วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Excel สรุปงบการเงินไตรมาศ 3/2559


งบการเงินไตรมาศ 3 ออกมาครบหมดแล้ว อยากรู้ว่าหุ้นตัวไหนเด่นตัวไหนสามารถคัดกรองเบื้องต้นได้จากตารางนี้ครับผม รวบรวมมาเป็น Excel สรุปผลการดำเนินงานกำไรขาดทุนของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไตรมาศ 3/2559 ให้เรียบร้อย

วิธีโหลดดูที่มุมขวาล่างของตารางจะมีปุ่มลูกศรชี้ลงสามารถกดดาวน์โหลดได้ครับ
ในไฟล์จะมีสรุปผลกำไรของ ไตรมาศ 3 2015, 3/2016, 2/2016 การเปลี่ยนแปลงแบบ YoY QoQ คัดสรรหุ้นเด่นหุ้นดังกันให้สนุกสนานกำไรทั่วหน้าเลยครับผม

เจริญในการลงทุนทุกท่านครับผม


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เบื้องหลังการหามูลค่าหุ้นด้วยการคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model)


การหามูลค่าหุ้นด้วยการคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model) สมการสั้นๆคือ p = d/k-g แต่การคำนวณไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่รู้ว่าจะเอาตัวแปลไหนมาใส่ บทความนี้จะบอกสมมติฐานที่มาที่ไปสูตรการหาราคาเหมาะสม ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกตัวแปรที่จะนำมาใช้ในการการประเมินมูลค่าได้ง่ายขึ้นครับ

รู้จักผลตอบแทนที่คาดหวัง k, WACC


ในการประเมินมูลค่าหุ้นวัตถุประสงค์เพื่อบอกว่าราคาหุ้นที่เราสนใจคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่ ถ้าไม่คุ้มก็จะบอกว่าแพงไปไม่ซื้อถ้าคุ้มก็ตัดสินใจลงทุน

ความคุ้มหรือไม่คุ้มในทางเศรษฐศาสตร์มองว่า ทุกๆการตัดสินใจมีค่าเสียโอกาสเสมอ เพราะเมื่อคุณเลือกทางใดทางหนึ่งต้องยอมสละทางเลือกหนื่งไป (เพื่อความอินให้เปิดเพลง ได้อย่างเสียอย่าง - อัสนี ; วสันต์ โชติกุล ประกอบ)

ดังนั้นการตัดสินใจที่ดีที่สุดคือ เลือกทางที่ค่าเสียโอกาสต่ำสุดนั่นเอง

เช่นมีสามโครงการ ผลตอบแทน 20 30 10 ตามลำดับ
  • ถ้าเลือกโครงการที่ 1 ได้ 20 แต่เสียโอกาสได้ผลตอบแทน 30% จากทางเลือกที่ 2
  • ถ้าเลือกโครงการที่ 2 ได้ 30 ค่าเสียโอกาสคือ 0 
  • ถ้าเลือกโครงการทีี่ 3 ได้ 10 แต่เสียโอกาสได้ผลตอบแทน 30% จากทางเลือกที่ 2
ตังนั้นในการลงทุนนักลงทุนจะเลือกลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเที่ยบกับผลตอบแทนของทางเลือกที่เราไมได้เลือกนั่นเอง

ในทางการเงิน "ผลตอบแทนของทางเลือกที่เราไมได้เลือกนั่นเอง" หรือผลตอบแทนที่เราคาดหวัง มักจะเขียนตัวย่อว่า k หรือถ้าที่มาของเงินมาจากหลายแหล่งก็จะนำแต่ละแหล่งมาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกันเป็น WACC

นั่นก็คือถ้าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนไม่คุ้ม k ก็จะไม่ลงทุนนั่นเอง

เข้าใจมูลค่าปัจจุบัน (Present Value)


จุดเริ่มต้นของความอยากรวยเริ่มจากสมการดอกเบี้ยทบต้นและย้อนมาการหามูลค่าปัจจุบัน ทำให้แตกลูกแตกหลานออกมาเป็นวิชาการลงทุน ถ้าเข้าใจเรื่องมูลค่าเงินตามเวลา ก็เหมือนการเข้าใจวิชาการเงินทั้งเล่มนั่นเอง

มูลค่าอนาคต (Future Value)


เริ่มจากการลงทุน สมมติเรามีเงินปัจจุบันเท่าากับ PV บาท เอาเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนทบต้นที่ i ถ้าให้มันทบไปเรื่อยๆเท่ากับ n ปีจะได้เงินอนาคต FV เท่ากับ



มูลค่าปัจจุบัน (Present Value)


คิดมุมกลับสมการนิดเดียวคือ ถ้าเราอยากได้เงินในอนาคตเท่ากับ FV โดยที่เราเอาเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ i เป็นจำนวน n ปี วันนี้ PV ต้องใช้เงินไปลงทุนกี่บาท



PV  จะถูกประยุกต์ไปใช้เป็นสูตรเบื้องหลังในการประเมินมูลค่าหุ้นอีกที่


มูลค่าปัจจุบันสุทธิ Net Present Value และการกำหนดมูลค่าเหมาะสม


ในการตัดสินลงทุนจะตัดสินใจจากมูลจากปัจจุบันของกระแสเงินสดว่าเป็นบวกหรือลบ ถ้าบวกแสดงว่าโครงการที่ลงทุนให้ผลตอบแทนมากกว่าผลตอบแทนที่คาดหวัง ถ้าค่าเป็นลบแสดงว่าโครงการที่จะลงทุนให้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดหวังก็จะไม่ตัดสินใจลงทุน

เมื่อคิดจะลงทุนต้องรู้ 3 เรื่องนี้


เมื่อคิดจะลงทุนไม่ว่าโครงการอะไรก็ตามต้องรู้ 3 เรื่องนี้คือ

3.1ได้อะไรมา

ลงทุนเสียกระแสเงินสดออกไปในวันนี้สิ่งที่ได้กลับมาคือกระแสเงินสดในอนาคต สำหรับการลงทุนในหุ้น สิ่งที่ได้มาคือเงินปันผล หลายคนก็มองว่าสิ่งที่ได้มาคือกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow)

สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้น สมมติให้สิ่งที่ได้มาคือเงินปันผล D ที่จ่ายทุกปี D1 D2 D3 ..... Dn ตามลำดับ

3.2จ่ายอะไรไป

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีๆ ถ้าในธุรกิจสิ่งที่จ่ายคือเงินที่นำไปลงทุนในโครงการทั้ง สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน และเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ในการทำธุรกิจ สำหรับการลงทุนหุ้น เงินที่จ่ายคือราคาหุ้นนั่นเอง

3.1คุ้มหรือไม่

คำว่าคุ้มหรือไม่คุ้มถูกประเมินด้วย NPV เพื่อบอกว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนนั้นคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่คาดหวัง k หรือไม่นั่นเอง ตามอ่านได้ในหัวข้อต่อไป


NPV Net Present Vaue และการคิดลดเงินปันผล Dividend Discount Model


 สำหรับการลงทุนในหุ้น เราจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคา P บาท โดย "คาดหวัง" ว่าจะได้เงินปันผลในอนาคตเท่ากับ d1 d2 d3 ไปเรื่อยๆ จนถึง dn ตามลำดับโดยที่มีผลตอบแทนที่คาดหวังเท่ากับ k


NPV จะเป็นผลต่างระหว่างเงินที่ต้องใช้ในการซื้อหุ้นคือ P กับเงินที่ต้องใช้ลงทุนในโครงการทางเลือกอื่นว่าใช้เงินลงทุนในวันนี้เท่าไร ซึ่งในสมการก็คือตัวยาวๆที่เหลือนั่นเอง แปลสมการเป็นภาษามนุษย์คือ ถ้าต้องการ ปันผลในอนาคตเท่ากับ d1 d2 d3 ไปเรื่อยๆ จนถึง dn โดยเราสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนทบต้นเท่ากับ k (ค่าเสียโอกาสของโครงการที่ไม่ได้เลือก) วันนี้จะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร

ถ้า NPV เป็นบวกแสดงว่าลงทุนหุ้นได้ผลตอบแทนมากกว่าผลตอบแทนที่คาดหวัง หุ้นจะขึ้นเพราะจะถอนการลงทุนจากโครงการที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับ K มาซื้อหุ้นแทน

ถ้า NPV เป็นลบแสดงว่าลงทุนหุ้นได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดกวังหุ้นจะลงเพราะคนจะไม่ซื้อเอาเงินไปลงทุนที่อื่นที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับ k ดีกว่า

จะเห็นว่าราคาหุ้นจะถูกปรับตัวจากการคาดการกระแสเงินสดในอนาคตของคนนั่นเอง


การกำหนดมูลค่าเหมาะสม


จะเห็นว่าเมื่อราคาหุ้นไม่ได้อยู่ที่จุดดุลยภาพมันก็จะแกว่งตัวอยู่รอบๆราคาเหมาะสมนั่นเอง เพื่อให้การประเมินมูลค่าหุ้นง่ายขึ้น ได้มคนชื่อนายกอร์ดอนได้คิด gordon growth model เพื่อช่วยให้การประเมินมูลค่าง่ายขึ้น โดยใส่สมติฐานเพิ่มเข้าไปคือ
  • เงินปันผลเติบโตด้วยอัตราคงที่เท่ากับ g
  • ถือหุ้นไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ถึงอนาคตอันไกลโพ้น (infinity)
จะได้สมการใหม่คือ


จากความรู้เรื่อง ลำดับและอนุกรมที่เรียนมาตอน ม ปลาย ทำให้รู้ว่า


สมการสั้นลงอีกหน่อย และราคาเหมาะสมก็คือราคาที่ทำให้ NPV = 0 หรือราคาหุ้นที่ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนที่คาดหวังนั่นเอง

ให้ NPV = 0 จะได้



แปลเป็นภาษามนุษย์คือ ถ้าบริษัทแห่งหนึ่งมีผลปันผลปีหน้าเท่ากับ D1 ที่เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในอัตราคงที่ g และนักลงทุนมีผลตอบแทนที่คาดหวังเท่ากับ k ราคาที่เหมาะสมคือราคาหุ้นที่ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนในอนาคตเท่ากับผลตอบแทนที่คาดหวังนั่นเอง

ถ้าราคาตลาดสูงกว่านี้คนก็จะไม่ซื้อเพราะรู้สึกแพง หุ้นจะตก ถ้าราคาต่ำกว่านี้คนจะมาซื้อเพราะรู้สึกว่ามันถูกหุ้นราคาหุ้นจะขึ้น

หลักการเลือกตัวแปรเข้าคำนวณมูลค่าเหมาะสม

ความสัมพันธ์ระหว่างผลประกอบการและมูลค่าหุ้น
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่


D1 ปันผลปีหน้า ถ้าตามสมมติฐาน เงินปันผลที่เห็นในสมการคือเงินปันผลที่เติบโตเรื่อยๆในอัตราคงที่ ดังนั้นการประมาณการตัองดูดีๆว่าปันผลที่เอามาเป็นปันผลจากกำไรปกติ และต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าไม่ได้มาจากรายการต่อเนื่องต้องระวัง

g การเติบโต จากสมมติฐานบอกว่าการเติบโต โตด้วยอัตราคงที่ไปไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นการเติบโตที่จะนำเข้ามาประมาณการจะต้องเป็นการเติบโตที่สะท้อนการเติบโตระยะยาวววววว ไม่ใช่แค่ 1-2 ปี

ส่วนค่า k ไม่ต้องคิดเยอะมันคือผลตอบแทนที่คาดหวังอาจจะกำหนดมาลอยๆ หรือประมาณการด้วย CAPM ก็ได้


จะเห็นว่าการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยการคิดลดเงินปันผล เห็นสมการสั้นๆแต่ที่มาไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สิ่งที่ต้องระวังในการนำการประเมินมูลค่าหุ้นไปใช้งานคือ ราคาหุ้นที่คำนวณได้จะเป็นราคาหุ้นที่เป็นจริงต่อเมื่อสมติฐานนั้นเป็นจริงครับ เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

ส่องงบหุ้นสายการบิน AAV BA NOK THAI 2/2559 ใครจะอยู่ใครจะไป


เขาว่าธุรกิจการบินเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูงจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่นิยมเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ธุรกิจสายการบินมันต้องได้ประโยชน์บ้างละน่า ฟังเขาว่ามาแล้วก็ลองมาส่องงบการเงินดูซะหน่อยว่า ใครดีใครด้อยครงไหน
จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยว

ความอยู่รอด



ความอยู่รอด
ยกแรกมาดูกันที่ความอยู่รอด ใครมีหนี้มากๆและความสามารถในการชำระหนี้ต่ำๆ จะมีความเสี่ยงทางการเงินสูง หุ้นจะไม่ค่อยไปไหน

ถ้าเรียงตาม DE ratio จะเห็นว่า THAI มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยต่อทุนมากสุดที่ 4.96 เท่า AAV BA พอๆกันที่ 0.4 กว่าๆ NOK ไม่มีหนี้เลย และหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ระยะยาวดูจากสัดส่วนหนี้สัดต่อหนี้รวมที่ต่ำก็ถือว่าจัดโครงสร้างหนี้ได้เหมาะสม เพราะเครื่องบินอายุการใช้งานยาวก็ควรกู้ยาวมาใช้

ดูที่ความสามารถในการชำระหนี้กันบ้าง AAV ความสามารถในการชำระหนี้สูงสุด Interest coverage สูงสุดที่ 7.31 เท่า รองลงมาเป็น BA ส่วน THAI NOK เสี่ยวหน่อยเพราะงบขาดทุน

แต่ถ้าดูว่ากระแสเงินสดพอจ่ายดอกไหมจากอัตราส่วน Modified interest coverage ที่เอากระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนจ่ายดอกเบี้ยเทียบกับดอกเบี้ยจ่ายยังมีค่าเป็นบวกอยู่แสดงว่ายังพอจ่ายไหว

และหลังจากจ่ายดอกเบี้ยดู Payback Period AAV ดีสุด 2.41 ปีจ่ายหมด รองลงมาเป็น BA และยาวสุดคือ THAI ที่ 6.18 ปี AAV จ่ายหนี้หมดไวกว่าก็แสดงว่าขยายกิจการได้ไวว่า BA

ตอนแรกว่า THAI น่าเป็นห่วงแต่ยงมีเงินสดจากการดำเนินงานมาช่วยทำให้จ่ายได้ทั้ง เงินต้นและดอกเบี้ย ดูแล้วปัญหาที่สุดคือ NOK ถึงหนี้น้อยแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติบลบสภาพคล่องจะไม่ค่อยดีเท่าไร

การสร้างเงินสด


การสร้างเงินสด 

มาดูการจัดการภายในกันบ้าง ว่าใครนำสินทรัพย์ไปสร้างรายได้ได้ดีกว่ากัน จากอัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset turnover) คนที่นำสินทรัพย์ไปสร้างรายได้ได้มากที่สุดคือ NOK เนื่องจากส่วนใหญ่เครื่องบินไม่ค่อยมีเป็นของตัวเอง ถ้าไปดูในงบการเงินที่ดินอาคารอุปกรณ์น้อยมากส่วนใหญ่เป็นเงินสดและเงินลงทุน รองลงมาเป็น THA AAV ถัดมาเป็น BA

ถ้าเทียบผลตอบแทนในรูปเงินสด BA สูงสุดที่ 27% รองลงมาเป็น NOK ถัดมาเป็น AAV และสุดท้ายคือ THAI จะเห็น ว่าสินทรัพย์ของ AAV THAI ไม่ได้แย่สร้างรายได้ได้พอๆกันแต่จุดตางคือ ผลตอบแทนในรูปเงินสดที่สินทรัพย์สร้างได้ AAV สูงกว่า THAI มาก แต่ก็ยังน้อยกว่าพวกเช่าเครื่องบินเช่น BA NOK

กำไรทำกำไร

การทำกำไร
มาดูการทำกำไรกันบ้าง ในด้านการเติบโตของรายได้เมื่อเทียบปีนี้กับปีที่แล้ว YoY ก็เติบโตดี NOK โตสุดรองลงมาเป็น AAV ถัดมาเป็น BA และท้ายสุด THAI แต่ถ้าดูแบบ QoQจะลดลงเพราะเป็นช่วง low season ของภาคท่องเที่ยว

รายได้โตยังไม่สำคัญเท่ากำไรโต คนที่รายได้โตสุดมีสองเจ้าคือ AAV กับ THAI เติบโตเมื่อเที่ยบแบบ YoY ถึงเท่าตัวเลยทีเดียว

สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น BA THAI พอๆกันที่ 18% กว่า AAV เป็น lowcost ต่ำหน่อยที่ 15% NOK ไม่ต้องพูดถึงขาดทุนตั้งแต่กำไรขั้นต้นกันเลยทีเดียว

มาดูด้านการจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ฺBA สูงสุดที่ 17% ของยอดขาย รองลงมาคือ AAV ต่ำสุดคือ THAI ถ้าคิดเฉพาะกำไรจากการดำเนินงาน BA ต่ำมาก เพราะ กำไรขั้นต้น 18% โดนค่าใช้จ่ายขายและบริหารไปอี17% เหลือจริงๆไม่เท่าไรเอง

มาดูกันที่ EBIT margin BA กลายเป็นสูงสุดที่ 14% เนื่องจากมีรายได้จากกองทุนสนามบินที่เขาไปถือหุ้นมารวมอยู่ด้วย และส่วนหนึ่งที่ไปถือหุ้น BDMS อยู่ 6% พอได้ปันผลก็บันทึกเข้ามารวมเป็นรายได้อื่นด้วย AAV มี EBIT ที่ 10% ใช้ได้อยู่

ส่วนอัตรากำไรสุทธิ BA ไปโดนค่าใช้จ่ายพิเศษจากภาษีที่มาเป็นรายจ่ายครั้งเดียวทำให้อัตรากำไรในไตรมาศต่ำผิดปกติ

ในแง่ของคุณภาพกำไร BA AAV ค่าใกล้ๆ 1 แสดงว่าเงินสดจากการดำเนินงานใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ ส่วน THAI กระแสเงินสดล้ำกำไรสุทธิไปกว่า 9 เท่า แสดงว่า กำไรที่เห็นโดนค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นเงินสดกินไปเยอะเงินสดล้นบริษัทแต่ไม่สามารถปันผลออกไปได้





ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน