วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีศึกษาการปรับโครงสร้างหนี้ของ THL บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน)

หุ้น THL บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจเหมืองหินสำหรับทางรถไฟ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเหมืองทองคำ หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นมหากาพย์ตัวหนึ่งตั้งแต่ผมเริ่มเล่นหุ้น ราคาหุ้นขึ้นลงเป็นรถไฟเหาะกับความคาดหวังในประเด็นการลงทุนเหมืองทองคำจะเข้ามาพลิกกิจการให้เติบโต

แต่เหมืองทองคำมีปัญหาไม่สามารถผลิตได้ตามแผน จนทำให้มีปัญหาหนี้สินพะรุงพะรัง จนสุดท้ายมียอดหนี้สุดท้ายที่เจ้าหนี้เรียกร้องรวมๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการรวมเป็นเงินกว่า 2,880 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นในงบรวมติดลบกว่า 1,213 ล้านบาท ว่าง่ายๆคือเจ้าของเดิมไม่เหลือเงินแล้วตอนนี้

หลังจากเจ็บมานานชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้น จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอยู่ที่บริษัท THL ได้ตัดสินใจยื่นตัวเองเข้าฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และศาลรับฟ้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 และแต่งตั้งบริษัทเป็นผู้บริหารแผน กระบวนการคือเรียกประชุมเจ้าหนี้ ถ้าเจ้าหนี้อนุมัติ ก็เอาแผนปรับโครงสร้างหนี้ไปให้ศาลอนุมัติ จากนั้นก็ชำระหนี้ตามแผนเรื่อยๆ หนี้หมดตามแผนก็ไปขอศาลอนุมัติออกจากแผนฟื้นฟู จบปัญหาหนี้สิน เป็นไท ได้คิดทำงานทำการต่อ

กระบวนการฟื้นฟูกิจการ


กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ของ THL
หลังจากการประชุมเจ้าหนี้อย่างเคร่งเครียด (เดา) ก็ได้ข้อสรุปและนำข้อสรุปไปให้ศาลสั่งชำระหนี้ โดยในวันที่ 24 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา

กระบวนการ การปรับโครงสร้างหนี้ จะแบ่งเจ้าหนี้ออกเป็น 7 กลุ่ม แบ่งจ่ายเป็น 5 งวด โดย THL จะชำระหนี้เงินต้นในจำนวน 520 ล้านบาท จากภาระหนี้ที่เจ้าหนี้เรียกร้องมาทั้งหมด 2,880 ล้านบาท

ชำระเงินโดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 756 ล้านบาท โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิมอีก 23,400 ล้านบาท รวมทุนจดทะเบียน 756+23,400 = 24,156 ล้านบาท บริษัทมีพาร์ 1 บาท ก็มี 24,156 ล้านหุ้นพอดี

จัดสรรให้ นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะลง จำนวน 12,135 ล้านหุ้น ได้เงินมา 12,135 x 0.05 = 606 ล้านบาท เพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม 4,541 ล้านหุ้น ได้เงินมา 4,541 x 0.05=227  และคงเหลือเงินที่ยังไม่ได้เพิ่มทุนอีก 6,723 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงิน 6,723 x 0.05 = 336 ล้านบาท

ได้เงินเพิ่มทุนมา ก็นำเงิน 100 ล้านไปชำระหนี้ และเงินที่เหลือใช้ไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนและนำไปลงทุน ในโครงการต่างของบริษัทเช่น โรงโม่หิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และนำไปลงทุนในเหมืองทอง

ผลกระทบกับงบการเงิน


เจ้าหนี้ใจดีลดหนี้ให้จาก 2,880 ล้านบาท เหลือเพียง 520 ล้านบาท ทำให้เกิดกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ 2,880-520 =2,360 ล้านบาท

ส่วนของผู้ถือหุ้น เพิ่ม1,ทุนจัดสรรให้ นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะลง (PP) จำนวน 12,135 ล้านหุ้น ได้เงินมา 12,135 x 0.05 = 606 ล้านบาท เพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) 4,541 ล้านหุ้น ได้เงินมา 4,541 x 0.05=227 รวมทั้ง เพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง และเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม ได้ส่วนทุนมา 606 + 227 = 833

เมื่อรวมกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้และเงินจากการเพิ่มทุน ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น จากติดลบ 1,213 ล้านบาท กลายเป็น -1,213 + 833 + 2,360 = 1,980 ล้านบาท

คิดเป็นอัตราส่วน หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE ratio) เท่ากับ 520/1,980 = 0.26 เท่า ต่ำมาก
แต่การหมดหนี้ต้องแลกกันกับ สัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิมที่ลดลง ถ้าดูตามจำนวนหุ้นหลังจากเพิ่มทุน 24,156 ล้านหุ้น ถ้าหัก จำนวนหุ้นที่ยังไม่ได้ออกชำระ 6,723 ล้านหุ้น จะเหลือหุ้น 24,156-6,723=17,433 ล้านหุ้น
ผู้ถือหุ้นเดิม (756 + 4,541)/17,433 = 30%
ผู้ถือหุ้นใหม่ 12,135/17,433=70%
และคงเหลือเงินที่ยังไม่ได้เพิ่มทุนอีก 6,723 ล้านหุ้น

อนาคตบริษัทจะเป็นอย่างไร

หุ้น turnaround ที่แท้จริง หลังจากปรับโครงสร้างหนี้และทุนจนปัญหาจบแล้ว กิจการต้องสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ไม่กลับมาขาดทุนอีกครั้งให้ต้องปรับโครงสร้างหนี้อีก เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามามีสัดส่วนการถือหุ้นกว่า 70% แสดงว่าอนาคตของบริษัทนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ถือหุ้นชุดใหม่ที่เข้ามา จะวางแผนพาบริษัทไปทิศทางไหน


สำหรับอนาคตที่ผมมอง หลังจากคลายปมเรื่องหนี้สินได้แล้ว ก็ต้องมาจัดการส่วนงานที่มีปัญหาที่สุดคือ บริษัททุ่งคำ ทำธุรกิจเหมืองทองคำ ที่ปัจจุบันบริษัทนี้ยังมีผลการดำเนินงานขาดทุน เหมืองก็ยังขุดไม่ได้ ต้องหาวิธีเอามันออกจากงบให้ได้ ไม่งั้นผลประกอบการก็ยังเจ้งเหมือนเดิม

ในความคิดผมถ้าเป็นผมจะขายทั้งบริษัททิ้ง ขอแค่ 520 ล้านเท่าจำนวนหนี้ที่เคลียให้บริษัททุ่งคำแล้วเอาเหมืองไปเลยยกให้ จุดขายคือคนซื้อก็ได้บริษัทที่ผลประกอบการขาดทุนพร้อมกำไรสะสมไปลดภาษีตัวเองได้ แค่นี้ก็บริษัททุ่งคาก็งบการเงินรวมสะอาดละ จากนั้นอยากทำอะไรก็ทำได้แล้ว เพราะดูธุรกิจที่เหลือก็พอก็อกๆแก็กๆไปได้

โดยสรุปแล้ว หุ้น THL บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) หลังจากปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ ผมมองว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการพลิกฟื้นกิจการ เพราะทำให้ตัวเบาไปได้เยอะ หลังจากนี้คงต้องดูต่อไปละครับว่ากลุ่มเจ้าของใหม่ที่ใส่เงินเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงเข้ามา มองเห็นอะไรและจะพาบริษัทไปในทิศทางไหน สู้ต่อไป THL

ที่มา
 [1] http://www.set.or.th/set/pdfnews.do?newsId=14509124435091&sequence=2015095007

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แผนผังการดูความถูกแพงของหุ้นด้วย PE ratio

แผนผังการดูความถูกแพงของหุ้นด้วย PE

การประเมินมูลค่าหุ้นเป็นไม้เบื่อไม้เมาของนักลงทุนหลายๆท่านมาตลอด แต่ถ้าเรามีหลักคิดที่เป็นระบบก็จะสามารถบอกได้อย่างเร็วๆว่าหุ้นที่เรากำลังสนใจถูกหรือแพงไป คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ บทความนี้จะใช้เครื่งอมือคือ PE ratio ในการคัดกรองหุ้น

เริ่มต้นหยิบหุ้นมา 1 ตัวถ้า PE สูงๆ ให้เดาไว้ก่อนเล่ยว่าราาเล่นอนาคตไปเยอะต้องมาคิดว่า กำไรจะโตทันความคาดหวังหรือไม่ ถ้า PE 100 เท่าแสดง่ว่าตลาดคาดหวังการเติบโต 100% อย่างต่ำ ถ้ามองแผนธุรกิจ แนวโน้มอุตสาหกรรมแล้วไม่น่าทำได้ก็แสดงว่าแพงไป ซื้อไปอาจไม่ได้ผลตอบแทนอะไร เหนื่อยเปล่าๆ เปลี้ยๆ

ถ้า PE ไม่แพงมาก ก็มาดูต่อว่ามีกำไรพิเศษที่มาครั้งเดียว (one time gain) เช่น กำไรจากการขายที่ดิน กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่ ถ้ามีลองเอากำไรพิเศษออกแล้วดูว่าPE เป็นเท่าไร บางบริษัทเอาออกแล้วขาดทุนก็มี เดี๋ยวนี้ตลาดฉลาดขึ้น หุ้นมีกำไรพิเศษไม่ค่อยเล่นกัน

สำหรับหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  หรือรับเหมาที่กำไรมาแบบไม่ต่อเนื่อง บางคนก็จัดเป็นกำไรพิเศษเหมือนกัน เพราะงวดต่อไปถ้าไม่มีโครงการโอนต่อ งบก็เน่า

หุ้นที่กำไรพิเศษมาครั้งเดียวอย่าให้ PE เยอะ 3-4 เท่าก็หรูละ

หุ้นกลุ่มวงจร ที่ทำธุรกิจ เกี่ยวกับ ปิโตเคมี สินค้าเกษตร โลหะ เดินเรือ พวกนี้กำไรจะมาเป็นรอบๆ 2-3 ปีครั้งหนึ่ง ช่วงจุดสูงสุดของรอบ จะกำไรเยอะ และ PE ต่ำผิดปกติ หลายคนดูไม่ดีก็เผลอซื้อไปนกว่าจะโตได้ต่อเนื่อง ติดดอยกันไป หุ้นวงจรตลาดมักจะไม่ให้ PE เยอะ 6-7 เท่าก็หรูแล้ว

ถ้า PE ต่ำเพราะตลาดมองว่า กำไรอนาคตจะลดลง เช่นแนวโน้มอุตสาหกรรมกำลังแย่ลง คนรู้ลึกรู้จริงจะขายมาก่อนทำให้ราคาลด และ PE ก็ต่ำลง คนไม่รู้ก็เข้าไปซื้อก็ซวยไป เพราะถ้าอนาคตกำไรลดลงจริง pe จะสูงขึ้น และเราจะซวย

ประเด็นนี้วิเคราะห์ยากหน่อย ต้องอ่านงบ อ่าน ธุรกิจให้ขาด

แต่ถ้ามองแล้ว เป็นกำไรปกติ ธุรกิจพอไปวัดไปวาได้ เติบโตพอสมควรแก่เหต มีปันผล ก็ถือว่า ราคาไม่แพงซื้อลงทุนได้ ปกติ PE รับได้จะอยู่ช่วง 10-15

แต่หุ้นที่ตลาดมักให้ PE สูงขึ้นมีเหตผลเช่น ROE สูงสม่ำเสมอ จ่ายปันผลเยอะๆจากกำไร อยู่ในอุตสาหกรรมมีการเติบโต

แต่ถ้าหุ้น PE = n.a คำนวณไม่ได้ แสดงว่าขาดทุน ต้องไปแคะดูว่าปัญหามาจากไหน และมีแผนธุรกิจในการพลิกฟื้นกิจการอย่างไร ถ้าพลิกฟื้นแล้วจะมีกำไรปกติอย่างไร เติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ ถ้ามันใจว่าฟื้นได้ก็จัดเลย

หวังว่าแผนผังนี้คงช่วยไปคัดกรองหุ้นเบื้องต้นได้นะครับ โชคดีในการลงทุน






วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

ส่องหุ้น JWD : บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน)

หุ้น JWD : บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจการจัดการโลจิสติกส์ (เคลือนย้าย จัดเก็บ รวบรวม กระจาย) ครบวงจร ตังแต่เข้าตลาดมา ราคาหุ้นวิ่งขึ้นทุกวัน ต้องหยิบธุรกิจมาส่องซะหน่อยว่าทำมาหากินอะไร กำไรมาจากไหน และราคาหุ้นวิ่งมาจากอะไรเยี่ยมจริง

การทำมาหากิน


ประเภทธุรกิจของ JWD
ที่มา oppday
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

การทำธุรกิจเป็น Logistics Services Provider คือลูกค้าอยากได้บริการอะไรที่เกี่ยวข้องกับ การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย และการกระจา แบบครบวงจร อยากได้อะไรบอกมา เงินมาป๋าจัดให้ แบ่งเป็น 5 ธุรกิจ ได้แก่


  1. บริการรับฝากและบริหารสินค้า ทั้งบนพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่เขตปลอดอากร โดยแบ่งสินค้าที่ให้บริการได้ 4 ประเภทคือ สินค้าทั่วไป สินค้าอันตราย รถยนต์และสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง
  2. บริการขนส่งสินค้าในประเทศ และขนส่งสินค้าข้ามแดน เช่น ประเทศลาว และประเทศพม่า
  3. บริการขนย้ายให้กับบุคคลและองค์กรทั้งในและต่างประเทศ
  4. บริการจัดการเอกสารและข้อมูล เช่น บริการรับฝากข้อมูล บริการรับฝากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ บริการทำลายเอกสาร และบริการขนส่งเอกสาร เป็นต้น
  5. ธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ให้เช่าอาคารสำนักงานและคลังสินค้า และให้บริการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ


โครงสร้างรายได้และกำไร


โครงสร้างรายได้
ที่มา oppday


  • คลังสินค้าห้องเย็นอยู่มหาชัย พร้อมบริการขนส่ง เก็บพวกปลา
  • ท่าขนส่งเคมีพร้อมบริการขนส่งเคมี ตรงนี้เด่นเพราะได้สัมปทานมา เหมือน NYT ที่เป็นท่าขนรถยนต์ เยี่ยมจริง
  • Logistics เกี่ยวกับรถยนต์ เวลาจะส่งออกต้องทำเอกสาร ติดชุดแต่ง ฯลฯ เอาว่าอะไรวุ่นก็โยนมาทางนี้ 
  • คลังสินค้าทั่วไป 
บริการเสริมเช่น รับจ้างขนย้าย office บ้าน จัดเก็บเอกสาร แกนกลางคือส่วนที่เป็นระบบ IT ที่ทำให้จัดการเรื่องวุ่นๆให้เป็นระบบมากขึ้น

รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของ JWD
ที่มา oppday

รายได้โตเรื่อยๆทุกปี อัตรากำไรก็สามารถยืนได้ที่ประมาณ 36% เยี่ยมจริง
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร
ค่าใช้จ่ายขายและบริหารของ jwd ปี 2015 ลดลงเพราะค่าธรรมเนียม ค่าซ่อมบำรุงลดลง

อัตรากำไรสุทธิ
อัตรากำไรสุทธิปี 2014 ค่อนข้างต่ำเนื่องจากรายการขาดทุนด้วยค่าคลังสินค่าที่ไม่ได้ใช้งาน กำไรปกติคือช่องประ 290 ล้าน กำไรปี 2015 เพื่มเนื่องจากรายได้เพิ่มและอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่ม

โครงการอนาคตของ jwd
ที่มา oppday
อนาคต jwd จะขยายไปต่างประเทศแถบ aec มากขึ้น ผู้บริการเชื่อว่าจะทำให้เติบโตในระดับ 10% ได้ในช่วงหลายปีข้างหน้า

มีแผนที่จะเอาคลังสินค้าไปออกกองทุนมูลค่าประมาณ 2000 ล้าน การออกกองทุนความหมายคือการระดมทุนเงินก้อน โดยเราต้องจ่ายผลตอบแทนประมาณ 7% ผู้บริหารว่าต้องหาโครงการที่จะเอาเงินไปใช้ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า 7% นอกจากนั้นยังมีแผนออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนด้วย

ปัญหาคือจะเอาเงินไปทำอะไร เนื่องจากเงิน IPO ก็เพียงพอตามแผนงานแล้ว ลุ้นกันต่อไปว่าจะทำอะไร

ความถูกแพง


ปัจจุบันหุ้น PE 56.97 เท่าสำหรับผมมองว่าแพงสัด ถ้าลองคำนวณ PE ใหม่จากกำไรปกติโดยไม่รวมกำไรพิเศษเข้าไปด้วย PE จะเป็นเท่าไร

มูลค่าตลาดวันนี้เท่ากับ 14820 ล้านบาท

กำไรทั้งปี 2014 แบบไม่มีขาดทุนพิเศษเท่ากับ 290.7 ล้านบาท คิดเป็น PE ประมาณ 14820/290.7= 50.98 เท่า

กำไร 9 เดือน 2015 ปีนี้เท่่ากับ 243.1 ล้าน คิดเต็มปีแบบบ้านๆ เท่ากับ 243.1/9 x 12 = 324.13 ล้านบาท คิดเป็น PE ประมาณ 14820/324.13= 45.72 เท่า

ผู้บริหารว่าโตประมาณ 10% แสดงว่า PEG ประมาณ 45.72/10 = 4.5 เท่า ก็ยังแพงมาก

แสดงว่าราคานี้ตอบสนองอนาคตอันไกลโพ้นพอสมควร ต้องลุ้นว่าจะเอาเงินที่จะออกกองทุนมาทำอะไร จะมีการควบรวมกิจการอะไรหรือไม่วัดใจกันไปพี่น้อง

ที่มา http://www.dcs-digital.com/setweb/downloads/2558q3/20151112_jwd.pdf