วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แนวทางการจัดการความเสี่ยงอย่างง่าย

ความเสี่ยงยังไงก็หนีไม่พ้น จะอยู่กับมันอย่างไรให้ชิวๆ ขั้นตอนคร่าวๆดังนี้

1.ระบุความเสี่ยง
นึกอะไรได้เขียนไป

2.ระบุความน่าจะเป็นและผลกระทบ
เหตการจากข้อ1มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดมากน้อย และผลกระทบมากน้อย เท่าไร

3.จัดกลุ่มความเสี่ยง
ได้รู้ว่าอันไหนสำคัญมากน้อยแบ่งง่ายๆเป็น

  • ความน่าจะเป็นมากผลกระทบน้อย
  • ความน่าจะเป็นมากผลกระทบมาก
  • ความน่าจะเป็นน้อยผลกระทบน้อย
  • ความน่าจะเป็นน้อยผลกระทบมาก

4.จัดการความเสี่ยง
การจัดการความเสี่ยงมี หลัก 4 ข้อคือ [1]

  • Transfer การโอนความเสี่ยง เช่นประกัน การใช้ตราสารอนุพันธ์
  • Threat รับความเสี่ยง เราอาจชนะก็ได้ ไม่ชนะเราก็เจ็บไม่มาก (เราประเมินแล้วว่ารับผลกระทบได้) เช่น ถือหุ้นไปไม่ต้องทำอะไร หุ้นสวิงไปมาในกรอบที่รับได้ ทำธุรกิจ ขายต่างประเทศ อาจไม่ซื้อฟอร์เวิร์ด เพราะค่าเงินสวิงไม่แรง เป็นต้น นี่เรียกว่า Threat
  • Terminate หลีกเลี่ยงหรือยกเลิกไปไม่ทำในทางที่พบกับความเสี่ยง ไม่ซื้อหุ้นก็ไม่ขาดทุน ไม่กำไร
  • Protection ป้องกันไม่ให้เกิด บางคนจะสับสนกับแบบแรกและสาม การป้องกันมักจะใช้ในแง่การออกทางปฏิบ้ติไม่ให้เจอความเสี่ยง เช่นห้ามสูบบุหรี่ในปั๊มน้ำม้น ทำปั๊มน้ำมันอย่างไรก็เสี้ยงเรื่องการเกิดเพลิงไหม้ ราคาน้ำมันขึ้นลง เราป้องกันได้ด้วยการซื้อฟิวเจอร์น้ำมัน อัคคีภัยเราก็ซื้อประกัน แต่ไม่ใช่ว่าซื้อประกันแล้วมันจะไหม้จะระเบิดเราก๋ไม่สน เราก็ไม่อยากให้เกิดง่ายๆ อาจต้องมีกฎควบคุมกิจกรรมพนักงานและลูกค้าไม่ทำพฤติกรรมเสี่ยงอีก เหมือนข้บรถ เราก็มีประกันรถชั้นหนึ่ง แต่เราก็ยังคงระวัง เมื้อเลี้ยวก็เปิดไฟเลี้ยว เช็คน้ำมันเบรค พักผ่อนให้พอ ที่กล่าวมาก็คือ Protection
ความเสี่ยงถ้าจัดการดีแล้ว อะไรจะเกิดก็ทำตามแผนไป โชคดีทุกท่าน

[1]https://www.facebook.com/pat4310/posts/1029509797073796

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

5 จุดสำคัญวิเคราะห์งบการเงิน

งบการเงินช่วยบอกให้รู้ว่าผลประกอบการบริษัทที่เราสนใจดีหรือไม่ดีอย่างไร ควรถือยาวหรือไม่ หรือเล่นสั้นตีหัวเข้าบ้านไป หรือโชคร้ายอาจโดนเจ้ามือตีหัวแทน ถ้าผลประกอบการในอนาคตดีราคาหุ้นยังไงก็ต้องวิ่งโอกาสขาดทุนน้อย โดย 5 จุดสำคัญที่ควรดู มีดังนี้

1.โครงสร้างงบดุล
มองหนี้รวมเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นถ้าบริษัทไหนหนี้สินเยอะๆ เกิน 2 เท่าของทุนให้ระมัดระวังเพราะถ้าสภาพคล่องไม่ดี ดูสภาพคล่องที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในข้อ 3 ให้เป็นบวกไว้ก่อน ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลยอนาคต อาจมีการเพิ่มทุน หรือถ้าเลวร้ายหาเงินไม่ทันก็ล้มละลายได้

2.รายได้และกำไร
บริษัทที่ดีควรมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น อัตรากำไรสม่ำเสมอ ถ้าอัตรากำไรไม่สม่ำเสมอต้องไปอ่านคำอธิบายผลประกอบการว่ารายได้ลดลงหรือรายจ่ายเพิ่มขึ้นเพราะอะไร เป็นเหตชั่วคราวหรือไม่

3.กระแสเงินสดของกิจการ
เวลาอ่านควรให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (CFO) ควรมีค่าเป็นบวกและใกล้เคียงกับกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุน แสดงให้เห็นว่าบริษัทมี สภาพคล่องทำมาหากินแล้วมีเงินงอก เงินส่วนนี้สามารถนำไปลงทุน จ่ายดอกเบี้ย จ่ายเงินต้น และปันผลได้
ส่วนกระแสเงินสดจากการลงทุน (CFI) ควรมีค่าเป็นลบ แสดงถึงบริษัทมีการลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน (CFF) ควรมีค่าเป็นลยเช่นกัน เพราะแสดงว่าบริษัทเอาเงินไปจ่ายหนี้เงินต้น หรือจ่ายปันผล

4.อัตราส่วน ROE
ROE แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรกลับมาหาผู้ถือหุ้นเท่าไร บริษัทที่ดีความมีค่า ROE สม่ำเสมอไม่ผันผวน ถ้าบริษัทที่มี ROE ลดลงติดๆกันหลายๆปี แสดงว่าบริษัทมีแนวโน้มกำลังเติบโตช้าลง ถือไปชาตินึงหุ้นก็ไม่ขึ้น

ROE สามารถแยกองค์ประกอบออกได้อีกเป็น 3 ประเด็นคือ

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE ratio) มองภาพรวมของหนี้ บริษัทที่ดี DE จะสม่ำเสมอ บริษัทที่ DE สูง จะทำให้ ROE สูงแต่ผู้ถือหุ้นก็เสียวล้มละลายไปด้วย
  • อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน (Asset turnover) บอกว่าสินทรัพย์ของบริษัท 1 บาททำไปสร้างรายได้ได้เท่าไร บริษัทที่ดีอัตราส่วนนี้จะสม่ำเสมอ
  • อัตรากำไรสุทธิ บอกว่ายอดขาย 100 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรเท่าไร บริษัทที่ดีควรมีอัตรากำไรสม่ำเสมอ ถ้าไม่สม่ำเสมอต้องไปหาสาเหตุว่าอัตรากำไรลดลงเพราะอะไร


5.อัตราส่วน PE
PE ใช้วัดความถูกแพงของหุ้น หุ้นที่ PE สูงๆ เกิน 20 เท่าขึ้นไป แสดงว่าตลาดให้ค่ากับกำไรในอนาคตค่อนข้างเยอะ จะซื้อหุ้นต้องไปตามข่าวในอนาคตเอาว่ามีโครงการอะไรทำให้หุ้นโตได้บ้าง
แต่ถ้า PE ต่ำมากๆ ก็ต้องระวังว่าเป็นกำไรพิเศษที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน กำไรจากรอบช่วง PEAK ของหุ้นวงจร หรือกำไรของบริษัทกำลังมีแนวโน้มต่ำลงหรือไม่ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขก็แสดงว่า PE ของบริษัทที่เรากำลังจะซื้อไม่แพงเกินไป ติดดอยก็น่าจะยังมีปันผลกิน

ตัวเลขพวกนี้ไม่ต้องคำนวณเองครับ ตลาดหลักทรัพย์เขาทำมาเป็น fact sheet ไว้ให้แล้ว สามารถเข้าไปดูได้ฟรีๆครับผม เข้าไปลิงค์นี้อยากดุหุ้นตัวไหนแก้ตรง url bar จาก symbol=PTT เป็นชื่อหุ้นที่ต้องการ  http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=PTT&ssoPageId=3&language=th&country=TH 

การไล่ดูงบตามขั้นตอนนี้ทำให้นักลงทุนสามารถวิเคราะหสภาพของกิจการได้คร่าวๆ และวางแผนการลงทุนได้ไม่ยากครับ โชคดีในการลงทุนทุกท่าน

ที่มา: ภัทรธร ช่อวิชิต, "เจาะหุ้นร้อนแสกนหุ้นเด้ง", สำนักพิมพ์ thinkgood, 2558.

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วัดความสวิงของหุ้นด้วย RVI (relative volatility index)

เล่นหุ้น เราทำกำไรจากความผันผวนของราคา ในทางสถิติความผันผวนถูกวัดด้วยค่าความแปรปรวน (standard deviation) ที่เป็นการวัดว่าค่าของตัวแปลห่างจากค่าเฉลี่ยเท่าไร ค่าความแปรปรวนมากก็ผันผวนมาก

RVI เป็นดัชนีที่ดัดแปลงมาจาก RSI ที่เป็นการงัดข้อกันระหว่างแรงซื้อกับแรงขาย ถ้าแรงซื้อมากกว่าแรงขาย ค่าดัชนีก็จะมากกว่า 50 การคำนวณตามภาพ
การคำนวณดัชนี RVI
ตัวแปรที่ต้องตั้งค่าคือ
EMA คือค่าเฉลี่ย EMA ของค่าความแปรปรวน สมมติตั้งการวัดความผันผวนในช่วง 14 วันให้สอดคล้องกับ RSI(14) เพื่อให้สัญญาณไม่เหลื่อมกัน ก็ตังค่าเป็น (RVI(14))
Stddev คือค่า ความแปรปรวนของ จำนวนวันที่ต้องการ ถ้าจะเอาให้เหมาะกับ ค่าเฉลี่ย EMA ของค่าความแปรปรวน ก็ใช้สูตรจำง่ายๆคือ (RVI(x) x 2)-1 สมมติ จะใช้ RVI 14 วันก็ตั้งหาค่าความแปรปรวนบนเส้นค่าเฉลี่ย 27 วัน (จากสูตรตัวปรับความราบเรียบของ EMA ค่า alpha คือ 2/n+1 ถ้าจะ ใช้ rsi 14 alpha คือ 1/14 หรือ 2/28 ค่า n = 27  )

การใช้งาน
ใช้เหมือน rsi นั่นละมากกว่า 50 ก็ซื้อเพราะมีแรงซื้อมากกว่าแรงขาย เพราะค่าเฉลี่ยของความแปรปรวนวันที่ขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยของความแปรปรวนของวันที่ลง ซื้อตอนมากกว่า 50 หลุด 50 ก็ขาย

หรือจะใช้คู่กับ MACD ก็น่าสนใจ MACD วัด momentum rsi ใช้วัดแรง

ใช้ RVI คู่กับ MACD
ที่มา stockmarketstudent.com/relative-volatility-index/
ที่มา http://stockmarketstudent.com/relative-volatility-index/