วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

ส่องงบหุ้นนิคม AMATA WHA ROJNA TFD รับ EEC


หุ้นนิคม AMATA WHA ROJNA TFD เป็นหุ้นที่ตลลาดนิยมเล่นกันต้อนรับกระแส EEC ตลาดเชื่อกันว่าถ้า EEC เกิดขึ้นได้จริงตามแผน นิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับประโยชน์ มาดูกันครับว่างบการเงินของใครจะแจ่มน่าลงทุนกว่ากัน

เรื่องหนี้สิน


โครงสร้างหนี้

หุ้นนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนหนี้สินค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 ของสินทรัพย์รวม เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน TFD น่าเป็นห่วงที่สุดเพราะมีหนี้สินจำนวนมาก และหนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้นถ้าจัดการไม่ดีมีโอกาสมีปัญหาทางการเงินได้

ความสามารถในการชำระหนี้หุ้นนิคม

เมื่อดูความสามารถในการชำระหนี้จะเห็นว่าส่วนใหญ่มีระดับหนี้สิน DE Ratio ที่ค่อนข้างสูง และมีระยะเวลาชำระหนี้ท่ค่อนยาวด้วย โดยมีระยะเวลาคืนหนี้ Payback Period มากกว่า 10 ปี แสดงว่ากระแสเงินสดในแต่ละปีของหุ้นนิคมถ้าเอามาจ่ายหนี้ใช้หนี้จนเหงือกแห้งเลยกว่าจะหมด และที่น่าเป็นห่วงสุดคือ TFD ที่กระแสเงินสดติดลบแสดงว่าไม่มีเงินสดเพียงพอจ่ายหนี้

ในภาพรวมความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มนิคมถือว่าไม่ดีเท่าไรนัก แต่ก็ถือว่าเป็นธรรมชาติของหุ้นกลุ่มอสังหาอยู่แล้ว

การใช้ประโยชน์สินทรัพย์




โครงสร้างสินทรัพย์และรายได้


จะเห็นว่าส่วนหญ่หุ้นนิคมส่วนใหญ่สินทรัพย์จะเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่มีอายุมากกว่า 1 ปี บริษัทที่มีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมากที่สุดคือ WHA ซึ่งสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนส่วนใหญ่จะเป็นค่าความนิยมจากการเข้าไปซื้อกิจการนิคมเหมราช 17,000 ล้าน เงินเงินลงทุนในกอง Reit และ โรงไฟฟ้า

จากอัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน จะเห็นว่าสินทรัพย์ที่มี 1 บาทจะนำไม่สร้างรายได้ได้ประมาณ 0.2 บาท คนที่แหกโค้งเพื่อนคือ TFD สร้างรายได้ได้แค่ 0.1 บาทน่าเป็นห่วงมาก

วงจรเงินสดหุ้นนิคม

หุ้นนิคมอุตสาหกรรมก็เหมือนหุ้นอสังหาที่รายได้ส่วนหนึ่งมากจากการขายที่ดินในนิคม ซึ่งถูกบันทึกไว้ในสินค้าคงเหลือในงบการเงิน จะเห็นว่าคนที่ตุนทีี่ไว้เยอะสุดหรือไม่ก็ขายไม่ออกคือ  คือ TFD ที่วงจรเงินสดยาวกว่า 3,400 วัน เงินจมในที่หนักมาก รองลงมาคือ AMATA มีวงจรเงินสด 1,229 วัน WHA 870 วัน และ ROJNA ขายไวสุด 326 วัน ต้องของเป็นกำลังใจให้ TFD ว่าจะเป็นอย่างไร ขายที่ไม่ออกซวย

การลงทุนและผลตอบแทนหุ้นนิคม


 จะเห็นว่าหุ้นที่มีการลงทุนสูงในปีที่ผ่านมาคือ AMATA และลงทุนรองลงมาคือ TFD ที่จากอัตราส่วน Reinvestment ratio ที่แสดงการลงทุนในที่ดินอาคารอุปกรณ์เทียบกับค่าเสื่อมมีค่าสูงถึง 8.93 และ 5.07 ตามลำดับ ROJNA มีการลงทุนนิหน่อย และบริษัทที่ไม่ลงทุนคือ WHA เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนมาเพื่อการชำระหนี้ที่กู้มาซื้อเหมราช

เมื่อดูผลตอบแทนที่สินทรัพย์สร้างได้ในรูปเงินสด จาก Ratio CFroi จะเห็นว่าส่วนใหญ่สร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 3-6% แต่ที่แย่สุดคือ TFD ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนรูปเงินสดได้เลย


ความสามารถในการทำกำไร


สัดส่วนรายได้และรายได้อื่น

เมื่อพิจารณาสัดส่วนของรายได้และรายได้อืนจะเห็นว่า บริษัทที่มีรายได้อื่นส่วนใหญ่จะเป็นกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนค่อนข้างเยอะคือ WHA และ TFD สัดส่วนรองลงมาคือ AMATA และ ROJNA



ดูความสามารถในการทำกำไรกันบ้าง คนที่กำไรขั้นต้นดีสุดคือ AMATA รองลงมาคือ WHA TFD  ต่ำสุดคือ ROJNA  แต่คนที่มีปัญหามากสุดคือ TFD ที่มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารกว่า 32% ของยอดขายทำให้ขาดทุนตั้งแต่กำไรดำเนินงานยังไม่ทันได้หักดอกเบี้ยและภาษี ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก TFD

