วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ส่องงบการเงินหุ้น SGF

หุ้น SGF ตั้งแต่กลับเข้ามาเทรดราคาหุ้นก็ยังลงไม่หยุดหย่อนมาดูกันครับว่ามาจากสาเหตุอะไร แล้วเขาจะกลับมาได้หรือไม่มาดูงบการเงินกัน

งบดุลหุ้น SGF


งบดุล SGF

ลูกหนี้รวมไม่โตมากแต่สัดส่วนเปลี่ยนไป สินเชื่อรายใหญ่ลดลง ไปปล่อยสินเชื่อรายย่อย รับจำนำทะเบียนแบบ SAWAD MTLS แทน มาดูคุณภาพลูกหนี้กัน


สินเชื่อเช่าซื้อ รายย่อย


เช่าซื้อ

เพิ่งเริ่มปล่อยหนักๆในไตรมาสสองไป 200 ล้าน ยังไม่มี NPL แต่มีคนค้างไม่เกินสามเดือนประมาณ 0.5%

บริหารหนี้เสีย


บริหารหนี้เสีย

ส่วนงานนี้คิดซะว่าเหมือนแทงหวยละกัน มีสินทรัพย์ 11 ล้าน แต่มีหนี้เสียที่ไปซื้อมาตั้งสำรองแล้วกว่า 490 ล้าน ทิศทางหนี้ก้อนนี้ลดลง แสดงว่าบริษัทไม่ค่อยเน้นธุรกิจนี้เท่าไร

เงินให้กู้ยืม




มาดูลูกหนี้ที่ก้อนใหญ่สุดตอนนี้บ้าง คือเงินให้กู้ยืมส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่เจ้า แต่ดูแล้วเหมือนทำมูลนิธิมากกว่า NPL ไป 16 และ 25% ตามลำดับ แถมไตรมาสสองที่ผ่านมาลูกหนี้เจอศาลสั่งให้เพิกถอนนี่ดินที่จำนองอีก ตั้งสำรองขาดทุนไป 109 ล้าน สงสัยต้องภาวนาลูกหนี้กลุ่มนี้อย่าได้เป็นอะไรขึ้นมาน้าาา

งบกำไรขาดทุน



รายได้รวมๆเติบโตประมาณ 7% ส่วนใหญ่มาจากรายได้ธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นและธุรกิจเดิมที่ลดลง


ในด้านรายจ่าย ความล้ำอยู่ที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นเยอะจากการขยายสาขา จ้างคนเพิ่ม และการเพิ่มตัวแทน เดี๋ยวงบ q3 จะมาดูอีกทีว่าสินเชื่อโตแค่ไหน และไตรมาส 2 ปีหน้าน่าจะเริ่มเห็น NPL

สรุปหุ้น SGF ตอนนี้อยู่ในช่วงเร่งเติบโตจากธุรกิจใหม่ แต่จะโตได้จริงแค่ไหนค่อยลุ้นกันครับบทความนี้จะอัพเดทเรื่อยๆครับผม





ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

6 ขั้นตอนการลงทุนแบบไร้ใจ


เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็อย่างลงทุนอย่างเป็นระบบ ไปอ่านผล back test มาแล้วมั่นใจว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้แน่นวล เพจที่ชอบนำสูตรต่างๆมาวิจัยเช่นของ siamquant (www.facebook.com/siamquant) ทีนี้เวลาเราจะนำผลวิจัยมาลงทุนจริงจะต้องทำอยางไรถึงจะสมกับที่อุตสาห์ backtest กันครับ

1.เลือกกลุ่มของหุ้นที่จะลงทุน


แล้วแต่กลยุทธ์ที่ท่านออกแบบตอนแรกเลยครับ บางคนอาจลงทุนเฉพาะใน set100 set50 หุ้นปั่น หุ้นซิ่ง warrant

2.แสกนหุ้นตามเงือนไขในการซื้อ



ต่อไปเราจะต้องแสกนว่าในหุ้นกลุ่มที่เราสนใจมีตัวไหนที่เข้าเงื่อไขการซื้อของเราบ้าง อย่างในตัวอย่างจะเป็นการแสกนหุ้นหุ้นที่ เส้น STO ตัดกันวันแรก โดยใช้เครื่องมือสแกนของเว็ป labhoon  สามารถเข้าไปสแกนได้ฟรีครับ จะได้หุ้นมาหลาย 10 ตัว เงินเราคงไม่สามารถซื้อได้หมดแน่นอน ต้องมาต่อกันที่วิธีการเลือกหุ้นเข้าพอร์ทครับ

ภาพแสดงตัวอย่างการสแกนหุ้นใน labhoon
ที่มา www.labhoon.com


 3.วิธีการเลือกหุ้นเข้าพอร์ท

 
เนื่องจากการสแกนจะมีหุ้นเข้าระบบอยู่หลายตัว และเงินเราไม่พอที่จะซื้อได้ทั้งหมด ดังนั้นเราจะต้องหาวิธีเลือกหุ้นเข้าพอร์ท

จากภาพ สมมติให้ใช้วิธีเลือกหุ้นเข้าพอร์ทด้วยการเรียงลำดับการเติบโตของกำไร สมมติเราจะเอาหุ้นเข้าพอร์ท 5 ตัว ก็จะเลือกหุ้นที่กำไรโตมากที่สุดเข้าพอร์ท

ส่วนเรื่องการแบ่งไม้ก็แล้วแต่เราครับ เงินทั้งพอร์ท 1 แสนบาท แบ่ง 5 ตัว ก็ตัวละ 20,000 บาท

4.เข้าซื้อราคาเปิด


ตอนเช้ามาเราก็เปิดก็ซื้อไปเลยแล้วก็ปิดจอจบ ค่อยมาเปิดดูอีกที      

หลายคนมองว่าบางทีราคาเปิดมันเปิดโดดไปจากที่เราตั้งไว้เยอะ หรือตอนขายก็ขายได้ราคาต่ำกว่าไปหลายช่อง ในการทดสอบระบบเขาจะมีค่า slippage ครับว่ากี่ % เช่นตั่งค่าไว้ 1% ก็คือ ตอนซื้อต้นทุนจะสูงกว่า 1% และตอนขายราคาจะต่ำกว่าตลาด 1% ถ้าตอนทดสอบยังได้กำไรแสดงว่าราคากระโดดมากก็ไม่ต้องกลัว ถ้าเราเงินไม่มากก็ไม่กระทบอะไร แต่ถ้าคนพอร์ทใหญ่ๆ เรื่องนี้ต้องคิดเยอะครับ

5.เปิดดูตอนเย็นว่าจะ ถือ ขาย หรือ stoploss


ตอนเย็นค่อยมาดูครับจะทำอะไร ถ้ายังไม่มีสัญญาณการ ขาย หรือ stoploss ก็ถือ แต่ถ้ามีสัญญาณให้ ขาย หรือ stoploss ก็ทำตามสัญญาณไป

ถ้าสมมติว่าวันนั้นขายไป จะมีเงินเหลือก็วนไปทำข้อ 3 หาหุ้นเข้าพอร์ทอีกที ตอนเช้าก็ไปปฎิบัติการตามแผนครับ

เครื่องมือ auto trade ของ efin

หรือบางคนจะใช้การเทรดแบบ auto โดยใช้เครื่องมือ autotrade ของ efin ก็ได้ครับ มีให้ใช้หลายโบรกเช่น หยวนต้า กิมเอ็ง โนมูระ ตั้งไว้ตอนเย็นตอนเช้าพอถึงราคาที่เราตั้งไว้มันก็จะ ซื้อ ขายตามเงื่อนไขให้เลยเทพมาก

6.ปรับแผน


บางทีแผนการณ์ที่วางไว้อาจไม่ดีอย่างที่คิดต้องมาดูครับว่าระบบมีปัญหาจากอะไร พอร์ทขาดทุนติดๆกันหลายรอบ อาจมีการกำหนดว่าพอร์ทลดลงถึงเท่าไรให้หยุดกลยุทธ์นั้นครับ ใจร่มๆค่อยมาเทรดใหม่

และต้องคอยดูว่าผลการเทรดเป็นไปตามแผนหรือไม่ เช่น %win %loss ผลตอบแทนเฉลี่ย ผลขาดทุนเฉลี่ย ค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง


จะเห็นว่าเพียง 6 ขั้นตอนเราก็จะเป็นนักลงทุนไร้ใจได้แล้วครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะต้องมีกลยุทธ์การลงทุนที่เราออกแบบมาอย่างดีก่อนครับ

ซึ่งสามารถอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้จาก ebook ของคุณมด ครับ
ebooks.in.th/ebook/11459/เคล็ดลับแห่งสำนักไร้ใจ_ทัศนคติในการเก็งกำไรอย่างยั่งยืน_โดย_แมงเม่าคลับ/ 



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560

10วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE ratio


PE ratio เป็นเครื่องมือในการประเมินมูลค่าที่ง่ายใจการใช้งาน แต่ในความง่ายถ้าคนที่เข้าใจก็สามารถพลิกแพลงได้ไม่จำกัด
ในบทความนี้พลิกแพลงมาให้ 10 วิธี จะมีอะไรบ้างมาดูกันครับ

1.เทียบกับอุตสาหกรรม


ค่า PE อุตสาหกรรมดูได้ที่ factsheet ครับ ถ้าหุ้นเรา PE ต่ำกว่าอุตสาหกรรมก็แปลว่าถูก

https://www.set.or.th/set/factsheet.do…

ถ้าอยากรู้ราคาถ้า PE เท่ากับอุตสาหกรรมก็ง่ายๆครับใช้การเทียบบัญติไตรยางค์เอา

หุ้น x PE 20 เท่า ราคา 25 บาท
หุ้น x PE 1 เท่า ราคา 25/20 = 1.25 บาท
หุ้น x PE 30 เท่า เท่ากับอุสาหกรรม ราคา 25/20*30 = 37.5 บาท

2.เทียบกับค่าเฉลี่ย


วิธีการคิดเหมือนข้อ 1 เพียงแต่เปลี่ยนจาก PE อุตสาหกรรมเป็น PE เฉลี่ย ใน factsheet จะมี PE ย้อนหลังให้ 3 ปี ก็นำมาหาค่าเฉลี่ยครับ ถ้า PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ถือว่าถูก เรามีความเชื่อว่าค่าเฉลี่ยคือ PE เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือถ้าหุ้นกำไรมีแนวโน้มลดลง PE เหมาะสมอาจลดลงก็ได้ใช้ค่าเฉลี่ยที่สูงๆอาจติดดอย

3.เทียบกับค่าคงที่


หลายคนอาจมีค่าในใจเช่น PE เหมาะสมของหุ้นทุกตัวไม่ควรเกิน 15 ก็จะใช้เลข 15 เป็น PE เหมาะสม หุ้นตัวไหน PE มากกว่าค่าเหมาะสมก็แปลว่าแพง

4.เทียบกับค่าPE ที่เหมาะสมทางทฎษฎี


ส่วนใหญจะคิดมาจาก dividend discount model
p=d/k-g

ราคา เท่ากับ เงินปันผล d หาร ผลตอบแทนที่คาดหวังk หักด้วยการเติบโตg

จากบทความ อสรรพงษ์เรื่อง การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน
https://www.facebook.com/notes/sanpong-limthamrongkul/การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน/10202892649375690

PE ได้ถูกประมาณการจาก b/k-g
b คือ อัตราจ่ายปันผลต่อกำไร

และเพื่อให้ง่ายขึ้น k-gถูกประมาณการจาก ผลตอบแทนเงินปันผล ซึ่งสามารถประมาณการผลตอบแทนเงินปันผลที่คาดหวังได้จาก rf+beta

ค่า beta ค่า b อยู่ใน factsheet มีค่าเดียวที่ต้องกำหนดคือ rf

แต่เพื่อให้ง่ายส่วนใหญ่ผมก็ประมาณการ k-g ด้วยเงินปันผลไปเลย โดยเงินปันผลผมใช้ค่าเฉลี่ยเอา
pe= b/dy
เช่นหุ้น x ปันผล 50% ของกำไร ปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 2% แสดงว่า PE เหมาะสมออยู่ 50/2 = 25 เท่า

PE ที่ได้สะท้อนเงินปันผล ส่วนการเติบโตไปหาเอาข้างหน้า

ตัวอย่างการคำนวณ PE เหมาะสมของ CPN



หุ้น CPN PE ปัจจุบัน 30.85 เท่า ราคา 67.5 บาท

ถ้าคำนวณPE ด้วย b/dy จะได้ 28 เท่า
ใกล้ๆกับ PE เฉลี่ยตามข้อ 2 ที่ 28.81 เท่า
คำนวณตามทฤษฎี b/rf+beta จะได้ 11.13เท่า
แต่ถ้าคำนวณ PE =g ตามสูตรข้อ 7 จะได้เพียง 10.36 เท่า

จะเห็น PE เหมาะสมของ หุ้น CPN จะวิ่งอยู่ระหว่าง 10 - 28 เท่า
ถ้าจะซื้อตาม ทฤษฎี อาจไม่ได้ซื้อแต่ถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อแพงหน่อย
แต่ก็ต้องระวังเพราะซื้อ PE แพงๆถ้าหุ้นไม่เติบโตอาจราคาลดลงได้อีก

5.หาเป้าราคาปีหน้า


ย้ายข้างสมการ PE นิดหน่อยจะได้
P = PE x E
ค่า PE ถ้าประมาณการข้อ 1-4 ได้ก็เลือกเอาซักตัว
แล้วประมาณการกำไรปีหน้ามาแล้วจับคูณก็จะได้ราคาหุ้น ปีหน้า

เช่นหุ้นตัวหนึ่งกำไรต่อหุ้น 1 บาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% กำไรปีหน้าก็จะเป็น 1.1 สมมติ PE เหมาะสมที่ 20 เท่า ราคาเหมาะสมคือ 1.1*20= 22 บาท

6.หา PE ปีหน้า


บาทคนยอมซื้อแพงเพราะรู้ว่าปีหน้าจะ PE ลดลงจากกำไรที่เติบโตขึ้น ถ้า PE ปีหน้าลงไปเยอะมากจนเหลือน้อยๆแปลว่าถูก

เช่น PE ปีนี้ 25 เท่า ราคา 10 บาท เท่าแต่เรารู้ว่ากำไรต่อหุ้นปีหน้าจะเติบโตเท่าตัวจาก 0.4 บาทเป็น 0.8 บาท PE ปีหน้าจะเหลือเพียง 10/0.8 = 12.5 เท่า

ถ้าเรามองว่า PE เหมาะสมหุ้นตัวนี้คือ 20 เท่าแปลว่าหุ้นตัวนี้ยังถูก

ต้วอย่างการหา PE CPN ปีหน้า ข้อ 5, 6




ถ้ากำหนดได้ กำไรโตเท่ากับค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 10% จะได้ราคาปีหน้าที่ระดับ PE 28.73 เท่า อยู่ที่ 62 69 76 83 ตามลำดับ

ในขณะที่ PE จะลดลงเรื่อยๆจนเหลือ 23.2 ในอีก 3 ปีข้างหน้า

7.เทียบกับ growth


หุ้นที่ growth แรงเราก็ยอมซื้อแพงได้ ในแนวคิดของ ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) มองว่าจะซื้อหุ้นที่ PE เที่ยบกับ growth น้อยกว่า 1 และ PE ไม่เกิน 30 เท่า จะถือว่าหุ้นตัวนั้นยังไม่แพง

8.คิด PE แบบย้อนกลับ


อันนี้มองว่า ถ้ามีเป้าราคาในใจจะต้องทำกำไรปีหน้ากี่บาทแล้วไปดูว่าบริษัทสามารถทำได้หรือไม่

สมมติวันหนี้หุ้นราคา 10 บาท กำไรต่อหุ้น 0.5 เราเชื่อว่าอนาคตมันจะไป 15 บาท PE เหมาะสมที่ 20 แสดงว่าบริษัทต้องทำกำไรเท่ากับ E = p / pe = 15/20 = 0.75 บาท

แล้วเราก็มโนเอาว่าจะทำได้หรือไป ถ้ามองว่าได้แน่ๆ เพราะกำไรโตแค่จาก 0.5 ไป 0.75 เท่านั้นเอง บริษัทน่าจะทำได้

9.PE หุ้นเติบโต


หุ้นเติบโตมักจะ PE แพงหน่อย แบบนี้ไม่ต้องคิดมาก ราคาจะมีโมเมนตั้มึ้นเรื่อยๆจนกระทังกำไรเริมโตชะลอตัวลง อันนี้ต้องตัวใครตัวมันครับ

10.PEหุ้นวงจร


หุ้นวงจรส่วนใหญ่มักขายสินค้า commodity เช่นสินค้าเกษตร ปิโตรเคมี โลหะต่างๆ

การใช้ PE ratio จะสลับทิศกันถ้า PE ต่ำต้องระวังเพราะแสดงว่าเป็นรอบขาขึ้นไม่รู้จะลงเมื่อไร การซื้อต้องซื้อตอน PE แพงๆ หรือขาดทุนเพราะแสดงว่ารอบเริ่มเป็นขาลง แค่รอมันขึ้นเท่านั้น

จะเห็นว่า PE ตัวเดียวถ้าเข้าใจสามารถพลิกแพงได้ไม่จำกัดครับ เลือกที่เราถนัดครับผม


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน