วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

งบกระสแเงินสดบอกอะไร

ภาพแสดงงบกระแสเงินสด
กระแสเงินสดในกิจการแบ่งเป็นสามกิจกรรมที่ต้องตัดสินใจ
1กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน CFO
  • บอก รายได้ รายจ่าย และการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียน รายการหลักคือลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ และเจ้าหนี้การค้า
  • ทำให้ทราบว่ากิจการมีรายการปรับปรุงทางบัญชีอะไรบ้าง 
    • รายจ่ายที่ไม่ใช่เงินสดจะถูกนำมาบวกกลับ ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับปรุงมูลค่าของสินทรัพย์ให้ลดลง หรือหนี้สินสูงขึ้น เช่นหนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อสินค้าเสื่อมคูณภาพ ปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของเงินลงทุน สำรองหนี้สินคดีความ สำรองหนี้สิน สำรองผลประโยชน์พนักงาน
    • รายได้ที่ไม่ใช่เงินสดจะถูกนำมาหักออกไป ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับปรุงมูลค่าของสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้น หรือหนี้สินสูงลดลง ส่วนใหญ่ก็เป็นการกลับรายการของข้อเมื้อกี้แหละจำง่ายๆ
  • แสดงให้เห็นการจัดประเภทรายการให้อยู่ถูกที่ถูกทางเข่น ปันผลรับ ดอกเบี้ยรับก็หักออกจาก CFO ไปอยู่ CFI กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ ก็หักออกจาก CFO ไปแสดงยอดเงินสดรับทั้งหมด (มูลค่าบัญชี + กำไร) ใน CFI 
  • ใครมีพวก one time gain/lose อะไรเราเห็นหมด
  • การเปลี่ยนแปลงใน สินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้หมุนเวียน (สินทรัพย์เพิ่มเงินลด หนี้เพิ่มเงินเพิ่ม) ให้ดู ระยะเวลาเก็บหนี้ ระยะเวลาขายสินค้า ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้และวงจรเงินสดประกอบว่าเงินที่หมุนๆอยู่ปกติหรือไม่
2. กระแสเงินสดจากการลงทุน

  • เป็นการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (สินทรัพย์เพิ่มเงินลด )
  • รายการส่วนใหญ่ควรเป็นเงินลงทุนในที่ดินอาคารอุปกรณ์ แสดงว่าเอาเงินไปขยายกิจการตัวเอง
  • ถ้าเป็นเงินลงทุนในบริษัทย่อย ร่วม ก็ต้องไปดูว่าบริษัทที่ซื้อมาดีจริงหรือไม่
  • กระแสเงินสดจากการลงทุนส่วนใหญ่ไปทำอะไรที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลักถือว่าอาการน่าเป็นห่วง
  • ให้ดู ROA อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ประกอบ ว่าที่ลงทุนไปใช้งานคุ้มไหม
3. กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน
  • เป็นการเปลี่ยนแปลงในหนี้ และส่วนของผู้ถือหุ้น (หนี้ ทุน เพิ่มเงินเพิ่ม)
  • ถ้าเงินสดจากการดำเนินงานติดลบไม่ดี กิจการต้องหมุนเงินหัวปั่น
  • ดู DE ratio ROE ประกอบการวิเคาะห์

อัตราส่วที่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด
  • คุณภาพกำไร = CFO หลังหักดอกเบี้ย / กำไรสุทธิ : กำไรทางบัญชีควรเป็นเงินสดด้วยจะดีมาก
  • Modified Interest Coverage ratio (MICR, ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย) = CFO ก่อนหักดอกเบี้ย / ดอกเบี้ยจ่าย : ถ้าเยอะๆแสดงว่าบริษัทมีกระแสเงินสดมาจ่ายดอกเบี้ยได้ บังคับกลายๆว่า CFO ต้องเป็นบวกถึงมีเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้
  • Modified Payback Period = หนี้ที่มีดอกเบี้ย / CFO หลังดอกเบี้ย : หนี้ที่มีใช้เวลากี่ปีจ่ายหมด 
  • Modified Current Ratio = CFO / หนี้หมุนเวียน ค่าประมาณ 0.7 ดี มองว่ามีเงินสดมาจ่ายหนี้หมุนเวียนหรือไม่ ถ้ามีสภาพคล่องสดใส่