อัตรากำไรและคุณภาพกำไร
เมื่อพิจารณาอัตรากำไรจะเห็นว่า AMATA WHA มีอัตรากำไรสุทธิที่ค่อนข้างสูง รองลงมาคือ ROJNA และแย่สุดคือ TFD

ในส่วนของคุณภาพกำไรส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่า 1 แสดงว่าบริษัทนิคืมส่วนใหญ่มีกำไรแต่ไม่ค่อยมีกระแสเงินสดเท่าไรนัก บริษัทที่คุณภาพกำไรต่ำกว่า 1 ไม่ค่อยเหมาะถือยาวเท่าไรนัก

ผลตอบแทน
เมื่อพิจารณา ROA ROE จะเห็นว่า ROA ของหุ้นนิคมสูงสุดคือ AMATA รองลงมาคือ WHA ROJNA และ TFD ส่วน ROE ส่วนใหญ่อยู่ระดับ 10% ขึ้นไปไม่แย่ ยกเว้น TFD ทีี่แย่ทั้ง ROA และ ROE


โดยสรุปภาพรวมงบของหุ้นนิคมเป็นหุ้นที่พื้นฐานไม่แกร่งเท่าไรนัก เนื่องจากมีหนี้สินในอัตราส่วนที่สูง และงบการเงินไม่สามารถสร้างเงินสดกลับมาให้ผู้ถือหุ้นได้เงินไปจมกับสินค้าคงเหลือเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นข้อแนะนำจึงควรเทรดระยะสั้นมากกว่าการถือหุ้นแบบยาวๆ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

การปรับปรุงข้อมูลราคาก่อนการ Back test ระบบลงทุนหุ้น

การ Back test ระบบลงทุนหุ้น หลายคนมักจะดูดข้อมูลดิบมาแต่ยังไม่ได้ปรับข้อมูลให้ดี ทำให้ผลการทดสอบออกมาเพี้ยนได้เมื่อนำมาใช้จริงก็จะมีปัญหา โดยทั่วไปสิ่งที่ต้องปรับมีดังนี้

1.แหล่งข้อมูล


http://siamchart.com/stock/

เว็บนี้จะมีข้อมูล EOD ( end of day ) มาให้ตั้งแต่เปิดตลาด สามารถใช้ python r amibrocker เข้ามาดึงได้เยี่ยมจริงๆ ถ้าชอบก็บริจาคให้เว็บเขานะครับ ลงทุนซื้อมาจากตลาดหลักทรัพย์เลย

2.การปรับปันผลเงินสด


วันจ่ายปันผลราคาหุ้นตอนเปิดจะลดลงเท่ากับเงินปันผลที่จ่าย ถ้าอยากให้ราคาที่มา backtest รวมผลตอบแทนเงินปันผลด้วย  ราคาปิดวันก่อนหน้า – เงินปันผล เหมือนต้นทุนในพอร์ทเราก็ลดลง

ส่วนวอลุ่มไม่ต้องปรับ

2.หุ้นปันผล


หุ้นปันผลลักษณะเหมือนการเพิ่มทุนแต่เราไม่ต้องจ่ายบริษัทจะเอากำไรสะสมมาจ่ายให้ หุ้นในพอร์ทจะเพิ่มขึ้นฟรีๆ ปัญหาคือถ้าอนาคตกำไรสุทธิไม่เพิ่มกำไรต่อหุ้นจะต่ำลง

ราคาและวอลุ่มย้อนหลัง


หุ้นเดิม : หุ้นใหม่

ราคาปิดวันก่อนหน้า * ( หุ้นเดิม / ( หุ้นเดิม + หุ้นใหม่) )

วอลุ่มวันก่อนหน้า * ( ( หุ้นเดิม + หุ้นใหม่) / หุ้นเดิม )


ผลกระทบกับจำนวนหุ้นในพอร์ท



จำนวนหุ้นในพอร์ท * ( ( หุ้นเดิม + หุ้นใหม่) / หุ้นเดิม )

3.แตกพาร์รวมพาร์


การแตกพาร์และรวมพาร์ไม่กระทบอะไรกับบริษัทเลย เพราะแค่พาร์ลดหุ้นเพิ่ม แต่เพื่อให้มูลค่าพอร์ทเท่าเดิมราคาหุ้นจะลดลงสัดส่วนเดียวกับพาร์ใหม่


ราคา วอลุ่มย้อนหลัง


พาร์เดิม : พาร์ใหม่

ราคาปิดวันก่อนหน้า * (พาร์ใหม่/(พาร์เดิม))

วอลุ่มวันก่อนหน้า  * ((พาร์เดิม) / พาร์ใหม่)


จำนวนหุ้นในพอร์ท


 จำนวนหุ้นในพอร์ท  * ((พาร์เดิม) / พาร์ใหม่)




4.เพิ่มทุน XR



จะเกิด price dilution วันที่ขึ้นเครื่องหมาย เพื่อให้เหมือนว่าทุกคนใส่เงินเพิ่มทุนทำให้ต้นทุนของหุ้นลดลง การปรับราคาคือ

