วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Look-Through Earning คืออะไร


Look-Through Earning เป็นแนวคิดในการมองผลประกอบการของกิจการแบบมองทะลุ ที่ Warren Buffet นิยมใช้ในการวิเคราะห์บริษัทที่มีการถือหุ้นหรือลงทุนบริษัทอื่น ๆ ไว้ด้วย วิธีการมองผลประกอบการแบบนี้จะช่วยให้ผู้สนใจมองทะลุบริษัทแม่และบริษัทลูกไปถึงผลประกอบการที่นักลงทุนได้รับจากเงินลงทุนทั้งหมดของเขาจริงๆ ซึ่งจะแตกต่างจาก Reported Earning ตามมาตรฐานบัญชีที่บริษัทต้องรายงานในงบการเงินทุกงวดบัญชี ก่อนไปถึง Look-Through Earning เราจึงควรเข้าใจ Reported Earning
ก่อนว่าเขาคิดกันอย่างไร ผู้เขียนขออนุญาตอธิบายภาพรวมอย่างคร่าว เพื่อให้เข้าใจแนวคิด แต่หากผู้อ่านท่านใดสนใจลงลึก คงต้องขอความกรุณาศึกษาต่อในเรื่องของบัญชีต่อเอง เพราะจริงๆ แล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจอีกมาก แต่ไม่สมควรที่จะกล่าวในคราวเดียวกันนี้เพราะจะยาวเกินไป

  • โดยทั่วไปตามมาตรฐานการบัญชีนั้น เมื่อบริษัทเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น ในระดับมากกว่า 50% หรือไม่ถึงแต่มีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญเช่นในเชิงบริหารหรือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ระดับสะเทือนกิจการได้ นักบัญชีเขาให้เรียกบริษัทที่ถือหุ้นว่า บริษัทแม่ (Parent) และ บริษัทที่ถูกถือหุ้นนั้นว่า บริษัทย่อย (Subsidiary) โดยทั่วไปบริษัทแม่มักเข้าถือหุ้นบริษัทย่อยในระดับที่สูงก็เพราะบริษัทย่อยมีความเกี่ยวข้องทางยุทธศาสตร์กับกิจการแม่ หรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันสูง การรายงานผลประกอบการ จึงกำหนดให้มีการทำงบการเงินของกิจการ และ งบการเงินรวม (Consolidate) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้เห็นผลประกอบการจริงๆ ของตัวบริษัทแม่ และ ผลประกอบการที่ได้รวมบริษัทย่อยเข้ามา โดยที่แม่ควบคุมย่อยอย่างมีนัยยะ จึงให้รวมยอดขาย ต้นทุน ตลอดจนกำไรของทั้งแม่และลูกเข้าด้วยกัน แล้วค่อยมาหัก กำไรที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นรายอื่น (Minority Interest)ในบริษัทย่อยออกที่บรรทัดเกือบสุดท้าย ทำเป็นอย่างนี้ นักลงทุนก็จะพอมองเห็นขนาดธุรกิจของตนได้เห็นภาพชัดขึ้นเมื่ออ่านงบการเงินของบริษัท
  • และในกรณีที่บริษัทเข้าไปถือหุ้นของบริษัทอื่นในระดับ 20-50% นักบัญชีเขาให้เรียกบริษัทที่ถูกถือหุ้นในระดับนี้ว่าบริษัทร่วม (Associate) คือมีความเกี่ยวข้องกัน แม้ว่าบริษัทแม่จะไม่มีอำนาจควบคุมอย่างแข็งแรงในกรณีแรก แต่ก็พอมีบ้างตามสัดส่วนการถือหุ้น และในการวางกลยุทธ์นั้น กิจการทั้งสองอาจทำธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ ลูกไม่ได้ส่งผลอะไรต่อบริษัทแม่ นอกจากเป็นการนำเงินที่เหลือของบริษัทแม่ไปลองต่อยอดลงทุนในธุรกิจอื่นๆ บ้างเท่านั้น ทางการบัญชีจึงไม่ได้กำหนดให้ต้อง Consolidate ทั้งงบ แต่ให้ใช้วิธี Equity Method คือบันทึกเป็นสินทรัพย์ตามสัดส่วนการถือหุ้น และกำไรจากบริษัทร่วมนี้ไม่ต้องลงรายการละเอียดแต่เอาเข้ามาใส่ในงบกำไรขาดทุนของบริษัทแม่เป็นบรรทัดเดียวตามสัดส่วนการถือหุ้นอีกเช่นกัน ในบรรทัดกำไรจากกิจการร่วมค้า
  • กรณีสุดท้ายที่บริษัทแม่เข้าถือหุ้นของบริษัทอื่นในระดับที่ต่ำกว่า 20% ซึ่งถือว่าไม่มีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยยะ บริษัทที่ถูกถือหุ้นนั้นจะถูกเรียกว่าเงินลงทุนในบริษัทอื่น (Investment Position)ซึ่งไม่ส่งผลสำคัญเชิงกลยุทธ์กับบริษัทแม่แต่อย่างใด ส่วนใหญ่อาจเป็นพอร์ตลงทุนของบริษัทแม่ที่ซื้อขายหุ้นทำกำไรบ้างในบางโอกาส ทางบัญชีบันทึกเงินลงทุนดังกล่าวในราคาทุนในกรณีเป็นการลงทุนระยะยาว หรือราคาตลาดหากเป็นเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่มีไว้เพื่อขายในกรณีที่บริษัทแม่คิดจะขายหุ้นในบริษัทที่ลงทุนนั้น ส่วนงบกำไรขาดทุนนั้นจะรายงานรายได้จากเงินลงทุนก็ต่อเมื่อบริษัทดังกล่าวมีการปันผลมาให้บริษัทแม่ หรือมีการขายบริษัทนั้นออกไปเพื่อทำกำไรในกรณีเป็นสินทรัพย์เพื่อขาย
 วิธีการรายงานผลประกอบการตามมาตรฐานบัญชีสำหรับการถือหุ้นใน 3 ระดับนี้ฟังดูมีเหตุผล สำหรับการเปรียบเทียบบริษัทแต่ละบริษัทด้วยกัน เพราะจับมาวางอยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน แต่หากเราเป็นเจ้าของกิจการ บางครั้งเราอาจไม่อยากเปรียบเทียบบริษัทของเรากับบริษัทอื่น เพราะการพยายามทำอะไรให้เป็นมาตรฐานมันก็ทำให้ต้องตัดกิ่งก้านบางอย่างที่ไม่เข้าพวกออก และสุดท้ายอาจทำให้แต่ละบริษัทสูญเสียตัวตนของมันไป ได้ภาพที่ไม่ชัดเกี่ยวกับกิจการของตน Look-Through Earning เข้ามาช่วยตรงนี้ได้
Look-Through Earning มองผลประกอบการของบริษัทในอีกมุมมองหนึ่ง มันยอมรับข้อจำกัดในการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทของตนกับบริษัทอื่น ๆ จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักบัญชี หรือ ผู้อ่านโดยทั่วไป สามารถกวาดสายตาผ่านแล้วเข้าใจโดยง่ายและเทียบกับบริษัทอื่นๆ ได้บนมาตรฐานเดียวกันได้อย่างยุติธรรมดั่งเช่น งบการเงินตามมาตรฐานการบัญชี Look-Through Earning ต้องการความเข้าใจในธุรกิจแบบเจาะลึก มองทะลุ เพื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้วส่วนที่นักลงทุนเป็นเจ้าของนั้นสร้างผลตอบแทนได้เท่าไรจริงๆ โดยผู้ที่จะพิจารณา Earning แบบนี้จะต้องเข้าใจว่า บริษัทนั้นสร้างกำไรและมีทางเลือกในการใช้มันทำงาน 2 อย่าง คือ

