แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การประเมินมูลค่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การประเมินมูลค่า แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2567

เข้าใจ NPV ก็สอบ CFA CISA ่ผ่านได้

เข้าใจ NPV ก็สอบ CFA CISA ่ผ่านได้
นักเรียนที่เคยเรียนคอร์สวิเคราะห์หุ้นทักมาขอบคุณที่ช่วยต่อติดให้สอบ AISA ของตลาดหลักทรัพย์ผ่าน
เลยมานั่งคิดคำว่า "ต่อติด" คือเนื้อหาอะไรส่วนไหน ที่เข้าใจแล้วต่อยอดเนื้อหาได้ทั่วโลกของการเงิน
จริงสมัยก่อนก็ไม่ค่อยมีคอร์สหุ้นอะไร แต่ด้วยความอยากรวยก็เจอหลักสูตร CISA ของตลาดที่ ล้อเนื้อหากับ CFA ของเมืองนอก แต่ใช้ภาษาไทย และค่าสอบถูกกว่าเยอะ และไปอ่านมาว่า คนออกแบบหลักสูตรก็คือ เกรแฮม คนคิดการลงทุนแบบ VI นั่นเอง
.
แต่ก่อนมี 3 ระดับ ตอนนี้ย่อมาเหลือ 2 เป็น AISA เอา cisa1 บวก cisa2ครึ่งนึง และ CISA เอา cisa 2 ที่เหลือบวกกับ cisa 3 เน้นกลยุทธ์ลงทุน
พอเหลือ 2 ระดับค่อยมีกำลังใจสอบให้ครบหน่อย
เน้นสอบหลายๆรอบเพื่อให้ความรุ้แน่น555
.

เนื้อหาที่ทำให้ต่อติดคือเรื่อง มูลค่าของเงินตามเวลานั่นเอง

future value คือ ลงทุนวันนี้ pv บาท ผลตอบแทน i% ทบต้น n ปี สิ้นปีที่ n มีเงินกี่บาท
present value คือ ต้องการเงินอนาคตสิ้นปีที่ n ที่ FV บาท ผลตอบแทน i% ทบต้น n ปี ต้องลงทุนวันนี้กี่บาท
ต่อยอดเป็น NPV
จากวิชาเศรษฐศาสตร์มองว่า i% คือผลตอบแทนที่คาดหวัง เป็นตัวแทนของค่าเสียโอกาส ของทางเลือกที่ต้องสละไป 
.
มูลค่าของเงิน ไปสู่ NPV เพื่อตัดสินใจ ซื้อขายหุ้น
.
สมมติต้องซื้อหุ้น ได้ปันผล d บาทต่อปี เติบโตปีละ g ราคาหุ้นวันนี้ p บาท  นักลงทุนต้องคิดว่าถอนเงินจากฝากแบงค์ k% ไปซื้อหุ้นดีไหม 
.
NPV = ซื้อกระแสเงินสดของหุ้น(เงินปันผล)ในอนาคต ได้ปันผล d บาทต่อปี เติบโตปีละ g ด้วยผลตอบแทนเท่ากับฝากแบงค์ k% ต้องใช้เงินต้นกี่บาท - เงินลงทุนซื้อหุ้นวันนี้ที่ P บาท
NPV = D/(k-g) - P
.
NPV มากกว่า 0 แปลว่า ซื้อหุ้นได้ผลตอบแทนมากกว่าฝากแบงค์ คนจะถอนเงินจากแบงค์มาซื้อหุ้น
NPV = 0 แปลว่า ซื้อหุ้นได้ผลตอบแทนเท่ากับฝากแบงค์ คนจะถอนเงินจากแบงค์มาซื้อหุ้น หรืออยู่เฉยๆ ได้ผลตอบแทนเท่ากัน
NPV น้อยกว่า 0 แปลว่า ซื้อหุ้นได้ผลตอบแทนน้อยกว่าฝากแบงค์ คนจะขายหุ้นมาฝากแบงค์
.
จุดเหมาะสมคือ NPV=0
0 = D/(k-g) -P
P = D/(k-g)
.

จาก NPV ต่อยอดไปประเมินมูลค่า

.

ตราสารหนี้

ราคาตลาดคือมูลค่าปัจจุบันของ ดอกเบี้ยหน้าตั๋วคิดลดด้วยดอกเบี้ยตลาด
ต่อยอดเป็นกลยุทธ์ต่างๆ เช่น ดอกลงควรซื้อตราสารหนี้ระยะยาวเพราะราคาตลาดขึ้นมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น
จนมานั่งจิ้มตัวเลขว่าจะเพิ่มลดอายุตราสารหนี้เฉลี่ยในพอร์ทต้องใช้อะไรเท่าไร
.

ตราสารทุน

พาร์ทเชิงคุณภาพใช้ทฤษฎีบริหารเยอะหน่อย เรื่องการวางแผลเชิงกลยุทธ์
มาวิเคราะห์งบ
เอาข้อมูลที่ได้มาประมาณการ กระแสเงินสดในอนาคต และคิดลดเป็นปัจจุบันว่าควรซื้อวันนี้กี่บาทถึงได้ผลตอบแทนขั้นต่ำเท่าที่เราต้องการ
ยิ่งซื้อได้ต่ำกว่าที่คำนวณแสดงว่าได้ผลตอบแทนมากขึ้น
.

ตราสารอนุพันธ์

เราซื้อหรือขายสินค้าอนาคต ไม่รู้ราคาเท่าไร แต่อย่างน้อย ราคาต้องบวกจนผลตอบแทนจากการลงทุนคุ้มกับค่าเสียโอกาสในการรอ
อย่างหุ้น ner ก็เอาแนวคิดนี้มาใช้ ในการเฮจจิ้งราคายาง โดยซื้อยางมาสต็อกไว้ และขายวันนี้แต่ส่งมอบ 3 เดือนข้างหน้า ด้วยการบวกต้นทุนค่าเก็บรักษา และดอกเบี้ยที่กู้ซื้อยางมาเก็บในโกดัง ถึงเวลาก็ส่งมอบตามสัญญา กำไรได้ตามคาด 
ขณะที่เพื่อนๆ กำไรเหวี่ยงตามราคายาง
.
สรุป เข้าใจเรื่อง NPV นี่ต่อยอดได้เยอะ แต่จุดสำคัญในการลงทุนคือ การมองอนาคตให้ออก 3 เดือน 3 ปี ได้วางแผนจัดพอร์ทเลือกสินทรัพย์ เลือกกลยุทธ์ถูก
=======================================

อ่านหนังสือมาเยอะแต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก


รวม 3 หลักสูตร Online ในคอรสเดียว เรียนจบวิเคราะห์หุ้นได้ทุกตัวในตลาด


✅เเจาะงบราย sector + ประเมินมูลค่า + แกะงบทุกตัวในตลาด(ปีละครั้ง) และสรุปงบ ทุกไตรมาส
✅เรียนOnlineผ่านวิดิโอในfacebookกลุ่มปิด ความยาวกว่า 60 ชั่วโมง
✅ดูได้ตลอดชีพ ไม่มีลบคลิป และไลฟอัพเดทเนื้อหาให้ทันสมัยตลอดเวลา
✅สงสัยถามได้ตลอดเวลา

☀เรียนแล้วได้อะไร☀


✅ดูการ เกิดขึ้นตั้งอยู่และถดถอย ของธุรกิจผ่านงบการเงิน
✅แต่ละช่วงเศรษฐกิจ sector ไหนไป sector ไหนมา และเครื่องมือดูแบบ real time
✅การวิเคราะห์หุ้นกลุ่มการเงิน คุณภาพลูกหนี้ดูตรงไหน
✅กลุ่มธุรกิจบริการ การเติบโต จุดคุ้มทุนดูอย่างไร
✅โรงแรม สื่อสาร ค้าปลีก
✅การวิเคราะห์ธุรกิจผลิต เทคนิคดูกำลังการผลิตของโรงงาน เมื่อไรจะต้องขยายโรงงานใหม่
✅ประสิทธิภาพโรงงานเป็นอย่างไร ใครดีใครด้อย เผยชัดๆ
✅การวิเคราะห์ธุรกิจ ซื้อมาขายไป สิ้นค้าค้างสต็อก เก็บเงินไม่ได้ดูอย่างไร
✅การวิเคราะห์หุ้นกลุ่มรับเหมา
✅การวิเคราะห์หุ้นกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ แบบไวๆ จะโอนได้เมื่อไร
✅การวิเคราะห์หุ้น วงจร รอบมา รอบไป สัญญาณในงบการเงิน
✅หุ้น turn around เจ้ากำลังแอบทำโปรเจกอะไรในงบการเงิน
✅การประมเนมูลค่าของแต่ละ sector ว่ามมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร

🔈สอนโดย อ ภัทรธร ช่อวิชิต
นักลงทุนอิสระ เจ้าของผลงานหนังสือ คุ้ยแคะแกะหุ้นเด้ง และเจาะหุ้นร้อนสแกนหุ้นเด้ง

=======================================
แคปรูปตรงนี้มาได้ส่วนลดพิเศษจากปกติ 5000 บาท เหลือเพียง 2,800 บาทเท่านั้น
☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)
line id; pat4310

เพิ่มเพื่อน
=======================================

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

หุ้น PBV ต่ำ ยังรอดหรือไม่ในตลาดปัจจุบัน

เป็น Value investor ถูกสอนมาว่าต้องเล่นหุ้นที่ราคาไม่แพง PBV หรืออัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่ำๆ แล้วจะรวยมาดูผลการทดสอบในตลาดหุ้นไทยกันครับว่าจะรวยจริงหรือไม่

กลุ่มตัวอย่างและวิธีการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่างจะเป็น 4 กลุ่มคือ
  • หุ้นใน set& mai
  • หุ้นใน set
  • หุ้นใน mai
  • หุ้นใน set100
เงินลงทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท
เลือกหุ้นเข้าพอร์ท 20 อันดับแรกที่ PBV ต่ำสุด
ถือหุ้น 3 เดือน
แบ่งพอร์ทเป็น 3 ส่วนซื้อเดือนละ 20 ตัว เดือนที่ 1 ซื้อ  20 เดือนที่ 2 ซื้อ 20 เดือนที่ 3 ซื้ออีก 20 เป็น 60 ตัว เดือนที่ 4 ขายเดือนที่ 1 แล้วซื้อ 20 ตัวใหม่
ยังไม่คิดค่าคอม เพราะโปรแกรมยังทำไม่เสร็จ เสร็จแล้วจะมาอัพเดทให้อดใจรอแป้บ
ผลตอบแทนคิดเทียบ set ไม่รวมปันผล เพราะยังปรับราคาไม่เสร็จเช่นกัันกับค่าคอม

กลยุทธ์หุ้น PBV ต่ำในตลาด SET และ MAI

หุ้น pbv ต่ำใน set&mai

จะเห็นว่าผลตอบแทนก็ล้อๆไปกับ set แต่เวลาลงลงน่าใจหายเลยทีเดียว

เมื่อเทียบผลตอบแทนได้พอๆกับ set แต่ค่าความแปรปรวนล้ำหน้า set มาก ซื้อ tdex น่าจะโอกว่า

กลยุทธ์หุ้น PBV ต่ำในตลาด MAI



หุ้น PBV ต่ำในตลาด mai ผลตอบแทนแรงทะลุโลกมาก แต่จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2017 ผลตอบแทนบัตซบมากตลาดทิศทางตลาด mai ที่โดนเทมาตั้งแต่ปี 2017

ผลตอบแทนอลังการงานสร้างถึง 25% ต่อปีเลยทีเดียว แต่ใน 3 ปีที่ผ่านมาก็ไม่รอดโดนเทกันกระจาย

กลยุทธ์หุ้น PBV ต่ำในตลาด SET


หุ้นใน set ผลตอบแทนไม่ค่อยเท่าไร

ผลตอบแทนชนะ set ไม่มาก แต่ควาผันผวนเพิ่มมาเพียบผ่านดีกว่า

กลยุทธ์หุ้น PBV ต่ำ สำหรับหุ้นในดัชนี SET100

เพิ่มคำอธิบายภาพ
สำหรับการลงทุนหุ้น pbv ต่ำๆใน set100 ไม่ได้ผลตอบแทนชนะ set เท่าไรนัก หุ้นที่อยู่ใน set100 จะเป็นหุ้นที่กองทุนเล่นกัน ถ้ากองทุนซื้อแสดงว่าคำนวณมูลค่าเหมาะสมไว้แล้ว


จะเห็นว่าการเป็น vi ซื้อหุ้นถูกๆอย่างเดียวไม่น่ารอด แสดงว่าต้องมองอย่างอื่นประกอบกันด้วย จากบทความนี้จะเห็นว่าหุ้นถูกใช้ดีในการลงทุนหุ้นเล็กๆที่คนยังไม่สนใจ ถ้าสนใจขึ้นมาก็พลิกชีวิตได้เลย



☀หลักสูตรวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน☀


✅เจาะลึกหุ้นอย่างเซียน เห็นผลจริง100% สไตร์ อ.ภัทร
✅Workshop !! ทำจริง เห็นผลจริง พิสูจน์ได้
✅เรียนคลาสเล็ก ถามได้ทุกคำถามคาใจ

☀เรียนแล้วได้อะไร☀


✅10 จุุดสำคัญอ่านงบการเงิน วิเคราะห์ธุรกิจไม่เสียเวลา
✅ปัจจัยเร่ง ให้หุ้นวิ่ง และสัญญาณยืนยันในงบการเงิน
✅ประมาณราคาเหมาะสม เห็นเป้าราคาหุ้นตั้งแต่วันที่ซื้อ
✅เคล็ดลับสแกนหุ้น ถูก ดี กำไรโต

🔈สอนโดย อ ภัทรธร ช่อวิชิต
นักลงทุนอิสระ เจ้าของผลงานหนังสือ คุ้ยแคะแกะหุ้นเด้ง และเจาะหุ้นร้อนสแกนหุ้นเด้ง

=======================================

🔈รายละเอียดหลักสูตร วันเวลา

investidea.in.th/p/value-investor

=======================================

☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)

มือถือ: 0865035023

ข้อความ; www.facebook.com/messages/investidea.in.th/

line id; pat4310

เพิ่มเพื่อน
=======================================

☀เนื้อหาหลักสูตร☀


✅แหล่งข้อมูลการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน งบการเงิน คำอธิบายงบ ตัวเลขเศรษฐกิจ
✅วิเคราะห์ ปัจจัยเชิงคุณภาพ ผลกระทบต่องบการเงิน และแนวโน้มราคา
✅โครงสร้างงบดุล และลักษณะธุรกิจ จุดสำคัญที่ต้องดูในงบการเงิน
✅งบกำไรขาดทุน ลักษณะงบการเงินที่ดี
✅งบกระแสเงินสด และความสัมพันธ์กับวงจรธุรกิจ
✅การค้นปัญหาธุรกิจใน 1 นาที ด้วยอัตราส่วนทางการเงิน
✅ปัจจัยทางการเงินที่มีผลต่อทิศทางราคาหุ้น
✅การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE ratio เทคนิคการใช้งานกับแต่ละอุตสาหกรรม
✅ดูความเห็นของนักลงทุนส่วนใหญ่ผ่านการเคลื่อนไหวของราคา

=======================================

☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)

มือถือ: 0865035023

ข้อความ; www.facebook.com/messages/investidea.in.th/

line id; pat4310

เพิ่มเพื่อน

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561

หาค่า beta หุ้นของ set ทำอย่างไร

ค่า beta ของ scc ที่มาตลาดหลักทรัพย์

ค่า beta หุ้นของ set เป็นค่าที่ตลาดคำนวณให้ทุกสิ้นวันสามารถเข้าไปดูได้ที่หน้า factsheet ของ set [1] โดยแยกออกมาเป็นค่า beta รายปีออกมาให้ ปกติเวลาประเมินมูลค่าหุ้นก็จะมาหยิบค่า beta จากหน้าหนี้ เป้าหมายวันนี้คืออยากรู้ค่า beta คำนวณมาอย่างไรไดูกัน

ค่า beta คือความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของ set และ การเปลี่ยนแปลงของหุ้น ในที่นี้ผมดึงราคารายวันจากเครื่องมือ compare graph ของ efinance thai ตัวอย่างเป็นการเลือกช่วงเวลามาในช่วงปี 2017


พอ export ออกมาแล้ว หาผลต่างของการเปลี่ยนแปลงของ set และการเปลี่ยนแปลงของราคา
การเปลี่ยนแปลงราคาของ set และ scc

จากนั้นมาพล็อตกราฟ โดยให้แกน x เป็นการเปลี่ยนแปลงของ set และ แกน y เป็นการเปลี่ยนแปลงของ ราคาหุ้น

กราฟแสดงความสัมพันธ์ของ set และ scc
โดยกราฟของ excel สามารถให้แสดง เส้นและสมการได้เลยสะดวกมากดังนี้

การตั้ง trend line ในกราฟ
ค่า Beta ที่ได้จะอยู่หน้าตัวแปร x เท่ากับ 0.77 จะบอกว่า ถ้า set เปลี่ยนแปลงไป 1% แล้ว scc จะเปลี่ยนแปลง 0.77 %

แต่สังเกตนะครับว่า ที่คำนวณได้มีค่า r square แค่ 0.12 แสดงว่ามีความสามารถในการอธิบายได้เพียง 12% เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมาดูเหมือนกัน เข้า factsheet มาก็ก็อบค่ามาใช้เลย

หวังว่าจะได้ประโยชน์กันนะครับ ในการคำนวณ beta เองให้ตรงกับของ set เจริญในการลงทุนทุกท่าน ครับ

ที่มา
[1]https://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=scc&ssoPageId=3&language=th&country=TH


☀หลักสูตรวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน☀


✅เจาะลึกหุ้นอย่างเซียน เห็นผลจริง100% สไตร์ อ.ภัทร
✅Workshop !! ทำจริง เห็นผลจริง พิสูจน์ได้
✅เรียนคลาสเล็ก ถามได้ทุกคำถามคาใจ

☀เรียนแล้วได้อะไร☀


✅10 จุุดสำคัญอ่านงบการเงิน วิเคราะห์ธุรกิจไม่เสียเวลา
✅ปัจจัยเร่ง ให้หุ้นวิ่ง และสัญญาณยืนยันในงบการเงิน
✅ประมาณราคาเหมาะสม เห็นเป้าราคาหุ้นตั้งแต่วันที่ซื้อ
✅เคล็ดลับสแกนหุ้น ถูก ดี กำไรโต

🔈สอนโดย อ ภัทรธร ช่อวิชิต
นักลงทุนอิสระ เจ้าของผลงานหนังสือ คุ้ยแคะแกะหุ้นเด้ง และเจาะหุ้นร้อนสแกนหุ้นเด้ง

=======================================

🔈รายละเอียดหลักสูตร วันเวลา

www.investidea.in.th/p/value-investor.html

=======================================

☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)

มือถือ: 0865035023

ข้อความ; www.facebook.com/messages/investidea.in.th/

line id; pat4310

เพิ่มเพื่อน
=======================================

☀เนื้อหาหลักสูตร☀


✅แหล่งข้อมูลการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน งบการเงิน คำอธิบายงบ ตัวเลขเศรษฐกิจ
✅วิเคราะห์ ปัจจัยเชิงคุณภาพ ผลกระทบต่องบการเงิน และแนวโน้มราคา
✅โครงสร้างงบดุล และลักษณะธุรกิจ จุดสำคัญที่ต้องดูในงบการเงิน
✅งบกำไรขาดทุน ลักษณะงบการเงินที่ดี
✅งบกระแสเงินสด และความสัมพันธ์กับวงจรธุรกิจ
✅การค้นปัญหาธุรกิจใน 1 นาที ด้วยอัตราส่วนทางการเงิน
✅ปัจจัยทางการเงินที่มีผลต่อทิศทางราคาหุ้น
✅การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE ratio เทคนิคการใช้งานกับแต่ละอุตสาหกรรม
✅ดูความเห็นของนักลงทุนส่วนใหญ่ผ่านการเคลื่อนไหวของราคา

=======================================

☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)

มือถือ: 0865035023

ข้อความ; www.facebook.com/messages/investidea.in.th/

line id; pat4310

เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560

10วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE ratio


PE ratio เป็นเครื่องมือในการประเมินมูลค่าที่ง่ายใจการใช้งาน แต่ในความง่ายถ้าคนที่เข้าใจก็สามารถพลิกแพลงได้ไม่จำกัด
ในบทความนี้พลิกแพลงมาให้ 10 วิธี จะมีอะไรบ้างมาดูกันครับ

1.เทียบกับอุตสาหกรรม


ค่า PE อุตสาหกรรมดูได้ที่ factsheet ครับ ถ้าหุ้นเรา PE ต่ำกว่าอุตสาหกรรมก็แปลว่าถูก

https://www.set.or.th/set/factsheet.do…

ถ้าอยากรู้ราคาถ้า PE เท่ากับอุตสาหกรรมก็ง่ายๆครับใช้การเทียบบัญติไตรยางค์เอา

หุ้น x PE 20 เท่า ราคา 25 บาท
หุ้น x PE 1 เท่า ราคา 25/20 = 1.25 บาท
หุ้น x PE 30 เท่า เท่ากับอุสาหกรรม ราคา 25/20*30 = 37.5 บาท

2.เทียบกับค่าเฉลี่ย


วิธีการคิดเหมือนข้อ 1 เพียงแต่เปลี่ยนจาก PE อุตสาหกรรมเป็น PE เฉลี่ย ใน factsheet จะมี PE ย้อนหลังให้ 3 ปี ก็นำมาหาค่าเฉลี่ยครับ ถ้า PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ถือว่าถูก เรามีความเชื่อว่าค่าเฉลี่ยคือ PE เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือถ้าหุ้นกำไรมีแนวโน้มลดลง PE เหมาะสมอาจลดลงก็ได้ใช้ค่าเฉลี่ยที่สูงๆอาจติดดอย

3.เทียบกับค่าคงที่


หลายคนอาจมีค่าในใจเช่น PE เหมาะสมของหุ้นทุกตัวไม่ควรเกิน 15 ก็จะใช้เลข 15 เป็น PE เหมาะสม หุ้นตัวไหน PE มากกว่าค่าเหมาะสมก็แปลว่าแพง

4.เทียบกับค่าPE ที่เหมาะสมทางทฎษฎี


ส่วนใหญจะคิดมาจาก dividend discount model
p=d/k-g

ราคา เท่ากับ เงินปันผล d หาร ผลตอบแทนที่คาดหวังk หักด้วยการเติบโตg

จากบทความ อสรรพงษ์เรื่อง การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน
https://www.facebook.com/notes/sanpong-limthamrongkul/การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน/10202892649375690

PE ได้ถูกประมาณการจาก b/k-g
b คือ อัตราจ่ายปันผลต่อกำไร

และเพื่อให้ง่ายขึ้น k-gถูกประมาณการจาก ผลตอบแทนเงินปันผล ซึ่งสามารถประมาณการผลตอบแทนเงินปันผลที่คาดหวังได้จาก rf+beta

ค่า beta ค่า b อยู่ใน factsheet มีค่าเดียวที่ต้องกำหนดคือ rf

แต่เพื่อให้ง่ายส่วนใหญ่ผมก็ประมาณการ k-g ด้วยเงินปันผลไปเลย โดยเงินปันผลผมใช้ค่าเฉลี่ยเอา
pe= b/dy
เช่นหุ้น x ปันผล 50% ของกำไร ปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 2% แสดงว่า PE เหมาะสมออยู่ 50/2 = 25 เท่า

PE ที่ได้สะท้อนเงินปันผล ส่วนการเติบโตไปหาเอาข้างหน้า

ตัวอย่างการคำนวณ PE เหมาะสมของ CPN



หุ้น CPN PE ปัจจุบัน 30.85 เท่า ราคา 67.5 บาท

ถ้าคำนวณPE ด้วย b/dy จะได้ 28 เท่า
ใกล้ๆกับ PE เฉลี่ยตามข้อ 2 ที่ 28.81 เท่า
คำนวณตามทฤษฎี b/rf+beta จะได้ 11.13เท่า
แต่ถ้าคำนวณ PE =g ตามสูตรข้อ 7 จะได้เพียง 10.36 เท่า

จะเห็น PE เหมาะสมของ หุ้น CPN จะวิ่งอยู่ระหว่าง 10 - 28 เท่า
ถ้าจะซื้อตาม ทฤษฎี อาจไม่ได้ซื้อแต่ถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อแพงหน่อย
แต่ก็ต้องระวังเพราะซื้อ PE แพงๆถ้าหุ้นไม่เติบโตอาจราคาลดลงได้อีก

5.หาเป้าราคาปีหน้า


ย้ายข้างสมการ PE นิดหน่อยจะได้
P = PE x E
ค่า PE ถ้าประมาณการข้อ 1-4 ได้ก็เลือกเอาซักตัว
แล้วประมาณการกำไรปีหน้ามาแล้วจับคูณก็จะได้ราคาหุ้น ปีหน้า

เช่นหุ้นตัวหนึ่งกำไรต่อหุ้น 1 บาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% กำไรปีหน้าก็จะเป็น 1.1 สมมติ PE เหมาะสมที่ 20 เท่า ราคาเหมาะสมคือ 1.1*20= 22 บาท

6.หา PE ปีหน้า


บาทคนยอมซื้อแพงเพราะรู้ว่าปีหน้าจะ PE ลดลงจากกำไรที่เติบโตขึ้น ถ้า PE ปีหน้าลงไปเยอะมากจนเหลือน้อยๆแปลว่าถูก

เช่น PE ปีนี้ 25 เท่า ราคา 10 บาท เท่าแต่เรารู้ว่ากำไรต่อหุ้นปีหน้าจะเติบโตเท่าตัวจาก 0.4 บาทเป็น 0.8 บาท PE ปีหน้าจะเหลือเพียง 10/0.8 = 12.5 เท่า

ถ้าเรามองว่า PE เหมาะสมหุ้นตัวนี้คือ 20 เท่าแปลว่าหุ้นตัวนี้ยังถูก

ต้วอย่างการหา PE CPN ปีหน้า ข้อ 5, 6




ถ้ากำหนดได้ กำไรโตเท่ากับค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 10% จะได้ราคาปีหน้าที่ระดับ PE 28.73 เท่า อยู่ที่ 62 69 76 83 ตามลำดับ

ในขณะที่ PE จะลดลงเรื่อยๆจนเหลือ 23.2 ในอีก 3 ปีข้างหน้า

7.เทียบกับ growth


หุ้นที่ growth แรงเราก็ยอมซื้อแพงได้ ในแนวคิดของ ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) มองว่าจะซื้อหุ้นที่ PE เที่ยบกับ growth น้อยกว่า 1 และ PE ไม่เกิน 30 เท่า จะถือว่าหุ้นตัวนั้นยังไม่แพง

8.คิด PE แบบย้อนกลับ


อันนี้มองว่า ถ้ามีเป้าราคาในใจจะต้องทำกำไรปีหน้ากี่บาทแล้วไปดูว่าบริษัทสามารถทำได้หรือไม่

สมมติวันหนี้หุ้นราคา 10 บาท กำไรต่อหุ้น 0.5 เราเชื่อว่าอนาคตมันจะไป 15 บาท PE เหมาะสมที่ 20 แสดงว่าบริษัทต้องทำกำไรเท่ากับ E = p / pe = 15/20 = 0.75 บาท

แล้วเราก็มโนเอาว่าจะทำได้หรือไป ถ้ามองว่าได้แน่ๆ เพราะกำไรโตแค่จาก 0.5 ไป 0.75 เท่านั้นเอง บริษัทน่าจะทำได้

9.PE หุ้นเติบโต


หุ้นเติบโตมักจะ PE แพงหน่อย แบบนี้ไม่ต้องคิดมาก ราคาจะมีโมเมนตั้มึ้นเรื่อยๆจนกระทังกำไรเริมโตชะลอตัวลง อันนี้ต้องตัวใครตัวมันครับ

10.PEหุ้นวงจร


หุ้นวงจรส่วนใหญ่มักขายสินค้า commodity เช่นสินค้าเกษตร ปิโตรเคมี โลหะต่างๆ

การใช้ PE ratio จะสลับทิศกันถ้า PE ต่ำต้องระวังเพราะแสดงว่าเป็นรอบขาขึ้นไม่รู้จะลงเมื่อไร การซื้อต้องซื้อตอน PE แพงๆ หรือขาดทุนเพราะแสดงว่ารอบเริ่มเป็นขาลง แค่รอมันขึ้นเท่านั้น

จะเห็นว่า PE ตัวเดียวถ้าเข้าใจสามารถพลิกแพงได้ไม่จำกัดครับ เลือกที่เราถนัดครับผม


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เบื้องหลังการหามูลค่าหุ้นด้วยการคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model)


การหามูลค่าหุ้นด้วยการคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model) สมการสั้นๆคือ p = d/k-g แต่การคำนวณไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่รู้ว่าจะเอาตัวแปลไหนมาใส่ บทความนี้จะบอกสมมติฐานที่มาที่ไปสูตรการหาราคาเหมาะสม ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกตัวแปรที่จะนำมาใช้ในการการประเมินมูลค่าได้ง่ายขึ้นครับ

รู้จักผลตอบแทนที่คาดหวัง k, WACC


ในการประเมินมูลค่าหุ้นวัตถุประสงค์เพื่อบอกว่าราคาหุ้นที่เราสนใจคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่ ถ้าไม่คุ้มก็จะบอกว่าแพงไปไม่ซื้อถ้าคุ้มก็ตัดสินใจลงทุน

ความคุ้มหรือไม่คุ้มในทางเศรษฐศาสตร์มองว่า ทุกๆการตัดสินใจมีค่าเสียโอกาสเสมอ เพราะเมื่อคุณเลือกทางใดทางหนึ่งต้องยอมสละทางเลือกหนื่งไป (เพื่อความอินให้เปิดเพลง ได้อย่างเสียอย่าง - อัสนี ; วสันต์ โชติกุล ประกอบ)

ดังนั้นการตัดสินใจที่ดีที่สุดคือ เลือกทางที่ค่าเสียโอกาสต่ำสุดนั่นเอง

เช่นมีสามโครงการ ผลตอบแทน 20 30 10 ตามลำดับ
  • ถ้าเลือกโครงการที่ 1 ได้ 20 แต่เสียโอกาสได้ผลตอบแทน 30% จากทางเลือกที่ 2
  • ถ้าเลือกโครงการที่ 2 ได้ 30 ค่าเสียโอกาสคือ 0 
  • ถ้าเลือกโครงการทีี่ 3 ได้ 10 แต่เสียโอกาสได้ผลตอบแทน 30% จากทางเลือกที่ 2
ตังนั้นในการลงทุนนักลงทุนจะเลือกลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเที่ยบกับผลตอบแทนของทางเลือกที่เราไมได้เลือกนั่นเอง

ในทางการเงิน "ผลตอบแทนของทางเลือกที่เราไมได้เลือกนั่นเอง" หรือผลตอบแทนที่เราคาดหวัง มักจะเขียนตัวย่อว่า k หรือถ้าที่มาของเงินมาจากหลายแหล่งก็จะนำแต่ละแหล่งมาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกันเป็น WACC

นั่นก็คือถ้าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนไม่คุ้ม k ก็จะไม่ลงทุนนั่นเอง

เข้าใจมูลค่าปัจจุบัน (Present Value)


จุดเริ่มต้นของความอยากรวยเริ่มจากสมการดอกเบี้ยทบต้นและย้อนมาการหามูลค่าปัจจุบัน ทำให้แตกลูกแตกหลานออกมาเป็นวิชาการลงทุน ถ้าเข้าใจเรื่องมูลค่าเงินตามเวลา ก็เหมือนการเข้าใจวิชาการเงินทั้งเล่มนั่นเอง

มูลค่าอนาคต (Future Value)


เริ่มจากการลงทุน สมมติเรามีเงินปัจจุบันเท่าากับ PV บาท เอาเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนทบต้นที่ i ถ้าให้มันทบไปเรื่อยๆเท่ากับ n ปีจะได้เงินอนาคต FV เท่ากับ



มูลค่าปัจจุบัน (Present Value)


คิดมุมกลับสมการนิดเดียวคือ ถ้าเราอยากได้เงินในอนาคตเท่ากับ FV โดยที่เราเอาเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ i เป็นจำนวน n ปี วันนี้ PV ต้องใช้เงินไปลงทุนกี่บาท



PV  จะถูกประยุกต์ไปใช้เป็นสูตรเบื้องหลังในการประเมินมูลค่าหุ้นอีกที่


มูลค่าปัจจุบันสุทธิ Net Present Value และการกำหนดมูลค่าเหมาะสม


ในการตัดสินลงทุนจะตัดสินใจจากมูลจากปัจจุบันของกระแสเงินสดว่าเป็นบวกหรือลบ ถ้าบวกแสดงว่าโครงการที่ลงทุนให้ผลตอบแทนมากกว่าผลตอบแทนที่คาดหวัง ถ้าค่าเป็นลบแสดงว่าโครงการที่จะลงทุนให้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดหวังก็จะไม่ตัดสินใจลงทุน

เมื่อคิดจะลงทุนต้องรู้ 3 เรื่องนี้


เมื่อคิดจะลงทุนไม่ว่าโครงการอะไรก็ตามต้องรู้ 3 เรื่องนี้คือ

3.1ได้อะไรมา

ลงทุนเสียกระแสเงินสดออกไปในวันนี้สิ่งที่ได้กลับมาคือกระแสเงินสดในอนาคต สำหรับการลงทุนในหุ้น สิ่งที่ได้มาคือเงินปันผล หลายคนก็มองว่าสิ่งที่ได้มาคือกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow)

สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้น สมมติให้สิ่งที่ได้มาคือเงินปันผล D ที่จ่ายทุกปี D1 D2 D3 ..... Dn ตามลำดับ

3.2จ่ายอะไรไป

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีๆ ถ้าในธุรกิจสิ่งที่จ่ายคือเงินที่นำไปลงทุนในโครงการทั้ง สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน และเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ในการทำธุรกิจ สำหรับการลงทุนหุ้น เงินที่จ่ายคือราคาหุ้นนั่นเอง

3.1คุ้มหรือไม่

คำว่าคุ้มหรือไม่คุ้มถูกประเมินด้วย NPV เพื่อบอกว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนนั้นคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่คาดหวัง k หรือไม่นั่นเอง ตามอ่านได้ในหัวข้อต่อไป


NPV Net Present Vaue และการคิดลดเงินปันผล Dividend Discount Model


 สำหรับการลงทุนในหุ้น เราจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคา P บาท โดย "คาดหวัง" ว่าจะได้เงินปันผลในอนาคตเท่ากับ d1 d2 d3 ไปเรื่อยๆ จนถึง dn ตามลำดับโดยที่มีผลตอบแทนที่คาดหวังเท่ากับ k


NPV จะเป็นผลต่างระหว่างเงินที่ต้องใช้ในการซื้อหุ้นคือ P กับเงินที่ต้องใช้ลงทุนในโครงการทางเลือกอื่นว่าใช้เงินลงทุนในวันนี้เท่าไร ซึ่งในสมการก็คือตัวยาวๆที่เหลือนั่นเอง แปลสมการเป็นภาษามนุษย์คือ ถ้าต้องการ ปันผลในอนาคตเท่ากับ d1 d2 d3 ไปเรื่อยๆ จนถึง dn โดยเราสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนทบต้นเท่ากับ k (ค่าเสียโอกาสของโครงการที่ไม่ได้เลือก) วันนี้จะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร

ถ้า NPV เป็นบวกแสดงว่าลงทุนหุ้นได้ผลตอบแทนมากกว่าผลตอบแทนที่คาดหวัง หุ้นจะขึ้นเพราะจะถอนการลงทุนจากโครงการที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับ K มาซื้อหุ้นแทน

ถ้า NPV เป็นลบแสดงว่าลงทุนหุ้นได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดกวังหุ้นจะลงเพราะคนจะไม่ซื้อเอาเงินไปลงทุนที่อื่นที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับ k ดีกว่า

จะเห็นว่าราคาหุ้นจะถูกปรับตัวจากการคาดการกระแสเงินสดในอนาคตของคนนั่นเอง


การกำหนดมูลค่าเหมาะสม


จะเห็นว่าเมื่อราคาหุ้นไม่ได้อยู่ที่จุดดุลยภาพมันก็จะแกว่งตัวอยู่รอบๆราคาเหมาะสมนั่นเอง เพื่อให้การประเมินมูลค่าหุ้นง่ายขึ้น ได้มคนชื่อนายกอร์ดอนได้คิด gordon growth model เพื่อช่วยให้การประเมินมูลค่าง่ายขึ้น โดยใส่สมติฐานเพิ่มเข้าไปคือ
  • เงินปันผลเติบโตด้วยอัตราคงที่เท่ากับ g
  • ถือหุ้นไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ถึงอนาคตอันไกลโพ้น (infinity)
จะได้สมการใหม่คือ


จากความรู้เรื่อง ลำดับและอนุกรมที่เรียนมาตอน ม ปลาย ทำให้รู้ว่า


สมการสั้นลงอีกหน่อย และราคาเหมาะสมก็คือราคาที่ทำให้ NPV = 0 หรือราคาหุ้นที่ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนที่คาดหวังนั่นเอง

ให้ NPV = 0 จะได้



แปลเป็นภาษามนุษย์คือ ถ้าบริษัทแห่งหนึ่งมีผลปันผลปีหน้าเท่ากับ D1 ที่เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในอัตราคงที่ g และนักลงทุนมีผลตอบแทนที่คาดหวังเท่ากับ k ราคาที่เหมาะสมคือราคาหุ้นที่ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนในอนาคตเท่ากับผลตอบแทนที่คาดหวังนั่นเอง

ถ้าราคาตลาดสูงกว่านี้คนก็จะไม่ซื้อเพราะรู้สึกแพง หุ้นจะตก ถ้าราคาต่ำกว่านี้คนจะมาซื้อเพราะรู้สึกว่ามันถูกหุ้นราคาหุ้นจะขึ้น

ชอบคณิตศาสตร์เยอะๆ อ่านทางนี้
http://fahmi.ba.free.fr/docs/Courses/2012%20HEC/FBA_FE_Chap1_time_value_derivation.pdf

หลักการเลือกตัวแปรเข้าคำนวณมูลค่าเหมาะสม

ความสัมพันธ์ระหว่างผลประกอบการและมูลค่าหุ้น
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่


D1 ปันผลปีหน้า ถ้าตามสมมติฐาน เงินปันผลที่เห็นในสมการคือเงินปันผลที่เติบโตเรื่อยๆในอัตราคงที่ ดังนั้นการประมาณการตัองดูดีๆว่าปันผลที่เอามาเป็นปันผลจากกำไรปกติ และต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าไม่ได้มาจากรายการต่อเนื่องต้องระวัง

g การเติบโต จากสมมติฐานบอกว่าการเติบโต โตด้วยอัตราคงที่ไปไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นการเติบโตที่จะนำเข้ามาประมาณการจะต้องเป็นการเติบโตที่สะท้อนการเติบโตระยะยาวววววว ไม่ใช่แค่ 1-2 ปี

ส่วนค่า k ไม่ต้องคิดเยอะมันคือผลตอบแทนที่คาดหวังอาจจะกำหนดมาลอยๆ หรือประมาณการด้วย CAPM ก็ได้


จะเห็นว่าการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยการคิดลดเงินปันผล เห็นสมการสั้นๆแต่ที่มาไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สิ่งที่ต้องระวังในการนำการประเมินมูลค่าหุ้นไปใช้งานคือ ราคาหุ้นที่คำนวณได้จะเป็นราคาหุ้นที่เป็นจริงต่อเมื่อสมติฐานนั้นเป็นจริงครับ เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แก่นแท้ประเมินมูลค่าหหุ้น

จะซื้อของทั้งทีคงไม่มีใครอยากได้ของดีราคาแพง ในการวัดความถูกแพง ถ้าเข้าใจแก่นก็สามารถต่อยอดไปได้อีกเยอะครับ โดยการประเมินมูลคาแท้จริงเป็นเรื่องเปรียบเทียบ หลักๆจะดูอยู่ 3 เรื่อง

1.ได้อะไรมา


การลงทุนซื้อหุ้นเราได้ตัวบริษัทและกระแสเงินสดที่ผลิตได้ในอนาคต ถ้าเรามองว่าเราซื้อหุ้นแล้วได้กำไรแต่และปีมาเป็นของเรา การอ่านงบเพื่อให้รู้ว่าลักษณะกำไรของบริษัทเป็นอย่างไร เราอาจแบ่งลักษณะกำไรของหุ้นเป็น 6 ประเภทตามแนวของปีเตอร์ลินซ์ มีดังนี้


  • กำไรโตแข็งแกร่ง โตเรื่อยๆตามอุตสาหกรรม รายได้กำไรโตสม่ำเสมอ มีการลงทุนเรื่อยๆ ROE ROA สม่ำเสมอ
  • กำไรโตเร็ว อุตสาหกรรมกำลังเติบโต ลงทุนสูง จะโตได้ไกล กระแสเงินสดควรเป็นบวก ROE ROA สม่ำเสมอ
  • กำไรโตช้า อุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัว คู่แข่งบาน รายได้เริ่มโตช้าลง ลงทุนเยอะกำไรโตน้อย ROA ROE ลดลงเรื่อยๆ 
  • หุ้นวงจรกำไรโตเป็นรอบๆ 
  • หุ้นเทรินอราวด์ พลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร
  • หุ้นสินทรัพย์แฝง ซื้อๆไว้เดี๋ยววันดีคืนดีก็เอาสินทรัพย์ไปขายก็ได้กำไรมาเป็นก้อน


2.จ่ายไปเท่าไร


เราจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคาตลาด ณ วันนั้น ถ้าไม่เอาราคาตลาดก็ไปต่อรองกันเอง


3.คุ้มหรือไม่


ผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับที่เราจ่ายหรือไม่ ถ้าอยู่ตัวคนเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าถูกแพงต้องมีตัวเปรียบเทียบ

3.1ประเมินมูลค่าด้วยอัตราส่วน PE PBV PS 

เป็นการเปรียบเทียบเหมือน Apple to Apple
pe pbv ps pcfo เป็นการเอาสิ่งที่จ่ายpเทียบกับสิ่งที้ได้ เช่น eกำไร bv cfo .........
ถ้าสิ่งที่ได้เหมือนๆกัน บริษัทที่จ่ายซื้อน้อยกว่าแสดงว่าจะถูกกว่า

3.1คิดลดกระแสเงินสด DDM 


ตัวเปรียบเทียบคือ ตัวคิดลดที่เอามาหาร
ยกตัวอย่าง คิดลดเงินปันผล p=d/k-gค่าที่ได้บอกว่า
ถ้ากระแสเงินสดในอนาคตที่เราคาดการณ์เท่ากับ เงินปันผลในอนาคตเท่า d ที่โตเรื่อยๆเท่ากับg (ย้ำว่าคาดการณ์)
ตัวเปรียบเทียบถูกแพงคือ ผลตอบแทนที่คาดหวัง(ผลตอบแทนทางเลือกถ้าไม่ซื้อหุ้นตัวนั้น)เท่ากับk
pคือ ใช้เงินลงทุนในปัจจุบัน ที่ทำให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับk
เอาค่าที่ได้มาเทียบราคาปัจจุบัน

1.ถ้าราคาหุ้นปัจจุบันต่ำกว่าราคาที่คำณวณได้ แสดงว่า เราซื้อของ"ถูก" เพราะได้ผมตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า k
2.ราคาปัจจุบัน เท่ากับราคาที่คำนวณได้ แสดงว่า "ไม่ถูกไม่แพง" เพราะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับk
3.ถ้าราคาหุ้นปัจจุบันสูงกว่าราคาที่คำณวณได้ แสดงว่า เราซื้อของ"แพง" เพราะได้ผมตอบแทนจากการลงทุนน้อยกว่า k

ส่วนdcfแค่เปลี่ยนรูปแบบกระแสเงินสดกับตัวคิดลด

โดยสรุป การประเมินมูลค่าก็เหมือนการบอกว่า ท่อนไม่สั้นหรือยาว ถ้าเอาไปเทียบกับไม่ที่สั้นกว่ามันก็ยาว เอาไปเทียบกับไม้ที่ยาวกว่ามันก็สั้น นั่นเอง


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปัจจัยกำหนด PBV และการหาราคาเหมาะสม


PBV หรืออัตราส่วน ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี เป็นอัตราส่วนที่นิยมในการประเมินมูลค่าหุ้น บทความนี้ก็จะมาหาปัจจัยที่มีนัยยะสำคัญในการกำหนด PBV และการประมาณค่า PBV ที่เหมาะสมจากตัวเลขทางการเงินครับ

ปัจจัยกำหนด PBV ทางทฤษฎี


เรารู้ว่า PBV = PE x ROE

PE = b / (k-g)
PBV = b / (k-g) x ROE

b คืออัตราการจ่ายเงินปันผลจากกำไร

k-g มันประเมินยาก ดังนั้นจึงประมาณการ k-g จาก DDM
p = d/k-g
k-g = d/p = Yield% ผลตอบแทนเงินปันผล

ROE = ROA x (1+DE)

จากการย้ายข้างสมการไปๆมา ทำให้เลือกตัวแปรมา 4 ตัวคือ

  1. อัตราการจ่ายเงินปันผลจากกำไร b ถ้าเพิ่มขึ้น PBV จะเพิ่ม
  2. อัตราผลตอบแทนเงินปันผล ถ้าเพิ่มขึ้น PBV จะลดลง
  3. ROA เพิ่มขึ้น PBV จะเพิ่ม
  4. DE เพิ่ม PBV เพิ่ม



ผลการประมาณการ PBV ด้วยวิธี Regression


ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลภาคตัดขวางจาก web siamchart.com/stock ก็อบข้อมูลมาวันที่ 2 พค จากการประมาณการได้ผลดังภาพ

สมการคือ PBV = 2.55 + 0.121 DE + 0.063 ROA -0.226Yield

มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้น DE ที่มีนัยสำคัญที่ 90

ทิศทางความสัมพันธ์ตามคาดคือ

  1. DE เพิ่ม PBV เพิ่ม
  2. ROA เพิ่ม PBV เพิ่ม
  3. Yield เพิ่ม PBV ลด

ผ่านมา 1 ปีวันที่ 4 พค 2560 ได้สมการดังภาพ
ผลสมการของปี 2560 ข้อมูลวันที่ 4 พค
สมการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยเป็น

PBV = 1.38 + 0.32DE + 0.23ROA - 0.4Yield

การประยุกต์หาราคาที่เหมาะสม


ถ้าเรารู้ ค่า PBV ที่เหมาะสมก็สามารถหาราคาเป้าหมายได้เลย 

PBV = P / BV

p = PBV x BV

ตัวอย่างหุ้น MINT 


อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 1.82 เท่า
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ 10.41 %

อัตราเงินปันผลตอบแทน 0.94 %

PBV = 2.55 + 0.121 (1.82) + 0.063 (10.41) -0.226(0.94 )
= 3.21 เท่า

มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (บาท/หุ้น) 7.45

ราคาหุ้นเท่ากับ 7.45 x 3.21 = 23.94 บาท

แสดงว่าวันนี้เทรดกันที่ราคาแพงไปหน่อย

มูลค่าเหมาะสม MINT


ราคาวันนี้แพงไปหน่อย แต่กิจการเขาดีมูลค่ากิจการก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเจอแบบนี้ก็ต้องถือยาวๆ
มูลค่าเหมาะสม AS
เมื่อทดลองนำไปประมาณการมูลค่าของหุ้น AS จะเห็นว่าเมื่อผลประกอบการแย่งลง มูลค่าของกิจการที่จะแย่งลงตามไปด้วย

ดังนั้นการลงทุน หัวใจอันแรกคือหาหุ้นที่มูลค่ากำลังสูงขึ้น

การหา PE ที่เหมาะสม


หรือจะประยุกต์มาหาค่า PE เหมาะสมก็ได้
PE = PBV / ROE

ROE = 23.14%

จะเอามาใส่สมการก็ต้องหาร 100 ก่อนได้ 0.2314
จะได้ PE เท่ากับ 13.88 เท่า


สรุปว่าตัวแปรกำหนด PBV ทฤษฎี มีนัยสำคัญทางสถิติกับข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

ความสัมพันธ์ระหว่างROE PBV PE

ความสัมพันธ์ระหว่าง ROE PBV PE
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

ROE PBV PE ค่าทั้งสามตัวนี้เป็นค่าที่ใช้บ่อยๆในการวิเคราะห์และประเมินค่า การรู้ความสัมพันธ์ระหว่าง สามตัวนี้จะทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

1.ความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์


จากสมการ
roe = E/bv
=E/p x p/bv
roe เท่ากับ pbv คูณส่วนกลับของ pe

2,ROE และการเติบโต


roe คือผลตอบแทนที่บริษัททำกลับมาให้ผู้ถือหุ้น คนก่อตั้งมักจะมีหุ้นที่ราคาพาร์ดังนั้นผลตอบแทนที่เขาได้ก็คือ roe นั่นเอง

น้อกจากนั้น ROE จะมีความสัมพันธ์กับ การเติบโตของกิจการ ถ้าบริษัทโตเรื่อยๆแบบรักษาสัดส่วนโครงสร้งเงินทุนไว้เท่าเดิมจะเป็นการโตแบบ Sustainable growth

g = ROE x (1-b)

จะเห็นว่าถ้าบริษัทจายเงินปันผลอัตราคงที่เมื่อเทียบกับกำไร และบริษัทรักษาอัตรา ROE ให้สม่ำเสมอได้ บริษัทก็จะโตไปเรื่อยๆเท่ากับ g นั่นเอง ดังนั้นการซื้อหุ้นจึงเป็นการสะท้อน การเติบโตที่คาดหวังไปได้ด้วยส่วนหนึ่ง

3.PBV กับค่าความนิยม


pbv บอกว่าเราจ่ายซื้อที่ราคากี่เท่าของ  ฺBook Value คือส่วนทุน ในทางบัญชีเรียกสินทรัพย์สุทธิ

ในการขายหุ้นถ้าบริษัทดี เจ้าของคงไม่ขายบริษัทที่ bv  ต้องขายที่ราคาแพงกว่า bv

มองในแง่นักลงทุน เราจ่ายเงินซื้อที่ราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ จะเกิดค่าความนิยม (goodwill) ในงบของเรา

ดังนั้นถือหุ้นไปอยู่เฉยๆไม่ได้ต้องดูว่าหุ้นที่เราถือยังมีค่าความนิยมหรือไม่ถ้ามองแล้วกิจการกำลังแย่ลงก็ต้องขายออก ถ้าไม่ขายตลาดจะปรับด้อยค่าความนิยมให้เองจากราคาตลาดที่ลดลง

การที่จ่ายซื้อสินทรัพย์ แพงกว่า bv แสดงว่าต้องเห็นอะไรดีๆในสินทรัพย์ เช่นแบรนด์แข็งแกร่ง networkของผู้บริโภค economy off scale จากการผลิตที่ทำให้อำนาจต่อรองสูงๆ ต้นทุนการเปลี่ยนแบรนสูงๆ หรือกฎระเบียบที่ทำกันคู่แข่ง ทำให้ส้างใหม่แข่งก็ลำบาก ยอมจ่ายซื้อกิจการที่good willดีกว่า

4.PE กับผลตอบแทนที่คาดหวัง


e/p ส่วนกลับของpe คือผลตอบแทนจากเงินลงทุนนั่นเอง
ดังนั้นถ้ามองจากสมการ roe ก็คือผลตอบแทนที่บริษัททำให้ bv pbvก็คือ ค่าความนิยมที่เรายอมจ่ายและepคือผลตอบแทนที่เราได้ แสดงว่าราคาเหมาะสมคือราคาที่ทำให้ได้ผลตอบแทนตามที่เราคาดหวังนั่นเอง หวังน้อยก็ยอมจ่ายซื้อที่ค่าความนิยมเยอะขึ้น

จะเห็นว่าสามอัตราส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันแนบแน่น แสดงทั้งมุมมองฝั่งกิจการและมุมมองฝังนักลงทุน ถ้ามองเป็นก็สามารถประยุกต์ได้ไมมีขีดจำกัด เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

ค่า PE Ratio ของตลาดหลักทรัพย์คำนวณอย่างไร


ค่า PE Ratio เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดมูลค่าที่คนนิยมกัน ปัญหาของหลายคนที่ลองคำนวณเองมักเจอปัญหาคือ คำนวณยังไงก็ไม่ตรงกับที่ตลาดหลักทรัพย์คำนวณ มาดูกันครับว่าตลาดเขาคำนวณอย่างไร

ในเว็บตลาดหลักทรัพย์สูตรการคำนวณคือ www.set.or.th/th/market/files/SET_Formula_Glossary.pdf

ราคาปดของหุนสามัญ X [(จํานวนหุ้นสามัญ + จํานวนหุ้นบุริมสิทธิ) – จํานวนหุ้นซื้อคืน]
กําไรงวด 12 เดือนลาสุด

ตัวเศษ ราคา


ราคาปิดของหุ้นสามัญ X [(จํานวนหุ้นสามัญ + จํานวนหุ้นบุริมสิทธิ) – จํานวนหุ้นซื้อคืน] ก็คือมูลค่าหลัก

เท่าที่ลองคำนวณมาหลายๆแบบพบว่า ตัวเสษก็คือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดนั่นเอง เพราะเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยออกหุ้นบุริมสิทธ์กันเท่าไรนานๆเจอที

ถ้าคำนวณแบบนี้ หลายคนที่ใช้ EPS มาคำนวณจะไม่ตรงเพราะ EPS แต่ละไตรมาศจำนวนหุ้นที่มาเป็นตัวหารจะเป็นจำนนหุ้นสามัญเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ส่วนจำนวนหุ้นที่เอามาคำนวณ PE จะเป็นจำนวณหุ้นที่ซื้อขายในตลาด ณ วันนั้นไม่ใช่ค่าเฉลี่ย

ตัวส่วน กำไร


กำไรงวด 12 เดือนล่าสุด


ตรงนี้ก็ปัญหาเหมือนกันเพราะกำไรมีตั้งสามตัว

  • กำไรสุทธิ ; กำไรในงบรวมที่รวมกำไรของบริษัทและบริษัทย่อย ก่อนแบ่งให้ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม
  • กำไรส่วนได้เสียไม่มีอำนาจควบคุม ส่วนที่เราไม่ได้ถือ เมื่อมีกำไรก็ต้องแบ่งให้เขาไป
  • กำไรส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ กำไรที่มาถึงเราจริงๆ 
กำไรที่ SET ใช้คำนวณ จะเป็น  กำไรส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 

ย้อนหลัง 12 เดือน ก็คือ 4 ไตรมาศนั่นเอง การคำนวณก็เอา กำไร 4 ไตรมาศย้อนหลังมาบวกกัน


การตีความ



ดังนั้นการตีความจึงต้องมองว่า ที่ระดับราคาปัจจุบัน เราจ่ายเงินซื้อเป็นกี่เท่าของกำไรของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ ยิ่งน้อยยิ่งดี




ค่า PE คำนวณไม่ยายเลยครับผม



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แผนผังการดูความถูกแพงของหุ้นด้วย PE ratio

การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE เบื้องต้น

การประเมินมูลค่าหุ้นเป็นไม้เบื่อไม้เมาของนักลงทุนหลายๆท่านมาตลอด แต่ถ้าเรามีหลักคิดที่เป็นระบบก็จะสามารถบอกได้อย่างเร็วๆว่าหุ้นที่เรากำลังสนใจถูกหรือแพงไป คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ บทความนี้จะใช้เครื่งอมือคือ PE ratio ในการคัดกรองหุ้น

เริ่มต้นหยิบหุ้นมา 1 ตัวถ้า PE สูงๆ ให้เดาไว้ก่อนเล่ยว่าราาเล่นอนาคตไปเยอะต้องมาคิดว่า กำไรจะโตทันความคาดหวังหรือไม่ ถ้า PE 100 เท่าแสดง่ว่าตลาดคาดหวังการเติบโต 100% อย่างต่ำ ถ้ามองแผนธุรกิจ แนวโน้มอุตสาหกรรมแล้วไม่น่าทำได้ก็แสดงว่าแพงไป ซื้อไปอาจไม่ได้ผลตอบแทนอะไร เหนื่อยเปล่าๆ เปลี้ยๆ

ถ้า PE ไม่แพงมาก ก็มาดูต่อว่ามีกำไรพิเศษที่มาครั้งเดียว (one time gain) เช่น กำไรจากการขายที่ดิน กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่ ถ้ามีลองเอากำไรพิเศษออกแล้วดูว่าPE เป็นเท่าไร บางบริษัทเอาออกแล้วขาดทุนก็มี เดี๋ยวนี้ตลาดฉลาดขึ้น หุ้นมีกำไรพิเศษไม่ค่อยเล่นกัน

สำหรับหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  หรือรับเหมาที่กำไรมาแบบไม่ต่อเนื่อง บางคนก็จัดเป็นกำไรพิเศษเหมือนกัน เพราะงวดต่อไปถ้าไม่มีโครงการโอนต่อ งบก็เน่า

หุ้นที่กำไรพิเศษมาครั้งเดียวอย่าให้ PE เยอะ 3-4 เท่าก็หรูละ

หุ้นกลุ่มวงจร ที่ทำธุรกิจ เกี่ยวกับ ปิโตเคมี สินค้าเกษตร โลหะ เดินเรือ พวกนี้กำไรจะมาเป็นรอบๆ 2-3 ปีครั้งหนึ่ง ช่วงจุดสูงสุดของรอบ จะกำไรเยอะ และ PE ต่ำผิดปกติ หลายคนดูไม่ดีก็เผลอซื้อไปนกว่าจะโตได้ต่อเนื่อง ติดดอยกันไป หุ้นวงจรตลาดมักจะไม่ให้ PE เยอะ 6-7 เท่าก็หรูแล้ว

ถ้า PE ต่ำเพราะตลาดมองว่า กำไรอนาคตจะลดลง เช่นแนวโน้มอุตสาหกรรมกำลังแย่ลง คนรู้ลึกรู้จริงจะขายมาก่อนทำให้ราคาลด และ PE ก็ต่ำลง คนไม่รู้ก็เข้าไปซื้อก็ซวยไป เพราะถ้าอนาคตกำไรลดลงจริง pe จะสูงขึ้น และเราจะซวย

ประเด็นนี้วิเคราะห์ยากหน่อย ต้องอ่านงบ อ่าน ธุรกิจให้ขาด

แต่ถ้ามองแล้ว เป็นกำไรปกติ ธุรกิจพอไปวัดไปวาได้ เติบโตพอสมควรแก่เหต มีปันผล ก็ถือว่า ราคาไม่แพงซื้อลงทุนได้ ปกติ PE รับได้จะอยู่ช่วง 10-15

แต่หุ้นที่ตลาดมักให้ PE สูงขึ้นมีเหตผลเช่น ROE สูงสม่ำเสมอ จ่ายปันผลเยอะๆจากกำไร อยู่ในอุตสาหกรรมมีการเติบโต

แต่ถ้าหุ้น PE = n.a คำนวณไม่ได้ แสดงว่าขาดทุน ต้องไปแคะดูว่าปัญหามาจากไหน และมีแผนธุรกิจในการพลิกฟื้นกิจการอย่างไร ถ้าพลิกฟื้นแล้วจะมีกำไรปกติอย่างไร เติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ ถ้ามันใจว่าฟื้นได้ก็จัดเลย

หวังว่าแผนผังนี้คงช่วยไปคัดกรองหุ้นเบื้องต้นได้นะครับ โชคดีในการลงทุน






วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Excel การประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยการคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model)

การประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยการคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model) เป็นรากของตำรา Valuation ทั้งเล่มครับ ทั้ง ตราสารหนี้ ตราสารทุน อนุพันธ์ ฯลฯ การรู้ที่มาของสูตรการประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยการคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model) จะทำให้เราเข้าใจแบบจำลองได้มากขึ้นและเลือกตัวแปรที่เหมะสมเข้ามาคำนวณได้ครับผม ท้ายบทความผมทำไฟล์ EXCEL ไว้ให้ลองนั่งจิ้มตัวเลขบนเว็ปหรือจะโหลดไปลงเครื่องก็ได้ครับผม



1.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง


หาอ่านได้ตามเว็บทั่วไปครับผม มูลค่าเงินตามเวลา Future value, Present value, ทฤษฎีค่าเสียโอกาส, NPV, Gordon growth model

2.การตัดสินใจลงทุนด้วย NPV


NPV หรือ Net present value เป็นการเปรียบเทียบว่าถ้าสองโครงการให้ผลตอบแทนในอนาคตเท่ากัน นำมาคิดลดเป็น เงินลงทุนในปัจจุบันที่ต้องใช้ (PV) ว่าทางเลือกไหนใช้เงินต่ำกว่าก็ตัดสินใจลงทุนทางเลือกนั้นเพราะเป็นทางเลือกทีี่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

3.สมมติฐานของแบบจำลอง


ตัดสินใจลงทุน ในหุ้นด้วยราคาเสนอขาย P0 สิ่งที่ได้รับคือ เงินปันผลในอนาคต ที่เติบโตเรื่อยๆ ด้วยอัตราผลตอบแทนทบต้น g ไปไม่มีที่สิ้นสุด โดยมีค่าเสียโอกาสคือ k เป็นตัวแทนของผลตอบแทนทบต้นของทางเลือกที่เราสละไป ว่าซื้อหุ้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเสียโอกาสหรือไม่

3.1เงินลงทุนและผลตอบแทนของโครงการที่เราสนใจ


ลงทุน ที่ราคาปัจจุบันเท่ากับ P0
สิ่งที่ได้ D1 + D1*(1+g) + D1*(1+g)^2 + ..... + บวกไปเรื่อยๆถึงอนาคตอันไกลโพ้นไม่มีที่สิ้นสุด

3.2เปรียบเทียบกับโครงการทางเลือก


ถ้าต้องการผลตอบแทนเท่ากับกระแสเงินสดในอนาคต ที่เท่ากับข้อ 3.1 มีลักษณะคือเติบโตเรื่อยๆ ด้วยอัตราผลตอบแทนทบต้น g ไปไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยผลตอบแทนเท่ากับ k ต้องใช้เงินลงทุนในปัจจุบันเท่ากับ
PV = D1/(1+k)^1 + (D1*(1+g))/(1+k)^2 + (D1*(1+g)^2)/(1+k)^3 + ...........+ บวกไปเรื่อยๆถึงอนาคตอันไกลโพ้นไม่มีที่สิ้นสุด
จาก Gordon growth model จะได้
PV = D1/(k-g)

3.3ตัดสินใจลงทุน


ตัดสินใจลงทุน โดยการเปรียบเทียบเงินที่จ่ายในการซื้อหุ้นที่ P0 เที่ยบกับมูลค่าของเงินในปัจจุบันถ้าต้องการกระแสเงินสดในอนาคตเท่ากับกระแสเงินสดจากการซื้อหุ้น
NPV = PV - P0
NPV = D1/(k-g) - P0

กรณีที่ 1 NPV > 0

D1/(k-g) > P0
แสดงว่าให้เงินอานาคตเท่ากับ การลงทุนทางเลือกใช้เงินมากกว่าซื้อหุ้น แสดงลงทุนหุ้นคุ้มกว่า คนจะแห่กันมาซื้อหุ้น หุ้นจะปรับตัวขึ้น

กรณีที่ 2 NPV < 0

D1/(k-g) < P0
แสดงว่าให้เงินอานาคตเท่ากับ การลงทุนทางเลือกใช้เงินน้อยกว่าซื้อหุ้น แสดงลงทุนหุ้นไม่คุ้ม คนจะแห่กันมาขายหุ้น เอาเงินมาลงทุนโครงการที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับ k หุ้นจะปรับตัวลง

4.การกำหนดมูลค่ายุดิธรรม


มูลค่ายุติธรรม หรือราคาเหมาะสม คือราคาที่ทำให้ NPV = 0 หรือเป็นจุดที่ลงทุนได้ผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return : IRR) = k นั่นเอง
NPV = 0 = PV - Pเหมาะสม
Pเหมาะสม = D1/(k-g)

5.การใช้งาน


ถ้า P0 < Pเหมาะสม ซื้อเพราะซื้อหุ้นให้ผลตอบแทนมากกว่าคาดหวัง
ถ้า P0 > Pเหมาะสม ขายเพราะซื้อหุ้นให้ผลตอบแทนน้อยกว่าคาดหวัง

6.ข้อควรระวัง


ราคาที่คำนวณได้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อสมมติฐานเป็นจริง คือเงินปันผลโตเรื่อยๆเท่ากับ g ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าบริษัทที่เราจะวัดมูลค่าลักษณะของผลประกอบการไม่เหมือนสมมติฐานแบบจำลองยังไงก็วัดไม่แม่น

ค่า g และค่า k ควรประมาณการด้วยผลตอบแทนแบบทบต้นจะเหมาะสมกว่า


7.การใช้งาน ไฟล EXCEL ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยแบบจำลองคิดลดเงินปันผล


ไฟล์ EXCEL ช่วยประมาณการราคาเหมาะสมด้วย วิธีคิดลดเงินปันผล (Dividend discount model)

สูตรง่ายๆคือ

P = D1/(k - g) ประมาณการดังนี้

D1 ปันผลปีหน้า


ถูกประมาณการด้วย ปันผลปีนี้ D0 x การเติบโต g


K ประมาณการด้วย ทฤษฎี CAPM 

k = Rf + Beta(RM - Rf)

Rf Risk free ประมาณการด้วย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี ดูได้ที่หน้าแรกของ www.set.or.th จะมีบอกอยู่

ฺBeta แสดงความสัมพันธ์ระห่วาง set กับ ราคาหุ้นที่เราสนใจ ดูข้อมูลที่ facet sheet ของตลาดหลักทรัพย์ เปลียนตรง URL symbol=PB เป็นหุ้นทีต้องการ
http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=PB&ssoPageId=3&language=th&country=TH

RM เป็นผลตอบแทนตลาด

ใช้ดัชนีผลตอบแทนรวม SET TRI เข้าไปดูได้ที่ http://www.set.or.th/th/market/tri.html คำนวณจากสูตร ((ปลาย/ต้น)ู^(1/จำนวนปี))-1

จากตารางใส่แค่ เริ่มต้น กับ วันปัจจุบัน จะคำนวณผลตอบแทนมาให้อัตโนมัติ

สมติฐานการเติบโต


ผมทำตารางให้สามารถคำนวณแบบ Two-Stage Divident Discunt Model
แบบการเติบโตเป็น สองช่วง

การเติบโตช่วงแรก กำหนดการเติบโต และจำนวนปีว่าจะให้โตกี่ปี
การเติบโตช่วงที่สอง จะเป็นการเติบโตปีต่อจากช่วงแรกไปถึง ไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าอยากให้โตเป็นช่วงเดียว ก็กำหนดการเติบโตทั้งสองช่วงให้เท่ากัน

ความยากคือ การเติบโตต้องเป็นการเติบโตของปันผลในระยะยาว

การคำนวณราคาเหมาะสม


ตารางจะนำสมมติฐานที่เรากำหนดมาเป็นราคาเหมาะสมให้เยี่ยมจริง
P = D1/k-g

โชคดีในการลงทุนทุกท่านครับผม

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วิธีการประเมินมูลค่าด้วยสูตรของ เบนจามิน เกรแฮม

วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยสูตรของ เบนจามิน เกรแฮม เป็นสูตรฮิตที่นิยมใช้กันเยอะ เพราะงานดีจับตัวเลขใส่สูตรจบ แต่เป็นตัวเลขที่เกิดจากตลาดสมัย 1962 ช่วงที่หนังสือออก ซึ่งมีความแตกต่างจากตลาดปัจจุบันมาก บาทความนี้ก็จะทดลองปรัับให้เป้นปัจจุบันครับ

สูตรเริ่มต้นคือตามภาพ


ที่มามาจากการใช้ PE ง่ายๆคือ PE = P/E ย้ายข้างหาราคาหุ้นจะได้ P = EPS x PE โดย PE จะถูกประมาณการโดยสูตร 8.5 x 2g โดยที่ 8.5 คือ ผลค่า PE ของหุ้นที่การเติบโตเท่ากับ 0 และ g คือการเติบโตระยะยาวของ 7-10 ปีข้างหน้า

ต่อมาเล่มปรับปรุงหลังๆ ก็ปรับปรุงสูตรโดยการ เพิ่มผลตอบแทนที่คาดหวังเพิ่มไปอีกลายเป็นสูตรนี้


โดยที่ 4.4 คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่คาดหวัง (minimum required rate of return) หรือ risk free ในช่วงปี 1964 ซึ่งเป็นช่วงที่หนังสือตีพิมพ์ และ Y คือ ผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนที่ได้อันดับเครดิต AAA 20 ปี

ข้อควระวัง EPS ที่คิดควรเป็น กำไรต่อหุ้นที่มาจากกำไรปกติเท่านั้น กำไรพิเศษอย่าไปเอามา มีขาดทุนพิเศษก็เอาออกไป

ที่มาของสูตร จากบทความของเบจจามินเอง ตามลิงค์นี้ครับhttp://www.grahamanddoddsville.net/wordpress/Files/Gurus/Benjamin%20Graham/Formula%2520Valuations%2520of%2520Common%2520Stocks.pdf

ทดลองปรับสูตรของ เบนจามิน เกรแฮม ให้เป็นแบบไทยๆ


ตามสูตรที่น่าปรับคือ 8.5 ที่เป็น PE ที่เหมาะสมถ้าบริษัทไม่เติบโต กับ 4.4 ที่เป็น risk free บทความนี้ก็ลองเสนอ idea มาในการปรับ ผิดถูกอย่างไรนำไปปรับได้ตามสะดวกครับ






1.risk free


สมัยนั้น risk free อยู่ที่ 4.4 ส่วนปัจจุบันอยากรู้ว่าเท่าไร เข้าไปดูที่ http://www.thaibma.or.th/yieldcurve/YieldTTM.aspx แล้วเลือก ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 1 ปี เท่ากับ 1.5 เป็นตัวแทนของ risk free เนื่องจาก ไม่มี ความเสี่ยงด้านเครดิต หรือ ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk หรือ Default Risk)

ซึ่ง risk free ไม่ได้บอกว่าจะไม่เจ้งเลย เพราะยังไม่รวมอีกหลายความเสียงเช่น

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk or Market Risk or Price Risk)
  • ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในการลงทุนต่อ (Reinvestment Risk)
  • ความเสี่ยงจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด (Event Risk)
  • ความเสี่ยงจากตราสารหนี้ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย (Liquidity Risk)
แต่หลายท่านก็เลือก risk free หลายแบบเช่น 5 ปี 10 ปี ก็มี ทุกคนก็มีเหตผลกันหมด เช่นเลือกยาวเพราะเท่ากับอายุการลงทุน เป็นต้น

2.PE ที่เหมาะสมเมื่อ g = 0

สูตรคำนวณ PE คือ b/k-g ถ้า g = 0 จะได้ PE = b/k 

โดยที่ b คืออัตราการจ่ายปันผลต่อกำไร ใช้ตัวเลข 50% มาจากการเดาว่าบริษัทจ่ายปันผล 50% น่าจะดี หลายบริษัทก็ตั้งนโยบายจ่ายปันผลที่ 50% แต่จริงๆแล้วอาจจะ มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ได้

 k คือผลตอบแทนที่คาดหวัง โดยถูกประมาณการด้วย CAPM = Rf + beta ( Rm-Rf) 

โดยที่Rf คือ risk free , beta ให้เท่ากับ 1 เนื่องจากหุ้นทั่วๆไปให้ผลตอบแทนใกล้ๆเคียงตลาดน่าจะดี 

Rm คือผลตอบแทนของตลาด ในที่นี้จะใช้การเปลี่ยนแปลงของ SET Tri http://www.set.or.th/th/market/tri.html ที่เป็นดัชนีผลตอบแทนรวม คือรวมทั้ง capital gain และปันผลเข้าไปแล้ว เริ่มต้น 2/1/2545 ที่ 1000 จุด  จนถึงปัจจุบันที่ 12/12/2558 อยู่ที่ 72724  ผ่านมาแล้ว 13.951 ปี มีผลตอบแทนเฉลี่ยคำนวณด้วยสูตร ((72724/1000)^(1/13.951))-1 = 15.28% ต่อปี

จะได้ PE เหมาะสมเท่ากับ 50/(1.5 + 1*(15.28-1.5) = 3.27 เท่า

3.ผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ AAA


บทความจาก TIF (https://www.facebook.com/notes/10150629323290763/) เขาประมาณ ผลตอบแทนตราสารหนี้เอกชน โดยเอา Government Bond Yield ส่วนบวกเพิ่มที่เกิดจากความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ (Credit Spread Curve) เข้าไปตามลิงค์ในบทความเขา lock ไม่ใช้เข้าละ ที่มีกราฟคล้ายๆกันก็ http://www.thaibma.or.th/compositerpt/dailyreport.aspx  แต่ก็ไม่มีตัวเลขเหมือนในบทความ

เลยเข้าไปที่ Yield curve ของตราสารหนี้แทน เข้าไปที่ http://www.thaibma.or.th/yieldcurve/CorpYieldCurvestat.aspx ตามบทความเขาใช้ ผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ 20 ปี ผมก็ ที่มากกว่า 5 ปีว่า เสปรดเท่าไร แล้วก็บวกเพิ่มไป จริงๆต้องบวกเพิ่มกับ Government Bond Yield ที่อายุเดียวกัน แต่เริ่มขี้เกียจละ เลยบวกเพิ่มไปกับ risk free ซะเลย

4.กำหนด growth ยาวๆ


ข้อนี้ละยาก ปัญหา การเติบโตใน 7-10 ปี จริงๆต้องวิเคราะห์ว่า อนาคตอุตสาหกรรมจะ เข้าช่วงใหน เติบโต อิ่มตัว หรือถดถอย หรือโตแค่ปีสองปีแล้วจบ จากนั้นไม่โต ตามตัวอย่างสมมติให้ growth ประมาณ 8 เท่า (มาจากการเดา เปลี่ยนได้ตามหุ้นของท่าน)

5.คำนวณราคาเหมาะสม


นำค่าที่ได้จากข้อ 1-4 มาคำนวณเข้าสูตร

EPS x [((3.27+2x8)*1.5)/1.95]

คิดเป็น PE ประมาณ 14.82 เท่า จับคูณ EPS ก็ได้ราคาเหมาะสม

บทความนี้เป็นการทดลองใช้สูตรของเกรแฮมมาปรับให้เป็นตัวเลขแบบไทยๆว่าจะเป็นอย่างไร ผู้อ่านสามารถประยุกต์ได้ตามสะดวกครับผม


http://www.oldschoolvalue.com/blog/valuation-methods/value-stocks-benjamin-graham-formula/

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ตารางประมาณการราคาเหมาะสมอย่างง่ายด้วย PE ratio


การลงทุนโดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน เราต้องการหาหุ้นที่ดีและราคาเหมาะสม การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE เป็นวิธีการประเมินมูลค่าที่ง่ายและรวดเร็ววิธีหนึ่ง บทความนี้เป็นการแจกตาราง excel ที่ช่วยประมาณการราคาเหมาะสมอย่างง่าย ด้วย PE ratio สามารถจิ้มตัวเลขบนเว็ปได้เลย หรือจะโหลดเป็นตาราง excel ก็จิ้มเบาๆตรงมุมขวาล่างได้ครับผม โดยแยกเป็นการประมาณการณ์ได้ 5 วิธี โดยจะใช้วิธีไหนก็ได้ ข้อสำคัญไม่ได้อยู่ที่วิธีการคำนวณว่าต้องซับซ้อนสมมติฐานเยอะ แต่อยู่ที่สมมติฐานของตัวเลขที่เอามาใส่ตารางว่ามีตรรกะหรือไม่ดังนี้



1.ประมาณการราคาเหมาะสมจากการเติบโต


ถ้าเรารู้กำไรปีนี้ และพอเดาได้ว่าปีต่อๆไปกำไรจะโตเท่าไร โดยให้เหตุผลจาก การเติบโตในอดีต ทิศทางอุตสาหกรรม ลอกนักวิเคราะห์ ฯลฯ

เริ่มจากกำหนดกำไรต่อหุ้นในปีปัจจุบัน แล้วประมาณการกำไรต่อหุ้นในปีหน้าโดยใส่ตัวเลขการเติบโตตารางจะคูณให้เอง ปีต่อๆไปสามาถกำหนดการเติบโตแยกได้

ได้กำไรต่อหุ้นปีต่อไป จับคูณ PE ที่กำหนดไว้จะได้ราคาที่เหมาะสม

2.ประมาณการราคาเหมาะสมจากการเติบโตของยอดขาย


เริ่มต้นจากเดาแบบมีหลักการว่ายอดขายในแต่ละปีว่าจะโตเท่าไร จับคูณอัตรากำไรจะได้กำไร จับหารจำนวนหุ้นจะได้กำไรต่อหุ้น นำกำไรต่อหุ้นมาคูณ PE จะได้ราคาที่เหมาะสม

3.ประมาณการช่วงของ PE ที่เหมาะสม


ราคาหุ้นมักจะวิ่งอยู่ในกรอบที่เป็นไปได้ ไปอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความของ อ.สรรพงษ์ การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน แบ่งเป็นกรอบบนและกรอบล่าง

กรอบบน PE ไม่ควรเกิน การเติบโต หรือ PEG=1

กรอบล่าง PE คำนวณจาก PE=อัตราจ่ายปันผลต่อกำไร /k - g ประมาณการด้วย อัตราจ่ายปันผลต่อกำไร / riskfree + beta หรือตีความง่ายๆคือ PE ที่เหมาะสมเป็น PE ที่ที่ทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนเงินปันผลเท่ากับ riskfree + beta

riskfree จะใช้ผลตอบแทนพันธบัตร 1 ปี beta และ ราจ่ายปันผลต่อกำไร หาได้ที่ fact sheet

4.หา forward PE


เป็นการมองว่าถ้ากำไรโต PE ในอนาคตจะเหลือเท่าไร สมมติว่าถ้ากำไรโตไปเรื่อยๆ อีก 3 ปี ถ้าซื้อที่ราคานี้ PE จะเหลือ 5 เท่าถ้ามองว่า PE ที่เหมาะสมของหุ้นตัวนั้นอยู่ที่ 10 เท่า แสดงว่า 3 ปีจะมี อัพไซต์ 100% หรือเฉลี่ยปีละ 26% ทบต้น

ตารางสามารถประมาณการเป็นกำไรต่อหุ้น หรือมูลค่าตลาดก็ได้

5.มูลค่าตลาดขนาดนี้ต้องทำกำไรเท่าไร


เทคนิคนี้ถ้าเราไม่รู้อะไรเลย เป็นคล้ายๆบริษัทเปล่า เราอยากรู้ว่าต้องทำกำไรเท่าไรจึงคุ้ม

สมมติบริษัทมีมูลค่าตลาด 1500 ล้านถ้า ถ้า PE เหมาะสมอยู่ที่ 15 เท่า แสดงว่าต้องทำกำไร 100 ล้าน แล้วก็มาดูว่าบริษัททำกำไรได้เท่าไรสมมติ 50 ล้าน แสดงว่าบริษัทต้องทำกำไรเติบโตปีละ  26% ทบต้น แล้วค่อยมาดูว่าบริษัทมีสักยภาพทำกำไรได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็ซื้อจบ

6.ประมาณการกำไรแบบ Advanc 



สำหรับคนที่อยากใส่สมการให้ซับซ้อนขึ้น ผมก็ทำตารางเพิ่มเติมให้ครับผม



ยอดขายปีหน้า = ยอดขายปีนี้ x (1+การเติบโต) , ให้โตเท่าไรประมาณการด้วยสมมติฐานของใครของมัน
ต้นทุนขาย = ยอดขาย x (1-GPM) , GPM คืออัตรากำไรขั้นต้น
กำไรขั้นต้น = ยอดขาย x GPM
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร = ค่าใช้จ่ายขายบริหารปีที่แล้ว x การเติบโตของค่าใช้จ่าย, ปรับตัวเลขได้ตามใจชอบ
กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี = กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ต้นทุนทางการเงิน(ดอกเบี้ย) = ต้นทุนทางการเงินปีที่แล้ว x การเติบโตของยอดขาย, ให้โตเท่ากับยอดขายเพราะว่าถ้าบริษัทโต น่าจะ กู้เงินเพิ่มในอัตราส่วนเดียวกันเพื่อรักษา DE ratio ให้คงที่
กำไรก่อนภาษี = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี - ต้นทุนทางการเงิน
ภาษี = กำไรก่อนภาษี x 0.2, ภาษี 20%
กำไรสุทธิ = กำไรก่อนภาษี - ภาษี
กำไรต่อหุ้น = กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้น
ราคาเป้าหมาย = กำไรต่อหุ้น x PE
คำแนะนำแบ่งเป็น 3 ช่วง ถ้าราคาเป้าหมาย > ราคาตลาดให้ซื้อ, ราคาเป้าหมายเท่ากับราคาตลาดให้ถือ, ราคาเป้าหมายน้อยกว่าราคาตลาดให้ขาย


บทความนี้ก็จะเป็นการนำเสนอเครื่องมือที่ช่วยให้การประเมินมูลค่าที่เหมาะสมง่ายขึ้นครับ



วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการปรับเป้าราคาแบบนักวิเคราะห์และการอ่านบทวิเคราะห์ให้ได้ประโยชน์

เป็นนักวิเคราะห์บางทีก็มีเรื่องปวดหัว เพราะหุ้นมันแพงแต่มีคนอยากซื้อก็ต้องหาวิธีทำให้ราคามันเหมาะสมพอซื้อได้ โดยมีเทคนิคการปรับสมมติฐานนิดหน่อยดังนี้

1.ข้อมูลที่สำคัญของบทวิเคราะห์คือ สมมติฐานการประมาณการ และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เขาไปคุยมา บางข้อมูลเราก็ยากเข้าถึง
2.บทวิเคราะห์ที่เราอ่านกันเป็นราคาสิ้นปี ไม่ใช้ราคาระยะยาว
3.การหาราคาเบื้องตัน p = pe x eps
4.ถ้าปีนี้กำไรน้อย ปีหน้ามีโครงการให้กำไรเยอะ ให้รีบซื้อไปไม่ดีเดี๋ยวดอยนานลูกค้าด่าเอา ให้ใช้ eps ปีนี้ที่กำไรน้อย คูณราคาจะได้เป้าราคาต่ำ แนะนำขาย
5.จะเริ่มเชียร์ซื้อ ให้ใช้กำไรปีหน้าที่เยอะ แต่ใช้ตัวคูณไม่มาก ได้เป้าไม่ไกล upside ประมาณ20% เพราถ้าให้ upside สูงมาก กลต จะโทรหา
6.เมื่อราคาใกล้ถึงเป้าให้ปรับประมาณการ โดยให้ pe สูงขึ้นเรื่อยๆ
7.ตัวคูณpe สูงสุดคือ peg ใช้ค่าประมาณ 20-30 เท่า
8.ถ้าหุ้นติดตลาด คำนวณราคาโดยใช้ กำไรอันไกลโพ้นไปหลายๆปี อาจใช้dcf ช่วยโดยให้wacc ต่ำ g สูง nwc capexต่ำๆ
9.เมื่อราคาหลุดโลก พื้นฐานอธิบายไม่ได้แล้ว หาคำอธิบายไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องอาศัยกราฟช่วยละ

ข้างบนเป็นมุกขำๆนะครับ แต่บนวิเคราะห์ก็ไม่ได้มั่วไปทั้งหมด เพราะเขามีโอกาสเข้าพบผู้บริหารได้ข้อมมูลมากกว่า ดังนั้นเวลาอ่านบทวิเคราะห์ ของนักวิเคราะห์ให้ได้ประโยชน์นั้น นักลงทุนควรมองให้เห็นออกว่า

1. ปัจจัยต่าง ๆ ที่เขาอ้างอิงนั้นมีเหตุมีผลเพียงไร
2. ภาวะเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง และ สังคม ที่เขาอ้างอิงถึง ในขณะนั้น เป็นอย่างไร
3. การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง การเงิน สังคม มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดหลังการวิเคราะห์
4. นักลงทุนมักต้องการให้ นักวิเคราะห์ พูดในสิ่งที่ดี กับตัวเอง กับหุ้นที่ตังเองถืออยู่ เท่านั้น เมื่อ ไม่ได้ดังต้องการ มักจะกลับมาหา "แพะ" หรือ หาคนรับผิดชอบ
5. ต้องยอมรับว่า ปัจจัยต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีนักวิเคราะห์ คนไหน สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้
6. นักลงทุนต้องติดตาม การเปลี่ยนแปลง ของปัจจัย ต่าง ๆ เพื่อให้ปรับตัว ปรับพอร์ต ให้ทักการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
7. ปัจจัยต่าง ๆ ที่เขาอ้างอิงนั้นมีเหตุมีผลเพียงไรีหลักการ อย่างมีเหตุผล เท่านั้น แต่ไม่ได้รับรอง 100 % ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
8. แต่มีนักวเคราะห์บางพวก บางคน ที่วิเคราะห์ แล้วทำให้หุ้นขึ้นทันที หลังจากนั้น คนที่เข้าไปขึ้นตาม ก็จะถุกปล่อยเกาะ นี่ต่างหากที่ กลต ควรเข้าไปควบคุมให้ดี

ขอบคุณครับ
เจริญในหุ้นทุกท่านครับ


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

4ปัจจัยกำหนดอัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (pbv)


อัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (PBV) เป็นวิธีการประเมินมูลค่าที่คนนิยมใช้กันเยอะ คำนวณง่ายๆจาก ราคาหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น หรือเรียกว่ามูลค่าทางบัญชี (ฺBook Value) ก็ได้ การรู้ว่ามีปัจจัยอะไรที่ส่งผลกระทบกับอัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (pbv) จะทำให้เวลาเราวิเคราะห์หุ้นอ่านข้อมูลไปเรื่อย จะรู้ว่าหุ้นตั้วนี้ควรให้ราคาสูงๆ เป็นหลายเท่าของมูลค่าทางบัญชี BV หรือไม่ควรให้ค่าดี

PBV = P/BV
เอา กำไร (E)ใส่ไปในสมการจะได้ PBV ประกอบด้วย PE และ ROE ดังนี้
=P/E x E/BV
=PE x ROE
จะเห็นว่าคนที่มอง PV จะมองแยกเป็นสองส่วนคือ

1.คุณภาพของบริษัท 


ว่าบริษัทนั้นสามารถทำกำไรกลับมาให้ผู้ถือหุ้นเท่าไร ดูจาก ROE จาก Dupont system อัตราส่วน ROE สามารถแยกส่วนประกอบ ออกได้เป็น อัตรากำไรสุทธิ (NPM) อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset turnover : AT) และ Financial leverage หรือ สินทรัพย์รวม(TA)/ส่วนของผู้ถือหุ้น(TE)
=PE x NPM x AT x (TA/TE)
=PE x NPM x AT x ((Debt+TE)/TE)
=PE x NPM x AT x (DE ratio + 1)...(1)

2.การให้ค่าของตลาด


 หุ้นแต่ละตัวตลาดให้ค่าไม่เท่ากัน ยิ่งตลาดชอบใจ เป็นกระแสนิยมตลาดก็ให้ค่าสูง ดูได้จากอัตราส่วน PE ว่าในปัจจุบันราคาเทรดเป็นกี่เท่าของกำไร ยิ่ง PE สูงแปลว่าตลาดให้ค่ามากๆ

จากองค์ประกอบทั้งสองส่วนหลัก สามารถแย่งเป็นปัจจัยที่มากระทบได้ดัังนี้ ส่วนใครเกลียดสมการคณิตสาสตร์ ก็อ่านข้ามมาตรงส่วนอธิยายได้เลย

1.ความสามารภในการทำกำไร


จากงบกำไรขาดทุนเรารู้ว่า
กำไรสุทธิ = กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร - ดอกเบี้ยภาษี
ดังนั้นอัตรากำไรสุทธิ (NPM) เท่ากับ
NPM = กำไรสุทธิ / รายได้ (กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร - ดอกเบี้ยภาษี)/รายได้
กระจายรายได้เข้าไปในวงเล็บจะได้
GPM - %ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้ -%ดอกเบี้ยและภาษีต่อรายได้
โดยที่ GPM คืออัตรากำไรขั้นต้น

แทนค่าเข้าไปในสมการที่ 1 ให้งงเล่นจะได้
PBV = PE x (GPM- %ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้ -%ดอกเบี้ยและภาษีต่อรายได้ ) x asset turnover x (1+de)........(2)

แสดงว่าบริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงๆ และคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นสัดส่วนคงที่จะทำให้อัตรากำไรสูง และส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น

บริษัทที่อัตราขั้นต้นสม่ำเสมอได้ ต้องมีความสามารถในการแข่งขั้นระดับหนึ่ง ตลาดไม่แข่งกันลดราคา ไม่ผลิตหรือขายสินค้าที่เป็น Commodity เพราะราคาขายจะขึ้นๆลงๆตามตลาด สินค้าพวกแฟชั่นก็ต้องระวังเพราะถ้าจัดการสต็อกไม่ดี อาจต้องมาขายเลหลังราคาถูกๆ หรือต้องตั้งสำรองขาดทุนสินค้าคงเหลือทำให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำลงอีก

บริษัทที่มีอัตราดอกเบี้ยต่อรายได้คงที่ แสดงว่ารายได้เพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน แสดงว่าบริษัทนี้ต้องมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่ค่อนข้างคงที่ คือมีกำไรทำให้ทุนเพิ่มก็กู้เงินมาเพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน เอาเงินไปลงทุนแล้วสร้างรายได้เพิ่มทันดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

สรุปง่ายๆว่าถ้าอ่านงบแล้วเห็นว่าอัตรากำไรสม่ำเสมอก็แปลว่าตลาดชอบ ให้มูลค่าสูง

2.ความสามารถในการสร้างเงินสด


บริษัทที่มีสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดออกาสม่ำเสมอ ไม่ใช่ซื้อมากองๆไว้ไม่ใช้งานตลาดไม่ชอบ
จาก
asset turnover = ยอดขาย / สินทรัพย์
ให้
สินทรัพย์ = เงินสด + ลูกหนี้ + สินค้าคงเหลือ + ที่ดินอาคารอุปกรณ์
ดังนั้น
asset turnover = ยอดขาย / (เงินสด + ลูกหนี้ + สินค้าคงเหลือ + ที่ดินอาคารอุปกรณ์)
= 1 / (เงินสด + ลูกหนี้ + สินค้าคงเหลือ + ที่ดินอาคารอุปกรณ์)/ยอดขาย
= 1/(เงินสด/ยอดขาย + ลูกหนี้/ยอดขาย + สินค้าคงเหลือ/ยอดขาย + ที่ดินอาคารอุปกรณ์/ยอดขาย)
ให้

  • อัตราหมุนเวียนลูกหนีี้การค้า = ยอดขาย/ลูกหนี้การค้า
  • อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ = ต้นทุนขาย/สินค้าคงเหลือ
    = (ยอดขาย x (1-GPM)) / สินค้าคงเหลือ
    ดังนั้น ยอดขาย / สินค้าคงเหลือ
    = ((ยอดขาย x (1-GPM)) / สินค้าคงเหลือ) x (1/(1-GPM))
    = อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ x (1/(1-GPM))
  • อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร = ยอดขาย/ที่ดินอาคารอุปกรณ์

=1/ (เงินสด/ยอดขาย) + (1/อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า) + ((1-GPM)/อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ) + (1/อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร)
ดังนั้น

แทนค่าเข้าไปในสมการที่ 2 ให้งงเล่นจะได้
PBV = PE x (GPM- %ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้ -%ดอกเบี้ยและภาษีต่อรายได้ ) x (1/ (เงินสด/ยอดขาย) + (1/อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า) + ((1-GPM)/อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ) + (1/อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร)) x (1+de)........(3)

จากสมการแสดงว่า บริษัทที่มี PBV สูงๆ สินทรัพย์จะต้องถูกใช้งานทั้งหมด ไม่มีสินทรัพย์ไหนที่กองๆไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ลูกหนี้ต้องเก็บเงินได้ไม่มีลูกหนี้ค้างจนทำให้ระยะเวลาเก็บหนี้สูงขึ้น

สินค้าคงเหลือต้องขายออกไม่ค้างสต็อกโดยสินค้าพวกแฟชั่น หรือสินค้าเทคโนโลยีก็ต้องระวังเพราะถ้าจัดการสต็อกไม่ดี อาจต้องมาขายเลหลังราคาถูกๆ หรือต้องตั้งสำรองขาดทุนสินค้าคงเหลือทำให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำลงอีก

ส่วนอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร สูงๆดีแปลว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไปสร้างรายได้ได้เยอะ ถ้าเทียบกันบริษัทที่มีอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวรสูงๆ ถ้าต้องการเพิ่มยอดขายเท่ากันเวลาลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่า เมื่อใช้เงินน้อยกว่าก็แปลว่่าค่าเสื่อม ค่าดำเนินงานต่างๆก็จะต่ำกว่า จุดคุ้มทุนก็จะต่ำกว่าบริษัทที่อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวรต่ำๆ โดยเปรียบเทียบ

3.เรื่องของหนี้สิน


จากสมการที่ 1 =PE x NPM x AT x (DE ratio + 1)...(1)
จะเห็นว่า บริษัทที่ DE สูงๆ ทำให้ ROE สูง และตลาดจะให้ค่า PBV ของหุ้นตัวนั้นสูงขึ้น เพราะเหมือนรวยด้วยเงินคนอื่น แต่ข้อควรระวังคือถ้าเพิ่มหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริษัทก็จะมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายสูงขึ้นเนื่องจาก ดอกเบี้ยจ่ายสูง และบริษัทไม่สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานมาเลี้ยงดอกเบี้ยได้ทัน แล้วก็เจ้งไป

ยิ่งบริษัทหนี้สินเยอะๆ ความเสี่ยงบริษัทก็ยิ่งสูง ค่า beta หรือความผันผวนของราคาก็ยิ่งเยอะ ไปกระทบทำให้บริษัทเทรดใน PE ที่ต่ำลง PBV ก็ต่ำลงด้วย

4.PE ratio กับ PBV


หุ้น PE สูงแปลว่าตลาดให้ค่ากับบริษัทนั้นมาก เมื่อลองแยกองค์ประกอบจะพบว่า
จาก ทฤษฎีการประเมินมูลค่าด้วยการคิดลดกระแสเงินสด (Dividend discount model)
P = เงินปันผล/(k-g)

  • K คือผลตอบแทนที่คาดหวัง
  • g คือการเติบโต

P = (อัตราปันผลจากกำไรxกำไร)/(k-g)
P/กำไร = อัตราปันผลจากกำไร/(k-g)
ดังนั้น
pe = อัตราปันผลจากกำไร / (k-g)

แทนค่าเข้าไปในสมการที่สามให้งงเล่น เพิ่มเติม

PBV = (อัตราปันผลจากกำไร / (k-g)) x (GPM- %ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้ -%ดอกเบี้ยและภาษีต่อรายได้ ) x (1/ (เงินสด/ยอดขาย) + (1/อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า) + ((1-GPM)/อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ) + (1/อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร)) x (1+de)........(4)

บริษัทที่ตลาดให้ค่า PE สูงๆ ค่า PBV ก็จะสูงด้วยโดยปัจจัยที่ทำให้ PE สูงประกอบด้วย

บริษัทจ่ายปันผลจากกำไรได้เยอะๆ บริษัทที่จะสามารถจ่ายปันผลจากกำไรได้สูงและสม่ำเสมอจะต้อง มีกำไรสม่ำเสมอ และมีคุณภาพกำไรคือ กำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุนใกล้เคียงกับ เงินสดจากการดำเนินงาน (CFO) และบริษัทไม่ต้องมีโครงการลงทุน CAPEX มาก และรักษาระดับหนี้สินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็จะมีเงินเหลือมาจ่ายปันผลได้เยอะ และเสม่ำเสมอ

การเติบโต บริษัทที่เติบโตสูง PE ก็จะสูง แต่ก็ต้องคอยดูบ่อยๆว่ายังโตได้แค่ไหน ตอนนี้อยู่ช่วงไหนของอุตสาหกรรมแล้ว กำลังโตช้าลงหรือเปล่า อยู่ที่ vision ของนักลงทุน และความสามารถในการจัดการของผู้บริหาร

ผลตอบแทนที่คาดหวัง k ถ้าลงทถนแล้วให้ผลตอบแทนน้อยกว่า k ก็ไม่ลงทุนอยู่บ้านนอนเกาพุงดีกว่า ให้ k = riskfree + reskpremium risk free คือผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงมองเป็นผลตอบแทนขั้นต่ำคือ พัธบัตรรัฐบาท 1 ปีเป็นฐาน และบวกด้วย ความเสี่ยงส่วนเพิ่มเข้าไปเพราะเล่นหุ้นมันเสี่ยงกว่าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอยู่แล้ว

risk premium ที่บวกเพิ่ม อาจมาจาก ค่าเบต้า (beta) เป็นความผันผวนของราคาหุ้นเทียบกับ set หรือ อุตสาหกรรม ก็ว่ากันไป และยิ่ง บริษัทเติบโตสูง หรือมีหนี้มาก ๆ ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่ม risk premium ก็ยิ่งเพิ่ม ทำให้ k เพิ่ม และ PE ก็จะต่ำลง พา PBV ต่ำลงไปด้วย

สรุปว่าบริษัทที่ ดูดี งบสวย มีอนาคตไกลเติบโตดี มูลค่ากิจการจะดี จบ

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

6 จุดสำคัญดูงบกระแสเงินสดและการเชีอมโยงกับกระแสเงินสดอิสระ (Free cashflow)



การอ่านงบกระแสเงิสดช่วยให้เข้าใจที่มาที่ไปของเงินในกิจการว่า มาจากไหนและถูกใช้ไปที่ใหนบ้าง หลายคนอ่านแล้วก็งงๆ สับสนกับชีวิต อะไรก็ไม่รู้บวกๆลบๆ เต็มไปหมด บทความนี้ก็เป็นการเล่าที่มาถึงแก่นว่างบกระแสเงินสดมีที่มาจากอะไร เพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างงบกระแสเงินสดและ Discount Cash Flow

ในการประเมินมูลค่ากิจการ วิธีการประเมินมูลค่าด้วยการคิดลดกระแสเงินสดหรือ  Discount Cash Flow
เป็นวิธีที่ดูดีในเชิงทฤษฎี แต่ยากในเชิงปฎิบัติ เพราะตัวแปรเยอะมึนไปหมด

  • มูลค่ากิจการ = กระแสเงินสดอิสระ / ต้นทุนเงินทุนเฉลี่ย (WACC) - g
  • กระแสเงินสดอิสระ = EBIT + DA - การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน(Net Working Capital) -ภาษี - เงินลงทุนในสินทรัพย์ฐาวร (CAPital EXpenditure CAPEX)
  • wacc คือต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุน ระหว่างเงินกู้และเงินทุน
เวลาประมาณการก็ใช้ตัวเลขจากงบการเงินมาปรับให้เข้ากับแนวคิดทางการเงินซึ่งมันไม่ค่อยลงรอยๆกันเท่าไร เลยออกมาเป็นงบกระแสเงินสด โดยจะแบ่งเป็น 6 จุดหลักๆ ดังนี้

1.EBIT


บรรทัดแรกของงบกระแสเงินสด จะยก EBIT เป็นตัวตั้ง บางบริษัทก็ยกกำไรสุทธ์ บางบริษัทก็ ยกกำไรก่อนภาษีเข้ามา สรุปจะเอาอะไรมาก็คือบรรทัดแรกที่เป็นตัวตั้งนั่นและ

2.EBITDA


ในตำราเรียนงบการเงินมันไม่มีตัวปรับปรุงทางบัญชีที่เป็นรายได้หรือรายจ่ายอะไรที่ไม่ใช่เงินสดนอกจากค่าเสื่อม ดังนั้นแค่เอา EBIT + ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (DA) ก็ได้ EBITDA หรือเงินสดจากการดำเนินงานก่อน การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานแล้ว (NWC) แต่จริงๆ แล้ว สินทรัพย์หรือหนี้สินทุกตัว สามารถตั้งด้อยค่า หรือตีค่าเพิ่มได้หมด ดังนั้นทำให้งบกำไรขาดทุนมีรายการปรับปรุงทางบัญชีมากกว่าแค่ ค่าเสื่อม นักบัญชีเลยทำง่ายๆ โดย
  • รายได้ที่ไม่เป็นเงินสด ที่เกิดจากมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลง นำมาหักออก
  • รายจ่ายที่ไม่เป็นเงินสด ที่เกิดจากมูลค่าสินทรัพย์ลดลงหรือหนี้สินเพิ่มขึ้น นำมาบวกกลับ

บริษัทที่ดีๆ รายการปรับปรุงทางบัญชีเหล่านี้ควรยอดน้อยๆ ทำให้การวิเคราะห์อัตรา กำไรขั้นต้น EBIT และอัตรากำไรสุทธิ น่่าเชื่อถือขึ้น

ACC


รายการปรับปรุงทางบัญชีของ ACC
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

ตัวอย่างรายการปรับปรุงทางบัญชีของ ACC  บริษัท แอ็ดวานซ์ คอนเนคชั่นคอร์เปอเรชั่นจากด (มหาชน) (ADVANCED CONNECTION CORPORATION PUBLIC COMPANY LIMITED) หรือ CEI เก่า แปลงร่างมา

ส่วนที่ทำไฮไลท์เหลืองๆไว้จะเป็น รายจ่ายที่ไม่ใช่เงินสด ก็เอามาบวกกลับ จะเห็นว่าจากขาดทุนทางบัญชี 135 ล้าน เหลือกำไรที่เป็นเงินสดๆ อยู่ 13 ล้าน

THAI


งบกระแสเงินสดของ THAI Q1 2560
ตัวอย่างของงบการเงิน THAI ในไตรมาส 1 2560จะเห็นว่ามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ 1700 ล้าน ในขณะที่สินทรัพย์ด้อยค่าเป็นรายจ่าย ทั้งการด้อยค่าสินทรัพย์ถาวร สินทรัพย์อื่น ที่เห็นเป็นค่าบวก แสดงว่าเป็นรายจ่ายในงบกระแสเงินสด

3.การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน Net Working Capital


การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน Net Working Capital ก็คือ การเปลี่ยนแปลงใน สินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินงาน ยอดขายเพิ่ม ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เจ้าหนี้การค้าก็จะเพิ่ม แต่ ในทางปฎิบัต สินทรัพย์และหนี้หมุนมีมากกว่่า 3 ตัวหลักนี้ ก็นำมารวมด้วย แต่ส่วนใหญ่ค่าจะไม่มาก

ACC


การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานของ ACC
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

ACC เงินสดหายไปกับ (ค่าลบ) ลูกหนี้การค้า  สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น เจ้าหนี้การค้า

การดูว่าการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานเป็นปกติหรือไม่ให้ดูที่ อัตราส่วนทางการเงิน วงจรเงินสด ถ้าวงจรเงินสดยังปกติแสดงว่า การเปลี่ยนแปลงในงบกระแสเงินสดเป็นปกติ


จากงบผมว่าไม่ค่อยปกติเท่าไรเพราะ ระยะเวลาเก็บหนี้ ขายสินค้า และชำระเจ้าหนี้ลดลงหมด แสดงว่าเหมือนไม่ค่อยอยากทำธุรกิจเดิมเท่าไร ล้างบางธุรกิจเก่าไปเรื่อย

THAI


การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินของ THAI

กรณีศึกษาหุ้น THAI เงินได้มาจากหนี้สินก็นำไปจมกับสินทรัพย์ ส่วนใหญ่จมกับลูกหนี้การค้า

4.หักภาษีได้ เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน CFO


เอาตัวเลขจากข้อ 3 มาหัก ภาษีก็จะได้ CFO หรือเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน บางบริษัทจะเอาดอกเบี้ยมาหักตรงนี้ด้วยก็ได้ มาตรฐานบัญชีไมได้ห้าม

การวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเอาไปเปรียบเทียบกับงบกำไรขาดทุน บริษัททีดี ควรมี CFO กับกำไรสุทธิทางบัญชีใกล้เคียงกัน

ACC


CFO ของ ACC

จาก CFO ของ ACC จะเห็นว่าในปี 2558 ACC ทำมาหากิน แล้วไม่มีเงินจากการดำเนินงาน เงินออกไป 43 ล้านบาท

THAI


CFO ของ THAI


5.เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน CFI


เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน CFI จะแสดงเงินที่ลงทุนกับสินทรัพยไม่หมุนเวียน ส่วนใหญ่ลงทุนเพื่อสร้างอนาคตการเติบโตของบริษัท หรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

CAPEX ไม่ใช่ CFI ทั้งจำนวน ให้เราพยายามดู เงินลงทุนที่สามารถเอาไปสร้างรายได้ให้กิจการในอนาคต อย่างในปี 2557 เงินที่เอาไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (คุ้มขันโตก) ทีี่มองเป็น CAPEX เพราะตอนนี้แทบจะเป็นรายได้หลักของกิจการ

ถ้าจะใช้ตัวเลขนี้ในการประมาณ FCF ต้องดูว่ารายการนี้จะเป็นการลงทุนปกติที่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีหรือไม่ ถ้าไม่ก็ไม่ควรนำรายการนี้มาใช้เพราะบริษัทไม่ได้ลงทุนรายการนี้ทุกปีจะเห็นว่า ในปี 2558 ก็ลงทุนซื้อที่อสังหาเพื่อการลงทุนเพียง 11 ล้าน

ส่วนเงินลงทุนใน เงินลงทุนชั่วคราว เป็นการหมุนเงินเพื่อบริหารเงินเท่านั้น ไม่ได้ทำทุกปี

การวิเคราะห์ บริษัทที่ดีควรมีการลงทุนใน CAPEX ทุกปีและ ROE ROA ควรสม่ำเสมอ ทุกปีแปลว่าลงทุนแล้วคุ้มทำให้ผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เพราะถ้าลงทุนแล้วไม่สามารถสร้างรายได้ได้คุ้มค่าเสื่อมค่าดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น หรืออุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัว ยิ่งขยายการลงทุนกำไรยิ่งโตช้าลง สิ่งที่เห็นในงบคือมีการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ ROA ROE ค่อยๆลดลง

ACC



CFI ของ ACC

จะเห็นว่า ACC ไม่ค่อยได้ลงทุนอะไรเท่าไร ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในบริษัร่วม ต้องไปตามว่าลงทุนอะไร แต่ต่อนนี้ปี 2560 แล้วก็ยังไม่เห็นอะไรงอกงามเท่าไรตามต่อไปครับ

THAI



มาดูของหุ้น THAI ไตรมาส 1 ยังไม่เห็นการลงทุนอะไรมากมาย ซื้อที่ดินอาคารอุปกรณ์ไป 700 ล้าน เมื่อนไปเทียบกับค่าเสื่อมราคาที่ยอด 4000 กว่าล้าน ถือว่าในไตรมาสนี้ลงทุนไปน้อยมาก

6.เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน CFF


เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน จะแสดงการเปลี่ยนแปลงในหนี้ และทุน บริษัทที่ดีควรมีโครงสร้างหนี้และทุที่เหมาะสม หนี้น้อยไปคนก็ว่าโง่ เพราะไม่รู้จักรวยได้เงินคนอื่น แต่ถ้าหนี้มากเกินไป ต้นทุนทาการเงินก็สูง ดอกเบี้ยเยอะ กำไรลดลงลงอีก แถมมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายสูงขึ้นด้วย

ACC



CFF ของ ACC
จะเห็นว่า เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินของ ACC มีเงินเข้าแค่ทางเดียวคือ จากการเพิ่มทุนมาก 216 ล้านบาทไม่มีหนี้สิน

THAI

CFF ของ THAI

จะเห็นว่ากระแสเงินสดจัดหาเงินของ THAI ส่วนใหญ่ใช้กับการคืนหนี้และดอกเบี้ย จะเห็นว่า CFO 7000 กว่าล้าน จ่ายหนี้จ่ายดอกเบี้ยไป 6000 ล้านก็เงินหมดละ

ภาพรวม ของกระแสเงินสด
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

สรุป การอ่านงบกระแสเงินสด ก็เหมือนเป็นการดูกระแสเงินสดอิสระของกิจการว่าในปีนั้น บริษัทสามารถสร้างเงินสดมาได้เท่าไร เราสามารถใช้งบกระแสเงินสดเป็นสมมติฐานตั้งต้นของการประเมินกระแสเงินสดอิสระได้ โดยเลือกตัวเลขที่ดูว่าเป็นกิจกรรมปกติของธุรกิจ ส่วนรายการที่ดูแล้วไม่ใช่กิจกรรมปกติมาแค่ครั้งเดียวก็ไม่ควรนำเข้ามาในสมมติฐาน



☀หลักสูตรวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน☀


✅เจาะลึกหุ้นอย่างเซียน เห็นผลจริง100% สไตร์ อ.ภัทร
✅Workshop !! ทำจริง เห็นผลจริง พิสูจน์ได้
✅เรียนคลาสเล็ก ถามได้ทุกคำถามคาใจ

☀เรียนแล้วได้อะไร☀


✅10 จุุดสำคัญอ่านงบการเงิน วิเคราะห์ธุรกิจไม่เสียเวลา
✅ปัจจัยเร่ง ให้หุ้นวิ่ง และสัญญาณยืนยันในงบการเงิน
✅ประมาณราคาเหมาะสม เห็นเป้าราคาหุ้นตั้งแต่วันที่ซื้อ
✅เคล็ดลับสแกนหุ้น ถูก ดี กำไรโต

🔈สอนโดย อ ภัทรธร ช่อวิชิต
นักลงทุนอิสระ เจ้าของผลงานหนังสือ คุ้ยแคะแกะหุ้นเด้ง และเจาะหุ้นร้อนสแกนหุ้นเด้ง

=======================================

🔈รายละเอียดหลักสูตร วันเวลา

www.investidea.in.th/p/value-investor.html

=======================================

☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)

มือถือ: 0865035023

ข้อความ; www.facebook.com/messages/investidea.in.th/

line id; pat4310

=======================================

☀เนื้อหาหลักสูตร☀


✅แหล่งข้อมูลการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน งบการเงิน คำอธิบายงบ ตัวเลขเศรษฐกิจ
✅วิเคราะห์ ปัจจัยเชิงคุณภาพ ผลกระทบต่องบการเงิน และแนวโน้มราคา
✅โครงสร้างงบดุล และลักษณะธุรกิจ จุดสำคัญที่ต้องดูในงบการเงิน
✅งบกำไรขาดทุน ลักษณะงบการเงินที่ดี
✅งบกระแสเงินสด และความสัมพันธ์กับวงจรธุรกิจ
✅การค้นปัญหาธุรกิจใน 1 นาที ด้วยอัตราส่วนทางการเงิน
✅ปัจจัยทางการเงินที่มีผลต่อทิศทางราคาหุ้น
✅การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE ratio เทคนิคการใช้งานกับแต่ละอุตสาหกรรม
✅ดูความเห็นของนักลงทุนส่วนใหญ่ผ่านการเคลื่อนไหวของราคา

=======================================

☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)

มือถือ: 0865035023

ข้อความ; www.facebook.com/messages/investidea.in.th/

line id; pat4310