วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิเคราะห์ปัญหาธุรกิจอย่างรวดเร็วด้วยอัตราส่วนทาการเงิน

วิเคราะห์ปัญหาธุรกิจอย่างเร็วด้วยอัตราส่วนทางการเงิน
รู้ว่าค่าที่ดีลัษณะอย่างไร ไล่เจาะทีละปัญหาถ้าค่าปกติก็ปล่อยผ่าน ถ้ามีปัญหาตรงไหนค่อยไปเจาะตรงนั้น
1การทำกำไร
1.1 กำไรขั้นต้นดี? ดูอัตรากำไรขั้นต้น
1.2 ดำเนินงานมีกำไร? ดูebitmargin
1.3 หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหลือกำไร? ดูอัตรากำไรสุทธิ
1.4 สินทรัพย์ที่มีสร้างกำไรได้? ดูroa
1.5 ส่วนผู้ถือหุ้นที่ลงไปได้กำไรกลับมา? ดูroe
2การสร้างเงินสด
2.1เก็บหนี้ได้? ดูระยะเวลาเก็บหนี้
2.2ของค้างสต็อก? ดูระยะเวลาขายสินค้า
2.3ได้เครดิตการค้าเท่าไร? ดูระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้า
2.4ระยะเวลาที่เราไม่มีเงินกี่วัน? ดูวงจรเงินสด
2.5สินทรัพย์ที่ลงไปสร้างประโยชน์(รายได้)? ดูอัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน
3ความอยู่รอด
3.1หนี้มากหนี้น้อย? ดูde ratio
3.2มีเงินพอจ่ายหนี้ระยะสั้น? ดูอัตราส่วนสภาพคล่อง
3.3จ่ายดอกไหว? ดูความสามารถในการชำระดอกเบี้ย

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีดูสัญญาณการเก็บหุ้น

สัญญาณการเก็บหุ้น ตอน 1
นักเรียนทุกคนคงคุ้นเคยกับฤดูกาล อย่างอยู่ภาคกลาง ก็จะรู้ว่า ปีหนึ่งมี 3 ฤดู ตอนนี้เป็นปลายฤดูหนาว และอีกไม่กี่อึดใจ ฤดูร้อนก็จะมาเยือน พอผ่านเดือนพฤษภาคม นักเรียนก็จะต้องเตรียมตัวรับกับสายฝนที่จะตกลงมาจนถึงเดือนตุลาคม
หลังจากนั้นลมหนาวก็จะมาเยือนอีกรอบหนึ่ง
ฤดูกาลแต่ละฤดูจะมีเอกลักษณ์พิเศษของมัน พาให้เกิดกิจกรรมพิเศษที่ทำให้ฤดูกาลกลายเป็นความทรงจำของนักเรียน ฤดูกาลจึงมาพร้อมกับเสน่ห์ที่เป็นทั้งสุขและทุกข์ เป็นทั้งให้กำลังใจ และสลดสังเวชกับความทรงจำที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตเมื่อในอดีต
คนที่ผ่านโลกมามาก ก็จะมีเรื่องที่อยู่ในความทรงจำเยอะ อาจเป็นเพราะชีวิตเป็นเรื่องของการนับซ้ำๆ กับอดีต ทำให้เกิดการรู้ขึ้นมาเองว่านับจากนี้ อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง
อย่างคนเล่นหุ้นที่เล่นมาตลอดระยะเวลาหลายปี แต่ก็ไม่รวยซะที มาวันนี้ทุกคนก็จะรู้ว่า หากตัวเองถือหุ้นเอาไว้ได้นานพอ ก็จะไม่ใช่แค่เป็นคนรวย แต่เป็นถึงเศรษฐี
การรู้ว่าต้องถือหุ้นที่ดีๆ นานๆ พาให้กลายเป็นเศรษฐีเป็นบทเรียนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะนักเรียนไม่ประสบความสำเร็จกับมัน นักเรียนจึงรู้ ทำให้วันนี้นักเรียนมีเรื่องนี้ระลึกเอาไว้ในใจ
ลงทุน 1 ล้านบาท 2-3 ปีกลายเป็น 10 ล้านบาทได้ ลงทุน 10 ล้านบาท 2-3 ปีกลายเป็น 100 ล้านบาทได้ ลงทุน 100 ล้านบาท 2-3 ปีกลายเป็น 1,000 ล้านบาทได้ เพราะนักเรียนเจอหุ้นที่ขึ้น 10 เด้ง ที่มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ อย่าง GENCO 1 บาท เมื่อ 3 เดือนก่อน มาวันนี้ 6 บาทกว่า บวก 600% อย่าง RAM ไม่กี่สิบบาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มาวันนี้ 2,000 บาท อย่าง BIG C หลักหลายสิบบาท มาวันนี้ 200 กว่าบาท
เรื่องที่ระลึกเอาไว้ในใจ หากนักเรียนสังเกตจิตใจตัวเองดีๆ นักเรียนจะรู้ว่า มันเกี่ยวข้องกับความเข้าใจที่อยู่ๆ เวลาก็ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้น จะว่าต้องมีคนมาสอนก็ไม่ใช่ มันเป็นของมันเอง แบบไม่ต้องมีคนมาคอยสอน นี่เองที่คนชอบพูดว่า เวลาจะเป็นครูสอนทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรา
มาวันนี้อีกเหมือนกัน ถ้านักเรียนติดตามคอลัมน์ชั่วโมงเรียนหุ้นที่ผมเขียนสอนนักเรียนมาโดยตลอด นักเรียนจะระลึกรู้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือ ราคาหุ้นไม่ใช่ว่าขึ้นแบบไม่มีเหตุ หุ้นทุกตัวทั้งขึ้นและตกต้องมีเหตุทั้งนั้น และเหตุที่ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้ามือโดยตรง
เจ้ามือที่จะซื้อถูกและขายแพง หรือเจ้ามือที่จะเอาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เยอะๆ ขายทิ้งออกมาทุกระดับราคา สาเหตุเป็นเพราะเจ้ามือชิงเผ่นหนีออกจากบริษัทก่อนใครเขาเพื่อน สาเหตุเพราะเจ้ามือรู้ว่า บริษัทกำลังจะดิ่งเหว ผลประกอบการจะออกมาเละ ฉะนั้นก่อนที่หุ้นจะตกอย่างหนัก กูขายก่อนใครจะเป็นการดีที่สุด
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์แปลกๆ ที่ผมถึงขนาดร้องอุทานในใจว่า มึงแน่มาก มึงกล้ามาก เช่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นกว่า 90% มีรายย่อยถือซัก 10% จู่ๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นพรวดพราดแบบไม่มีเหตุอันควร
ราคาที่ขึ้นพรวดพราดขึ้นไม่เยอะหรอกนักเรียน เอาซัก 300 – 400% ก็แล้วกัน สาเหตุที่ขึ้นเป็นเพราะใครก็ไม่รู้ไล่ซื้อหุ้นจากรายย่อย 10% ในตลาดแบบไล่ซื้อทุกระดับราคา เป็นการไล่ซื้อที่หุ้นนั้นแม้จะโคตรแพง หรือหากแม้นคนสติดีๆ ก็จะไม่มีทางซื้อหุ้นตัวนี้แน่ แต่ใครก็ไม่รู้คนนี้ซื้อทุกระดับราคาแบบเป็นการซื้อเก็บแล้วไม่ขายออกมาด้วย
สุดท้ายเมื่อราคาสูงลิบลิ่ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ 90% ก็ขายหุ้นทิ้งออกมาในตลาด ในราคาที่ทำให้กำไรเละ โดยที่ตลาดได้แต่มองตาปริบๆ ไม่สามารถจับคนปั่นหุ้นได้ สาเหตุเป็นเพราะไอ้บ้าที่ไล่ซื้อหุ้นจากรายย่อย ซื้อแล้วซื้อเลย ไม่ได้ขายทิ้งออกมา มันจึงไม่ได้มีการปั่นหุ้นแต่อย่างใด เป็นเรื่องของโชควาสนาของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่จู่ๆ ก็มีแมงเม่าอยากได้หุ้นกันเป็นจำนวนมาก ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เลยถูกหวยรางวัลที่ 1 นักเรียนว่าแปลกมั๊ยล่ะ
อีกตัวอย่างหนึ่ง อินไซด์ที่ว่าไม่มี ไม่มี และก็ไม่มี แต่พอราคาถูกลากขึ้นไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิดมีงานกันทุกตัว ที่เห็นบ่อยก็เรื่องของการเพิ่มทุน PP (เพิ่มทุนให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง) ทำให้คนที่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน PP ได้หุ้นเพิ่มทุนฟรี แถมยังได้เงินเข้ากระเป๋าตัวเองอีกต่างหาก
นักเรียนหลายคนอาจจะเห็นตัวอย่างไม่ชัด ขอยกตัวอย่างก็แล้วกัน อย่างเพิ่มทุน PP หุ้นละ 1 บาท ขายนาย A จะกี่ร้อยล้านหุ้นก็ตาม แต่ก่อนการจ่ายเงินค่าหุ้นเพิ่มทุน ราคาหุ้นบนกระดาษวิ่งขึ้นมาอยู่ที่ 5 บาท หากนาย A มีคนใช้และคนใช้นาย A ไปซื้อหุ้นตัวนี้ก่อนราคาจะขึ้น แล้วไปขายตอนที่ราคาขึ้น ได้กำไรซัก 400% คำถามคือ คนใช้จะเอาเงินไปให้ใคร
คำตอบก็ชัดว่านาย A จะได้เงินก้อนโตเอามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทำให้หุ้นเพิ่มทุนได้มาฟรี นาย A คนนี้จึงต้องมีอิทธิพลและเป็นคนไม่ธรรมดาเอามากๆ เพราะทำให้ กลต. ไม่รู้ว่าใครเข้ามาเล่นหุ้นตัวนี้ และทำการไล่ราคาหุ้นตัวนี้
เมื่อ กลต. ไม่รู้ จึงเหมารวมว่า หุ้นเกิดการเก็งกำไรกันไปเอง และการที่ราคาหุ้นขึ้นเยอะๆ (สูงเว่อร์) เกินกว่าราคาขายหุ้นเพิ่มทุน PP เป็นเพราะความบังเอิญ เหมือนเก็งเลขซื้อหวย แล้วดันออกมาตรงๆ จึงไม่มีอะไรในกอไผ่ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ (แต่โคตรเกิดขึ้นได้ยาก)
เหตุการณ์ไม่มีอะไรในกอไผ่เกิดขึ้นแบบซ้ำซาก จนกลายเป็นโมเดลที่พาให้เกิดการเลียนแบบต่อๆ กัน ทำให้วันนี้นักเรียนเห็นหุ้นตัวใดที่มีการซื้อขายและราคาที่ผิดปกติ นักเรียนจะต้องนึกถึงเหตุทันที
เหตุที่มีเจ้ามือ หรือไอ้โม่งบงการอยู่
อาการนึกถึงเหตุทันที เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเรียกว่า เป็นสัญชาติญาณก็ว่าได้ ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึก และความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ต้องเรียกได้ว่า มีอาการของการตกผลึก มันเป็นความรู้สึกที่คนข้างในพูดเดิมพันแบบไม่มีเสียง แต่เราได้ยินว่า มึงเชื่อกูเถอะ ล้านเอาบาทเดียว ทำให้เราเชื่อแบบ 1,000,000% ว่าต่อจากนี้จะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ (ตอนต่อไปจะสอนวิธีการ)
เขียนมาถึงเรื่องการมีเรื่อง ก็พลันนึกไปถึงว่า อะไรเหรอที่จะเกิดเป็นเรื่อง หากเป็นเรื่องในชีวิต เช่น ชายหนุ่มชวนหญิงสาวไปกินข้าวมื้อค่ำ แล้วทั้งคู่มีน้ำล้างคอเป็นไวน์ เบียร์ แล้วบังเอิญทั้งคู่ก็ถูกคอกันดี ต่างคนต่างอกหักกันมาทั้งคู่ ถามนักเรียนว่า เรื่องที่จะเกิดขึ้นตอนเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืน จะเป็นเรื่องอะไรต่อไป แบบให้แทงพนันล้านเอาบาทเดียว นักเรียนตอบได้มั๊ยล่ะ (อ่านต่อ เดี๋ยวมีเฉลย)
เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร ความรู้สึกจะบอก ซึ่งนักเรียนหลายคนอาจจะงงว่า ตะกี้เป็นตัวอย่างเรื่องของชายหนุ่มกับหญิงสาว แต่กับเรื่องหุ้นและการปั่นหุ้น มันจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร
คำตอบของผมขอตอบว่า เกี่ยวข้องแน่ๆ สาเหตุเป็นเพราะเรื่องหุ้นและการปั่นหุ้น หรือหากไม่เรียกว่าการปั่นหุ้น เพราะจะทำให้วงการหุ้นแปดเปื้อนด้วยความเลว จึงเรียกใหม่ว่า การเก็งกำไร เป็นเรื่องของความโลภของมนุษย์ เรียกให้เป็นภาษาชาวบ้านว่า เป็นเรื่องของความอยาก นักเรียนเคยอยากมั๊ยล่ะ
อยากที่จะเป็นคนรวย และอยากนู้น อยากนี่ที่ทั้งควรพูดและไม่ควรพูด
ความอยากหรือความโลภ จึงเป็นต้นกำเนิดของพฤติกรรมมนุษย์ที่พาให้คนต้องสร้างกิจกรรมขึ้นมา โดยก่อนจะแสดงพฤติกรรมออกมา ต้องเกิดกิจกรรมก่อน และในกิจกรรมจะต้องมีสัญญาณ
การกินข้าวมื้อค่ำที่มีไวน์ เบียร์ ถือเป็นกิจกรรม เหตุการณ์หลังเที่ยงคืน (อนาคต) คือพฤติกรรมที่จะแสดงออก โดยจะแสดงออกมาแบบใด ต้องอ่านและจับสัญญาณให้ได้
มาถึงตรงนี้ คำตอบที่วงเล็บไว้ว่าจะเฉลย ก็เป็นได้ 3 ทาง
ทางแรก สัญญาณที่นักเรียนจับได้และรู้สึก ชายหนุ่มกับหญิงสาวสองคนนี้เป็นพี่น้องกัน หลังเที่ยงคืน ทั้ง 2 คน แยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วหลับเป็นตาย
ทางสอง สัญญาณที่นักเรียนจับได้และรู้สึก ชายหนุ่มกับหญิงสาวสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน หลังเที่ยงคืน คำตอบเหมือนทางแรก
ทางสาม สัญญาณที่นักเรียนจับได้และรู้สึก ชายหนุ่มกับหญิงสาว สองคนนี้ใช้กิจกรรมกินข้าวเป็นฉากหน้า หลังเที่ยงคืน คำตอบเป็นที่รู้กัน
จากตัวอย่างแค่เรื่องการกินข้าวมื้อค่ำ ถ้านักเรียนพิจารณาดีๆ นักเรียนจะเห็นว่า ตัวนักเรียนเป็นคนเห็นกิจกรรม และคนเห็นกิจกรรมก็คือคนจับสัญญาณและรู้สึกได้กับสัญญาณที่จับได้ ดังนั้น เมื่อนักเรียนเห็นอะไรก็แล้วแต่ การเห็นนั้นต้องตามต่อมาด้วยสัญญาณ และจบลงที่ความรู้สึก หลังจากนั้นคำตอบต่ออนาคต (จินตนาการ) ก็จะเกิดขึ้น (ตัวอย่างของคำตอบ : ไม่ใช่ทาง 1 ไม่ใช่ทาง 2 แต่เป็นทาง 3 ชัวร์)
ครั้งหน้า เราจะมาต่อกัน กับกรณีการเก็บหุ้นของเจ้ามือ ว่าเจ้ามือจะสร้างกิจกรรมอะไรขึ้นมาบ้าง เพื่อเราจะซื้อหุ้นตามเจ้ามือให้ได้ ซึ่งมันก็เหมือนกับการมองชายหนุ่มและหญิงสาวกินข้าวกันนั่นแหละ มองจนเห็นสัญญาณก่อเกิดเป็นความรู้สึก แล้วเกิดมีคำตอบขึ้นมาเอง แบบกูตอบถูกชัวร์ ไม่เชื่อก็พนันกัน ล้านเอาบาทเดียว ว่าเจ้ามือกำลังเก็บหุ้น

สัญญาณการเก็บหุ้น ตอน 2
ตอน 1 เมื่อ 2/2/58 อารัมภบทยืดยาวมาก ก็เพื่อต้องการให้นักเรียนหันกลับมาตรวจสอบเหตุแห่งพฤติกรรมของนักเรียนที่มีความอยาก (ความโลภ) บงการอยู่ โดยบงการผ่านกิจกรรม ซึ่งในกิจกรรมจะมีสัญญาณหรือสัญลักษณ์บางอย่างเกิดขึ้น และสัญญาณหรือสัญลักษณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นนี้ จะถูกจิต (คนข้างใน) ของนักเรียนบอกคำตอบออกมา โดยคำตอบที่ออกมาจะออกมาผ่านความรู้สึก
กระบวนการที่สรุปข้างต้น ก็คือกระบวนการเกิดจินตนาการ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ นักเรียนต้องรู้จักนิสัยและสันดานของตัวเอง มันเหมือนกับว่า ถ้านักเรียนจะพยายามเข้าใจคนอื่น นักเรียนต้องพยายามทำความเข้าใจตัวเองให้ได้ เมื่อนักเรียนเข้าใจตัวเองแล้ว นักเรียนจะเข้าใจผู้อื่น สามารถอ่านใจคนอื่นออกได้ เพราะนักเรียนเป็นกระจกเงาที่เอาไว้ดูคนอื่นในกระจก (ดูตัวเอง) ทำให้การศึกษาคนยุติและเลิกได้หลังจากที่นักเรียนศึกษาตัวเองจนเข้าใจตัวเองแล้ว
คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ (เกือบ 100%) พยายามหาวิธี หาทางลัดไปสู่การเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ โดยมองหาวิธีการที่ถูกทำให้เป็นสูตรแห่งความสำเร็จ แล้วก็ใช้สูตรนั้นให้นำทางพาเงินลงทุนให้งอกเงย แต่แทนที่มันจะงอกเงยแบบโตวันโตคืน มันกลับจะงอกเงยช้า ดูไม่ทันใจคนลงทุนเอาซะเลย สาเหตุก็เป็นเพราะสูตรหรือทฤษฎีบอกให้ลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำๆ ซึ่งสูตรหรือทฤษฎีบอกว่า เป็นหุ้นดี ทำให้ไม่รวยเสียที เพราะหุ้นดีที่มี P/E และ P/BV ต่ำๆ ผ่านการดี 7 หนมาแล้ว มันหยุดเทิร์นอราวด์แล้ว มันได้กลายเป็นหุ้นพื้นฐานที่หากจะรวยกับมันอาจต้องถือหุ้นนานหลายปี ผิดกับหุ้นที่สูตรหรือทฤษฎีห้ามเอาไว้ไม่ให้เล่น ไม่ให้ลงทุน เห็นเมื่อไร ให้หลีกและบทวิเคราะห์ของทุกโบรกเกอร์ก็จะไม่มีการเอาหุ้นเหล่านี้มาวิเคราะห์ สาเหตุเพราะ P/E สูงลิบลิ่ว หรือบางตัวอาจจะหาค่าไม่ได้ และ P/BV ต่ำกว่า 1 หรือใกล้เคียง 1 หรือบางตัว P/BV อาจสูงเกิน 3 เท่าไปแล้ว ซึ่งถือเป็นหุ้นที่ไร้อนาคต แต่หุ้นเหล่านี้ที่ไร้อนาคต มีโอกาสพลิกกลับหรือที่เรียกว่า เทิร์นอราวด์ หรือภาษาของผมชอบเรียกว่า หุ้นชั่ว 7 ที ดี 7 หน ซึ่งเล่นไปแล้ว มีโอกาสกลายเป็นเศรษฐี (อ่านชั่วโมงเรียนหุ้น BV, E, P ของ หุ้นเทิร์นอราวด์ ตอน 3 วันที่ 30/1/58) คนเล่นหุ้นตามสูตรหรือตามทฤษฎีจึงรวยช้ากว่าคนที่เล่นหุ้นที่ทฤษฎีห้ามเอาไว้
กลับมาสู่เรื่องต่อจากตอนที่ 1 ที่วันนี้จะขอเขียนถึงการเก็บหุ้น (เก็บของ) ก่อนที่หุ้นจะถูกกระชากราคา ว่าเราจะมีวิธีดูอย่างไร และอะไรเป็นสัญญาณบอกให้เรารู้ว่า กำลังมีการเก็บหุ้นเกิดขึ้น และถ้าเราจับสัญญาณได้ชัดเจน ความรู้สึกจะบอกว่า หุ้นขึ้นเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน
ก่อนอื่นนักเรียนต้องรู้จักความอยากในใจ (ความโลภ) ของคนเล่นหุ้น รวมถึงเจ้ามือก่อน ว่าทุกคนอยากรวย รวยเยอะๆ รวยหนักๆ รวยเละเทะ
กรณีนักเรียนเล่นหุ้น นักเรียนไม่ใช่เจ้ามือ นักเรียนซื้อหุ้น เพื่อจะให้ราคามันขึ้น หลังจากนั้นก็ขายทิ้ง เก็บกำไรเอาไว้เสวยสุขชั่วครู่ชั่วยาม
กรณีเจ้ามือ เจ้ามือซื้อหุ้นเหมือนนักเรียนนี่แหละ แต่ต่างกันตรงที่ว่า เจ้ามือซื้อหุ้นในปริมาณมากมหาศาล และต้องการจะขายให้ได้ราคาสูงๆ ฟันกำไรเก็บเอาไว้เสวยสุขหลายๆ ปี
กรณีนักเรียน หลังจากซื้อหุ้น นักเรียนต้องรอคอยให้ราคามันขึ้น นักเรียนทำอะไรกับราคาไม่ได้
กรณีเจ้ามือ หลังจากซื้อหุ้น เจ้ามือรอให้ราคาหุ้นขึ้นเองไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าไปกระชากราคา นอกจากรอไม่ได้แล้วต้องเข้าไปกระชากราคา เจ้ามือยังต้องสร้างสถานการณ์ให้การซื้อขายหุ้นเกิดความคึกคัก เพื่อให้คนเข้ามาเล่นหุ้นกันเยอะๆ เจ้ามือจะได้ขายหุ้นที่ซื้อมาถูกๆ ในปริมาณมากมายมหาศาลได้หมดเร็วอย่างง่ายๆ ซึ่งนั่นมีความหมายว่า เจ้ามือจะรวยเละ และโอกาสเสี่ยงต่อการถูกจับก็มีน้อยลง
มาถึงตรงนี้ อยากให้นักเรียนคิดถึงการซื้อหุ้นให้ได้ปริมาณมากๆ โดยเจ้ามือ มีคำถามว่า ถ้านักเรียนเป็นเจ้ามือ นักเรียนอยากให้รายย่อย หรือคนอื่นมาซื้อหุ้นราคาถูกๆ ตอนที่เราในฐานะเจ้ามือเริ่มเก็บสะสมหรือไม่
คำตอบก็คือไม่ กูจะซื้อเก็บคนเดียว ถ้าจะมีคนอื่น (ใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นนักเรียน) มาร่วมแจมซื้อด้วย กูก็ขอให้มัน (นักเรียน) ซื้อให้ได้น้อยที่สุด
มาถึงตรงนี้อีก ถ้านักเรียนเป็นเจ้ามือและสร้างทีมเก็บหุ้น (ซื้อหุ้นในราคาถูกๆ) นักเรียนจะทำอะไรเป็นลำดับแรก
คำตอบก็คือ
(1) เติมหุ้นเข้าไปในฟากของ OFFER (เสนอขาย) จำนวนมากๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า มีคนรอขายหุ้นตัวนี้เพียบเลย ทำให้คนที่ติดหุ้นตัวนี้ท้อใจและหมดกำลังใจ เพราะคนติดหุ้นต้องมีจำนวนหนึ่งที่กำลังอยู่ในอาการกระเป๋าฉีก