  • ปันผลออกมาให้ผู้ถือหุ้น (Dividends)
  • เก็บอีกส่วนไว้ลงทุนต่อ (Retained Earnings)

โดยเงินปันผลนั้นเป็นเงินที่หมุนออกจากระบบธุรกิจไหลกลับเข้าสู่กระเป๋าของผู้หุ้น ซึ่งในระยะสั้นมักเป็นสิ่งที่นักลงทุนสนใจ อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนต่อนั้น กลับเป็นอีกส่วนที่สร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอีกมาก เพราะยังวนอยู่ในระบบธุรกิจและเดินหน้าสร้างผลตอบแทนทบต้นต่อไป
Look-Through Earning จึงคิด Earning แบบรวมทั้ง 2 กลุ่มให้เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแม่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือ เงินลงทุน โดยให้คำนวณตามสัดส่วนการถือหุ้นที่เราถือครองจริงๆ จะคล้ายกับวิธี Consolidate กับ Equity Method แต่ใช้ Equity Method กับบริษัทในกลุ่มถือหุ้นน้อยกว่า 20% ด้วย จากนั้นมาคิดอีกทีว่าเราในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนจะได้ Earning เท่าไรกันแน่ และแบ่งเป็น Dividend เข้ากระเป๋าเราเท่าไร และเก็บไว้ในระบบเป็น Retained Earning เท่าไร และตัวหลังนี่แหล่ะที่น่าสนใจ เพราะเมื่อเราหา Look-Through Earning เราได้เปิดโอกาสตัวเองให้ค้นพบมูลค่าอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในRetained Earning ที่ยังไม่ได้รายงานตามมาตรฐานการบัญชี แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นมูลค่าสำหรับผู้ถือหุ้น ที่จะรอเวลาสร้างผลตอบแทนทบต้นให้เราต่อไปอีกมาก

ที่มา
  1. https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/517718114922775
  2. https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/518106654883921
  3. https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/518605594834027

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรื่องวุ่นๆของเงินทุนหมุนเวียน(working capital)