ศึกษาเรืองอัตราส่วนของงบกระแสเงินสดเพิ่มเติมได้ที่ facebook อ.สรรพงษ์ 
https://www.facebook.com/notes/sanpong-limthamrongkul/อัตราส่วนทางการเงินสำหรับการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด/10202590070651411 

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ศึกชิงเจ้า VI SIRI ปะทะ PF และ AQ

ศึกชิงเจ้า VI SIRI ปะทะ PF และ AQ ใครจะอยู่ใครจะไปมาดูกัน

ยกแรก สู้กันด้วยความสามารถในการทำกำไร

เปรียบเทียบการทำกำไร
อัตรากำไรขั้นต้นของ siri และ pf พอๆกันที่ 33% และ 32% แต่อัตรากำไรข้นต้องของ aq ต่ำสุดที่ 27.7% ในแง่กำไรสุทธิ siri อัตรากำไรยังเหนือกว่า pf ที่6.66% และ0.37% ส่วน aq ผมตัดแพ้ฟลาวเพราะกำไรที่เห็นมาจากกำไรพิเศษที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับการดำเนินงานดังภาพ

กำไรพิเศษของ AQ ในปี 2556

แต่เมื่อพิจารณาคุณภาพกำไร(CFOหลังหักดอกเบี้ย/กำไรสุทธิ) ที่บอกว่ากำไรที่ทำได้มาเป็นเงินสดได้หรือไม่พบว่า siri ตกรอบเพราะว่ากำไรไม่สามารถเป็นเงินสด เงินสดสุทธิจากการดำเนินงานติดลบ11,069.76ล้านได้กำไรมาก็เอาเงินไปจมกับต้นทุนโครงการหมดอัตราส่วนคุณภาพกำไรติดลบ 5.14เท่า pf ก็ตกรอบเพราะกำไรไม่เป็นเงินสดเช่นกัน เงินสดสุทธิจากการดำเนินงานติดลบไป1032.15ล้านบาทอัตราส่วนคุณภาพกำไรติดลบ 24.92 เท่า aqผ่านเพราะเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกเนื่องจากพึ่งปรับโครงสร้างหนี้เสร็จขอหายใจหน่อยงานยังไม่ได้เริ่มทำ55

ดังนั้นจะเห็นว่าบริษัทอสังหาจะอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจมากเพราะทำธุรกิจมีกำไรแต่ไม่ค่อยเห็นเงิน ถ้าเศรษฐกิจเริ่มชลอกลุ่มนี้จะไปก่อนเพื่อน

ยกที่สอง ใครขายของเก่งกว่ากัน


วงจรเงินสด
ระยะเวลาเก็บหนี้ = ลูกหนี้การค้า-เงินรับล่วงหน้าเฉลี่ย / ยอดขาย *360
ระยะเวลาขายสินค้า = ต้นทุนพัฒนาโครงการ/ต้นทุนขาย *360
ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้า = เจ้าหนี้การค้า-จ่ายล่วงหน้า/ต้นทุนขาย/360
วงจรเงินสด = ระยะเวลาเก็บหนี้ + ระยะเวลาขายสินค้า - ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้

จะเห็นว่าวงจรเงินสดของ PF สั้นสุดที่ 1.93 ปี รองลงมาคือ SIRI ที่ 2 ปี และยาวที่สุดคือ AQ วงจรเงินสดยาวถึง 3 ปี บริษัทที่ใช้เวลาสร้างโครงการยาวๆกว่าจะโอนเงินก็จะจมชีวิตเริ่มรันทด