อัตราการไดลูท = ( (หุ้นเดิม*ราคาปิดก่อน XR) + (หุ้นใหม่*ราคาเพิ่มทุน) ) / ((หุ้นเก่า+หุ้นใหม่) * ราคาปิดวันก่อนหน้า )

ถ้าค่ามากกว่า 1 ไม่ต้องปรับ

ราคาและวอลุ่ม


หุ้นเดิม : หุ้นใหม่
ราคาเพิ่มทุน

ราคาปิดวันก่อนหน้า * ( (หุ้นเดิม*ราคาปิดก่อน XR) + (หุ้นใหม่*ราคาเพิ่มทุน) ) / ((หุ้นเก่า+หุ้นใหม่) * ราคาปิดวันก่อนหน้า )

วอลุ่มวันก่อนหน้า * ((หุ้นเก่า+หุ้นใหม่)*วอลุ่มวันก่อนหน้า / ((หุ้นเดิม*ราคาปิดก่อน XR) + (หุ้นใหม่*ราคาเพิ่มทุน)) )


จำนวนหุ้น


ราคาา => ( (ราคาทุน * หุ้นเดิม) + (ราคาเพิ่มทุน * หุ้นใหม่) ) / (หุ้นเดิม + หุ้นใหม่)
จำนวนหุ้น => จำนวนหุ้นเดิม * (1 + (หุ้นใหม่ / หุ้นเดิม) )

5.การคิด total return

total return เป็นราคาที่ปรับสำหรับการคิดผลตอบแทนโดยรวมทั้งปันผลและส่วนต่างราคา  โดยจะคิดรวมเปิดปันผลเข้าไปด้วยในกราฟเลยทำให้การคิดผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาเป็นผลตอบแทนที่รวมปันผลเงินสดเข้าไปแล้ว

จะแตกต่างกับการปรับกราฟเพื่อใช้ในการตัดสินใจเทรด และ xr เราไม่ปรับเนื่องจากคิดเสมือนว่าเราดวงซวยไปโอน xr แล้ว ถ้าเราใส่เงินใช้สิทธ์ตามสัดส่วนแสดงว่าเราใส่เงินผิดจากสัดส่วนที่วางไว้ตอนแรก


โชคดีมีชัยในการลงทุนทุกท่านครับ



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : https://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่https://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ส่องงบการเงินหุ้น SGF

หุ้น SGF ตั้งแต่กลับเข้ามาเทรดราคาหุ้นก็ยังลงไม่หยุดหย่อนมาดูกันครับว่ามาจากสาเหตุอะไร แล้วเขาจะกลับมาได้หรือไม่มาดูงบการเงินกัน

งบดุลหุ้น SGF


งบดุล SGF

ลูกหนี้รวมไม่โตมากแต่สัดส่วนเปลี่ยนไป สินเชื่อรายใหญ่ลดลง ไปปล่อยสินเชื่อรายย่อย รับจำนำทะเบียนแบบ SAWAD MTLS แทน มาดูคุณภาพลูกหนี้กัน


สินเชื่อเช่าซื้อ รายย่อย


เช่าซื้อ

เพิ่งเริ่มปล่อยหนักๆในไตรมาสสองไป 200 ล้าน ยังไม่มี NPL แต่มีคนค้างไม่เกินสามเดือนประมาณ 0.5%

บริหารหนี้เสีย


บริหารหนี้เสีย

ส่วนงานนี้คิดซะว่าเหมือนแทงหวยละกัน มีสินทรัพย์ 11 ล้าน แต่มีหนี้เสียที่ไปซื้อมาตั้งสำรองแล้วกว่า 490 ล้าน ทิศทางหนี้ก้อนนี้ลดลง แสดงว่าบริษัทไม่ค่อยเน้นธุรกิจนี้เท่าไร

เงินให้กู้ยืม




มาดูลูกหนี้ที่ก้อนใหญ่สุดตอนนี้บ้าง คือเงินให้กู้ยืมส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่เจ้า แต่ดูแล้วเหมือนทำมูลนิธิมากกว่า NPL ไป 16 และ 25% ตามลำดับ แถมไตรมาสสองที่ผ่านมาลูกหนี้เจอศาลสั่งให้เพิกถอนนี่ดินที่จำนองอีก ตั้งสำรองขาดทุนไป 109 ล้าน สงสัยต้องภาวนาลูกหนี้กลุ่มนี้อย่าได้เป็นอะไรขึ้นมาน้าาา

งบกำไรขาดทุน



รายได้รวมๆเติบโตประมาณ 7% ส่วนใหญ่มาจากรายได้ธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นและธุรกิจเดิมที่ลดลง


ในด้านรายจ่าย ความล้ำอยู่ที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นเยอะจากการขยายสาขา จ้างคนเพิ่ม และการเพิ่มตัวแทน เดี๋ยวงบ q3 จะมาดูอีกทีว่าสินเชื่อโตแค่ไหน และไตรมาส 2 ปีหน้าน่าจะเริ่มเห็น NPL

สรุปหุ้น SGF ตอนนี้อยู่ในช่วงเร่งเติบโตจากธุรกิจใหม่ แต่จะโตได้จริงแค่ไหนค่อยลุ้นกันครับบทความนี้จะอัพเดทเรื่อยๆครับผม





ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

6 ขั้นตอนการลงทุนแบบไร้ใจ


เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็อย่างลงทุนอย่างเป็นระบบ ไปอ่านผล back test มาแล้วมั่นใจว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้แน่นวล เพจที่ชอบนำสูตรต่างๆมาวิจัยเช่นของ siamquant (www.facebook.com/siamquant) ทีนี้เวลาเราจะนำผลวิจัยมาลงทุนจริงจะต้องทำอยางไรถึงจะสมกับที่อุตสาห์ backtest กันครับ

1.เลือกกลุ่มของหุ้นที่จะลงทุน


แล้วแต่กลยุทธ์ที่ท่านออกแบบตอนแรกเลยครับ บางคนอาจลงทุนเฉพาะใน set100 set50 หุ้นปั่น หุ้นซิ่ง warrant

2.แสกนหุ้นตามเงือนไขในการซื้อ



ต่อไปเราจะต้องแสกนว่าในหุ้นกลุ่มที่เราสนใจมีตัวไหนที่เข้าเงื่อไขการซื้อของเราบ้าง อย่างในตัวอย่างจะเป็นการแสกนหุ้นหุ้นที่ เส้น STO ตัดกันวันแรก โดยใช้เครื่องมือสแกนของเว็ป labhoon  สามารถเข้าไปสแกนได้ฟรีครับ จะได้หุ้นมาหลาย 10 ตัว เงินเราคงไม่สามารถซื้อได้หมดแน่นอน ต้องมาต่อกันที่วิธีการเลือกหุ้นเข้าพอร์ทครับ

ภาพแสดงตัวอย่างการสแกนหุ้นใน labhoon
ที่มา www.labhoon.com


 3.วิธีการเลือกหุ้นเข้าพอร์ท

 
เนื่องจากการสแกนจะมีหุ้นเข้าระบบอยู่หลายตัว และเงินเราไม่พอที่จะซื้อได้ทั้งหมด ดังนั้นเราจะต้องหาวิธีเลือกหุ้นเข้าพอร์ท

จากภาพ สมมติให้ใช้วิธีเลือกหุ้นเข้าพอร์ทด้วยการเรียงลำดับการเติบโตของกำไร สมมติเราจะเอาหุ้นเข้าพอร์ท 5 ตัว ก็จะเลือกหุ้นที่กำไรโตมากที่สุดเข้าพอร์ท

ส่วนเรื่องการแบ่งไม้ก็แล้วแต่เราครับ เงินทั้งพอร์ท 1 แสนบาท แบ่ง 5 ตัว ก็ตัวละ 20,000 บาท

4.เข้าซื้อราคาเปิด


ตอนเช้ามาเราก็เปิดก็ซื้อไปเลยแล้วก็ปิดจอจบ ค่อยมาเปิดดูอีกที      

หลายคนมองว่าบางทีราคาเปิดมันเปิดโดดไปจากที่เราตั้งไว้เยอะ หรือตอนขายก็ขายได้ราคาต่ำกว่าไปหลายช่อง ในการทดสอบระบบเขาจะมีค่า slippage ครับว่ากี่ % เช่นตั่งค่าไว้ 1% ก็คือ ตอนซื้อต้นทุนจะสูงกว่า 1% และตอนขายราคาจะต่ำกว่าตลาด 1% ถ้าตอนทดสอบยังได้กำไรแสดงว่าราคากระโดดมากก็ไม่ต้องกลัว ถ้าเราเงินไม่มากก็ไม่กระทบอะไร แต่ถ้าคนพอร์ทใหญ่ๆ เรื่องนี้ต้องคิดเยอะครับ

5.เปิดดูตอนเย็นว่าจะ ถือ ขาย หรือ stoploss


ตอนเย็นค่อยมาดูครับจะทำอะไร ถ้ายังไม่มีสัญญาณการ ขาย หรือ stoploss ก็ถือ แต่ถ้ามีสัญญาณให้ ขาย หรือ stoploss ก็ทำตามสัญญาณไป

ถ้าสมมติว่าวันนั้นขายไป จะมีเงินเหลือก็วนไปทำข้อ 3 หาหุ้นเข้าพอร์ทอีกที ตอนเช้าก็ไปปฎิบัติการตามแผนครับ

เครื่องมือ auto trade ของ efin

หรือบางคนจะใช้การเทรดแบบ auto โดยใช้เครื่องมือ autotrade ของ efin ก็ได้ครับ มีให้ใช้หลายโบรกเช่น หยวนต้า กิมเอ็ง โนมูระ ตั้งไว้ตอนเย็นตอนเช้าพอถึงราคาที่เราตั้งไว้มันก็จะ ซื้อ ขายตามเงื่อนไขให้เลยเทพมาก

6.ปรับแผน


บางทีแผนการณ์ที่วางไว้อาจไม่ดีอย่างที่คิดต้องมาดูครับว่าระบบมีปัญหาจากอะไร พอร์ทขาดทุนติดๆกันหลายรอบ อาจมีการกำหนดว่าพอร์ทลดลงถึงเท่าไรให้หยุดกลยุทธ์นั้นครับ ใจร่มๆค่อยมาเทรดใหม่

และต้องคอยดูว่าผลการเทรดเป็นไปตามแผนหรือไม่ เช่น %win %loss ผลตอบแทนเฉลี่ย ผลขาดทุนเฉลี่ย ค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง


จะเห็นว่าเพียง 6 ขั้นตอนเราก็จะเป็นนักลงทุนไร้ใจได้แล้วครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะต้องมีกลยุทธ์การลงทุนที่เราออกแบบมาอย่างดีก่อนครับ

ซึ่งสามารถอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้จาก ebook ของคุณมด ครับ
ebooks.in.th/ebook/11459/เคล็ดลับแห่งสำนักไร้ใจ_ทัศนคติในการเก็งกำไรอย่างยั่งยืน_โดย_แมงเม่าคลับ/ 



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560

10วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE ratio


PE ratio เป็นเครื่องมือในการประเมินมูลค่าที่ง่ายใจการใช้งาน แต่ในความง่ายถ้าคนที่เข้าใจก็สามารถพลิกแพลงได้ไม่จำกัด
ในบทความนี้พลิกแพลงมาให้ 10 วิธี จะมีอะไรบ้างมาดูกันครับ

1.เทียบกับอุตสาหกรรม


ค่า PE อุตสาหกรรมดูได้ที่ factsheet ครับ ถ้าหุ้นเรา PE ต่ำกว่าอุตสาหกรรมก็แปลว่าถูก

https://www.set.or.th/set/factsheet.do…

ถ้าอยากรู้ราคาถ้า PE เท่ากับอุตสาหกรรมก็ง่ายๆครับใช้การเทียบบัญติไตรยางค์เอา

หุ้น x PE 20 เท่า ราคา 25 บาท
หุ้น x PE 1 เท่า ราคา 25/20 = 1.25 บาท
หุ้น x PE 30 เท่า เท่ากับอุสาหกรรม ราคา 25/20*30 = 37.5 บาท

2.เทียบกับค่าเฉลี่ย


วิธีการคิดเหมือนข้อ 1 เพียงแต่เปลี่ยนจาก PE อุตสาหกรรมเป็น PE เฉลี่ย ใน factsheet จะมี PE ย้อนหลังให้ 3 ปี ก็นำมาหาค่าเฉลี่ยครับ ถ้า PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ถือว่าถูก เรามีความเชื่อว่าค่าเฉลี่ยคือ PE เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือถ้าหุ้นกำไรมีแนวโน้มลดลง PE เหมาะสมอาจลดลงก็ได้ใช้ค่าเฉลี่ยที่สูงๆอาจติดดอย

3.เทียบกับค่าคงที่


หลายคนอาจมีค่าในใจเช่น PE เหมาะสมของหุ้นทุกตัวไม่ควรเกิน 15 ก็จะใช้เลข 15 เป็น PE เหมาะสม หุ้นตัวไหน PE มากกว่าค่าเหมาะสมก็แปลว่าแพง

4.เทียบกับค่าPE ที่เหมาะสมทางทฎษฎี


ส่วนใหญจะคิดมาจาก dividend discount model
p=d/k-g

ราคา เท่ากับ เงินปันผล d หาร ผลตอบแทนที่คาดหวังk หักด้วยการเติบโตg

จากบทความ อสรรพงษ์เรื่อง การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน
https://www.facebook.com/notes/sanpong-limthamrongkul/การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน/10202892649375690

PE ได้ถูกประมาณการจาก b/k-g
b คือ อัตราจ่ายปันผลต่อกำไร

และเพื่อให้ง่ายขึ้น k-gถูกประมาณการจาก ผลตอบแทนเงินปันผล ซึ่งสามารถประมาณการผลตอบแทนเงินปันผลที่คาดหวังได้จาก rf+beta

ค่า beta ค่า b อยู่ใน factsheet มีค่าเดียวที่ต้องกำหนดคือ rf

แต่เพื่อให้ง่ายส่วนใหญ่ผมก็ประมาณการ k-g ด้วยเงินปันผลไปเลย โดยเงินปันผลผมใช้ค่าเฉลี่ยเอา
pe= b/dy
เช่นหุ้น x ปันผล 50% ของกำไร ปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 2% แสดงว่า PE เหมาะสมออยู่ 50/2 = 25 เท่า

PE ที่ได้สะท้อนเงินปันผล ส่วนการเติบโตไปหาเอาข้างหน้า

ตัวอย่างการคำนวณ PE เหมาะสมของ CPN



หุ้น CPN PE ปัจจุบัน 30.85 เท่า ราคา 67.5 บาท

ถ้าคำนวณPE ด้วย b/dy จะได้ 28 เท่า
ใกล้ๆกับ PE เฉลี่ยตามข้อ 2 ที่ 28.81 เท่า
คำนวณตามทฤษฎี b/rf+beta จะได้ 11.13เท่า
แต่ถ้าคำนวณ PE =g ตามสูตรข้อ 7 จะได้เพียง 10.36 เท่า

จะเห็น PE เหมาะสมของ หุ้น CPN จะวิ่งอยู่ระหว่าง 10 - 28 เท่า
ถ้าจะซื้อตาม ทฤษฎี อาจไม่ได้ซื้อแต่ถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อแพงหน่อย
แต่ก็ต้องระวังเพราะซื้อ PE แพงๆถ้าหุ้นไม่เติบโตอาจราคาลดลงได้อีก

5.หาเป้าราคาปีหน้า


ย้ายข้างสมการ PE นิดหน่อยจะได้
P = PE x E
ค่า PE ถ้าประมาณการข้อ 1-4 ได้ก็เลือกเอาซักตัว
แล้วประมาณการกำไรปีหน้ามาแล้วจับคูณก็จะได้ราคาหุ้น ปีหน้า