เงินทุนหมุนเวียนถือเป็นหัวใจของการทำธุรกิจ มนุษย์เงินเดือนหลายคนลาออกจากงานมาทำธุรกิจมักตกม้าตายตรงขาดเงินทุนหมุนเวียนนี่แหละ เพราะเตรียมเงินมาลงทุนแค่สินทรัพย์ถาวรแต่ไม่ได้เตรียมเงินลงทุนในเงินทุนหมุนเวียน และเจ้งไปในที่สุด

เงินทุนหมุนเวียนคืออะไร

คนทั่วไปอาจคิดว่าทำธุรกิจก็แค่
  • รายได้ - รายจ่าย = กำไร
แต่เบื้องหลังการถ่ายทำ จะมี "เงินทุนหมุนเวียน" อยู่ก้อนนึงที่มันหมุนไปหมุนมา ตามภาพ

เงินทุนหมุนเวียน
 
  • เจ้าหนี้การค้า เอาของมาลงที่ร้านก่อนเดี๋ยวค่อยมาเก็บเงิน
  • ของที่กองๆอยู่ในร้านก็คือสินค้าคงเหลือ แบ่งย่อยเป็น
    • วัตถุดิบ
    • งานระหว่างทำ
    • สินค้าสำเร็จรูป
  • ลูกหนี้การค้า คือยอดขายที่ยังเก็บเงินไม่ได้
เงินที่งอกจากวงจรนี้ก็จะนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆของต่อไป

บริหารเงินทุนหมุนเวียนไม่ดีเกิดอะไรขึ้น
ปัญหาที่พบบ่อยๆก็เช่น
  • เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ไม่รู้ว่าธุรกิจตัวเองต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนเท่าไร
  • สินค้าคงเหลือ ล้าสมัย เสื่อมสภาพ ขายไม่ออก ต้องตัดจำหน่ายไปด้วยน้ำตา
  • ลูกหนี้การค้าจ่ายช้าหรือเก็บเงินไม่ได้ 
พอเงินทุนหมุนเวียนมีปัญหาเงินไม่งอก แค่ค่าใช้จ่ายต่างๆรอท่านอยู่ ถ้าไม่จ่ายธุรกิจก็เดินต่อไม่ได้
  • ไม่จ่ายเจ้าหนี้การค้า ก็ไม่มีของ lot ใหม่มาลงหน้าร้าน
  • ไม่จ่ายค่าเช่าที่ เจ้าของที่ก็ไล่ที่
  • ไม่จ่ายเงินเดือนพนักงงาน ลูกน้องก็ลาออก
นักธุรกิจมือใหม่หลายท่านอยากสู้ต่อก็อาศัยเงินกู้ยืมมาหมุนเรื่อยๆ สุดท้ายหนี้ก็พอกพูนจนไม่มีปัญญาจ่ายและลมละลายในที่สุด

แล้วธุรกิจของเราต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเท่าไร

ตำราวิชาการทาง finance ช่วยท่านประมาณการเงินทุนหมุนเวียนได้ครับเพียงท่านรู้นสมมติฐานในการทำธุรกิจของท่านดังนี้
  • ระยะเวลาเก็บหนี้ ปกติระยะเวลาเก็บหนี้จะเท่าๆกับของคู่แข่ง
    •  สมมติให้เท่ากับ 60 วัน
  • ระยะเวลาขายสินค้า ให้ท่านเดาว่าควรมีของตุนไว้ในร้านประมาณกี่วันเพื่อให้มีสินค้าพอขาย
    • สมมติให้เท่ากับ 120 วัน
  • ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้า
    • สมมติว่าเราได้เครดิตการค้ามา 90 วัน
  • ประมาณการยอดขายต่อปี ว่าขายได้กี่บาท
    • สมมติว่าขายของได้ 100 บาท
  • อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าที่คุณขายเป็นเท่าไร
    • อัตรากำไรขั้นต้น = (ยอดขาย-ต้นทุนขาย)/ยอดขาย
    • สมมติว่าทำธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้น = 0.2 หรือ 20%
นำความรู้เรื่องอัตราส่วนทางการเงินมาช่วยคำนวณ ลูกหนี้การค้า, สินค้าคงเหลือ, และเจ้าหนี้การค้าดังนี้
  • ลูกหนี้การค้า = (ระยะเวลาเก็บหนี้ / 360) x ยอดขาย
                     = (60/360) x 100  = 16.67 บาท
  • สินค้าคงเหลือ = (ระยะเวลาขายสินค้า/360) x ต้นทุนขาย
                        = (ระยะเวลาขายสินค้า/360) x (ยอดขายx(1-อัตรากำไรขั้นต้น))
                       = (120/360) x (100 x (1-0.2)) = 26.67 บาท
  • เจ้าหนี้การค้า = (ระยะเวลาชำระหนี้/360) x ต้นทุนขาย
                          = (ระยะเวลาขายสินค้า/360) x (ยอดขายx(1-อัตรากำไรขั้นต้น))
                       = (90/360) x (100 x (1-0.2)) = 20 บาท
ถ้าขี้เกียจคำนวณก็จิ้มเล่นได้ตามตารางครับ เปลียนสมมติฐานได้ตามสะดวกในช่องสีเหลืองๆ



จะได้ตัวเลขอัตราส่วนที่สำคัญสองตัวคือ
1) เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ
  • เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ = ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ - เจ้าหนี้การค้า
                                =16.67 + 26.67 - 20 =23.33 บาท
เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ จะเป็นตัวบอกว่าถ้าประมาณการยอดขายเท่านี้เท่านั้น ตั้งใช้เงินทุนหมุนเวียนเท่าไร ถ้ามีไม่พอก็เตรียมตัวหมุนเงินหัวปั่นได้เลย

2) อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่อยอดขาย
  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่อยอดขาย = เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ/ยอดขาย
                                                           = 23.33 / 100 = 0.23 บาท
เป็นตัวบอกว่า ถ้าจะเพิ่มยอดขาย 1 บาทต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเท่าไร ในอนาคตถ้าเราวางแผนจะเพิ่มยอดยายก็สามารถคำนวณ เงินทุนหมุนเวียนสุทธิได้ง่ายๆ โดย

  • เงินทุนหมุนเวียนสุทธิที่ต้องหาเพิ่ม = ยอดขายที่เพิ่ม x อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่อยอดขาย

แนวทางการจัดการเงินทุนหมุนเวียน
จะเห็นว่าถ้าธุรกิจไหนต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเยอะ เรื่องกลยุทธ์ธุรกิจอะไรไม่ต้องพูดถึง วันๆไม่ต้องทำอะไรหมุนเงินกันอย่างเดียว ตามตำราท่านว่าวิธีการจัดการดังนี้
  • ใช้ตัวเลขจากการคำนวณเป็นเป้าในการดำเนินการได้ เช่นปล่อยเครดิตการค้า 60  วัน ถ้าเก็บหนี้ได้ตามปกติ ระยะเวลาเก็บเงิน ( 360 x (ลูกหนี้การค้า / ยอดขาย) ) ก็ควรคำนวณออกมาใกล้ๆ 60 วัน 
  • ลูกหนี้การค้า
    • ขายเงินสดให้มากขึ้น
    • เรียกเก็บหนี้เร็วขึ้น(ยาก)
    • พยายามอย่าให้มีหนี้เสีย
    • เอาลูกหนี้การค้าไปขายคิดลดกับแบงค์ หรือเจ้าหนี้นอกระบบ เอาเงินไปหมุนก่อน
  • สินค้าคงเหลือ
    • อย่าตุนของไว้เยอะ
    • ดูแลสินค้าคงเหลือไม่ให้หายหรือเสื่อมสภาพ
    • ระบายสินค้าที่ขายไม่ออก
  • เจ้าหนี้การค้า
    • ดึงดิวไว้หน่อย เลื่อนได้เป็นเลือน
  • อัตรากำไร
    • ถ้าไปขายของที่อัตรากำไรขั้นต้นสูงๆได้จะดีมาก
  • หนี้ระยะสั้น 
    • พยายามหาแหล่งเงินกู้ไว้เตรียมไว้เยอะๆ เผื่อหมุนไม่ทันได้หยิบยืมได้


เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ

เสริมเรื่องการจัดการสินค้าคงเหลือ โดย อาจารย์มานพ สีเหลืองครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์ค่าเสื่อมราคากับการลงทุน

เวลาที่เราลงทุนในสินทัพย์ถาวรนักบัญชีเขาไม่ได้คิดเงินลงทุนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน แต่จะทยอยตัดเป็น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (depreciation and amortisation) จนหมดอายุการใช้งาน (สินทรัพย์ในงบดุลหายหมดพอดี) จะเห็นว่าค่าเสื่อมราคาเป็นเพียงค่าใช้จ่ายทางบัญชีเงินสดไม่ได้ออกไปจากบริษัท ปัญหาจึงเริ่มเกิดมาดูกันว่าในการลงทุนมีเรื่องอะไรวุ่นๆกับค่าเสื่อมกันบ้าง

1. ค่าเสื่อมเป็นต้นทุนคงที่ในงบกำไรขาดทุน

บริษัทไหนที่ต้องลงทุนสินทรัพย์ถาวรเยอะๆ ก็จะทำให้ต้นทุนคงที่เยอะ ถ้ายอดขายตกไปต่ำกว่าจุดคุ้มทุนผลประกอบการก็จะตกลงมากกว่าบริษัทที่ต้นทุนคงที่น้อยกว่า
ASIA
โรงแรม asia [1] ช่วงเสื้อเหลืองเสื้อแดง กำไรหดไปเยอะมาก

ถ้าไปเจอบริษัทไหนที่เพิ่งลงทุนอะไรใหญ่ๆหนักแล้วยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนถ้าเราเข้าไปลงทุนช่วงที่ใกล้ๆคุ้มทุน เมื่อมันคุ้มทุนขึ้นมาจิรงกำไรจะโตแบบก้าวกระโดด
THCOM

THCOM [2] ลงทุนดาวเทียม internet แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมายังไม่ถึงจุดคุ้มทุนก็ทำให้กำไรตกมาก แต่ในปีนี้กำลังจะถึงจุดคุ้มทุน ก็จะทำให้กำไรเติบโตมาก

2. ตัดค่าเสื่อมแล้วต้องลงทุนใหม่ (reinvestment) หรือไม่

สินค้าบางอย่างตัดค่าเสื่อมแล้วก็ต้องลงทุนใหม่เรื่อยๆอย่างนี้ไม่ค่อยดีครับเพราะเงินได้มาแทนที่จะเอาไปจ่ายปันผลก็ต้องเอามาลงสินทรัพย์ใหม่
GFPT
GFPT[3] เอาค่าเสื่อมปู่ย่าพันธ์ไก่มาบวกกลับทำให้เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน (CFO)เป็นบวกเยอะ แต่ก็ต้องซื้อพ่อแม่พันธ์ไก่มาใหม่เรื่อยๆ ทำให้เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน (CFI) ติดลบเยอะ

MPIC
MPIC [4] ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน(หนัง)มากมาย แต่ก็ต้องซื้อ(หนัง)เข้ามาใหม่เรื่อยๆ

3. ตัดค่าเสื่อมแล้วเอาเงินสดไปจ่ายหนี้หมด?

บางทีเงินสดที่ได้มาก็ไม่ตกถึงท้องเราเพราะหนี้เยอะก็เอาเงินไปจ่ายหนี้ซะหมด จะเห็นลักษณะแบบนี้บ่อยๆ ในบริษัทที่ต้องลงทุนสินทรัพย์ถาวรเยอะๆ เช่นโรงแรม, สวนสนุก, พื้นที่ให้เช่า
ERW

ERW [5] งบออกมาขาดทุน แต่เอาค่าเสื่อมมาบวกกลับแล้ว CFO เยอะมาก ปีนึงเป็น 1,000 ล้านแต่ก็ไม่ตกถึงท้องผู้ถือหุ้น(ปันผล) เพราะต้องเอามาใช้หนี้(เงินต้น) เห็นจาก CFF จะติดลบเยอะมาก

สรุปว่าถ้าอยากรวยสบายๆไม่ต้องลุ้นอะไรมากก็ควรถือบริษัทสามารถที่เพิ่มยอดขายได้โดยไม่ต้องลงทุนสินทรพัย์ถาวรเยอะๆจะดีมากเพราะจะทำให้ต้นทุนคงที่ในงบกำไรขาดทุนไม่เยอะ, หักค่าเสื่อมมาก็ไม่ต้องเอาไปโป๊ะหนี้ เงินปันผลก็ตกถึงท้องนักลงทุนครับ


ที่มา
[1] http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=ASIA&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[2]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=thcom&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[3]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=GFPT&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[4]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=mpic&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[5]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=erw&language=th&country=TH ค้นวันที่ 4/11/2555

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลงทุนหุ้น VI ควรถือยาวแค่ไหน

จะเป็น VI ที่จะถือหุ้นยาวๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าซื้อหุ้นพื้นฐานดีแล้วถือระยะยาวแบบไม่สนใจใยดี นักลงทุนระยะยาวต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ...เพื่อประเมินว่าหุ้นที่เราถืออยู่เหมาะที่จะถือต่อหรือ ไม่?
  • หุ้นยังมีการเติบโตหรือไม่? 
  • หุ้นยังคงมีศักยภาพการเติบโต (Potential growth) อยู่หรือไม่? 
  • ราคาหุ้นถึงมูลค่าเมื่อคิดรวมการเติบโตในระยะยาวหรือยัง? (Room of growth)
เมื่อมีสัญญาณว่าหุ้นไม่มีการเติบโตแล้ว หมดศักยภาพเติบโตแล้ว หมดโอกาสเติบโตทางธุรกิจแล้ว หุ้นถึงมูลค่าแล้ว ต่อให้ถือหุ้นในเวลาสั้นแค่ไหนก็ควรขายทิ้ง

เมื่อหุ้นยังคงมีการเติบโตของกิจการอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โอกาสทางธุรกิจเพิ่ม ศักยภาพทางธุรกิจเพิ่ม ต่อให้ถือหุ้นมานานแค่ไหนก็ควรถือต่อ เพราะมูลค่าหุ้นมันก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆตามการเจริญเติบโต ขายไปก็เหมือนขายหมูครับ ไม่สามารถกลับมาซื้อในราคาต่ำกว่า

ดังนั้นการลงทุนระยะยาวต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ ว่าหุ้นที่เราถืออยู่ควรถือต่อหรือไม่? ถ้าหุ้นยังมีคุณสมบัติที่ดีประเมินแล้วสรุปว่าต้องถือต่อไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นการลงทุนระยะยาวโดยปริยายครับ :D 

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

Fiscal Cliff คืออะไร?

Fiscal Cliff คืออะไร?

Fiscal Cliff เป็นคำอธิบายสถานการณ์ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงอีกครั้ง เมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จะหมดอายุลงพร้อมกันภายในสิ้นปี 2012 นี้ นั่นคือ 

  1. มาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆ (เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมรดก) ที่เรียกกันว่า Bush Tax Cut จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ ทำให้คนอเมริกันต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นในปี 2013 และเมื่อต้องเสียภาษีมากขึ้น ก็จะมีเงินใช้จ่ายน้อยลง
  2. นอเมริกันจะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 3.8% จาก “เงินได้จากการลงทุน” เพื่อไปดูแลค่ารักษาพยาบาลในโครงการ ObamaCare
  3. เงินงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีใช้จ่ายสนุกมือจะหายไปครึ่งหนึ่ง
หากมาตรการเหล่านี้ไม่ได้รับการต่ออายุ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2013 จะพลิกจาก +2.0% เป็น -0.5% อัตราการว่างงานจะเพิ่มจาก 8.0% เป็น 9.1% และอาจจะฉุดเศรษฐกิจโลกที่แย่อยู่แล้วให้แย่ไปกว่านี้อีก อันที่โหดมาก คือ ภาษีเงินได้จากเงินปันผล ที่จะเพิ่มจาก 15% เป็นอัตราปกติ 39.6% แล้วบวกภาษี ObamaCare อีก 3.8% คนอเมริกันต้องจ่ายภาษีเงินปันผลสูงถึง 43.4% มีคนทำนายว่า หุ้นสหรัฐฯจะร่วงอย่างน้อย 30% ในปีหน้า!!!

แต่ในระยะยาว Fiscal Cliff จะส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องประหยัดและรัดเข็มขัดมากขึ้นครับ คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ในปี 2022 จะลดลงจาก 90% เหลือเพียง 58%

Fiscal Cliff มีผลต่อเงินออมของเราอย่างไร? ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมเกรงว่าคนที่ซื้อหุ้นในตอนนี้ อาจจะต้อง “ติดดอย” กันเป็นแถวครับ : )





ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=309478322493680&set=a.305313389576840.71578.305000962941416&type=1


วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

Rules of Thumb กับการลงทุน

มนุษย์เรานั้นชอบทำอะไรตามความคุ้นเคย และมองหาทางลัดในการตัดสินใจอยู่เสมอ หลายครั้งเราเลือกใช้กฎบางอย่างมาช่วยในการตัดสินใจอย่างคร่าว ๆ เพื่อประหยัดเวลา แม้ว่ามันอาจไม่ถูกต้อง 100% แต่ก็มีโอกาสใกล้เคียง มีกฎอยู่บางประเภทที่เราสร้างมันขึ้นมาจากประสบการณ์และบอกต่อกันเพื่อเอาไว้ใช้เพื่อประหยัดเวลา เราเรียกกฎประเภทนี้ว่า Rules of Thumb ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากอดีตที่ช่างไม้ขี้เกียจใช้ไม้วัดในการวัดชิ้นงานของตน และตัดสินใช้นิ้วตัวเองวัดแล้วก็บอกต่อๆ กัน ผู้เขียนเข้าใจว่ามันคงคล้ายกับรากศัพท์หน่วยวัดที่บ้านเราเรียกว่า นิ้ว หรือ คืบ(มือกาง) หรือ ศอก(ท่อนแขน) หรือวา (สองแขนกาง) ซึ่งแท้จริงแล้วศอกแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน แต่สมัยโบราณ เพื่อความรวดเร็ว เราก็ยอมรับให้ใช้แบบอนุโลมเพื่อความรวดเร็วได้ และ ได้พัฒนากลายเป็นกฎบางอย่างเกี่ยวกับงานของตน เช่น ช่างตัดเสื้อที่วัดเพียงรอบหัวแม่เท้าหรือ รอบคอก็สามารถคะเน และตัดเสื้อทั้งตัวออกมาได้

และสำหรับการลงทุนก็มี Rules of Thumb อยู่หลายข้อเหมือนกันที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น
  1. ให้เราเอาผลตอบแทนเฉลี่ยที่เราทำได้ไปหาร 72 แล้วเราจะได้จำนวนปีที่เงินต้นเราจะเพิ่มเป็น 2 เท่า เช่นหากผู้เขียนทำผลงานได้ปีละ 20% มันก็จะใช้เวลา 72/20 = 3.6 ปี ในการทำให้เงินต้น 100 บาทกลายเป็น 200 บาท หรือ 
  2. ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์คือ 10% ซึ่งทำให้เราน่าจะคาดได้ว่าหากเราลงทุนระยะยาว เราควรได้ผลตอบแทนประมาณนี้สอดคล้องกัน และเราควรตั้งเป้าให้สูงกว่านี้อีกนิดเพื่อเพิ่มความท้าทาย แต่อย่างไรก็ตามนี่คือค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ว่าทุกปีจะเท่ากับ 10 มันมีปีที่พุ่งสูงลิ่วและดิ่งทะลุเหว โปรดระลึกไว้เสมอ หรือ 
  3. อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4% เราจึงควรตระหนักอยู่เสมอว่า เงินที่เราหามาได้ในปีหน้านั้น ค่าของมันหายไป 4% เสมอ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจก็มีโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ด้วย เราจึงต้องหมั่นติดตามสภาวะที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในตลาดอยู่เสมอ มิใช่ วิเคราะห์บนแผ่นกระดาษเพียงอย่างเดียว 
จะเห็นว่า Rules of Thumb ช่วยประหยัดเวลาให้เราในการตัดสินใจหรือทำความเข้าใจในบางเรื่องได้พอสมควร แต่ หากเป็นการตัดสินใจที่สำคัญเราควรให้เวลาในการคิดมากกว่านี้ พิจารณาให้ละเอียดทุกด้าน จะดีที่สุด

ที่มา https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment บทความหมายเลข 132

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

การใช้งาน efinancthai สำหรับชาว VI

เดียวนี้เครื่องมือกรองหุ้นมีเยอะครับแต่กรองมาแล้วจะกล้าซื้อหรือเปล่าเท่านั้นเอง

กรองหุ้น

เลือกเมนูกรองหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน

เลือกเงื่นไขตามต้องการ

ได้รายชื่อหุ้น

ดูข้อมูลพื้นฐาน

analysis stock

หน้าจอ

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

การจัดพอร์หุ้นกับการเล่นดนตรี

คุณ OutOfMyMind on Value Investment ได้เขียนใน page เปรียเทียบการ portfolio ลงทุนกับดนตรีได้เห็นภาพดีครับ เชิญอ่านโดยพลัน

วันนี้เบาๆ สำหรับคนรักในเสียงเพลงนะครับ พอร์ตลงทุนที่ถูกออกแบบไว้อย่างสวยงามสอดคล้องน่าจะสามารถสร้างความบันเทิงให้กับเจ้าของในการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของมันได้เป็นอย่างดี ไม่ต่างกับบทเพลงไพเราะสักบท พอร์ตที่ไพเราะเหมือนเพลงนั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 อย่างนั่นคือ

  1.  Melody อันได้แก่จังหวะการขึ้นลงของหุ้นแต่ละตัวที่ควรมีจังหวะขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง ไม่หวือหวา กระโดดข้าม หรือ เคลื่อนไหวในทิศทางที่เกินความคาดหมาย จนขาดความไพเราะ
  2.  Harmony อันเป็นความสอดคล้องเมื่อรวมหุ้นทุกตัวเข้าด้วยกัน ต้องสามารถทำงานร่วมกัน เมื่อตัวหนึ่งกดลงแรง อีกตัวหนึ่งอาจจะขึ้น เพื่อรองรับ ไม่ให้บทเพลงเหวี่ยงไปทางใดทางหนึ่งมากกว่าที่ควร
  3.  Rhythm คือการไหล (Flow) หรือการเคลื่อนตัวของพอร์ต ซึ่งควรเป็นจังหวะ อาจเป็นได้ทั้งเร่งเร็วหรือไหลเอื่อย ก็แล้วแต่เจ้าของผู้สร้างสรรค์พอร์ตลงทุนนั้นจะเลือกใช้จังหวะอะไร ด้วยความเร็วแค่ไหน และ 
  4. Dynamic คือชีวิต พลัง และ อารมณ์ ของพอร์ตที่ต้อง กำหนดผ่านความหนักเบา ของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ต ซึ่งไม่ควรแข็งทื่อด้วยการกำหนดน้ำหนักเท่า ๆ กันทุกตัว แต่ควรแตกต่าง เพื่อให้พอร์ตลงทุนมีพลัง และ เคลื่อนไหวอย่างมียุทธศาสตร์
สำหรับผู้เขียนนั้น ชอบเพลงช้า ที่มีจังหวะแน่นอน มีหนักบ้าง เบาบ้าง เสียงขึ้นลง อยู่ในกรอบที่ไม่กว้างนัก มันต้องมีเสียงลงต่ำบ้าง เพื่อให้เวลาขึ้นสูงแล้วไพเราะ พอถึงท่อน Hook ต้องได้ได้เนื้อได้หนัง ฟังแล้วจับใจ ไพเราะ เปิดวนซ้ำได้นานหลายปี ยังทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ต้องเปลี่ยนเพลงใหม่บ่อยๆ