ยกสุดท้าน สู้กันด้วยหนี้สิน
เนื่องจากอสังหาเป็นธุรกิจที่วงจรเงินสดยาว กว่าจะสร้างโครงการแล้วได้เงินมาก็ใช้เวลาหลายปี ดังนั้นถ้าใครหนี้สินเยอะๆ แล้วจัดการไม่ทันชีวิตจะรันทน ไม่นานก็ต้องเรียกเพิ่มทุน ปันผลก็ไม่ได้แถมยังต้องควักเงินเพิ่มทุนให้อีก

จะเห็นว่าเนื่องจากอายุโครงการยาวเกินหนึ่งปีดังนั้นโครงสร้างหนี้สินควรเป็นหนี้ระยะยาวมากกว่าหนี้ระยะสั้น เมื่อดูอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจะพบว่า PF มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงถึง 2.07 เท่า รองลงมาเป็น SIRI ที่ 1.89 เท่า และท้ายสุดเป็น AQ ที่ 0.06 เท่าหนี้ต่ำที่สุดเพราะพึ่งปรับโครงสร้างหนี้มา

ส่วนความสามารถในการชำระหนี้เนื่องจากทั้ง SIRI และ PF ดูไม่มีความสามารถในการชำระหนี้โดยมีอัตา modified interest coverage ratio ติดลบทั้งคู่คือ -6.48 และ -0.04 ตามลำดับแสดงว่าบริษัทมีไม่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยที่เพียงพอกับการจ่ายดอกเบี้ยจะรอดไหมเนี้ย แต่ดู PF มีภาษีกว่าเพราะอัตราสว่นติดลบน้อยกว่า และปี 2555 ยังเป็นบวก ส่วน AQ รอดตัวเพราะพึ่งปรับโครงสร้างหนี้มา

สรุป
ทั้งสามตัวงบไม่สวยเท่าไรแต่ถ้า SIRI และ PF สามารถปรับโครงสร้างหนี้ลดหนี้ลงได้ และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้อัตรากำไรสุงขึ้น และบริษัทเงินสดให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกได้ชีวิตน่าจะดีขึ้นครับผม ส่วน AQ ดิ้นปรับโครงสร้างหนี้มาตั้งแต่ปี 2540 ปัญหาพึ่งจบสู้ต่อไปนะไอ้มดแดง
สรุปอัตราส่วน

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แนวคิดเบื้องหลังสูตรแสกนหุ้นด้วย technical

สูตรแสกนหุ้นด้วย technical มีเยอะครับ แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบแนวคิดเบื้องหลังที่เป็นที่มาของสูตรต่างๆ ก้มหน้าก้มตาใช้กันไป การเข้าใจที่มาของ indicator (ตัวชี้วัด)ต่างๆ ทำให้เราสามารถใช้ ตัวชีวัดให้เป็นตัวชีวัดจริงๆ และสามารถประยุกต์ให้เข้ากับวัตุประสงค์ของเราได้ด้วย เชิญอ่านโดยพลัน

ใครเคยตั้งคำถาม? สูตรเหล่านี้มีที่มาอย่างไร?
1.หุ้นราคาเบรค200วัน คือ
2.หุ้นโวลุ่มเบรค200วัน คือ
3.สูตรบัวพ้นน้ำ คือ
4.สูตรยกไฮยกโลว์ คือ
5.สูตรตั้งลำ คือ
6.สูตรดั้งเดิม คือ

คำถาม 1.หุ้นราคาเบรค200วัน คือ และ 2.หุ้นโวลุ่มเบรค200วัน คือ ?
คำตอบคือ...หุ้นเบรค 200 วัน แบ่งเป็น 1.ราคาเบรค 2.โวลุ่มเบรค

หุ้นราคาเบรค 200 วัน:
หมายถึง หุ้นที่มีราคาขึ้นไปสูงสุดในรอบ 200 วันทำการ (ประมาณ 1 ปี) คนที่ติดหุ้นตัวนี้มานานเป็นปี ถ้าไม่ได้เป็นนักลงทุนแบบ VI หรือไม่ได้คัททิ้งไปก่อนหน้านี้ ก็จะทำการขายแล้ว วันนี้เป็นวันที่ทุกคนกำไรหมด ได้ลงจากดอยกันซะที

