วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ค่าเสื่อม (Depreciation) และค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คืออะไร


ค่าเสื่อม (Depreciation) และค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คืออะไร ตีความและวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่ออย่างไร มาหาคำตอบได้จากบทความนี้ครับผม

ค่าเสื่อม (Depreciation) และค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คืออะไร


ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายเกิดจากสินทรัพย์ที่เสื่อมไปตามกาลเวลาและถ้าสินทรัพย์พังไปบริษัทก็ไม่มีเครื่องผลิตรายได้บริษัทอาจต้องปิดตัว นักบัญชีจึงทำการตั้งสำรองค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายเอาไว้ ป็นรายจ่ายที่ไม่ใช่เงินสดตามมูลค่าของสินทรัพย์ที่ลดลง ทำให้กำไรสุทธิต่ำลง และไม่สามารถจ่ายปันผลเงินก้อนนั้นออกมาได้ ต้องเก็บไว้ซ่อมแซมสินทรัพย์ให้ใช้การได้

ยกตัวอย่าง ซื้อรถมา 1 คัน ราคา 1 ล้านบาท อายุการใช้งาน 5 ปี รถมือสองอายุ 5 ปีราคา 2 แสนบาท แสดงว่าเราต้องหาเงิน 1 ล้าน - 2 แสนบาท = 8 แสนบาททุก 5 ปี เพื่อซื้อรถคันใหม่

ถ้าเราตัดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง (ราคาทุน - ซาก)/จำนวนปี = (1,000,000-200,000)/5 = 160,000

แสดงว่าถ้าเราหยอดกระปุ่กเก็บไว้ปีละ 160,000 สิ้นปีที่ 5 จะมีเงิน 800,000 บาท บวกค่าซาก 200,000 ได้เงิน 1,000,000 บาทไว้ซื้อรถใหม่พอดี

ดังนั้นนักบัญชีจึง นำ 160,000 เป็นรายจ่ายทำให้กำไรตำลงเหมือนบังคับให้เราเก็บไว้ซ่อมแซม หรือซื้อหม่กลายๆ

ค่าเสื่อม (Depreciation) และค่าตัดจำหน่าย (Amortization) แตกต่างกันอย่างไร


ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คิดจากสินทรัพย์มีตัวตน เช่นพวกที่ดิน อาคาร อุปกรณ์

ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คิดจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่นสิทธิการเช่า ลิขสิทธ์

ค่าเสื่อม (Depreciation) และค่าตัดจำหน่าย (Amortization) เป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่


ค่าเสื่อมแม้จะเป็นรายจ่ายที่ไม่เป็นเงินสด แต่ผมมองเหมือนเป็นค่าใช่จ่ายคงที่ตัวหนึ่งในงบที่เป็นผลมาจากการตัดสินใจลงทุนของกิจการ

บริษัทที่งบขาดทุนเพราะโดนค่าเสื่อม วิธีการสังเกตอาจดูได้จาก EBIT ติดลบ แต่ EBITDA เป็นบวกแสดงให้เห็นว่าบริหารงานไม่เก่งใช้สินทรัพย์ไปสร้างรายได้ไม่พอเลี้ยงการเสื่อมของสินทรัพย์ แก้ยากมากต้องหาวิธีหารายได้เพิ่ม ลดค่าใช้จ่าย หรือตัดขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็นทิ้ง

บริษัทที่ตัดค่าเสื่อมน้อยเกินไป อนาคตสินทรัพย์อาจพังก่อนที่ค่าเสื่อมจะตัดจำหน่ายหมด อาจต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน หรือบริษัทที่ตัดมากเกินไป ก็ตัดค่าเสื่อมหมดก่อนที่สินทรัพย์จะหมดอายุ เสียดายเวลาที่ปีแรกไม่ได้จ่ายเงินปันผล

การดูว่าบริษัทมีการลงทุนเยอะหรือไม่


ถ้ามองว่า ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่่ายเป็นมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลง เมื่อไปดูในงบกระแสเงินสดจากการลงทุนรายการเงินลงทุนในที่ดินอาคารอุปกรณ์ จับมาเทียบกันว่าลงทุนไปกี่เท่าของค่าเสื่อม

บริษัทที่ลงทุนเท่ากับค่าเสื่อมเป็นเพียงแค่การซ่อมแซม บริษัทที่ลงทุนมากๆ สัดส่วนนี้มักมากกว่า 2 เท่าขึ้นไป

บริษัทที่ลงทุนมากกว่าค่าเสื่อมเยอะๆ และสินทรัพย์สามารถสร้างรายได้ได้ ทัน ROA สม่ำเสมอ ถือว่าบริษัทลงทุนได้ดี สร้างการเจริญเติบโตให้กับบริษัท

จะเห็นว่า ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย สามารถบอกอะไรในกิจการได้หลายๆอยาง เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปัจจัยกำหนด PBV และการหาราคาเหมาะสม


PBV หรืออัตราส่วน ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี เป็นอัตราส่วนที่นิยมในการประเมินมูลค่าหุ้น บทความนี้ก็จะมาหาปัจจัยที่มีนัยยะสำคัญในการกำหนด PBV และการประมาณค่า PBV ที่เหมาะสมจากตัวเลขทางการเงินครับ

ปัจจัยกำหนด PBV ทางทฤษฎี


เรารู้ว่า PBV = PE x ROE

PE = b / (k-g)
PBV = b / (k-g) x ROE

b คืออัตราการจ่ายเงินปันผลจากกำไร

k-g มันประเมินยาก ดังนั้นจึงประมาณการ k-g จาก DDM
p = d/k-g
k-g = d/p = Yield% ผลตอบแทนเงินปันผล

ROE = ROA x (1+DE)

จากการย้ายข้างสมการไปๆมา ทำให้เลือกตัวแปรมา 4 ตัวคือ

  1. อัตราการจ่ายเงินปันผลจากกำไร b ถ้าเพิ่มขึ้น PBV จะเพิ่ม
  2. อัตราผลตอบแทนเงินปันผล ถ้าเพิ่มขึ้น PBV จะลดลง
  3. ROA เพิ่มขึ้น PBV จะเพิ่ม
  4. DE เพิ่ม PBV เพิ่ม



ผลการประมาณการ PBV ด้วยวิธี Regression


ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลภาคตัดขวางจาก web siamchart.com/stock ก็อบข้อมูลมาวันที่ 2 พค จากการประมาณการได้ผลดังภาพ

สมการคือ PBV = 2.55 + 0.121 DE + 0.063 ROA -0.226Yield

มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้น DE ที่มีนัยสำคัญที่ 90

ทิศทางความสัมพันธ์ตามคาดคือ

  1. DE เพิ่ม PBV เพิ่ม
  2. ROA เพิ่ม PBV เพิ่ม
  3. Yield เพิ่ม PBV ลด

ผ่านมา 1 ปีวันที่ 4 พค 2560 ได้สมการดังภาพ
ผลสมการของปี 2560 ข้อมูลวันที่ 4 พค
สมการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยเป็น

PBV = 1.38 + 0.32DE + 0.23ROA - 0.4Yield

การประยุกต์หาราคาที่เหมาะสม


ถ้าเรารู้ ค่า PBV ที่เหมาะสมก็สามารถหาราคาเป้าหมายได้เลย 

PBV = P / BV

p = PBV x BV

ตัวอย่างหุ้น MINT 


อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 1.82 เท่า
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ 10.41 %

อัตราเงินปันผลตอบแทน 0.94 %

PBV = 2.55 + 0.121 (1.82) + 0.063 (10.41) -0.226(0.94 )
= 3.21 เท่า

มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (บาท/หุ้น) 7.45

ราคาหุ้นเท่ากับ 7.45 x 3.21 = 23.94 บาท

แสดงว่าวันนี้เทรดกันที่ราคาแพงไปหน่อย

มูลค่าเหมาะสม MINT


ราคาวันนี้แพงไปหน่อย แต่กิจการเขาดีมูลค่ากิจการก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเจอแบบนี้ก็ต้องถือยาวๆ
มูลค่าเหมาะสม AS
เมื่อทดลองนำไปประมาณการมูลค่าของหุ้น AS จะเห็นว่าเมื่อผลประกอบการแย่งลง มูลค่าของกิจการที่จะแย่งลงตามไปด้วย

ดังนั้นการลงทุน หัวใจอันแรกคือหาหุ้นที่มูลค่ากำลังสูงขึ้น

การหา PE ที่เหมาะสม


หรือจะประยุกต์มาหาค่า PE เหมาะสมก็ได้
PE = PBV / ROE

ROE = 23.14%

จะเอามาใส่สมการก็ต้องหาร 100 ก่อนได้ 0.2314
จะได้ PE เท่ากับ 13.88 เท่า


สรุปว่าตัวแปรกำหนด PBV ทฤษฎี มีนัยสำคัญทางสถิติกับข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

การด้อยค่าสินค้าคงเหลือผลกระทบต่องบการเงินและความเชื่อมโยง

มีคนถามว่า สินค้าคงเหลือมูลค่าลดลงมีผลกระทบต่องบการเงินและความเชื่อมโยง ยังไง อธิบายทางโทรศัพย์ยังมึน พูด เดบิตเครดิต ก็ยิ่งมึน เลยทำเป็นภาพแสดงเป็นขั้นตอนมาดังนี้

แนวคิดหลักมาจาก เราไปซื้อสินค้าคงเหลือกะว่าจะเอาไปขายให้เกิดกำไรเพิ่มความมังคั่ง พลิกชีวิตให้ดีขึ้น

แต่เจ้ากรรมราคาสินค้าดันลดลงทำให้มูลค่าสุทธิที่จะได้รับลดลง ในเวลาปิดบัญชีเลยบันทึกส่วนที่ลดลงเป็นขาดทุนในงวดนั้นไปเลย

มาตรฐานบัญชีบอกว่า มูลค่าที่ลดลงของสินค้าคงเหลือเนื่องจากการปรับมูลค่าให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ รวมทั้งผลขาดทุนทั้งหมดที่เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่ปรับมูลค่าสินค้าให้ลดลงหรือมีผลขาดทุนเกิดขึ้น
ผลขาดทุนจะบันทึกรวมในต้นทุนขายงวดนั้นๆ

ผลกระทบชิ่งแบบง่ายๆคือ

สินทรัพย์ลดลง => รายจ่าย => ทุนลดลง
ในงบกำไรขาดทุนต้นทุนขายงวดที่ด้อยค่าจะเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง

ทำให้มึนขึ้นดังนี้ แนะนำให้นอนให้เพียงพอแล้วค่อยมาอ่าน

1ซื้อสินค้าคงเหลือ


1.1นำเงินมาลงทุน 1,000 บาท  
1.2เอาเงิน 1000 บาทไปซื้อสินค้าคงเหลือ 
จะเห็นตัวเลขในงบกระแสเงินสด 1.3 คือเงินสดหายไป 1000 ไปซื้อสินค้าคงเหลือ

2.ราคาตลาดลดลง


วันสิ้นงวดราคาตลาดลดลงเหลือ 800 ความซวยบังเกิดเพราะซื้อของมา 1,000 นึง

3.ปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ


เมื่อเกิดขาดทุนในข้อสอง ก็ต้องบันทึกขาดทุนจากการด้อยค้าในสินทรัพย์ เป็น 3.2 รายจ่าย 200 เกิดจาก 3.2มูลค่าลดลงไป 200 

ในงบกระแสเงินสด รายการนี้ไม่ได้จ่ายออกไปเป็นเงินสด ต้องเอามาบวกกลับ 200 ตาม 3.3

4.กำไรสุทธิ และกำไรสะสม


4.1 จากขาดทุนในข้อสามทำให้งบกำไรขาดทุนเกิดผลขาดทุน 200 กระทบชิ่งไป 4.2กำไรสะสมติดลบ 200 

5.สินทรัพย์และส่วนทุน


การการด้อยค่าทำให้ 5.2 ทุนลดลง 200 จาก 1000 เป็น 800 เหตจาก 5.1  สินทรัพย์มูลค่าลดลง 200 1000 เป็น 800

6.วันขายจริง


รับเงินสด 800 จากการขายสินได้ 800 ตามที่ประมาณการเป๊ะๆ

7,8.สินค้าคงเหลือ รายการปรับมูลค่าและต้นทุนขาย


ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อเพิ่ม - ปลายงวด
= 1,000 + 0 - 0 

ที่สินค้าคงเหลือยังเป็น 1000 เพราะรายการปรับปรุงบัญชีไม่ได้นำมาตัดกับสินค้าคงเหลือโดยตรง

ส่วนรายการปรับมูลค่า -200 งวดที่แล้ว ก็กลับรายการ 8.1 มาเป็น 200 จะเห็นยอดคงเหลือในงบดุล8.2 เท่ากับ 0 

ดังนั้นต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุนจึงเป็น -1000 + 200 = -800


ส่วนในงบกระแสเงินสด จะเห็นรายการ 8.3 เป็นยอดหักออกเนื่องจากเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด


จะเห็นว่าถ้างวดหน้าไม่มีการด้อยค่าสินค้าคงเหลือล็อทใหม่เพิ่มเต็ม ในงบกระแสเงินสดจะเห็นการกลับรายการด้อยค่ามาทั้งจำนวน

ถ้าเห็นตัวเลขกลับรายการมาไม่หมด เช่นในงบกระแสเงินสด ปีที่ 0 เห็น 200 งวดที่ 1 มีค่า -150 แสดงว่า สินค้าคงเหลือสิ้นงวดที่ 1 มีการด้อยค่าเพิ่มเติม 50 (-200 + 50 = -150)

9.ผลกระทบกับกำไร


กำไรจะเท่ากับ 0 กำไรสะสมก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเราเอาขาดทุนที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตมากระทบไว้ในงวดที่แล้ว

10.เงินสดสุทธิ


เงินสดเพิ่มขึ้น 800 จากการขาย


สรุปผลกระทบชิ่งแบบง่ายๆสั้นๆ คือ สินทรัพย์ลดลง => รายจ่าย => ทุนลดลง
ในงบกำไรขาดทุนต้นทุนขายงวดที่ด้อยค่าจะเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
โชคดีในการลงทุนครับผม



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

ความสัมพันธ์ระหว่างROE PBV PE

ความสัมพันธ์ระหว่าง ROE PBV PE
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

ROE PBV PE ค่าทั้งสามตัวนี้เป็นค่าที่ใช้บ่อยๆในการวิเคราะห์และประเมินค่า การรู้ความสัมพันธ์ระหว่าง สามตัวนี้จะทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

1.ความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์


จากสมการ
roe = E/bv
=E/p x p/bv
roe เท่ากับ pbv คูณส่วนกลับของ pe

2,ROE และการเติบโต


roe คือผลตอบแทนที่บริษัททำกลับมาให้ผู้ถือหุ้น คนก่อตั้งมักจะมีหุ้นที่ราคาพาร์ดังนั้นผลตอบแทนที่เขาได้ก็คือ roe นั่นเอง

น้อกจากนั้น ROE จะมีความสัมพันธ์กับ การเติบโตของกิจการ ถ้าบริษัทโตเรื่อยๆแบบรักษาสัดส่วนโครงสร้งเงินทุนไว้เท่าเดิมจะเป็นการโตแบบ Sustainable growth

g = ROE x (1-b)

จะเห็นว่าถ้าบริษัทจายเงินปันผลอัตราคงที่เมื่อเทียบกับกำไร และบริษัทรักษาอัตรา ROE ให้สม่ำเสมอได้ บริษัทก็จะโตไปเรื่อยๆเท่ากับ g นั่นเอง ดังนั้นการซื้อหุ้นจึงเป็นการสะท้อน การเติบโตที่คาดหวังไปได้ด้วยส่วนหนึ่ง

3.PBV กับค่าความนิยม


pbv บอกว่าเราจ่ายซื้อที่ราคากี่เท่าของ  ฺBook Value คือส่วนทุน ในทางบัญชีเรียกสินทรัพย์สุทธิ

ในการขายหุ้นถ้าบริษัทดี เจ้าของคงไม่ขายบริษัทที่ bv  ต้องขายที่ราคาแพงกว่า bv

มองในแง่นักลงทุน เราจ่ายเงินซื้อที่ราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ จะเกิดค่าความนิยม (goodwill) ในงบของเรา

ดังนั้นถือหุ้นไปอยู่เฉยๆไม่ได้ต้องดูว่าหุ้นที่เราถือยังมีค่าความนิยมหรือไม่ถ้ามองแล้วกิจการกำลังแย่ลงก็ต้องขายออก ถ้าไม่ขายตลาดจะปรับด้อยค่าความนิยมให้เองจากราคาตลาดที่ลดลง

การที่จ่ายซื้อสินทรัพย์ แพงกว่า bv แสดงว่าต้องเห็นอะไรดีๆในสินทรัพย์ เช่นแบรนด์แข็งแกร่ง networkของผู้บริโภค economy off scale จากการผลิตที่ทำให้อำนาจต่อรองสูงๆ ต้นทุนการเปลี่ยนแบรนสูงๆ หรือกฎระเบียบที่ทำกันคู่แข่ง ทำให้ส้างใหม่แข่งก็ลำบาก ยอมจ่ายซื้อกิจการที่good willดีกว่า

4.PE กับผลตอบแทนที่คาดหวัง


e/p ส่วนกลับของpe คือผลตอบแทนจากเงินลงทุนนั่นเอง
ดังนั้นถ้ามองจากสมการ roe ก็คือผลตอบแทนที่บริษัททำให้ bv pbvก็คือ ค่าความนิยมที่เรายอมจ่ายและepคือผลตอบแทนที่เราได้ แสดงว่าราคาเหมาะสมคือราคาที่ทำให้ได้ผลตอบแทนตามที่เราคาดหวังนั่นเอง หวังน้อยก็ยอมจ่ายซื้อที่ค่าความนิยมเยอะขึ้น

จะเห็นว่าสามอัตราส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันแนบแน่น แสดงทั้งมุมมองฝั่งกิจการและมุมมองฝังนักลงทุน ถ้ามองเป็นก็สามารถประยุกต์ได้ไมมีขีดจำกัด เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

หุ้นที่กำไรโตในไตรมาศ 4 แยกตามอุตสาหกรรม

หุ้นที่กำไรโตในไตรมาศ 4 แยกตามอุตสาหกรรมสรุปเป็นรายงานตามภาพเลยครับผม

กลุ่มอสังหากำไรไตรมมาศที่แล้วโตหลายบริษัทเดาว่ามีโอนเยอะ รองลงมาเป็นกลุ่มบริการโตมากๆในหลายๆ sector เลย



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

ค่า PE Ratio ของตลาดหลักทรัพย์คำนวณอย่างไร


ค่า PE Ratio เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดมูลค่าที่คนนิยมกัน ปัญหาของหลายคนที่ลองคำนวณเองมักเจอปัญหาคือ คำนวณยังไงก็ไม่ตรงกับที่ตลาดหลักทรัพย์คำนวณ มาดูกันครับว่าตลาดเขาคำนวณอย่างไร

ในเว็บตลาดหลักทรัพย์สูตรการคำนวณคือ www.set.or.th/th/market/files/SET_Formula_Glossary.pdf

ราคาปดของหุนสามัญ X [(จํานวนหุ้นสามัญ + จํานวนหุ้นบุริมสิทธิ) – จํานวนหุ้นซื้อคืน]
กําไรงวด 12 เดือนลาสุด

ตัวเศษ ราคา


ราคาปิดของหุ้นสามัญ X [(จํานวนหุ้นสามัญ + จํานวนหุ้นบุริมสิทธิ) – จํานวนหุ้นซื้อคืน] ก็คือมูลค่าหลัก

เท่าที่ลองคำนวณมาหลายๆแบบพบว่า ตัวเสษก็คือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดนั่นเอง เพราะเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยออกหุ้นบุริมสิทธ์กันเท่าไรนานๆเจอที

ถ้าคำนวณแบบนี้ หลายคนที่ใช้ EPS มาคำนวณจะไม่ตรงเพราะ EPS แต่ละไตรมาศจำนวนหุ้นที่มาเป็นตัวหารจะเป็นจำนนหุ้นสามัญเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ส่วนจำนวนหุ้นที่เอามาคำนวณ PE จะเป็นจำนวณหุ้นที่ซื้อขายในตลาด ณ วันนั้นไม่ใช่ค่าเฉลี่ย

ตัวส่วน กำไร


กำไรงวด 12 เดือนล่าสุด


ตรงนี้ก็ปัญหาเหมือนกันเพราะกำไรมีตั้งสามตัว

  • กำไรสุทธิ ; กำไรในงบรวมที่รวมกำไรของบริษัทและบริษัทย่อย ก่อนแบ่งให้ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม
  • กำไรส่วนได้เสียไม่มีอำนาจควบคุม ส่วนที่เราไม่ได้ถือ เมื่อมีกำไรก็ต้องแบ่งให้เขาไป
  • กำไรส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ กำไรที่มาถึงเราจริงๆ 
กำไรที่ SET ใช้คำนวณ จะเป็น  กำไรส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 

ย้อนหลัง 12 เดือน ก็คือ 4 ไตรมาศนั่นเอง การคำนวณก็เอา กำไร 4 ไตรมาศย้อนหลังมาบวกกัน


การตีความ



ดังนั้นการตีความจึงต้องมองว่า ที่ระดับราคาปัจจุบัน เราจ่ายเงินซื้อเป็นกี่เท่าของกำไรของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ ยิ่งน้อยยิ่งดี




ค่า PE คำนวณไม่ยายเลยครับผม



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องเอาเงินสำรองไปลงทุนในหุ้น ???

ช่วงนี้กระแสความสงสัยว่าทำไมต้องเอาเงินสำรองไปลงทุนในหุ้น กำลังมาแรงครับ หลายคนก็ยังงงๆ เอาไปลงทุนในหุ้นทำไม คุณ  axe.aroonkittichai [1]ได้เขียนบทความอธิบายไว้ดีมากครับ เชิญอ่านโดยพลัน


ก่อนอื่น .. ต้องเข้าใจกันก่อนว่าเงินทุนสำรองทางการมาจากไหน และมีเอาไว้ทำอะไร เงินทุนสำรองทางการนั้นเป็นผลมาจากการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท … เอาง่ายๆ ก็แทรกแซงนั่นแหละ คือถ้ามีเงินทุนไหลเข้า แล้วเราไม่อยากให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปทำให้ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบ ธปท. ก็จำเป็นจะต้องเข้าไปดูแล ก็คือขายบาทและซื้อเงินดอลลาร์ สรอ. เข้ามานั่นเอง ทำให้มีการสะสมเงินดอลลาร์ สรอ. มาอย่างต่อเนื่อง

แล้วมีเงินสำรองทางการเยอะๆ แล้วได้อะไร? ก็ว่ากันว่าหากมีเงินทุนสำรองทางการเยอะๆ แล้วจะสามารถป้องกันในกรณีที่มีเงินทุนไหลออกอย่างเฉียบพลันในจำนวนมาก ทำให้แบงค์ชาติมีเงินดอลลาร์ สรอ. มากเพียงพอที่จะรองรับและดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วจนเกินไป (ก็คือการทำกลับข้างกัน ขายดอลลาร์ สรอ. และซื้อเงินบาท) แล้วมีแค่ไหนถึงจะเพียงพอ? อันนี้ก็ต้องแล้วแต่การศึกษาและการประมาณการต่างๆ แต่ก็บอกได้ว่าแบงค์ชาติเองก็ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เช่นกัน

เอาล่ะ .. ทีนี้จะเริ่มไปลงรายละเอียดกัน

1.ต้นทุนและผลตอบแทน


ก่อนอื่น ต้องถามว่า เงินสำรองทางการมีต้นทุนหรือไม่? ต้นทุนในการถือเงินสำรองทางการนั้นมีแน่นอน และเป็นต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงด้วย คือ การที่แบงค์ชาติเข้ามาดูแลค่าเงินด้วยการซื้อดอลลาร์ สรอ. และขายบาทออกไปนั้น แบงค์ชาติจำเป็นจะต้องดูสภาพคล่องค่าเงินบาทด้วย เพื่อให้สภาพคล่องค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่กระทบการอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและภาคการเงิน และเครื่องมือที่ใช้ในการดูดสภาพคล่องเงินบาทกลับมานั้นก็ต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีต้นทุนในการทำ และใกล้ๆ เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นของไทย ถามว่าถ้าแบงค์ชาติอยากได้เงินจากเราไป โดยไม่ให้ผลตอบแทนอะไรเราเลย เราเอาไหมครับ … เราก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเราด้วย อย่างให้ก็ให้กับที่เราได้จากธนาคารพาณิชย์ ถูกต้องมั้ยครับ ดังนั้นทุกบาททุกสตางค์ที่แบงค์ชาติเข้าแทรกแซงนั้นมีต้นทุน .. ก็ใกล้ๆ เคียงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นนั่นแหละ

อ่าว .. แล้วผลตอบแทนละ .. ผลตอบแทนนั้นเกิดจากการเอาเงินดอลลาร์ สรอ. ที่สะสมมาไปลงทุน ซึ่งอย่างน้อยก็ต้องรักษากำลังซื้อของดอลลาร์ สรอ. ให้ได้ แน่นอน ไม่มีใครเถียงว่าแบงค์ชาติไม่ได้มีหน้าที่หากำไร .. แบงค์ชาติก็ไม่เคยหากำไร เพราะเพียงแค่รักษาไม่ให้มูลค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. ที่ถืออยู่เสียไปก็เป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว จากข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ที่ว่ากันว่ามีมาเพื่อป้องกันไม่ให้แบงค์ชาติเก็งกำไรนี่แหละ ดังนั้นผลตอบแทนส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเกิดจากการเอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงๆ ดีๆ (บอกได้เลยว่าดีกว่าประเทศไทยเกือบทั้งนั้น)

แต่โลกเราในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่พันธบัตรรัฐบาลขอลประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงๆ เหล่านั้น ติดลบจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษต่างๆ … อ่าวแบบนี้ก็เรียกว่าขาดทุนนิ (จริงมั้ย?) เอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศอื่น 100 บาท แต่ได้กลับมา 99 บาท เป็นต้น (แล้วจะไปซื้อทำไม?) อีกอย่างนึงแม้ตลาดที่อยู่ในภาวะปรกติ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาก็มีแนวโน้มสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้นทุนของเงินสำรองทางการของเราก็มีแนวโน้มสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนโดยธรรมชาติ

ต้นทุนที่มีมากอีกอย่าง และแบงค์ชาติโดนกระหน่ำโจมตีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็คือต้นทุนทางบัญชี โดยในทุกๆ ปีจะต้องมีการประกาศงบการเงิน โดยฝั่งสินทรัพย์ของแบงค์ชาติจะอยู่ในรูปของสินทรัพย์ต่างประเทศ ในขณะที่หนี้สิน (คือพันธบัตรต่างๆ ที่ใช้ดูดสภาพคล่อง เงินฝากธนาคารพาณิชย์ เงิน) จะอยู่ในรูปของเงินบาททั้งสิ้น ทีนี้ในปีที่ค่าเงินบาทแข็งค่า สมมติว่าจะ 40 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. เป็น 30 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. เวลาแปลงสินทรัพย์ต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทเพื่อเทียบกับส่วนหนี้สิน มันก็ต้องแปลงมาได้ลดลงอยู่แล้วจาก 40 บาทเป็น 30 บาท ก็ทำให้เกิดส่วนต่าง และถูกตีมูลค่าเป็นขาดทุน … ก็ด่าอีก ทั้งที่โอกาสที่สินทรัพย์ต่างประเทศจะถูกขายมาเป็นเงินบาทแทบไม่มี

เอ๊ะยังไง .. ต้นทุนก็แพง ตีมูลค่าขาดทุนก็ด่า

2.ขนาดนั้นสำคัญ (Size does matter !)


การสะสมเงินสำรองทางการในปริมาณมากๆ นั้น ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกอย่างหนึ่ง คือ การเอาเงินไปลงทุนจะทำได้ยากมากยิ่งขึ้น เพราะขนาดที่ใหญ่ จะส่งผลกระทบทางด้านราคา … เช่น แบงค์ชาติเคยนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพื่อนบ้านซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกัน เพื่อให้ต้นทุนของเงินสำรองและผลตอบแทนใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่ซื้อไปได้ไม่ทันไร เจ้าบ้านโทรกริ๊งกร๊างมาถามสายตรง … ว่า พวกแกทำอะไรกันอยู่ มาถล่มตลาดบ้านชั้นทำไม … เงิบกันไป

งั้นกลับไปลงทุนในตลาดที่มีขนาดใหญ่พอ ซึ่งกลับมาปัญหาเดิม 2 ใน 3 นั้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลติดลบ … ให้เจ้าหนี้ยืมเงินยังต้องแถมเงินให้เพื่อ? จะทำไปทำไม

อ่าว แล้วทำไมไม่ลดขนาดของเงินทุนสำรองทางการลง จริงๆ แล้วทางเลือกในการลดขนาดนั้นมีอยู่ 2 ทาง อย่างแรก คือ ขายให้ตลาดคืนไป ซึ่งแน่นอนว่าด้วยขนาดเงินสำรองทางการขนาดนี้ ตลาดค่าเงินบาทกระเทือนแน่นอน … การจะขายไม่ให้ตลาดกระเทือนนั้นอาจใช้เวลาหลายปี นานมากกว่าที่สะสมมาเสียอีก แล้วก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีการดำเนินนโยบายดังกล่าวอยู่แล้วด้วยซ้ำ อย่างที่สองก็คือ เอาให้รัฐบาลไปใช้ประโยชน์เลย ไม่ว่าจะในรูปของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) อันนี้ก็อาจทำได้ หากรัฐบาลมีความโปร่งใสในการนำเงินก้อนดังกล่าวไปใช้จริง แต่ใครจะกล้ามั่นใจเรื่องนี้ได้จริงๆ ???!!!! จะสร้างรถไฟรางคู่ รางเดี่ยวยังด่ากันเต็มไปหมดเลย (เขียนเสร็จอาจโดนอุ้มไปอบรมได้) หรือหากเป็น SWF ก็อาจนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น เช่น น้ำมัน ทรัพยากรธรรมชาติ … อ่าว ถามหน่อย แล้วมันไม่เสี่ยงเหรอ พวกน้ำมัน หรือ ทรัพยากรธรรมชาติ ???!!!! แบงค์ชาติลงทุนในดัชนีหลักทรัพย์ ซึ่งปรกติมีมันก็มีการกระจายความเสี่ยงอยู่แล้ว (เหลือแต่ Systematic Risk)

ธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ก็มีทำกัน ไม่ใช่ชาติเราอย่างเดียว แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่ประเด็นไม่ว่าคนอื่นจะทำหรือไม่ หากถูกต้องเหมาะสม ก็จำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อส่วนรวม

(อย่าลืมว่าพนักงานแบงค์ชาติ ไม่ได้รับผลตอบแทนเพิ่มแต่อย่างใดจากการเอาเงินไปลงทุนให้หุ้น …)

3.การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงได้ !!


(หากใครเข้าใจเรื่อง Diversification Benefit ก็ข้ามไปเลย)
การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น ภายใต้สัดส่วนที่เหมาะสม บวกกับการดูแลควบคุมความเสี่ยง การประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ความเสี่ยงลดลง .. ในปัจจุบัน สินทรัพย์หลักที่แบงค์ชาติลงทุนก็คือพันธบัตรรัฐบาล การกระจายไปลงทุนหุ้นบางส่วนจริงๆ อาจจะช่วยลดความเสี่ยงได้
ลองอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ได้ เช่น ในเวลาที่หุ้นตก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี บริษัทห้างร้านต่างๆ ทำกำไรได้ไม่ดี ซึ่งในภาวะดังกล่าวธนาคารกลางต่างๆ ต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย และส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับสูงขึ้น ดังนั้น หากขาดทุนจากหุ้น ก็กำไรจากพันธบัตรแทน หรือกลับกัน

ยกตัวอย่างเช่น หากหุ้นลงร้อยละ 20.0 แต่เราถือหุ้นไว้ร้อยละ 5.0 ทำให้เราขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นร้อยละ 1.0 แต่ราคาพันธบัตรปรับสูงขึ้นร้อยละ 5.0 แต่เราถือพันธบัตรไว้ร้อยละ 95.0 ทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากพันธบัตรร้อยละ 4.7 ก็หักลบกันไปได้ ในภาวะที่ไม่ดี เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วจะทำให้ผลตอบแทนไม่ผันผวนด้วยซ้ำ

แต่ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นจำเป็นต้องมาพร้อมกับความพร้อมของบุคคลากร ระบบวัดความเสี่ยง และการบริหารที่ดีพอด้วย การปล่อยให้ลงทุน แต่ให้ทำอย่างโปร่งใสต่างหาก คือสิ่งที่เราต้องเรียกร้อง ไม่ใช่ต่อต้านโดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย

การเลือกที่จะไม่เสี่ยงอะไรเลย เพื่อรักษาเงินต้น ก็เป็นความเสี่ยงที่สูงสุดอย่างหนึ่งเหมือนกัน เนื่องจากเราไม่ได้อยู่ในยุคหินที่เอาข้าวของมาแลกกัน ในตลาดทุนแค่นอนหลับตื่นมาอีกวันนึง มูลค่าของเงินก็ลดลงแล้ว ไม่ว่าเราจะเลือกมันหรือไม่

การใส่ไขไว้ในตะกร้าเดียวกันตกแล้วแตกหมดก็เสี่ยง แต่การเอาไข่ใส่ไหฝังไว้ไม่เอาใส่ในตะกร้าอะไรเลยก็เสี่ยง หนอนไชไม่รู้ตัว ไข่อาจเน่าทำให้ไม่มีกินในอนาคตได้เหมือนกันอยู่ดี

4.ลงทุนต่างประเทศยากสุดคืออัตราแลกเปลี่ยน


ส่วนนี้อาจวิชาการสุดใน 4 ส่วน แต่จะพยายามทำให้ง่ายๆ ความน่าปวดหัวอันมากมาย ของการไปลงทุนพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ คือ อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งความเสี่ยงที่แท้จริงนั้นอาจจะมากกว่าความเสี่ยงจากตัวพันธบัตรรัฐบาลเองด้วยซ้ำ สมมติเราเห็นประเทศ A ให้อัตราดอกเบี้ยสูงๆ เอาเป็นว่าร้เอยละ 5.00 ซึ่งมากพอสำหรับต้นทุนของเงินสำรอง แต่การไปลงทุนในประเทศ A จะมาพร้อมกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีให้เลือก 2 ทาง คือ หนึ่ง ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน … แต่การป้องกันความเสี่ยงไม่ใช่ของฟรี มันมีต้นทุน ซึ่งต้นทุนในการป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนจะใกล้เคียงกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น แต่เป็นในทางตรงกันข้าม เช่น การป้องกันความเสี่ยงจากสกุลเงินของประเทศ A ก็จะใกล้เคียงกับร้อยละ 5 ลบอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของบ้านเรา สรุปคือไม่ได้อะไรนอกตากจะลงทุนในพันธบัตรระยะยาวขึ้น เช่น 3 ปี 5 ปี แต่พันธบัตรระยะยาวก็มาพร้อมความเสี่ยงทีเพิ่มขึ้นอยู่ดี สองคือไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็เป็นอันรู้กันว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน และอาจสูงกว่าหุ้นเสียด้วยซ้ำในบางเวลา เพราะหุ้นแบงค์ชาติคงลงทุนในสัดส่วนน้อย แต่อัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีความเสี่ยง (Exposure) ของเงินสำรองทั้งก้อน … ความเสี่ยงเราก็มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

ท้ายสุด ……….

ประเด็นเดียวง่ายๆ ก็คือ แบงค์ชาติก็ศึกษากันมาอย่างยาวนาน และคงต้องไตร่ตรองอยากรอบคอบแล้วว่าการลงทุนในหุ้นบ้างส่วน น่าจะให้ผลดีกว่าการไม่ลงทุน ซึ่งมันก็ค่อนข้างชัดเจน เราควรเอาใจช่วยและส่งเสริมมากกว่า ความโปร่งใสในการลงทุน ขั้นตอนที่ชัดเจนมีกระบวนการต่างหาก คือ สิ่งที่เราต้องการ ดีกว่ามาด่ากันอย่างสาดเสียเทเสีย ทั้งๆ ที่อาจจะไม่เข้าใจเต็มที่เสียด้วยซ้ำ

คนชอบด่าพวกแบงค์ชาติว่าจะไปรู้อะไร แต่ผมเห็นสองข้างแล้ว .. ผมว่าต่างคนก็ต่างไม่รู้และเข้าใจงานอีกข้างมากกว่า คนเราก็รู้และเชียวชาญในสิ่งที่เราทำนั่นแหละ ไม่มีใครโง่กว่าใคร

ไม่เคยเขียนอะไรยาวขนาดนี้ ซัดไปซะ 4 หน้า A4 หมดไป ชม กว่าๆ ก็เพราะทนไม่ไหวจริงๆ เห็นแบงค์ชาติโดนด่าอย่างไม่เป็นธรรม คนไม่เคยทำไม่เคยรู้ว่า แม่งโคตรจะยากเลย การบริหารกองทุนนี้ .

ที่มา
https://www.facebook.com/axe.aroonkittichai/posts/10153720250878411



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

แก้ว 3 ประการของการลงทุน แบบสูตรคณิตศาสตร์


คำว่าแก้วสามประการ ดังมาจาก อ. ดร นิเวศ ครับ เขียนบทความชื่อนี้ไว้
ที่มามาจากสมการการคำนวณมูลค่าของเงินในอนาคตในกรณีที่ใส่เงินเป็นงวดๆดังนี้

FV = PMT x (((1+i)^n -1)/i )
FV = มูลค่าของเงินในปีที่ n
PMT = เงินลงทุนต่องวด
n = จำนวนปี
i = ผลตอบแทน

จะเห็นว่าคนจะรวย มี FV = มูลค่าของเงินในปีที่ n มากๆ
1.เงินลงทุนต่องวดนี่ จุดเริ่มต้นของคนไม่เท่ากัน แต่ถ้าเรารู้จักออมก็มีเงินเหลือลงทุน
2.จำนวนปีเริ่มต้นเร็ว ก็มีเวลาให้ดอกเบี้ยทบต้นเยอะ เริ่มก่อนได้เปรียบ
3.ผลตอบแทน อยากรวยไวก็ต้องหาหุ้นผลตอบแทนสูงๆ แต่พวกรวยเร็วมักจนเร็วเช่นกัน ค่อยๆโตดีกว่า
สู้ต่อไปนักลงทุนทุกท่าน


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

แนวคิดของ logo ของเวป

โลโก้เว็บ investidea.in.th

แนวคิดของ logo นี้มาจาก

มีฐานสีเหลี่ยมผืนผ้า สีน้ำตาลขอบสีแดง หมายถึงทรัพย์ในดิน
เปรียบเหมือนว่าบนโลกในนี้มีมีโอกาสความร่ำรวยซ่อนอยู่เสมอไม่มีทางตันถ้าเรามีความรู้ที่จะค้นหามัน

ฐานที่หนายังแสดงถึงความมั่นคง การลงทุนเหมือนการวางแผนอนาคตเป็นหลักประกันชีวิตที่มันคงยามเกษียร อยางน้อยก็มีปันผลกินไม่อยู่อย่างอดอยากเป็นภาระลูกหลาน

ในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ สิ่งแรกที่ต้องมีคือความรู้การลงทุนที่ถูกต้อง ทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานการอ่านงบการเงิน การมองภาพของธุรกิจ การประเมินมูลค่าหุ้น หากนักลงทุนมีพื้นฐานที่แข็งแรง ก็จะต่อยอดความรู้ และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภานะการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้

เมื่อมีความรู้ที่ถูกต้องเป็นตัวนำ ผลสำเร็จของการลงทุนคือความมั่งคั่งรำรวย สินทรัพย์ที่สร้างไว้สามารถสร้างผลตอบแทนเพียงพอที่จะเลียงตัวเองในยามที่ไม่สามารถทำงานได้

ที่มา
ความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆโดย อ บอล คลิกพลิกชีวิต
https://www.facebook.com/wut.gardencenter

ทำภาพให้สวยโดย
อาจารย์ปิงปอง เขียนเปลี่ยนชีวิต
https://www.facebook.com/piingpoong.illustratoranddesign



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

jas จะไปอย่างไรต่อ



JAS บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจสื่อสาร สินค้าหลักๆที่เรารู้จักคืออินเตอร์เน๊คความเร็วสูง 3BB นันเอง

ในช่วงปีที่ผ่านมา JAS ได้ออกนวัตกรรมการเงิน แทบจะทุกรูปแบบที่คิดได้

  • ออกกองทุนได้เงินก้อน
  • ปันผลพิเศษ
  • ปันผลปกติ
  • แจก warrant
  • มีแผนลงทุนหนักๆ 4g สู้ประมูลทุกราคา 
  • ซื้อหุ้นคืน 5 บาทต่อหุ้น


มีแผนลงทุนหนักๆใช้เงินเยอะ แต่ก็เอาเงินออกจากบริษัทตลอด ทั้งการจ่ายปันผลปกติ ปันผลพิเศษ ซื้อหุ้นคือ วันที่ซื้อหุ้นคืนหุ้นหายจากระบบเงินออกจากบริษัท 6,000 ล้าน แต่วันหน้ายังมี warrant รอแปลง เงินเข้ามาเหมือนเดิม คิดได้ยังไงเยี่ยมจริง
ผลกระทบของการใช้เครื่องมือทางกาเงินของ jas

แต่เครื่องมือการเงินปีที่แล้วเหมือนจะเอาเงินออกมากกว่าหาเงินเข้าทั้งๆที่ต้องลงทุนโครงการใหญ่ ทำเอาคนงงกันทั้งตลาด

กลยุทธ์คุณพิษ
แต่ผลเฉลยก็ออกมาว่าคุณพิทซ์ หาเงินแบงค์การันตีมาจ่าย กสทชไม่ทัน ในเบื้องต้นน่าจะเสียเงินประกันไป 600 ล้าน เพราะในสัญญาตอนประมูลเขียนไว้แค่นี้ถ้าไม่จายเงิน ถ้าออกบทลงโทษเพิ่มเติมก็เหมือนเป็นการออกกหมายย้อนหลังไม่น่ามีผลได้

สรุปงบการเงินของ jas
เมื่อดูงบการเงินของ JAS จะเห็นปี 2558 ที่ผ่านมา สินทรัพย์โป่งพ่องมากจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน จะเห็น ในงบกระแสเงิน เงินสดสุทธิจากการลงทุนเป็นบวก และเงินสดสุทธิจากการจัดหาเงินเป็นลบเกิดจากการการปันผลและการใช้หนี้

ในแง่การทำกำไรปี 2558 รายได้และกำไรโตจากการออกขายกองทุน ที่น่าสนใจคือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานปี 558 ลดลงไปเยอะ เป็นที่น่าสนใจว่าถ้าการดำเนินงานเงินสดลดลงแล้วจะทำอย่างไรต่อไปเพราะเดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น

Jasจะไปยังไงต่อ


ตอนนี้มีเงินสดอยู่ 7800 ล้าน ถ้าไปซื้อหุ้นคือซะ 6000 ก็เหลือ 1,800 แล้วจะทำอะไรต่อไป จะแสดงว่าถ้าจะทำโครงการใหญ่ก็ต้องกู้เงินเสี่ยงอีก

ความเสี่ยงอีกอย่างคือ ถ้า jas mobile ที่เป็นลูกของ jas โดนฟ้อง ตอนนี้มีทุนจดทะเบียนยังไม่ชำระอยู่ 20000 ล้าน รับมากสุดก็ไม่เกิด 20,000 ล้านละ เสียวดีนะ

ธุรกิจหลักก็คงยังโตไปได้เรื่อยๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านจาก adsl มาเป็นอินเตอร์เน๊ตแบบเคเบิลใยแก้ว แต่ก็มีคู่แข่งหลายเจ้าเช่น true ais simat

โดยส่วนตัวผมคิดว่า jas คงมองว่า ใบอณุญาติของ jas เองก็หมดในปี 2569 ก็ต้องหาอะไรทำให้เติบโตต่อไปได้ คุณพิษคงมามองที่ mobile internet แต่ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนการเข้ามาสูงเกินไป ยอมเสียเงินประกันแค่ 600 ล้าน ดีกว่า อยู่ที่เดิมไปก่อนก็ได้

สู้ต่อไป jas


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023