ที่มา https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

รูปแบบการตกแต่งงบกระแสเงินสดในไทย


รูปแบบการตกแต่งงบกระแสเงินสดในไทย

  1. รวมรายการเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารไว้เป็นส่วนหนึ่งในกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน 
  2. จัดจำแนกรายการเงินให้กู้ยืมกรรมการและบำเหน็จไว้เป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน 
  3. แสดงรายการส่วนเกินจากการตีราคาทรัพย์สิน ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นของหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด(เงินลงทุนระยะยาว) และผลสะสมของการเปลี่ยนแปลงหลักการบัญชี(การเปลี่ยนแปลงวิธีบันทึกเงินลงทุนในบริษัทร่วมและย่อย จากวิธีราคาทุนเป็นวิธีส่วนได้เสีย) โดยปรับกับกำไรสุทธิ ทั้งๆ ที่รายการดังกล่าวจัดเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสด( Noncash Items) 
  4. นำรายการกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อย หรือกำไรจากการขายเงินลงทุน มาบวกกับกำไรสุทธิ 
  5. นำรายการเปลี่ยนแปลงในลูกหนี้ค่าหุ้นซึ่งเกิดจากการจัดหาเงินมาปรับกับกำไรสุทธิ
  6. นำรายการเปลี่ยนแปลงในบัญชีเจ้าหนี้การค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการลงทุน (เช่น การซื้อเครื่องจักรโดยการก่อหนี้) มาปรับกับกำไรสุทธิ 
  7. ไม่บันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อย ออกจากการคำนวณกระแสเงินสดจากการดำเนินงานตามวิธีทางอ้อม 
  8. แสดงกำไรสุทธิในงบกระแสเงินสดแตกต่างไปจากกำไรสุทธิที่แสดงไว้ในงบกำไรขาดทุนหรือ แสดงค่าเสื่อมราคาในงบฯต่างไปจากที่เปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ทั้งๆ ที่เป็นรายการเดียวกัน
  9. ไม่แยกแสดงเงินสดที่ไม่มีสภาพคล่อง ( เช่น เงินสดที่นำไปใช้ค้ำประกัน เงินเบิกเกินบัญชี และการออกหนังสือค้ำประกันต่างๆ) ออกจากรายการเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด
  10. รวมรายการเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารไว้เป็นส่วนหนึ่งของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 
  11. รวมเงินปันผลรับจากการลงทุนในบริษัทอื่นๆ ไว้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดำเนินงาน ในขณะที่บันทึกเงินปันผลรับจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยไว้ในกิจกรรมลงทุน 
  12. รายการต่างๆ ที่รวมอยู่ในการคำนวณกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน เมื่อตรวจสอบการคำนวณใหม่ จะได้ยอดที่ไม่ตรงกับกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานตามที่แจ้งในงบกระแสเงินสด 

ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=3497

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

ความแตกต่างระหว่างนักลงทุนกับนักเก็งกำไร

นักเก็งกำไร  และนักลงทุนต่างกันอย่างไร

การเก็งกำไรคือการตกปลา บางคนก็ได้ปลามาเป็นกอบเป็นกำทุกครั้ง บางคนก็เสียเหยื่อไปฟรีๆ บางคนอาจถึงขั้นตกเรือโดนปลากินอีกต่างหาก

การลงทุนคือการสร้างบ่อเลี้ยงปลา ค่อยๆสร้าง แรกๆได้ปลานิดเดียวแต่ลงทุนไปเยอะ นานๆเข้าก็แค่คอยดูแลไปเรื่อยๆก็มีปลาให้กินทุกวัน

แต่ก็มีบางคนที่
  • นอกจากตกปลาไม่เป็น/เก่งแล้ว ยังสร้างบ่อเลี้ยงปลาไม่เป็น/เก่งครับ 
  • ไม่มีความรู้เรื่องปลาอย่างแท้จริง การผสมพันธุ์ หรือรักษายามมันติดโรค 
  • มีข้อจำกัดในการลงทุน ไม่สามารถลงทุนสร้างได้แม้แต่บ่อเดียว นอกจากนี้
    หากรายได้จากการขายปลาดี ผมกลัวจะขยายการลงทุนทำบ่อเพิ่มไม่ทันคนอื่นเขา

ทำไปก็เจ้งดังนั้น แทนที่จะสร้างบ่อเลี้ยงปลาเอง ก็ขอเลือกบ่อปลาดีๆ ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุนแทนครับ แต่ก่อนจะตัดสินใจ ก็ต้องดูหลายอย่างเหมือนกัน เช่น

  • เลือกเจ้าของบ่อที่มีความรู้ ความสามารถ ต้องใจเลี้ยงปลาเพื่อให้ผมประกอบการให้ดียิ่งขึ้น 
  • เลือกชนิดของปลาที่จะเลี้ยง เป็นความต้องการของตลาด รสชาดอร่อย มีความแตกต่าง 
  • เลือกบ่อที่มีชื่อเสียงและขายปลาได้ราคา มีความสามารถในการแข่งขัน 
  • เลือกบ่อที่มีประวัติดี ยอดขาย รายได้ กำไร อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังแบ่งปลามาให้ทานบ้าง
    และอื่นๆ 
เวลาผ่านไปสิบปี
คนตกปลาก็ต้องออกไปหาปลาเรื่อยๆถ้าอยากได้ปลา
คนเลี้ยงปลากับคนที่ร่วมหุ้นกับเจ้าของบ่อปลาไม่ต้องออกไปหาก็ได้ปลามากินทุกวัน

ความเสี่ยง

เสี่ยงด้วยกันทั้งคู่ครับ ทั้งคนตกปลา กับคนเลี้ยงปลา 
คนตกปลาอาจไม่ได้ปลา ก็อดตาย
คนเลี้ยงปลาถ้าปลาตาย ก็อดเหมือนกันครับ