คนทั่วไปเข้าใจว่า ควรขาย แต่บางคนกลับ อยากซื้อ นี่เป็นความคิดที่ทำให้ คนทั่วไป ต่างจาก เซียนหุ้น หุ้นที่เบรค 200 วันได้ แสดงว่า หุ้นตัวนี้ต้องมีดีอะไรบางอย่าง ไม่งั้นทำไมรายใหญ่จึงยอมกวาดซื้อหุ้นทั้งหมดที่ราคาสูงขนาดนี้

วิธีหาหุ้นราคาเบรค 200 วัน ก็คือ เปรียบเทียบราคาย้อนหลังไป 200 วันทำการ ถ้าพบว่าวันปัจจุบันมีราคาสูงสุด หุ้นตัวนั้นก็คือ หุ้นราคาเบรค 200 วัน

หุ้นโวลุ่มเบรค 200 วัน:
หมายถึง หุ้นที่มีโวลุ่มสูงสุดในรอบ 200 วันทำการ (ประมาณ 1 ปี) ซึ่งโดยปกติแล้ว หุ้นจะเบรคราคา 200 วัน พร้อมๆ กับเบรคโวลุ่ม 200 วันไปด้วยกัน แต่ก็มีบางกรณีที่เบรคราคาไปก่อนแล้วค่อยเบรคโวลุ่มในวันถัดมา หรือเบรคโวลุ่มไปก่อนแล้วค่อยเบรคราคาในวันถัดมา สำหรับกรณีหลังเราต้องตรวจสอบว่า เกิดจากการซื้อขาย Big lot หรือไม่ ถ้าเป็นการซื้อขายปกติในตลาดก็จะน่าสนใจกว่า

โดยอาศัยทฎษฎีเทน้ำลงแก้ว สมมติเราเอาแก้วมา 1 ใบ แล้วเราเอาน้ำจำนวนหนึ่งเทลงไปในแก้ว ระดับน้ำก็จะสูงขึ้นมาในระดับหนึ่ง หากเราเทน้ำออก แล้วเทน้ำเข้ามาใหม่ ด้วยปริมาณน้ำที่เท่าเดิม เราก็เชื่อว่าระดับน้ำในแก้ว ก็คงจะสูงขึ้นเท่าครั้งก่อน

น้ำที่เท ก็คือ โวลุ่ม ส่วนระดับน้ำที่ขึ้น ก็คือ ราคานั่นเอง เราจะอาศัยสิ่งนี้ มาประเมินราคาหุ้นที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตได้ นั่นคือ หุ้นที่เบรคโวลุ่มไปก่อน ก็น่าจะเบรคราคาตามมาในไม่ช้า

วิธีหาหุ้นโวลุ่มเบรค 200 วัน ก็คือ เปรียบเทียบโวลุ่มย้อนหลังไป 200 วันทำการ ถ้าพบว่าโวลุ่มปัจจุบันมีค่าสูงสุด หุ้นตัวนั้นก็คือ หุ้นโวลุ่มเบรค 200 วัน

หุ้นเบรค 200 วันแล้วกำลังพักตัว:
หลังจากหุ้นได้เบรคราคา 200 วันไปแล้ว มักจะมีการพักตัวเพื่อซับแรงขายที่ยังไม่หมด เช่น รายย่อยที่เพิ่งรู้ข่าวว่าหุ้นขึ้นก็จะรีบมาขายหุ้น หรือรายย่อยที่เล่นเอากำไรระยะสั้นก็จะรีบขายก่อนหุ้นตก เป็นต้น เมื่อรายย่อยขายหุ้นออกไป เจ้าท่านก็จะรับซื้อไว้ทั้งหมด การพักตัวอาจกินเวลาแค่ 1 วันหรือหลายวันก็เป็นได้ ราคาจะตกลงมาเยอะบ้างน้อยบ้างตามแต่เจ้าท่านจะสร้างสถานการณ์ให้เราตกใจกลัวแล้วเราก็ขายหุ้นออกไป

หุ้นจะพักตัวจนกระทั่งโวลุ่มแห้ง คือ แทบไม่มีการซื้อขาย หรือซื้อขายกันน้อยมากๆ (เมื่อเทียบกับวันที่หุ้นเบรค 200 วัน) เมื่อเจ้าท่านเห็นว่า รายย่อยได้ขายหุ้นในมือจนหมดเกลี้ยงแล้ว (หุ้นพักตัวเสร็จ) เจ้าท่านก็จะทำราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปอีกและอาจจะสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกหลายวัน จนกระทั่งรายย่อยทนไม่ไหวแห่กันเข้าไปซื้อหุ้นอีกครั้ง เจ้าท่านก็จะขายให้ด้วยความเต็มใจ รายย่อยก็ได้ติดดอยกันอีกครั้งนึง 5555

เงื่อนไขที่ใช้สแกนหาหุ้นเบรค 200 วันแล้วกำลังพักตัว:
-หุ้นที่เบรค 200 วันมาแล้วไม่เกิน 30 วันทำการ
-อยู่ระหว่างพักตัว โดยราคาปัจจุบันไม่ต่ำกว่าราคา low ของวันที่เกิด Float
-และวันที่เกิด Float เป็นวันเดียวกับที่เบรค 200 วัน หรืออยู่ห่างกันไม่เกิน 5 วันทำการ

คำถามที่ 3.สูตรบัวพ้นน้ำ คือ?
คำตอบ....หลักการสแกนหุ้นสูตรบัวพ้นน้ำ
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบคนกับบัวไว้ 4 เหล่า ได้แก่
-บัวพ้นน้ำ คือ บัวที่ต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที
-บัวปริ่มน้ำ คือ บัวที่จะเบ่งบานในวันต่อๆไป
-บัวในน้ำ คือ บัวที่จะจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง
-บัวใต้โคลนตม คือ บัวที่ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน

ธรรมชาติของดอกบัว จะไม่บานในน้ำ แต่จะชูก้านดอกขึ้นเหนือน้ำก่อน แล้วรอคอยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ เมื่อมันได้รับพลังงาน จึงจะบานและเปล่งแสงสีสวยงามให้ผู้พบเห็นได้ชื่นชม ถ้าเมื่อไหร่เราพบเห็นบัวพ้นน้ำขึ้นมาได้ แสดงว่า เราจะได้เห็นมันเบ่งบานในเวลาอันใกล้

เปรียบเสมือนหุ้นที่ไซด์เวย์มานาน ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ในกรอบจำกัด จนกระทั่งวันหนึ่ง ราคาสามารถขึ้นทะลุกรอบด้านบนได้ โดยมีโวลุ่มสนับสนุนที่มากกว่าวันก่อนๆ แสดงว่า หุ้นตัวนี้พร้อมที่จะขึ้นต่อไปอีกด้วยพลังที่มากเกินพอ

ถ้าหากไม่มีโวลุ่มมากพอสนับสนุน ราคาหุ้นที่ขึ้นไปก็จะต้องตกกลับลงมาทันทีหรือในวันถัดไปอย่างแน่นอน เพราะราคาหุ้นที่สูงขึ้น ย่อมจูงใจให้คนที่ถืออยู่อยากขายหุ้นออกมา ถ้าเจ้าท่านไม่รับซื้อหุ้นเหล่านี้เอาไว้ที่ราคาสูง ราคาหุ้นย่อมตกกลับลงมาในกรอบไซด์เวย์เดิม เข้าใจกันหรือยังครับว่า โวลุ่มนั้นสำคัญไฉน

เงื่อนไขที่ใช้ในการสแกนหุ้นสูตรบัวพ้นน้ำ มีดังนี้
-มูลค่าการซื้อขายทั้งวันต้องไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท (คำนวณง่ายๆ คือ ราคาปิด คูณ โวลุ่ม)
-ราคาหุ้นต้องแกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยในรอบ 15 วัน มีส่วนต่างของราคา high กับ low ไม่เกิน 8% ของราคาหุ้น
-ราคา high ของวันนี้ สูงกว่า ราคา high ในรอบ 15 วันที่ผ่านมา
-ราคา high ของเมื่อวาน น้อยกว่า ราคา high ในรอบ 15 วันที่ผ่านมา (เพราะถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ ก็จะถูกสแกนเจอตั้งแต่เมื่อวานแล้ว)
-มีโวลุ่มสนับสนุน โดยโวลุ่มวันนี้มากกว่าโวลุ่มเฉลี่ย 15 วัน ไม่ต่ำกว่า 2 เท่า

ตัวเลขต่างๆ เช่น 1 ล้านบาท 15 วัน 8% และ 2 เท่า เป็นค่าเหมาะสมที่ได้ภายหลังจากการทดลองด้วยค่าอื่นๆ ซ้ำๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง กล่าวคือ บางค่าที่มากไปหรือน้อยไป อาจทำให้ผลการสแกนได้จำนวนหุ้นที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป จำนวนหุ้นที่มากเกินไป เช่น ได้ 30 ตัว อาจทำให้เราตาลายเลือกไม่ถูก แต่ถ้าได้น้อยตัวเกินไป หุ้นตัวที่ดีๆ อาจหลุดรอดสายตาไป

ใครมีไอเดียเกี่ยวกับการสแกนหุ้น ก็แสดงความคิดเห็นได้นะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุน

คำถามที่ 4.สูตรยกไฮยกโลว์ ?
คำตอบ คือหลักการสแกนหุ้นสูตรยกไฮยกโลว์
ได้แนวความคิดมาจากการสังเกตหุ้นในตลาดตัวใดตัวหนึ่งขึ้นแรงๆ เกิน 10%-20% ในวันเดียว เมื่อดูกราฟย้อนหลังแล้วก็พบว่า มันค่อยๆ ขึ้นมาหลายวันแล้ว โดยที่เราไม่ทันสังเกตุ คือมันจะขึ้นวันละนิดวันละหน่อย แล้วค่อยมาขึ้นแรงๆ เอาวันท้ายๆ ถ้าจะเข้าตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเสี่ยงเกินไป กลัวจะเข้าไปรับของจากเจ้าแล้วพลันติดดอยเปล่าๆ เลยเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ตอนที่มันขึ้นวันแรกๆ ขึ้นทีละน้อยๆ ทำไมเราไม่รู้ตัว ทำไมเราไม่เข้าซื้อ

จึงเป็นที่มาของสแกนหุ้นสูตรยกไฮยกโลว์ คือเราจะสแกนหาหุ้นที่มี high และ low สูงขึ้น ติดต่อกัน 2 วัน เราจะไม่สนใจราคาปิด เพราะราคาปิดอาจปิดสูงหรือต่ำกว่าเดิมนิดหน่อยได้ แต่สิ่งที่หลอกเราไม่ได้คือ ราคา high และ low ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น บ่งบอกถึงสภาวะที่หุ้นมีคนต้องการซื้อมากกว่าต้องการขาย

โดยราคา low ที่ยกสูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่า ที่ราคาต่ำกว่านั้นไม่มีใครยอมขายออกมาแล้ว และราคา high ที่ยกสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่า มีความต้องการหุ้นมากถึงขนาดยอมซื้อแพงกว่าราคาเมื่อวาน

ทั้งหมดนี้เราจะตรวจสอบให้แน่ใจว่า หุ้นตัวนี้กำลังจะขึ้นจริงๆ รึเปล่า หรือมันขึ้นเพราะมีการซื้อปิดตลาดด้วยจำนวนหุ้นเพียงเล็กน้อย เราจะตรวจสอบได้จากโวลุ่มซื้อขายในแต่ละวัน คือก่อนหุ้นจะขึ้นโวลุ่มอาจจะมีแบบกะปริดกะปรอย มากบ้างน้อยบ้าง เมื่อราคาขยับสูงขึ้นก็ย่อมจูงใจให้ผู้ที่มีหุ้นอยู่ในมือยอมขายออกมา จึงทำให้โวลุ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัว การเปรียบเทียบโวลุ่มจึงจำเป็นต้องเทียบกับโวลุ่มเฉลี่ยสัก 5 วันทำการย้อนหลัง ถ้าโวลุ่มวันนี้มีมากเกิน 200% ของโวลุ่มเฉลี่ยแล้วล่ะก็ เราจะมั่นใจได้อีกระดับนึงว่า หุ้นตัวนี้จะไปต่อแน่ๆ

ใครที่ใช้โปรแกรม Metastock ก็สามารถนำไอเดียนี้ไปสร้างสูตรของตนเองได้นะครับ หรือจะรอผลการสแกนที่นำมาโพสท์ที่นี่ทุกวันได้เลยครับ

เงื่อนไขที่ใช้ในการสแกนหุ้นสูตรยกไฮยกโลว์ มีดังต่อไปนี้
-มูลค่าการซื้อขายทั้งวันต้องไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท (คำนวณง่ายๆ คือ ราคาปิด คูณ โวลุ่ม)
-ราคา high วันนี้ สูงกว่า ราคา high เมื่อวาน (ย้อนหลัง 1 วัน)
-ราคา high เมื่อวาน สูงกว่า ราคา high วันก่อนเมื่อวาน (ย้อนหลัง 2 วัน)
-ราคา high วันก่อนเมื่อวาน ต่ำกว่าหรือเท่ากับ ราคา high วันก่อนวันก่อนเมื่อวาน (ย้อนหลัง 3 วัน)
-ราคา low วันนี้ สูงกว่า ราคา low เมื่อวาน (ย้อนหลัง 1 วัน)
-ราคา low เมื่อวาน สูงกว่า ราคา low วันก่อนเมื่อวาน (ย้อนหลัง 2 วัน)
-โวลุ่มวันนี้ มากกว่า 200% ของโวลุ่มเฉลี่ย 5 วันย้อนหลัง

เงื่อนไขในสูตรนี้จะตัดหุ้นที่ high สูงขึ้นติดต่อกัน 3, 4, 5, ... วันทิ้งไป ด้วยเหตุผลคือ หุ้นตัวนี้จะถูกสแกนเจอตั้งแต่วันแรกที่ high สูงขึ้นติดต่อกัน 2 วันแล้ว

ถ้าใครมีไอเดียเกี่ยวกับการสแกนหุ้น ก็แสดงความคิดเห็นได้นะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ

คำถามที่ 5 สูตรตั้งลำ คือ ?
คำตอบ....หลักการสแกนหุ้นสูตรตั้งลำ เป็นแนวความคิดต่อยอดมาจากสูตรดั้งเดิม คือบางครั้งกราฟสวยแล้ว แต่ราคาก็ยังไม่ยอมไปไหน จึงต้องหาวิธีการคัดหุ้นที่มีโอกาสไปมากกว่ามาพิจารณา แล้วตัดหุ้นที่กราฟสวยแต่เจ้าไม่เล่นทิ้งไป

จากการสังเกตหุ้นที่เปิดตลาดมาแล้ววิ่งไปไกลเลยนั้น มักจะแสดงอาการบางอย่างล่วงหน้า 2-3 วัน คือจะมีคนแอบสะสมหุ้น ทำให้ราคาในระหว่างวันจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็จะกลับมาปิดแถวๆ ราคาเดิม ทำให้ดูเหมือนกับว่า ราคาหุ้นไม่คิดจะไปไหนเลย จนวันสุดท้ายเจ้าจะทำราคาปิดสูง และสูงกว่า 2-3 วันที่ผ่านมาด้วย ใครเห็นก็ไม่กล้าเข้า เพราะกลัววันถัดไปจะตกกลับลงมา แต่ที่ไหนได้ วันถัดไปหุ้นก็จะเปิดสูงขึ้นไปอีก ยิ่งทำให้รายย่อยไม่กล้าเข้า แล้วหุ้นก็จะวิ่งหนีไปไกลเลย กว่ารายย่อยจะรู้สึกตัว ราคาก็แพงมากแล้ว จะเข้าก็กลัวเป็นแมงเม่า 55555

ผมขอตั้งชื่อหุ้นที่ปิดสูงก่อนวิ่งในวันถัดไปว่า หุ้นตั้งลำ เหมือนปืนใหญ่ก่อนจะยิง จะตั้งลำกล้องปืนชี้ไปยังทิศทางเป้าหมาย ก่อนจุดชนวนยิงต่อไป

เงื่อนไขของการสแกนหุ้นสูตรตั้งลำ มีดังต่อไปนี้
- มูลค่าการซื้อขายทั้งวันต้องไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท (คำนวณง่ายๆ คือ ราคาปิด คูณ โวลุ่ม)
- กราฟ Stochastics ระดับวัน กำลังขึ้น (ดูรายละเอียดได้จากสูตรดั้งเดิม)
- กราฟ Stochastics ระดับสัปดาห์ กำลังขึ้น (ดูรายละเอียดได้จากสูตรดั้งเดิม)
- ราคาปิดวันนี้ เท่ากับ ราคาไฮวันนี้
- ราคาปิดวันนี้ มากกว่า ราคาไฮเมื่อวาน (ย้อนหลัง 1 วัน)
- ราคาปิดวันนี้ มากกว่า ราคาไฮวันก่อนเมื่อวาน (ย้อนหลัง 2 วัน)
- ราคาปิดวันนี้ มากกว่า ราคาไฮวันก่อนวันก่อนเมื่อวาน (ย้อนหลัง 3 วัน)

ผลการสแกนหุ้นสูตรตั้งลำนี้จะพบว่า ในวันที่เซตบวกเยอะ จะสแกนได้หุ้นจำนวนมาก เพราะหุ้นจำนวนหนึ่งก็ขึ้นตามตลาด ทำให้ดูยากนิดนึงว่า หุ้นตัวไหนเป็นหุ้นตั้งลำตัวจริง อาจจะต้องดูปัจจัยอื่นๆ ประกอบ หรือดูจากผลการสแกนหุ้นสูตรอื่นๆ ประกอบ แต่ถ้าวันไหนตลาดแดงมาก หุ้นที่สแกนได้จากสูตรนี้ ก็น่าจะเป็นหุ้นตั้งลำตัวจริง

ถ้าใครมีไอเดียเกี่ยวกับการสแกนหุ้น ก็แสดงความคิดเห็นได้นะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครั

คำถามที่ 6 สูตรดั้งเดิม?
คำตอบ...คือหลักการสแกนหุ้นสูตรดั้งเดิม
หลักการสแกนหุ้นสูตรดั้งเดิม

เริ่มต้นจากแนวความคิดที่ว่า หุ้นจะเป็นขาขึ้นเมื่อกราฟ Stochastics เป็นขาขึ้น คือ เส้น %K ตัด %D ขึ้นไป โดย %K %D ไม่ใกล้ 100% และเส้น EMA3 ตัดเส้น EMA12 ขึ้นไปสำหรับสูตรดั้งเดิมนี้ จะสแกนโดยใช้อินดิเคเตอร์ Stochastics มีค่าพารามิเตอร์ตามค่าดีฟอลท์ที่นิยมกัน ดังนี้

%K Periods = 9
%K Slow = 3
%D Periods = 3

เมื่อได้รายชื่อหุ้นที่กราฟ Day และ Week เป็นขาขึ้นแล้ว ก็เปิดกราฟของ EMA3 และ EMA12 เพื่อคัดว่า หุ้นตัวไหนมี EMA3 ตัด EMA12 ขึ้นไป

ที่มา https://www.facebook.com/TimeKeerper/posts/617684048349490