงินมาหมุนก็มีดอกเบี้ย ถ้าหนี้เสียก็ซวยอีก
สินค้าคงเหลือ => ตุนของเยอะๆก็เงินจม ของล้าสมัยหาย เป็นรายจ่ายอีก
แรงงาน => ต้นทุนคือค่าแรง
ยอดขาย => ค่าใช้จ่ายในการขาย
ใช้สินค้าและบริการสาธารณะ => จ่ายภาษี
การเติบโต => ต้องกันเงินไว้ลงทุนปันผลไม่ได้ ต้องต้มมาม่ากินเพื่อให้ธุรกิจเติบโต

4.ลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน


ลงทุนตลาดหุ้นก็มีต้นทุน อย่างน้อยก็เท่ากับ risk free + risk premium จะบวกพรีเมี่ยมอย่างไรก็ไปดูข้อสามถ้าความเสี่ยงเยอะๆ ก็ต้องบวกไปเยอะถึงคุ้ม

5.ต้นทุนทางอารมณ์


เขาบอกว่าลงทุนให้สำเร็จ เทคนิคเป็นแค่ 20% อีก 80% เป็นเรื่องของจิตใจแต่ว่า แต่ละคนมีจริตไม่เหมือนกัน บางคนใจร้อน บางคนใจเย็น ชอบเสี่ยง ไม่ชอบเสี่ยง กระทบผลตอบแทน และกลยุทธ์ลงทุนทั้งนั้น

กว่าจะรวยนี่เรื่องเยอะเนาะ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

7สิ่งที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นกำลังคึกคัก

การวิเคราะห์ภาพรวมของตลาดหุ้นว่าอยู่ในช่วงตลาดหมีหรือตลาดกระทิง นอกจากมองที่มูลค่าซื้อขายหรือตัวดัชนีแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นรอบตัวที่บ่งบอกว่าได้ว่าตลาดหุ้นกำลังจะดีเช่นกัน ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.งานสัมมนาด้านการลงทุนเริ่มถูกจับจองจนเต็ม


 หนึ่งในปัจจัยชี้วัดสำคัญที่บ่งบอกพฤติกรรมของนักลงทุนส่วนใหญ่ว่ากำลังมองตลาดหุ้นอย่างไรสามารถดูได้จากงานสัมมนาต่างๆ ว่ามีคนให้ความสนใจมากน้อยเพียงใด หากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะซบเซา นักลงทุนจะไม่ค่อยให้ความสนใจงานสัมมนาต่างๆ มากนัก แต่ถ้าตลาดหุ้นเริ่มดีขึ้นจะมีคนให้ความสนใจ เช่นเดียวกับคอร์สสอนการลงทุนและสื่อต่างๆ หากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะกระทิง สื่อประเภทดังกล่าวจะได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นพิเศษ

2.นักวิเคราะห์ส่วนมากจะมองภาพตลาดหุ้นในแง่บวก


ในภาวะที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงไซด์เวย์ นักวิเคราะห์จะให้มุมมองตลาดหุ้นที่แตกต่างกัน บ้างอาจมองว่าหุ้นจะกลับมาเป็นขาขึ้นในไม่ช้า บ้างอาจมองว่าหุ้นยังเป็นขาลงอยู่ แต่หากตลาดหุ้นเริ่มเป็นขาขึ้นแรงๆ ได้สักพัก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองภาพบวกไปในทิศทางเดียวกัน และเริ่มปรับเป้าดัชนีสูงขึ้น รวมถึงมีหุ้นแนะนำออกมามากขึ้นเช่นกัน

3.เซียนหุ้นรายใหญ่เริ่มให้ความเห็นออกสื่อ 


นักลงทุนรายใหญ่ในปัจจุบันถือเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับเช่นเดียวนักวิเคราะห์ เวลาที่เซียนชื่อดังออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดหุ้น นักลงทุนรายย่อยมักจะให้ความสนใจฟังเป็นพิเศษ เมื่อใดที่นักลงทุนรายใหญ่ออกมาพูดพร้อมกันว่าได้เวลาซื้อหุ้นแล้วมักจะเป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

4.ผู้บริหารจะเริ่มออกมาให้ข่าวมากขึ้น 


ถ้าหากตลาดหุ้นซบเซาต่อให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีเพียงใด ราคาหุ้นก็อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก ผู้บริหารจึงมักจะไม่ออกมาแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมากนัก แต่ถ้าตลาดหุ้นกำลังกลับมาคึกคัก จะเริ่มเห็นการให้ข่าวของผู้บริหารมีมากขึ้น เพราะมีโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าซื้อเก็งกำไรสูง

5.ตลาดไอพีโอเริ่มคึกคัก 


หลักทรัพย์ที่เสนอขายครั้งแรกหรือไอพีโอนอกเหนือจากเป็นบริษัทที่ดีแล้ว สภาวะตลาดยังมีความสำคัญด้วยเช่นกัน หากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะกระทิง การเก็งกำไรในหุ้นไอพีโอจะได้รับความนิยมด้วยเช่นกัน และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นสูงในวันแรก ช่วงที่ตลาดหุ้นไม่ดี หุ้นไอพีโอก็จะออกสู่ตลาดน้อยลงเพราะถ้าพื้นฐานบริษัทไม่ดีอาจทำให้ราคาลงต่ำกว่าราคาจองก็เป็นได้

6.จะเริ่มเห็นการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียน 


การเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยเฉพาะรูปแบบการขายให้
กับผู้ถือหุ้นเดิมหรือ RO จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นของนักลงทุน ถ้าหากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะคึกคักก็มีโอกาสสูงที่จะสามารถขายหุ้นเพิ่มทุนได้ตามเป้า

7.คนที่ไม่เคยเล่นหุ้นจะเริ่มสนใจ 


นี่คือเคสคลาสสิคของตลาดหุ้นตามคำกล่าวที่ว่าถ้าคนที่ไม่เคยสนใจตลาดหุ้นมาก่อนเริ่มเข้ามาถาม ให้คิดไว้ก่อนว่านี่คือช่วงปลายของตลาดขาขึ้นหรือต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนแล้ว

ที่เล่ามานี่คือจิตวิทยามวลชนที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นกำลังคึกคัก อย่างไรก็ตามหากเกิดปรากฎการณ์เหล่านี้ขึ้นเป็นเวลาที่ต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้นไม่ใช่แห่เก็งกำไรโดยขาดสติ
เครดิต:- Super Trader Team



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

5ข้อควรระวังเมื่อวิเคราะห์งบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสด เป็นเหมือนบัญชีรายรับรายจ่ายทั่วไปนั่นเอง บวกคือเงินเข้าลบคือเงินออก ดูเป็นก็รู้ว่าเงินเข้าเงินออกจากไหนบ้าง แต่ก็มีข้อควรระวังเล็กๆน้อยๆดังนี้

1.งบกระแสเงินสดแสดงเป็นยอดสะสม


เวลาเป็นงบการเงิน สมมติเปิดงบกระแสเงินสดไตรมาศ 2 ยอดที่เห็นจะเป็นยอดในช่วง 6 เดือน
ดังนั้นถ้าจะเอาตัวเลขจากงบกระแสเงินสดมาคำนวณคู่กับงบอื่นเช่นอัตราส่วนคุณภาพกำไร กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหารด้วยกำไรสุทธิก็ต้องดูว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่

2.เรื่องของดอกเบี้ย


เวลาเอางบกระแสเงินสดมาเปรียบเทียบกันต้องระวังเรื่องของดอกเบี้ยด้วย โดยงบกระแสเงินสดจะเห็นยอดต้นทุนทางการเงินที่เป็นดอกเบี้ยที่จ่ายตามเกณฑ์คงค้างมาบวกกลับเพื่อหักล้างกันกับตัวเลขในงบกำไรขาดทุน แล้วจึงหักออกอีกทีด้วยดอกเบี้ยจ่ายที่เป็นเงินสดอีกรอบ
ปัญหาคือดอกเบี้ยจ่ายในงบกระแสเงินสดจะอยู่ได้สองที่คือหักออกใน ส่วนของ CFO หรือไม่ก็ส่วนของ CFF ดังนั้นถ้าจะเอางบมาเทียบกันก็ต้องระวังจุดนี้ด้วย

3.เรื่องของการจัดประเภทรายการ


งบกระแสเงินเงินสดบางทีก็จัดประเภทรายการไม่ถูกใจเรา เวลาวิเคราะห์เราจะเอามาจัดใหม่ก็ได้ไม่มีใครว่า เช่นดอกเบี้ยรับอยู่ใน CFO ดูแล้วขัดๆตาอย่ากเอาไว้ CFI เพราะเป็นดอกเผลของการลงทุน, สินทรัพย์และหนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น ไม่รู้จะเอาไว้ที่ CFO ทำไม

4.อย่าดูแต่ยอดรวม


ปกติวิเคราะห์งบกระแสเงินสดก็ดูแค่ยอดรวม 3 ตัว CFO CFI CFF ว่าเครื่องหมายเป็นอย่างไร จากข้อ 2-3 ถ้าจัดประเภทรายการใหม่ตามมาตรฐานเราเอง ภาพของยอดรวมก็จะเปลี่ยนไป และผลการวิเคราะห์ก็จะต่างไปด้วย


5.บางทีผิดสูตรก็ดีได้


ปกติเราจะจำกันว่า CFO เป็นบวกดี แต่หลายอุตสาหกรรมเป็นลบก็ดีได้เช่น หุ้นอสังหาริมทรัพย์ CFO มักติดลบมาจากการลงทุนโครงการใหม่ๆถ้าช่วงเศรษฐกิจดีๆ แบงค์ปล่อยง่ายๆ แสดงว่างวดต่อไปอาจขายได้มากขึ้นกำไรเพิ่มหุ้นวิ่ง ในทางกลับกันถ้า CFO เป็นบวกแสดงวาไม่ค่อยขึ้นโครงการใหม่กำไรงวดหน้าอาจลดลง

ในงบกระแสเงินสดของกลุ่มธนาคาร การเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อจะจัดอยู่ในกิจกรรมดำเนินงานดังนั้นถ้าบริษัทเติบโต ก็ต้องปล่อยเงินกู้เพิ่มขึ้น CFO ก็จะติดลบเป็นปกติ หลายคนเลยเสนอให้จัด เงินให้สินเชื่ออยู่ในกิจกรรมการลงทุนก็มี

การอ่านงบกระแสเงินสดไม่ใช่เรื่องยากเลยรู้ข้อระมัดระวังเล็กๆน้อยๆก็ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้

ติดตามข่าวสารและสอบถามปัญหาคาใจได้ที่ (ถามได้ทุกเรื่องยกเว้นยืมเงิน)
line@ หยิบมือถือมาจิ้มเบาๆที่ลิงค์
เพิ่มเพื่อน

fanpage investidea.in.th





สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

หุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย CA คืออะไร

เครื่องหมาย CA หลังชื่อหุ้น

นักลงทุนหลายคนเวลาเข้าเทรดหุ้นด้วย Streamming อยู่ดีๆ ข้างหลังหุ้นในพอร์ทเรามีครื่องหมาย CA โผล่ขึ้นมา อย่าตกใจไปครับผม

CA ไว้ให้รู้ว่า ถ้านักลงทุนมีหุ้นก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย CA จะได้หลายสิทธ์พร้อมๆกัน

เช่น บริษัทที่จ่ายปันผล พร้อมเรียกประชุมผู้ถือหุ้น โดยตัดรายชื่อพร้อมกันในวันเดียว ถ้าขึ้นเครื่องหมายทั้งหมดที่บนโปรแกรมจะไม่พอ โปรแกรมก็จะขึ้นเครื่องหมาย CA ไว้ให้รู้วา วันนั้นนักลงทุนได้หลายสิทธ์พร้อมๆกัน เอาเมาส์ไปจ่อก็จะรู้วาได้สิทธ์อะไรบ้าง

ซึ่งมีหลายเครื่องหมายมาก สารพัด X แต่จำไว้ง่ายๆว่า ถ้าอยากได้สิทธ์ให้ซื้อก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย ซื้อวันขึ้นเครื่องหมายเราจะไม่ได้อะไรเลย

XD (Excluding Dividend): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล
XR (Excluding Right): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่
XW (Excluding Warrant): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์
XS (Excluding Short-term Warrant) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ระยะสั้น
XT (Excluding Transferable Subscription Right): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้
XI (Excluding Interest): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับดอกเบี้ย
XP (Excluding Principal): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินต้นที่บริษัทประกาศจ่ายคืนในคราวนั้น
XA (Excluding All): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศให้ในคราวนั้น
XE (Excluding Exercise): แสดงการปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น เพื่อให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นในการนำตราสารสิทธิไปแปลงสภาพเป็นหุ้นอ้างอิง
XM (Excluding Meetings): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่มีสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
XN (Excluding Capital Return): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่มีสิทธิในการรับเงินคืนจากการลดทุน
XB (Excluding Other Benefit): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่ ในกรณีต่อไปนี้
   - สิทธิจองซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ที่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ
   - สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ ที่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
   - สิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ที่เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering) โดยจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท
   - สิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทในเครือ

ติดตามข่าวสารและสอบถามปัญหาคาใจได้ที่ (ถามได้ทุกเรื่องยกเว้นยืมเงิน)
line@ หยิบมือถือมาจิ้มเบาๆที่ลิงค์
เพิ่มเพื่อน

fanpage investidea.in.th





สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023