คนที่ติดหุ้นที่เห็นหุ้นเสนอขายปริมาณมากๆ และกระเป๋ากำลังฉีกอยู่ จึงตัดสินใจเทขายทิ้งมาที่ด้าน BID (เสนอซื้อ) ซึ่งมีปริมาณไม่มาก ทำให้การขายแค่จำนวนไม่มากมาที่ด้าน BID อาจทำให้ราคาหุ้นตกลง (ติดลบ)
เหตุการณ์การเติมจำนวนหุ้นด้าน OFFER ยังมีต่อไป ในขณะที่ด้าน BID ก็จะมียอดเติมเข้ามา แต่ก็มีไม่มาก สถานการณ์จำนวน BID กับจำนวน OFFER ยังมีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (BID นิดเดียว OFFER เพียบ)
ใกล้ปิดตลาด เจ้ามือจะเอาหุ้นที่ตัวเองตุนเอาไว้ที่ไม่ได้อยู่ในฟากของ OFFER (หุ้นที่อาจอยู่กับนักร้อง คนใช้) เทขายทิ้งออกมาด้าน BID ทำให้ราคาปิดเท่าเดิมหรือติดลบ และจะเทขายออกมาในปริมาณที่จะทำให้สัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) ถูกแปลความว่า “หุ้นเกิดสัญญาณขาย” เพื่อว่าคนที่ติดหุ้นที่ยังอยู่ในอาการลังเล แต่กระเป๋ายังไม่ถึงขั้นฉีก (แค่รั่ว) จะได้ถอดใจเลิกถือหุ้นตัวนี้อีกต่อไป และตัดสินใจว่า พรุ่งนี้กูขายทิ้งแล้ว หุ้นบ้าอะไร ไร้อนาคตสิ้นดี
วันรุ่งขึ้น ก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้อีก แต่บางขณะอาจมีปริมาณ OFFER เป็นจำนวนมาก จากรายย่อยที่สิ้นหวัง ซึ่งเจ้ามือรู้ดีว่า หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่ของเราทั้งหมด เพราะของเราที่อยู่ใน OFFER อยู่กี่หุ้น เจ้ามือรู้ดี ในขณะที่จำนวนหุ้นด้าน BID ก็มีนิดเดียว แต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดตรงที่ว่า จำนวนหุ้นด้าน OFFER อาจถูกเคาะซื้อจนหมด ทำให้เราในฐานะคนดูเกิดความรู้สึกว่าด้าน BID ก็มีนิดเดียว แต่มีไอ้โม่งที่ซุ่มดูอยู่แบบไม่เปิดเผยตัวเข้ามาตั้งซื้อในด้าน BID ยืนกอดอกสั่งให้ใครก็ไม่รู้ ซื้อให้หมด
BID กับ OFFER จึงเป็นตัวเลขที่ตั้งหลอก ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริง ดังนั้นคนเล่นหุ้นที่เชื่อว่าตัวเลขไม่มีอะไรในกอไผ่ จึงตกเป็นเหยื่อ ขายหุ้นที่ตัวเองติดอยู่และอุตส่าห์ถือมาตั้งนานทิ้ง แล้วหลังจากขายทิ้งไปไม่นาน หุ้นก็ขึ้นพรวดพราด ทำให้เสียใจไม่รู้จะเสียใจยังไง
เหตุการณ์การกำกับจำนวนหุ้นด้าน BID และ OFFER ตามที่เล่าให้ฟังนี้ ทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นมากขึ้นกว่าปกติจนสังเกตเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างจากทุกๆ วันที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นหลักแสนต้นๆ มาเป็นปีๆ แต่มาวันหนึ่งเกิดปริมาณการซื้อขายหุ้นเป็นหลักล้าน และหลายล้านหุ้นต่อวัน กรณีแบบนี้หากคนเล่นหุ้นดู สรุปหุ้นทุกวัน จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจทันที ว่ามีเรื่องแปลกเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ต้องนึกถึงหุ้นตัวนี้ตลอดเวลา แล้วไม่ลืมที่จะลงไปดูมัน เพื่อสังเกตว่าจะเกิดเหตุการณ์ตามที่ผมยกตัวอย่างหรือเปล่า
ปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นมากอย่างผิดปกติ จะเกิดขึ้นพร้อมกับราคาหุ้นที่แกว่งตัวขึ้นและลงในช่วงแคบๆ แต่ตอนปิดตลาด ราคามักจะลง หรือถ้าขึ้น ก็จะขึ้นเพียงน้อยนิด พูดโดยรวมก็คือหุ้นไม่ขึ้น และสัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) ส่งสัญญาณขายตลอดเวลา
ทำไมสัญญาณทางเทคนิคจึงส่งสัญญาณขายอยู่ทุกวัน (ตลอดเวลา) ในช่วงที่เจ้ามือกำลังเก็บหุ้น ตอนนี้เชื่อว่านักเรียนตอบได้แล้ว มันเป็นเพราะเจ้ามือไม่อยากให้คนอื่นเข้าไปซื้อ เจ้ามือ (มัน) ต้องการซื้อแต่เพียงลำพัง เพื่อให้ได้หุ้นมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ย้อนกลับมากับเหตุการณ์การเก็บหุ้นอีกที ที่เจ้ามือไม่ใช่ตั้งรอ แล้วรอคอยให้รายย่อยมาเสนอขายด้าน BID แต่เพียงอย่างเดียว เจ้ามือยังเคาะซื้อด้าน OFFER ด้วย และบางทีเจ้ามือก็จำเป็นเหลือเกินที่จะเคาะซื้อด้าน OFFER แบบกวาดเรียบซัก 2-3 ช่วงราคาในระหว่างวัน สาเหตุก็เพื่อเก็บหุ้นให้ได้มากที่สุดตามที่ว่า แล้วพาหุ้นให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาเดิม หลังจากเก็บหุ้นที่ราคาเดิมไปจนแทบจะไม่มีใครขายทิ้งออกมาแล้ว เจ้ามือจึงจำเป็นต้องให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไป เพื่อจะเก็บหุ้นจากคนที่ไม่ได้อยู่ในอาการกระเป๋ารั่วหรือกระเป๋าฉีก แต่ตอนปิดตลาดเจ้ามือก็ยังคงทุบราคาเหมือนเดิม เพราะเจ้ามือไม่ต้องการให้ราคาหุ้นขึ้น เพราะถ้าหุ้นขึ้น ต้นทุนของเจ้ามือจะสูง
การทุบราคาหุ้นหลังจากที่ลากราคาหุ้นขึ้นไป 2-3 ช่วงราคาในระหว่างวัน เพื่อเก็บของเพิ่มเติม จะเกิดเหตุการณ์ที่มีบางคน หรือกลุ่มคนเริ่มสงสัยในกิจกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้น แล้วตัดสินใจซื้อตามเพื่อหวังจะเก็งกำไรราคาที่สูงขึ้น ซึ่งสำหรับเจ้ามือแล้วเกลียดไอ้พวกซื้อตามในเวลานี้มาก จึงจำเป็นต้องสั่งสอนด้วยการเอาหุ้นที่อยู่ในมือนักร้อง อยู่ในมือคนใช้เทขายออกมาด้าน BID ซึ่งจำนวนหุ้นที่ตั้งรอซื้ออยู่นั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นคำสั่งซื้อของพวกเดียวกันเอง เข้าทำนองอัฏยายซื้อขนมยาย พาให้ไอ้คนซื้อตามที่เล่นสั้นเจ๊งกันไปตามๆ กัน แล้วตัดสินใจขายขาดทุนออกมา เหตุการณ์แบบนี้นิยมเรียกกันว่า เล่นรอบ เล่นสั้น ซึ่งเชื่อว่านักเรียนเคยได้ยิน แต่นักเรียนอาจไม่รู้ว่าเล่นรอบ เล่นสั้น ก็เป็นเกมหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมเก็บหุ้นที่รังสรรค์สร้างขึ้นโดยเจ้ามือ
กิจกรรมการเก็บหุ้นจะดำเนินไปเรื่อยๆ แต่คำว่า เรื่อยๆ ไม่ได้หมายความว่า ต้องเก็บทุกวัน บางวันหรือหลายวันอาจดูเหมือนกลับไปเป็นปกติ ไม่ได้แปลกอะไร (หยุดเก็บ) ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ต้องการให้เป็นที่พิรุธจนเกินไป หากนักเรียนไม่ได้ตามดูการซื้อขายทุกวัน นักเรียนจะไม่รู้สึก แบบพนันล้านเอาบาทเดียวว่า หุ้นตัวนี้กำลังถูกเก็บ
หากจะเปรียบให้เห็นชัดๆ กับกรณีชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยกตัวอย่างไปในตอนที่ 1 วันที่ 2/2/58 ที่นักเรียนสังเกตอาการชายหนุ่มและหญิงสาว ที่หญิงสาวก็ทำเขินอาย ส่วนชายหนุ่มก็เทคแคร์หญิงสาวแบบโคตรสุภาพบุรุษ ทั้งอากัปกิริยา แววตา และอาการที่แสดงออก ที่นักเรียนสังเกตแบบเหล่ตามองตลอด 3-4 ชั่วโมง ทำให้นักเรียนมีคำตอบว่า ทางสามชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ (อ่านตอน 1 วันที่ 2/2/58) คืนนี้มีเรื่องกันแน่
การดูจึงต้องเฝ้าตามตลอด แบบตาไม่กระพริบ ซึ่งหมายถึงนักเรียนจะต้องดูหุ้นระหว่างซื้อขายทุกวัน ต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน นักเรียนจึงจะเกิดความรู้สึกขึ้นมา เพราะช่วงเวลาปฏิบัติการเกิดเป็นช่วงๆ ดูไปเรื่อยๆ จะรู้สึก แล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี่แหละ จะยุติคำถามของนักเรียนทั้งหมด เพราะคนข้างในบอกว่า ล้านเปอร์เซ็นต์
ครั้งหน้ามาว่ากันต่อ

สัญญาณการเก็บหุ้น ตอน 3
ตอน 2 สอนนักเรียนไปถึงนิสัยและสันดานของคนเล่นหุ้น กับเจ้ามือ ว่ามีความเหมือนและมีความต่างกันอย่างไร ทำให้นักเรียนต้องหันกลับมาคิดวิเคราะห์ถึงการรู้จักและรู้ใจเจ้ามือ ซึ่งในอดีตนักเรียนไม่เคยคิดว่าในตลาดหุ้นมีเจ้ามือ หรือหากจะคิดว่ามีเจ้ามือ นักเรียนก็ไม่ได้เจาะลึกลงไปว่า เจ้ามือต้องมีนิสัยและสันดานอย่างไร ทำให้นักเรียนไม่ได้ตั้งใจที่จะสังเกต เข้าทำนองว่า รู้ไปแล้ว มีอะไรดี แต่หากเรารู้ เราก็สามารถซื้อหุ้นตามเจ้ามือได้
การซื้อหุ้นตามเจ้ามือได้ คือการซื้อหุ้นตอนที่เจ้ามือซื้อ ซึ่งแน่นอนว่า ราคายังไม่ขึ้น และซื้อไปแล้วจะเกิดความรู้สึกเปลี่ยวเหงา หดหู่ใจแบบบอกไม่ถูก มันเป็นการซื้อหุ้นที่โบรกเกอร์ถามว่า ซื้อตัวนี้ไปได้อย่างไร สติปัญญาเราเสียหายตรงส่วนไหน ทำไมจึงซื้อ หุ้นในตลาดมีดีๆ มากมาย ทำไมจึงคิดสั้นปฏิบัติการฆ่าตัวตายแบบนี้ ถ้าเงินเหลือใช้ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็เอามาให้ผมก็ได้ ยังดีกว่าการเอาไปซื้อหุ้นตัวนี้
เรื่องการซื้อหุ้นตามเจ้ามือยังไม่จบ มาร์เก็ตติ้งที่ดูแลพอร์ตหุ้นของเรา แอบเอาเรื่องเราไปคุยในวงเหล้า แล้วทุกคำพูดที่เรียกเรา เรียกเราว่า ควาย
การซื้อหุ้นตามเจ้ามือ ถูกมองว่าเป็นควาย สาเหตุเป็นเพราะอะไรนักเรียนรู้หรือเปล่า
สาเหตุเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า เจ้ามือจะเก็บหุ้น จะทำหรือสร้างกิจกรรมอะไร อย่างเจ้ามือไปสร้างกราฟให้สัญญาณทางเทคนิคบอกว่า ขาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ถูกป้อนข้อมูลเข้าไปในสมองว่า การเล่นหุ้นด้วยข้อมูลทางเทคนิค (กราฟ) เป็นอะไรที่ทำให้คนเล่นหุ้นรวยได้ คนเล่นหุ้นที่ไม่เข้าใจและไม่รู้จักนิสัยและสันดานเจ้ามือก็จะปฏิเสธ ไม่ยอมซื้อหุ้น ตอนที่สัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) บอกให้ขายแน่นอน เพราะถ้าไปฝ่าฝืนเครื่องมือทางเทคนิคที่สั่งห้ามไว้ ก็ต้องเป็นควายสถานเดียว จะเป็นคนไปได้อย่างไร
ความเชื่อเครื่องมือทางเทคนิค (กราฟ) ของคนส่วนใหญ่ จึงทำให้เจ้ามือทุกราย (ผมใช้คำว่าทุกราย) ต้องสร้างกราฟเพื่อส่งสัญญาณขายตลอดเวลา เพื่อจะได้เก็บหุ้นจากรายย่อยให้ได้มากๆ
การเก็บหุ้น เก็บกันอย่างไร ผมได้บอกนักเรียนไปแล้วในตอนที่ 2 (4/2/58) ขอให้กลับไปอ่านทบทวนดู
สัญญาณของการเก็บหุ้น ที่ต้องเกิดแน่ คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และการผิดปกติ ใช้อะไรเป็นตัววัด
คำตอบก็คงหนีไม่พ้นการเฝ้าดูชายหนุ่มและหญิงสาวนั่งกินข้าว กินไวน์ และกินเบียร์กัน ซึ่งสุดท้ายเกิดคำตอบขึ้นมาในใจว่า สองคนนี้กำลังจะทำอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้น ทำให้เห็นภาพว่า ต่อจากนี้หลังเที่ยงคืน อะไรจะเกิดขึ้น
คำตอบที่เกิดขึ้นจากการเฝ้าดู จะเกิดในลักษณะที่ว่า กูว่าชัวร์ โดยกูก็คือคนข้างใน (จิต) บอกคำตอบออกมาเป็นความรู้สึก
เมื่อกูว่าชัวร์ จึงขับรถตามไปดู ก็เห็นรถเลี้ยวเข้าไปในโรงแรม
เหมือนกับการเฝ้าดูหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายที่ผิดปกติ จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ แบบไม่ต้องไปหาว่า แบบไหนจึงจะเป็นการเก็บหุ้น ที่ทำให้เกิดคำถามว่า แบบนี้เก็บหรือเปล่า
ที่ไม่เกิดคำถามเป็นเพราะอะไร นักเรียนตอบได้หรือเปล่า
ตอบได้ ถ้านักเรียนใช้หลักการมองชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยกตัวอย่างมาตั้งแต่ตอนที่ 1 ว่าผลของการมองทำให้เกิดคำตอบได้ 3 ทาง และการมองที่เกิดคำตอบในแต่ละทาง เป็นเพราะนักเรียนเคยผ่านประสบการณ์แบบชายหนุ่ม หรือเคยผ่านประสบการณ์แบบหญิงสาวที่มีเวทนา (ความรู้สึก) บงการให้นักเรียนแสดงออก ว่าถ้ากินอาหารกับเพื่อน นักเรียนออกอาการอย่างไร ถ้ากินอาหารกับพี่น้อง นักเรียนออกอาการอย่างไร และถ้ากินอาหารกับคนพิเศษ คนที่นักเรียนอยากมีอะไรด้วย นักเรียนจะออกอาการอย่างไร
สรุปความว่า ที่นักเรียนรู้คำตอบว่าจะออกทางใด ไม่ทาง 1 ก็ทาง 2 ไม่ทาง 2 ก็ทาง 3 (กลับไปอ่านตอนที่ 1 วันที่ 2/2/58) เป็นเพราะนักเรียนมีจิตวิญญาณร่วมไปกับชายหนุ่ม ถ้านักเรียนเป็นผู้ชาย และมีจิตวิญญาณร่วมไปกับหญิงสาว ถ้านักเรียนเป็นหญิงสาว นักเรียนจึงดูแล้วรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้
การมีจิตวิญญาณร่วมเป็นหัวใจของการที่คนเล่นหุ้นจะรู้ขึ้นมาเอง ถ้านักเรียนมีจิตวิญญาณของเจ้ามือ เมื่อนักเรียนดูการซื้อขายหุ้นด้าน BID และ OFFER และเห็นปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแบบมีนัยสำคัญ ทำให้ความรู้สึกในใจของนักเรียนเหมือนถูกรถสิบล้อพุ่งเข้าใส่ นักเรียนก็จะทำการดู BID และ OFFER และปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวนั้นต่อไปอีกหลายวัน หลายอาทิตย์ จนถึงหลายเดือน พาให้เกิดคำตอบขึ้นว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป โดยก่อนอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ในใจของนักเรียนจะได้ยินเสียงประโยคที่ว่า กูว่าชัวร์
ชัวร์อะไร อยากถามนักเรียน
ชัวร์ว่ามันเก็บหุ้น 1,000,000%
อะไรที่จะเกิดต่อ อยากถามนักเรียน
ราคาหุ้นที่จะวิ่งแบบบ้าเลือดไงล่ะ ซึ่งจะทำให้นักเรียนรวยเละเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์
มาร์เก็ตติ้งที่เคยหัวร่อกันอย่างสนุกสนานในวงเหล้า ที่เคยเรียกนักเรียนว่า ควาย มาวันนี้เงียบยังกะเป่าสาก เพราะควายกลายเป็นเศรษฐี แต่ไอ้ที่ไม่ควาย กินเงินเดือนต่อไปแบบไร้อนาคต มันกลับไปคุยกันในวงเหล้าอีกครั้ง แล้วพูดว่า แม่งฟลุ๊ค
ปิดท้าย ขอย้ำนักเรียนว่า ถ้ารู้จักนิสัยและสันดานของเจ้ามือ หรือที่ผมชอบพูดเสมอว่า รู้จักและมีจิตวิญญาณของเจ้ามือ นักเรียนจะรู้ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติว่า นี่เก็บหุ้นชัวร์ มันเป็นการรู้ที่รู้ขึ้นมาเอง ที่เป็นพลังอำนาจของสัญชาติญาณ ที่ถ้าหากใครศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าดีๆ จะรู้ว่า เมื่อรู้จักตัวเอง ก็รู้จักคนอื่น เมื่อรู้ว่าหากตัวเองจะเก็บหุ้นให้มากที่สุด เพื่อจะลากราคาหุ้นให้ขึ้นสูงลิ่วในอนาคต เพื่อจะโกยกำไรมหาศาล ตัวเองในฐานะเจ้ามือจะต้องทำอะไรบ้าง แค่นี้การดูหุ้นทุกวัน ก็จะง่ายเหมือนการดูชายหนุ่มและหญิงสาวนั่งกินข้าวกัน ว่าสุดท้ายแล้วจะออกทาง 1 ทาง 2 หรือทาง 3
ครั้งหน้ามาต่อตอนจบครับ เพราะรู้ว่าเก็บหุ้นชัวร์อย่างเดียวไม่พอ ยังจะต้องรู้เพิ่มด้วยว่า เจ้ามือจะลากหุ้นด้วยการใช้ Story อะไรมาลาก

ที่มา
https://www.facebook.com/FpmIntelligentInvestor/photos/a.633502910092092.1073741829.631483483627368/705779072864475/?type=1&permPage=1

https://www.facebook.com/FpmIntelligentInvestor/posts/706564479452601:0

https://www.facebook.com/FpmIntelligentInvestor/posts/706943059414743

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล


ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล
P = D/(k-g)
สูตรง่ายๆแต่สมมติฐานเบื้อหลังโหดสึด คือถ้าหุ้นตัวหนึ่งปันผลปีหน้าเท่ากับ D โตเรื่อยๆ ด้วยอัตราเท่ากับ g ไปถึงอนาคตอันไกลโพ้น (infinity) และเรามีผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนเท่ากับ k เราจะยอมซื้อหุ้นตัวนี้สูงสุดที่ราคา P หรือมมองอีกมุมราคาที่คำนวณได้คือราคาหุ้นที่ทำให้ลงทุนไปยาวๆแล้วได้ผลตอบแทนเท่ากับ k นั่นเอง

เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้นลองย้ายข้างสมการใหม่ k = D/P + g จะได้ผลตอบแทนที่คาดหวังจะมาจากสองส่วนคือ ผลตอบแทนจากเงินปันผล D/P กับ capital gain คือราคาน่าจะโตเท่ากับการเติบโตของปันผล
เลยได้วิธีประเมินมูลค่าง่ายๆคือให้ตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ซักตัว อยากได้เท่าไรจัดไป แล้วไปหาข้อมูล อัตราผลตอบแทนเงินปันผล กับการเติบโตมา แล้วมาเทียบกับ ผลตอบแทนที่เราคาดหวัง
D/P + g = k แปลว่าราคานั้นเหมาะสมลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่เราคาคาดหวัง
D/P + g > k แปลว่าหุ้นตัวนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าที่คาดหวังราคานั้นถูกไป ให้ขายบ้านขายรถมาซื้อ
D/P + g< k แปลว่าหุ้นตัวนั้นให้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดหวังราคานั้นแพงไป ให้ไปรอเจ้ามือทุบซักหน่อยค่อยซื้อ

ตัวอย่างหุ้น mint ข้อมูลจาก bloomberg http://www.bloomberg.com/quote/MINT:TB
ซื้อราคา 35 บาทได้ปันผล 1.04% ย้อนหลัง 5 ปีปันผลโตปีละ 4.43%ถ้าอนาคตยังโตเหมือนเดิม แปลว่าซื้อราคานี้ถือไปยาวๆได้ผลตอบแทนทบต้นเท่ากับ 1.04+4.43 = 5.47%ต่อปี เนื้องจากอยากรวยไวขอผลตอบแทนที่คาดหวังkเท่ากับ 20% ต่อปี แปลว่าหุ้นตัวนี้แพงไปเพราะไม่ตอบโจทย์ ก็ไปหาหุ้นตัวอื่น

ข้อควรระวัง คือตัว g อัตราที่เอามาตั้งเป็นตัวแทนของการเติบโตในระยะยาววววววววววววไม่ใช่โตได้ปีเดียวปีต่อมาเน่า

ค่า k บางคนบอกกำหนดมาลอยๆไม่น่าเชื่อถือ ต้องใช้การประมาณการด้วย CAPM ก็ไม่ว่ากันจะได้ k = Rf + beta( Rm-Rf), Rf คือ risk free rate ใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 1 ปี, beta คือความสัมพันธ์ของหุ้นกับset ถ้ามากกว่า 1 แปลว่า Set ขึ้น 1% หุ้นตัวนั้นขยับมากกว่า 1% ,Rm ใช้ผลตอบแทนของ SET ยาวๆเป็นตัวแทน