เช่นหุ้นตัวหนึ่งกำไรต่อหุ้น 1 บาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% กำไรปีหน้าก็จะเป็น 1.1 สมมติ PE เหมาะสมที่ 20 เท่า ราคาเหมาะสมคือ 1.1*20= 22 บาท

6.หา PE ปีหน้า


บาทคนยอมซื้อแพงเพราะรู้ว่าปีหน้าจะ PE ลดลงจากกำไรที่เติบโตขึ้น ถ้า PE ปีหน้าลงไปเยอะมากจนเหลือน้อยๆแปลว่าถูก

เช่น PE ปีนี้ 25 เท่า ราคา 10 บาท เท่าแต่เรารู้ว่ากำไรต่อหุ้นปีหน้าจะเติบโตเท่าตัวจาก 0.4 บาทเป็น 0.8 บาท PE ปีหน้าจะเหลือเพียง 10/0.8 = 12.5 เท่า

ถ้าเรามองว่า PE เหมาะสมหุ้นตัวนี้คือ 20 เท่าแปลว่าหุ้นตัวนี้ยังถูก

ต้วอย่างการหา PE CPN ปีหน้า ข้อ 5, 6




ถ้ากำหนดได้ กำไรโตเท่ากับค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 10% จะได้ราคาปีหน้าที่ระดับ PE 28.73 เท่า อยู่ที่ 62 69 76 83 ตามลำดับ

ในขณะที่ PE จะลดลงเรื่อยๆจนเหลือ 23.2 ในอีก 3 ปีข้างหน้า

7.เทียบกับ growth


หุ้นที่ growth แรงเราก็ยอมซื้อแพงได้ ในแนวคิดของ ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) มองว่าจะซื้อหุ้นที่ PE เที่ยบกับ growth น้อยกว่า 1 และ PE ไม่เกิน 30 เท่า จะถือว่าหุ้นตัวนั้นยังไม่แพง

8.คิด PE แบบย้อนกลับ


อันนี้มองว่า ถ้ามีเป้าราคาในใจจะต้องทำกำไรปีหน้ากี่บาทแล้วไปดูว่าบริษัทสามารถทำได้หรือไม่

สมมติวันหนี้หุ้นราคา 10 บาท กำไรต่อหุ้น 0.5 เราเชื่อว่าอนาคตมันจะไป 15 บาท PE เหมาะสมที่ 20 แสดงว่าบริษัทต้องทำกำไรเท่ากับ E = p / pe = 15/20 = 0.75 บาท

แล้วเราก็มโนเอาว่าจะทำได้หรือไป ถ้ามองว่าได้แน่ๆ เพราะกำไรโตแค่จาก 0.5 ไป 0.75 เท่านั้นเอง บริษัทน่าจะทำได้

9.PE หุ้นเติบโต


หุ้นเติบโตมักจะ PE แพงหน่อย แบบนี้ไม่ต้องคิดมาก ราคาจะมีโมเมนตั้มึ้นเรื่อยๆจนกระทังกำไรเริมโตชะลอตัวลง อันนี้ต้องตัวใครตัวมันครับ

10.PEหุ้นวงจร


หุ้นวงจรส่วนใหญ่มักขายสินค้า commodity เช่นสินค้าเกษตร ปิโตรเคมี โลหะต่างๆ

การใช้ PE ratio จะสลับทิศกันถ้า PE ต่ำต้องระวังเพราะแสดงว่าเป็นรอบขาขึ้นไม่รู้จะลงเมื่อไร การซื้อต้องซื้อตอน PE แพงๆ หรือขาดทุนเพราะแสดงว่ารอบเริ่มเป็นขาลง แค่รอมันขึ้นเท่านั้น

จะเห็นว่า PE ตัวเดียวถ้าเข้าใจสามารถพลิกแพงได้ไม่จำกัดครับ เลือกที่เราถนัดครับผม


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

excel สรุปงบไตรมาส 2 2560


งบไตรมาสสองออกแล้ว รักใครชอบใครสามารถมาโหลดสรุปงบการเงินไปส่องกันได้เลยครับ กดเบาๆตรง icon รูป download ตรงมุมขวาลางของ excel นะครับ




ผลประกอบการราย sector จะเห็นว่ากลุ่มโรงพยาบาลกำไรพอได้ จาก bdms ที่มีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น bh กลุ่มโรงแรมก็มา รถยนต์ก็เริ่มฟื้นหลังจากโครงการรถคันแรก กลุ่มสินเชื่อก็ยังเติบโตต่อ ค้าปลีกก็ยังได้ ส่วนที่เหลือนี่ เอิ่มมมมมม


มาดูหุ้น 20 อันดับที่กำไรโตสูงสุดกันบ้าง อันดับต้นๆต้องระวังกำไรพิเศษกันหน่อย อย่าง bkd มีกำไรจากการขายที่ดิด pace มีกำไรจาะอะไรก็ไม่รู้นักบัญชียังงง 




ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เหลียวหลังแลหน้าหุ้น 10 เด้ง DIMET UWC KC NPP UPA


เมื่อสามปีที่แล้วมีกระแสหุ้น 10 เด้งไม่รู้ไปขุดมาจากไหนวิ่งกันเป็นม้า วันนี้ก็ผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว พอดีเพจหุ้นล่องหน [1] เขาขุดกราฟมาเลยจับงบมาดูกันครับว่าที่วิ่งมาแรงๆวันนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

1.หุ้น DIMET


หุ้น DIMET ไม่ธรรมดาขึ้นจาก 1.2 ไป 20.4 บาท ผลตอบแทนประมาณ 2600% ปัจจุบันราคาประมาณ 3 บาท คิดเป็นขาดทุน 85%

งบการเงินหุ้น DIMET
กดที่ภาพเพือดูขนาดใหญ่
งบการเงินดูแล้วแทบไม่มีพัฒนาการอะไรดีที่หนี้สินน้อย แต่งานก็น้อยลงไปด้วยจะเห็นสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง เมื่อรายได้ลดลงแต่ยังมีต้นทุนคงที่อยู่จะเห็นได้จาก อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงและค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรลดลง

สรุปยังไม่มีพัฒนาการอะไรรอต่อไป แล้วราคาหุ้นจะขึ้นมาเพื่อ?

2.หุ้น UWC

กราฟUWC

UWC ขึ้นจาก 0.1 ไป 3.13 บาท ผลตอบแทนประมาณ 3000% กว่าๆ ปัจจุบันราคาประมาณ 0.15 บาท คิดเป็นขาดทุน 95%
งบการเงินหุ้น UWC
กดที่ภาพเพือดูขนาดใหญ่



บริษัทนี้ยังพอมีพัฒนาการบ้างจะเห็นส่วนทุนที่เพิ่มขึ้น มีการกู้ระยะยาวออกมาลงทุน แต่ปี 2560 หนี้ยาวกลายเป็นหนี้สั้นแสดงว่าไปกู้สั้นมาลงทุน ส่วนสินทรัพย์มีการลงทุนเพิ่มโดยการไปเทคโอเวอร์โรงไฟฟ้ามา แต่ยังผลิตไม่ค่อยได้จะเห็นได้จากรายได้ที่เพิ่มสูงไม่มาก ในส่วนของงบกำไรขาดทุนรายได้เพิ่มเล็กน้อย แต่ที่น่าสนใจคืออัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายขายและบริการเพิ่มตาม ดูแล้วทำให้กำไรไม่เพิ่ม














3.หุ้น KC

งบการเงินหุ้น KC
กดที่ภาพเพือดูขนาดใหญ่

หุ้น KC ขึ้นจาก 0.8 ไป 11.8 บาท ผลตอบแทนประมาณ 1375% ปัจจุบันราคาประมาณ 1 บาท ก่อนที่จะถูก SP อยู่ ณ ปัจจุบัน

หุ้นตัวนี้เป็นสายล้ำ ทำธุรกิจอสังหาแต่ไม่เน้นทำกำไร ปีที่ผ่านมีเริ่มทยอยโอนโครงการทำให้งบการเงินเริ่มเห็นกำไรบ้างแต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไปออกตั๋ว BE ในนาม KC แล้วลงงบการเงินไม่หมด เก็บบางส่วนไว้กินเองสบายใจแต่ดันพลาดจ่ายหนี้ไม่ตรงกำหนดเรื่องเลยแดง ตลาดเลยสั่ง SP จนถึงวันนี้


4.หุ้น NPP

NPP

 NPP ขึ้นจาก 1.1 ไป 6.46 บาท ผลตอบแทนประมาณ490% ปัจจุบันราคาลงมาเหลือ 0.71 บาท คิดเป็นขาดทุน 89%
งบการเงินหุ้น NPP
กดที่ภาพเพือดูขนาดใหญ่




จากงบการเงินจะเห็นว่าหุ้น NPP มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเข้าไปซื้อธุรกิจหลายหลากทั้ง ร้านอาหาร A&W ห้านแถวสายสี่ ทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นรายได้เพิ่มตาม ขาดอย่างเดียวคือกำไร



5. หุ้น UPA 


UPA
 UPA หรือชื่อเดิมคือ CYBER ขึ้นจาก 0.9 ไป 10.1 บาท ผลตอบแทนประมาณ 1022% ปัจจุบันราคาประมาณ 0.5 บาท คิดเป็นขาดทุน 95%
งบการเงินหุ้น UPA
กดที่ภาพเพือดูขนาดใหญ่



UPA มีการเพิ่มทุน แต่ยังไม่ได้ทำอะไรมาก จะเห็นว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ยังเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนแสดงว่าเงินยังไม่ได้เอาไปลง ส่วนโรงไฟฟ้าที่พม่าก็เพิ่งเซนต์ MOU ก็รอกันต่อไป

จะเห็นว่าการลงทุนถ้าลงทุนหุ้นที่มีอะไรจับต้องได้บ้าง งบพอใช้ได้ก็จะสามารถลงทุนหุ้นที่วิ่ง 10 เด้งแล้วไม่ลงได้ครับ เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ

https://www.facebook.com/bottomliner/posts/1760110727337387



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ส่องงบการเงินหุ้นEARTH


หุ้น EARTH เป็นหุ้นในกระแสที่อยู่ดีๆ หุ้นก็ตก เจ้าของโดน force sell ซักพักก็ผิดนัดชำระหนี้เอาซะอย่างนั้น มาดูกันครับว่าในงบการเงินมีสัญญาณอะไรที่น่าสนใจบ้าง

1.งบการเงินหุ้น EARTH


การทำธุรกิจของ EARTH หลักๆเป็นการซื้อมาขายไปถ่านหิน ลักษณะธุรกิจแบบนี้ประเด็นแรกที่อยากรู้คือ ของขายได้ไหม ขายแล้วเก็บเงินได้ไหม มีจ่ายเจ้าหนี้การค้าหรือไม่ โครงสร้างดีค่อยมาดูภายในต่อไป

สรุปงบการเงินหุ้น earth

งบดุล


ในฝั่งหนี้สิน หนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้ยาวไม่มาก และทุนเล็กน้อยดูด้วยสายตาเสียวดี

ในฝั่งสินทรัพย์มีสินทรัพย์หมุนเวียนและไม่หมุนเวียนคนละครึ่ง รายการสินทรัพย์ที่น่าสนใจคือ เงินจ่ายล่วงหน้าต่างๆ เยอะมากทั้งซื้อเหมืองและซื้อสินค้า เงินออกไปแล้วของยังไม่ได้เลย


 เงินจ่ายล่วงหน้าค้าสินค้า ของยังไม่ได้อยากได้มากต้องจ่ายล่วงหน้าไปก่อน แสดงว่าอำนาจต่อรองกับ supplierไม่เยอะ ในหมายหมายเหต 7 บอกว่าจ่ายล่วงหน้าประมาณ 100 วัน โหดดีต้องจ่ายก่อนถึงได้ของ

สีแดงๆอันที่สองคือ สิทธิในเหมือง ถ้า earth ล้มจริงๆเจ้าหนี้ก็สามารถไปขุดถ่านหินมาขายก่อนได้ครับ

สิทธิในเหมืองของ earth
นอกจากเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าแล้ว ที่ยอดเยี่ยมคือเงินจองสิทธิในการซื้อสินค้า พี่เขาจองล่วงหน้าไปเลย 15 ปี มันใจมีของขายแน่ๆ แต่เงินก็ออกไปแล้วนะครัส


งบกำไรขาดทุน


หุ้นที่เป็น commodity ให้ดูเน้นๆที่อัตรากำไรขั้นต้น จะเห็นว่าแม้ยอดขายของ earth จะดี และปีที่ผ่านมารอบถ่านหินเป็นขาขึ้น แต่อัตรากำไรขั้นต้้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แสดงว่า earth ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากรอบถ่านหินที่เพิ่มเลย



2.อัตราส่วนทางการเงิน


หุ้นถ้ามีปัญหาก็มักจะสะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงินนี่ละมาดูกัน

ความอยู่รอด


DE สูงเงินสองเท่า มีมีหนี้สั้นในอัตราส่วนที่สูงถึง 64% ของหนี้รวม และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบตลอดทำให้ไม่สามารถคำนวณ Payback period หรือระยะเวลาเก็บหนี้ได้แสดงว่า earth กำลังมีปัญหาหนี้สินนั่นเอง

เมือลองทำนายโอกาสลมละลายด้วย Altman Z score ผลออกมาคะแนนต่กว่า 1.8 บอกว่าน่าล้มละลาย จะเห็นว่ากำไรสะสมต่อสินทรัพย์รวมประมาณ 0.12 แสดงว่าส่วนใหญ่สินทรัพย์ที่มีมาจากการกู้ยืมนันเอง และมูลค่าตลาดต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 0.22 แสดงว่าถ้าเพิ่มทุนมาราคาตลาดก็ยังไม่พอจ่ายหนี้เลยทีเดียว

การสร้างเงินสด


วงจรเงินสดค่อนข้างยาวมากๆๆ ถ้านำเงินจ่ายล่วงหน้าประมาณ 100 วันไปรวมด้วยวงจรเงินสด จะเพิ่มเป็น 200 วันเลยทีเดียว ถือว่าน่ากลัวมาก

บริษัทแบบนี้มักจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ จะเห็นจาก CFROI ที่มีค่าเป็นลบทุกปี แสดงว่าสินทรัพย์ของ earth ไม่สามารถสร้างเงินสดได้เลย

แถมมีการลงทุนหนักหน่วงมากในรอบหลายปีที่ผ่านมี reinvestment ratio ขึ้นไปถึง 61 เท่าของค่าเสื่อมเลย แสดงว่าเงินออกไปเยอะมาก

การทำกำไร


การทำกำไรเหนื่อยหน่อย ยอดขายโต แต่กำไรลดลงทุกปี

อัตรากำไรขั้นต้นก็ลดลงขนาดมีเหมืองของตัวเองนะนั่น อัตรากำไรสุทธิก็ต่ำลง

จากการทำกำไรที่ต่ำ สินทรัพย์ไม่สร้างเงินสด จะเห็น ROA ลดลงเรื่อยๆ


โดยสรุปก็คืองบไม่โอมาตังแต่เข้าบริษัทแล้ว กระแสเงินสดดำเนินงานติดลบตลอด และไปลงทุนอะไรแปลกๆเช่นการจ่ายล่วงหน้าค่าของ มีการจ่ายไปเยอะแต่ก็ไม่ได้ส่วนลดการค้าอะไร อัตรากำไรขั้นต้นต่ำลงๆ สู้ต่อไปครับ EARTH


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน