วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

Fiscal Cliff คืออะไร?

Fiscal Cliff คืออะไร?

Fiscal Cliff เป็นคำอธิบายสถานการณ์ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงอีกครั้ง เมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จะหมดอายุลงพร้อมกันภายในสิ้นปี 2012 นี้ นั่นคือ 

  1. มาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆ (เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมรดก) ที่เรียกกันว่า Bush Tax Cut จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ ทำให้คนอเมริกันต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นในปี 2013 และเมื่อต้องเสียภาษีมากขึ้น ก็จะมีเงินใช้จ่ายน้อยลง
  2. นอเมริกันจะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 3.8% จาก “เงินได้จากการลงทุน” เพื่อไปดูแลค่ารักษาพยาบาลในโครงการ ObamaCare
  3. เงินงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีใช้จ่ายสนุกมือจะหายไปครึ่งหนึ่ง
หากมาตรการเหล่านี้ไม่ได้รับการต่ออายุ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2013 จะพลิกจาก +2.0% เป็น -0.5% อัตราการว่างงานจะเพิ่มจาก 8.0% เป็น 9.1% และอาจจะฉุดเศรษฐกิจโลกที่แย่อยู่แล้วให้แย่ไปกว่านี้อีก อันที่โหดมาก คือ ภาษีเงินได้จากเงินปันผล ที่จะเพิ่มจาก 15% เป็นอัตราปกติ 39.6% แล้วบวกภาษี ObamaCare อีก 3.8% คนอเมริกันต้องจ่ายภาษีเงินปันผลสูงถึง 43.4% มีคนทำนายว่า หุ้นสหรัฐฯจะร่วงอย่างน้อย 30% ในปีหน้า!!!

แต่ในระยะยาว Fiscal Cliff จะส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องประหยัดและรัดเข็มขัดมากขึ้นครับ คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ในปี 2022 จะลดลงจาก 90% เหลือเพียง 58%

Fiscal Cliff มีผลต่อเงินออมของเราอย่างไร? ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมเกรงว่าคนที่ซื้อหุ้นในตอนนี้ อาจจะต้อง “ติดดอย” กันเป็นแถวครับ : )





ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=309478322493680&set=a.305313389576840.71578.305000962941416&type=1


วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

Rules of Thumb กับการลงทุน

มนุษย์เรานั้นชอบทำอะไรตามความคุ้นเคย และมองหาทางลัดในการตัดสินใจอยู่เสมอ หลายครั้งเราเลือกใช้กฎบางอย่างมาช่วยในการตัดสินใจอย่างคร่าว ๆ เพื่อประหยัดเวลา แม้ว่ามันอาจไม่ถูกต้อง 100% แต่ก็มีโอกาสใกล้เคียง มีกฎอยู่บางประเภทที่เราสร้างมันขึ้นมาจากประสบการณ์และบอกต่อกันเพื่อเอาไว้ใช้เพื่อประหยัดเวลา เราเรียกกฎประเภทนี้ว่า Rules of Thumb ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากอดีตที่ช่างไม้ขี้เกียจใช้ไม้วัดในการวัดชิ้นงานของตน และตัดสินใช้นิ้วตัวเองวัดแล้วก็บอกต่อๆ กัน ผู้เขียนเข้าใจว่ามันคงคล้ายกับรากศัพท์หน่วยวัดที่บ้านเราเรียกว่า นิ้ว หรือ คืบ(มือกาง) หรือ ศอก(ท่อนแขน) หรือวา (สองแขนกาง) ซึ่งแท้จริงแล้วศอกแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน แต่สมัยโบราณ เพื่อความรวดเร็ว เราก็ยอมรับให้ใช้แบบอนุโลมเพื่อความรวดเร็วได้ และ ได้พัฒนากลายเป็นกฎบางอย่างเกี่ยวกับงานของตน เช่น ช่างตัดเสื้อที่วัดเพียงรอบหัวแม่เท้าหรือ รอบคอก็สามารถคะเน และตัดเสื้อทั้งตัวออกมาได้

และสำหรับการลงทุนก็มี Rules of Thumb อยู่หลายข้อเหมือนกันที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น
  1. ให้เราเอาผลตอบแทนเฉลี่ยที่เราทำได้ไปหาร 72 แล้วเราจะได้จำนวนปีที่เงินต้นเราจะเพิ่มเป็น 2 เท่า เช่นหากผู้เขียนทำผลงานได้ปีละ 20% มันก็จะใช้เวลา 72/20 = 3.6 ปี ในการทำให้เงินต้น 100 บาทกลายเป็น 200 บาท หรือ 
  2. ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์คือ 10% ซึ่งทำให้เราน่าจะคาดได้ว่าหากเราลงทุนระยะยาว เราควรได้ผลตอบแทนประมาณนี้สอดคล้องกัน และเราควรตั้งเป้าให้สูงกว่านี้อีกนิดเพื่อเพิ่มความท้าทาย แต่อย่างไรก็ตามนี่คือค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ว่าทุกปีจะเท่ากับ 10 มันมีปีที่พุ่งสูงลิ่วและดิ่งทะลุเหว โปรดระลึกไว้เสมอ หรือ 
  3. อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4% เราจึงควรตระหนักอยู่เสมอว่า เงินที่เราหามาได้ในปีหน้านั้น ค่าของมันหายไป 4% เสมอ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจก็มีโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ด้วย เราจึงต้องหมั่นติดตามสภาวะที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในตลาดอยู่เสมอ มิใช่ วิเคราะห์บนแผ่นกระดาษเพียงอย่างเดียว 
จะเห็นว่า Rules of Thumb ช่วยประหยัดเวลาให้เราในการตัดสินใจหรือทำความเข้าใจในบางเรื่องได้พอสมควร แต่ หากเป็นการตัดสินใจที่สำคัญเราควรให้เวลาในการคิดมากกว่านี้ พิจารณาให้ละเอียดทุกด้าน จะดีที่สุด

ที่มา https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment บทความหมายเลข 132

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

การใช้งาน efinancthai สำหรับชาว VI

เดียวนี้เครื่องมือกรองหุ้นมีเยอะครับแต่กรองมาแล้วจะกล้าซื้อหรือเปล่าเท่านั้นเอง

กรองหุ้น

เลือกเมนูกรองหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน

เลือกเงื่นไขตามต้องการ

ได้รายชื่อหุ้น

ดูข้อมูลพื้นฐาน

analysis stock

หน้าจอ

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

การจัดพอร์หุ้นกับการเล่นดนตรี

คุณ OutOfMyMind on Value Investment ได้เขียนใน page เปรียเทียบการ portfolio ลงทุนกับดนตรีได้เห็นภาพดีครับ เชิญอ่านโดยพลัน

วันนี้เบาๆ สำหรับคนรักในเสียงเพลงนะครับ พอร์ตลงทุนที่ถูกออกแบบไว้อย่างสวยงามสอดคล้องน่าจะสามารถสร้างความบันเทิงให้กับเจ้าของในการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของมันได้เป็นอย่างดี ไม่ต่างกับบทเพลงไพเราะสักบท พอร์ตที่ไพเราะเหมือนเพลงนั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 อย่างนั่นคือ

  1.  Melody อันได้แก่จังหวะการขึ้นลงของหุ้นแต่ละตัวที่ควรมีจังหวะขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง ไม่หวือหวา กระโดดข้าม หรือ เคลื่อนไหวในทิศทางที่เกินความคาดหมาย จนขาดความไพเราะ
  2.  Harmony อันเป็นความสอดคล้องเมื่อรวมหุ้นทุกตัวเข้าด้วยกัน ต้องสามารถทำงานร่วมกัน เมื่อตัวหนึ่งกดลงแรง อีกตัวหนึ่งอาจจะขึ้น เพื่อรองรับ ไม่ให้บทเพลงเหวี่ยงไปทางใดทางหนึ่งมากกว่าที่ควร
  3.  Rhythm คือการไหล (Flow) หรือการเคลื่อนตัวของพอร์ต ซึ่งควรเป็นจังหวะ อาจเป็นได้ทั้งเร่งเร็วหรือไหลเอื่อย ก็แล้วแต่เจ้าของผู้สร้างสรรค์พอร์ตลงทุนนั้นจะเลือกใช้จังหวะอะไร ด้วยความเร็วแค่ไหน และ 
  4. Dynamic คือชีวิต พลัง และ อารมณ์ ของพอร์ตที่ต้อง กำหนดผ่านความหนักเบา ของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ต ซึ่งไม่ควรแข็งทื่อด้วยการกำหนดน้ำหนักเท่า ๆ กันทุกตัว แต่ควรแตกต่าง เพื่อให้พอร์ตลงทุนมีพลัง และ เคลื่อนไหวอย่างมียุทธศาสตร์
สำหรับผู้เขียนนั้น ชอบเพลงช้า ที่มีจังหวะแน่นอน มีหนักบ้าง เบาบ้าง เสียงขึ้นลง อยู่ในกรอบที่ไม่กว้างนัก มันต้องมีเสียงลงต่ำบ้าง เพื่อให้เวลาขึ้นสูงแล้วไพเราะ พอถึงท่อน Hook ต้องได้ได้เนื้อได้หนัง ฟังแล้วจับใจ ไพเราะ เปิดวนซ้ำได้นานหลายปี ยังทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ต้องเปลี่ยนเพลงใหม่บ่อยๆ

ที่มา https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

รูปแบบการตกแต่งงบกระแสเงินสดในไทย


รูปแบบการตกแต่งงบกระแสเงินสดในไทย

  1. รวมรายการเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารไว้เป็นส่วนหนึ่งในกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน 
  2. จัดจำแนกรายการเงินให้กู้ยืมกรรมการและบำเหน็จไว้เป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน 
  3. แสดงรายการส่วนเกินจากการตีราคาทรัพย์สิน ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นของหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด(เงินลงทุนระยะยาว) และผลสะสมของการเปลี่ยนแปลงหลักการบัญชี(การเปลี่ยนแปลงวิธีบันทึกเงินลงทุนในบริษัทร่วมและย่อย จากวิธีราคาทุนเป็นวิธีส่วนได้เสีย) โดยปรับกับกำไรสุทธิ ทั้งๆ ที่รายการดังกล่าวจัดเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสด( Noncash Items) 
  4. นำรายการกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อย หรือกำไรจากการขายเงินลงทุน มาบวกกับกำไรสุทธิ 
  5. นำรายการเปลี่ยนแปลงในลูกหนี้ค่าหุ้นซึ่งเกิดจากการจัดหาเงินมาปรับกับกำไรสุทธิ
  6. นำรายการเปลี่ยนแปลงในบัญชีเจ้าหนี้การค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการลงทุน (เช่น การซื้อเครื่องจักรโดยการก่อหนี้) มาปรับกับกำไรสุทธิ 
  7. ไม่บันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อย ออกจากการคำนวณกระแสเงินสดจากการดำเนินงานตามวิธีทางอ้อม 
  8. แสดงกำไรสุทธิในงบกระแสเงินสดแตกต่างไปจากกำไรสุทธิที่แสดงไว้ในงบกำไรขาดทุนหรือ แสดงค่าเสื่อมราคาในงบฯต่างไปจากที่เปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ทั้งๆ ที่เป็นรายการเดียวกัน
  9. ไม่แยกแสดงเงินสดที่ไม่มีสภาพคล่อง ( เช่น เงินสดที่นำไปใช้ค้ำประกัน เงินเบิกเกินบัญชี และการออกหนังสือค้ำประกันต่างๆ) ออกจากรายการเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด
  10. รวมรายการเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารไว้เป็นส่วนหนึ่งของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 
  11. รวมเงินปันผลรับจากการลงทุนในบริษัทอื่นๆ ไว้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดำเนินงาน ในขณะที่บันทึกเงินปันผลรับจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยไว้ในกิจกรรมลงทุน 
  12. รายการต่างๆ ที่รวมอยู่ในการคำนวณกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน เมื่อตรวจสอบการคำนวณใหม่ จะได้ยอดที่ไม่ตรงกับกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานตามที่แจ้งในงบกระแสเงินสด 

ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=3497

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

ความแตกต่างระหว่างนักลงทุนกับนักเก็งกำไร

นักเก็งกำไร  และนักลงทุนต่างกันอย่างไร

การเก็งกำไรคือการตกปลา บางคนก็ได้ปลามาเป็นกอบเป็นกำทุกครั้ง บางคนก็เสียเหยื่อไปฟรีๆ บางคนอาจถึงขั้นตกเรือโดนปลากินอีกต่างหาก

การลงทุนคือการสร้างบ่อเลี้ยงปลา ค่อยๆสร้าง แรกๆได้ปลานิดเดียวแต่ลงทุนไปเยอะ นานๆเข้าก็แค่คอยดูแลไปเรื่อยๆก็มีปลาให้กินทุกวัน

แต่ก็มีบางคนที่
  • นอกจากตกปลาไม่เป็น/เก่งแล้ว ยังสร้างบ่อเลี้ยงปลาไม่เป็น/เก่งครับ 
  • ไม่มีความรู้เรื่องปลาอย่างแท้จริง การผสมพันธุ์ หรือรักษายามมันติดโรค 
  • มีข้อจำกัดในการลงทุน ไม่สามารถลงทุนสร้างได้แม้แต่บ่อเดียว นอกจากนี้
    หากรายได้จากการขายปลาดี ผมกลัวจะขยายการลงทุนทำบ่อเพิ่มไม่ทันคนอื่นเขา

ทำไปก็เจ้งดังนั้น แทนที่จะสร้างบ่อเลี้ยงปลาเอง ก็ขอเลือกบ่อปลาดีๆ ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุนแทนครับ แต่ก่อนจะตัดสินใจ ก็ต้องดูหลายอย่างเหมือนกัน เช่น

  • เลือกเจ้าของบ่อที่มีความรู้ ความสามารถ ต้องใจเลี้ยงปลาเพื่อให้ผมประกอบการให้ดียิ่งขึ้น 
  • เลือกชนิดของปลาที่จะเลี้ยง เป็นความต้องการของตลาด รสชาดอร่อย มีความแตกต่าง 
  • เลือกบ่อที่มีชื่อเสียงและขายปลาได้ราคา มีความสามารถในการแข่งขัน 
  • เลือกบ่อที่มีประวัติดี ยอดขาย รายได้ กำไร อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังแบ่งปลามาให้ทานบ้าง
    และอื่นๆ 
เวลาผ่านไปสิบปี
คนตกปลาก็ต้องออกไปหาปลาเรื่อยๆถ้าอยากได้ปลา
คนเลี้ยงปลากับคนที่ร่วมหุ้นกับเจ้าของบ่อปลาไม่ต้องออกไปหาก็ได้ปลามากินทุกวัน

ความเสี่ยง

เสี่ยงด้วยกันทั้งคู่ครับ ทั้งคนตกปลา กับคนเลี้ยงปลา 
คนตกปลาอาจไม่ได้ปลา ก็อดตาย
คนเลี้ยงปลาถ้าปลาตาย ก็อดเหมือนกันครับ

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อยากลงทุนแบบ Value investor ต้องทำอย่างไร

ความหมายของ Value investor ก็คือนักลงทุนที่พยายามหาซื้อกิจที่ที่ดีในราคาโปรโมชั่น(ราคาต่ำกว่ามูลค่าของกิจการมากๆ) ซึ่งจะทำให้
  • เอาไปขายต่อก็ได้ราคา (capital gain)
  • ถือไว้ยาวๆก็ได้ผลตอบแทนเงินปันผลที่มากกว่าตลาด (dividend yield)
ซื้อหุ้นดีราคาต่ำกว่ามูลค่ามากๆ

การลงทุนแบบ VI นั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องซื้อหุ้นที่ดูเหมือนเป็นหุ้น VI ตามที่เค้าแนะนำมาตามแหล่งต่างๆ เช่น ห้องกระทิงคุณค่า หรือ www.thaivi.org นะครับ

ดังนั้นจะต้องแยกให้ออกว่าเราจะเป็น VI หรือ จะซื้อหุ้น VI ซึ่งอย่างหลังนั้นไม่ยากเพราะสามารถสอบถามจาก web ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ VI แต่การที่จะเป็น VI คือสามารถเลือกหาหุ้นที่มีคุณภาพสูงในราคาไม่แพงเกินไปนักเป็นสิ่งที่ยากกว่ามาก ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะทำหรือไม่นะครับ

คุณ Inivisible Hand [1]ได้เขียนคำแนะนำขั้นต้นหากต้องการเป็น VI ไว้ดังนี้

  1. หาหนังสือแนว VI มาอ่าน ตอนนี้มีการแปลหลายเล่มมาก เช่น
    - หนังสือต่างๆ ที่เขียนโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เช่น ตีแตก ชนะอย่างเต่า ฯลฯ มีขายตามร้านหนังสือทั่วไปครับ เช่น SE-ED
    - หนังสือแปลจากต่างประเทศเช่น
    - The new Buffetology ผู้แปล คือ คุณพรชัย
    - One up on wallstreet ผู้แปล คือ ดร. นิเวศน์
    - Common stocks uncommon profit ผู้แปล คือ ดร. นิเวศน์
  2. จะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจอย่างน้อยวันละ 1 เล่ม ถ้าให้ดีควรจะอย่างน้อย 2 และหนังสือพิมพ์ธุรกิจราย 3 วัน 7 วัน เช่น ประชาชาติธุรกิจหรือฐานเศรษฐกิจ หรือ Biz Week อย่างน้อย 1 เล่ม เป็นขั้นต่ำ ถ้าให้ดีควรอ่านทุกเล่มเลยครับ
  3. จะต้องอ่านหนังสือธุรกิจรายเดือน เช่น ผู้จัดการรายเดือน Brandage Thaicoon Marketeer การเงินการธนาคาร อย่างน้อยเดือนละ 1-2 เล่ม
  4. จะต้องหา Pocket book ต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจ ( ซึ่งหลายๆ เล่มมีฉบับแปล ) มาอ่านให้ได้อย่างน้อยปีละ 4-5 เล่ม เพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโลก และสามารถวิเคราะห์ภาพใหญ่ๆ ได้ ยกตัวอย่างหนังสือดีๆ ที่มีแปลเป็นไทยแล้ว เช่น Blue ocean strategy หรือ ใครว่าโลกกลม ( The world is flat )
  5. หากสนใจหุ้นตัวใดแล้ว จะต้องอ่านข้อมูลอย่างน้อยคือ 56-1 รายงานประจำปี งบการเงิน รวมไปถึงการ search หาข่าวเก่าๆ ที่เกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆ ง่ายที่สุดคือ พิมพ์ชื่อบริษัท หรือชื่อ นามสกุล กรรมการผู้จัดการ ลงใน www.google.com ครับ
  6. ฝึกเป็นคนสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของวัน เช่น การขับรถ การเดินห้าง การดู TV ฟังวิทยุ ไปต่างประเทศ หรือการพูดคุยกับคนต่างๆ อาชีพ ซึ่งสามารถเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกและวิเคราะห์หุ้นได้เป็นอย่าง ดี
  7. ฝึกการคิดต่างจากคนอื่นๆ เพราะถ้ามีเรื่องแบบเดียวกันและเราคิดเหมือนคนทั่วๆ ไป โอกาสประสบความสำเร็จจะมียากกว่าคนที่ฝึกการคิดแตกต่าง เปรียบเหมือนกับการหาที่จอดรถในห้าง หากเราขับตามๆ กันไปเราก็ต้องได้ที่จอดรถหลังคันหน้าเราอยู่ดี ดังนั้นเราควรจะเลือกขับไปในจุดที่เราเป็นคันแรกจะมีโอกาสได้ที่จอดรถ มากกว่า
  8. หาโอกาสไปประชุมผู้ถือหุ้น หรือ งาน Opportunity day เพื่อทำความรู้จักผู้บริหารและซักถามข้อสงสัยต่างๆ
  9. จะต้องเป็นคนรู้กว้าง อ่านและฟังมากๆ ไม่เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะรู้ความเป็นไปในโลกให้มากที่สุด เพราะบางครั้งความรู้ต่างๆ ที่เรามีนั้นจะถูกเชื่อมโยงเป็นข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ต่างๆ ของเราได้ เพราะผมเองยังได้กำไรจากหุ้นตัวหนึ่งจากการอ่านหนังสือบันเทิงอย่าง Maya Channel เลยครับ ดังนั้นผมจะอ่านนิตยสารอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นด้วยจำนวนหนึ่งเพื่อหาความรู้ทั่วไปและการผ่อนคลาย เช่น แพรว ยานยนต์ สารคดี ฯลฯ VI ที่ดีควรเข้าร้านหนังสืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งครับ
  10. ฯลฯ มีอีกหลายข้อแต่ยังนึกไม่ออกครับ

ฟังดูแล้วอาจจะดูเหมือนทำได้ยาก แต่เมื่อลองทำจริงๆ แล้วมันจะเป็นนิสัยและจะอยู่ในชีวิตเราเองแบบไม่ตั้งใจ แล้วเราจะสามารถมีชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไปครับ สามารถเดินห้าง ดูหนัง ซื้อของ สังสรรค์ ท่องเที่ยว ได้ตามปกติครับ และก็ไม่ได้เป็นการทำงานหนักมากด้วย เพราะเราจะเป็น VI ที่คอยสังเกตสิ่งต่างๆ และหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

จะเห็นว่าการเป็นนักลงทุนแบบที่เค้าเรียกกันว่า VI นั้น ไม่ได้มาด้วยความฟลุ๊กแน่นอนครับ

ที่มา
[1]http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=24502

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

GFPT ไก่กำลังบิน

GFPT เป็นผู้ผลิตไก่แบบครบวงจรครับทำแม่งทุกอย่างตั้งแต่ อาหารสัตว์ เลี้ยงไก จนแปรรูปและส่งออก เป็น supplier ให้รายใหญ่หลายเจ้า ทั้งนิชิเรที่ส่งออกไปญี่ปุ่น ขายไก่ให้้ร้าน mac

วันนี้ 28/3/2012 ราคา 10.4 @ PE 10.84 เท่า

ประเด็นการลงทุน
  • โรงงานที่ร่วมทุนกับนิชิเรถึงจุดคุ้มทุน (ปี่ที่แล้วขาดทุนจากโครกการนี้ 100 ล้าน)
  • อียู ไกล้ยกเลิกการห้ามนำเข้าไก่สด
  • ตอนนี้ไก่หน้าฟาร์มราคาตก แต่มีแนวโน้มสูงขึ้น
สู้ต่อไป เจ้าไก่น้อย

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จับเท็จ..."หุ้นอสังหาฯ" 4 วิธี "เลี่ยงหลุมพราง" ทางบัญชี

จะเล่นหุ้นอสังหาฯ ให้มีกำไรต้องทำอย่างไร นักวิเคราะห์แนะนำว่า มีกลเกมทางบัญชี 4 วิธีที่ผู้ลงทุนต้องรู้ทุน คือ การบันทึกรายได้ กำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่าย และการไหลของกระแสเงินสด กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยมีมากถึง 68 บริษัท แยกเป็น 5 กลุ่ม ทั้งรับเหมาก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย พัฒนาโครงการให้เช่า โรงงานอุตสาหกรรม และน้องใหม่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสิทธิการเช่า ซึ่งกลุ่มหลังสุดนี้โตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีกองทุนเข้ามาจดทะเบียนต่อเนื่อง ทั้ง 5 ธุรกิจในเซคเตอร์อสังหาฯ รวมๆ กันแล้วมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 10% ของตลาด แต่กระจายกันถึง 68 หลักทรัพย์ แค่เลือกว่าจะลงทุนตัวไหนก็ละลานตาพอแล้ว แต่นักวิเคราะห์ยังเตือนไว้ด้วยว่า "เล่นหุ้นอสังหาฯ ไม่ง่าย" เพราะแต่ละบริษัทมีกลวิธีทางบัญชีที่แตกต่างกัน ฉะนั้นจะเล่นหุ้นกลุ่มนี้ ต้องตาดีเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นอาจตกหลุมพรางทางบัญชีที่ถูก "ขุดล่อ" ไว้

1. วิธีบันทึกรายได้
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส บอกว่า ก่อนจะตัดสินใจลงทุน หรือไม่ลงทุนในหุ้นอสังหาฯ นอกจากต้องเข้าใจกลไกและผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย ความเชื่อมั่น มาตรการต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่สุด ต้องเข้าใจโครงสร้างรายได้ วิธีบันทึกรายได้ และการทำประมาณการผลการดำเนินงาน เพราะหุ้นกลุ่มนี้ แตกต่าง จากกลุ่มอื่นๆ หรือแม้แต่ในกลุ่มอสังหาฯ เหมือนกัน ก็ยังมีวิธีบันทึกรายได้และประมาณการแตกต่างกัน สินค้าทั่วไป ถ้าขายแล้วได้เงินมา ก็จะบันทึกราคาเลย แต่บริษัทอสังหาฯ ไม่ใช่ จะบันทึกรายได้เฉพาะส่วนที่ "สร้างเสร็จ" แล้วเท่านั้น ไม่ใช่เท่านั้น เพราะการบันทึกรายได้ของธุรกิจบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือที่เรียกว่า โครงการแนวราบ กับโครงการคอนโดมิเนียมก็ "แตกต่าง" กันอีก เทิดศักดิ์อธิบายว่า การบันทึกรายได้ในบัญชีมี 3 เงื่อนไข คือ
  • บริษัทต้องได้รับเงินจากลูกค้าอย่างน้อย 20% ของราคาขาย 
  • งานก่อสร้างต้องคืบหน้าเกิน 10% และลูกค้าผ่อนดาวน์ต้องไม่ขาดผ่อนต่อเนื่องเกิน 3 งวด
  •  ส่วนกรณีคอนโดมิเนียม จะเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อว่า โครงการนั้นต้องมียอดขายพื้นที่ "เกิน 40%" ของพื้นที่ขาย โครงการคอนโดมิเนียมจะแบกรับความเสี่ยงมากกว่าบ้านเดี่ยวหรือ ทาว์นเฮ้าส์ จึงต้องการยอดขายและกำไรขั้นต้นที่สูงกว่า ผู้ลงทุนที่จะซื้อหุ้นของกิจการคอนโดมิเนียมจึงต้องพิจารณาให้ดี

2. อัตรากำไรขั้นต้น
อีกเรื่องที่ต้องดูคือการคาดการณ์ กำไรขั้นต้น หรือ "Gross Margin" ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึง "ฝีมือ" ผู้บริหาร ถ้า Gross Margin สูงๆ โดยปกติก็บ่งชี้ว่า จัดการเก่ง มีประสิทธิภาพ บริหารจัดการเป็นเยี่ยม แต่บางกรณี Gross Margin ก็อาจถูก หมกเม็ด ได้เช่นกัน ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ กำไรขั้นต้นสูง แต่ไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการที่ดี แต่มาจากการเล่นกลทางบัญชี เทิดศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า บางบริษัทที่มี Gross Margin สูง เพราะมีการปรับปรุงทาง บัญชี เช่น ปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ในอดีต ทำให้เมื่อนำสินทรัพย์ชิ้นที่ถูกปรับลดมูลค่ามาพัฒนาเพื่อขาย จึงมีต้นทุนต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นสูงกว่าปกติ กำไรขั้นต้น หรือ Gross Margin สูง ยังอาจมาจากกลยุทธ์พัฒนาที่ดินของผู้บริหาร เช่นสะสมที่ดินแปลงใหญ่มาหลายปี แต่ทยอยพัฒนา เช่น มีที่ดินสะสม 100 ไร่ ซึ่งในการพัฒนาที่ดินเฟสแรกๆ กำไรขั้นต้นจะต่ำเพราะมีต้นทุนสูง แต่หลังจากนั้นมูลค่าที่ดินสูงขึ้น และตั้งราคาสินค้าได้สูงกว่าเฟสแรก กำไรขั้นต้นก็สูงขึ้นในช่วงเฟสท้ายๆ กำไรขั้นต้นของกลุ่มอสังหาฯ เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 41% ในปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านสร้างไม่พอขาย ทำให้การสต็อกสินค้าต่ำมากๆ และตลาดเป็นของผู้ขาย แต่จากนั้น Gross Margin ก็ถอยลงมาเรื่อยๆ จนเหลือ 32-34% สะท้อนว่าตอนนี้ตลาดเป็นของผู้ซื้อ" กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เทิดศักดิ์ยกตัวอย่างบริษัทสัมมากร" ซึ่งซื้อที่ดินแปลงใหญ่และพัฒนาโครงการ โดยใช้เวลาถึง 10 ปี ตอนนั้นโครงการหมู่บ้านที่บางกะปิ เคยมีกำไรขั้นต้นสูงถึง 70% แต่พอที่ดินหมด กำไรขั้นต้นก็ลดลง ฉะนั้นในการพิจารณา Gross Margin หากเห็นว่าสูงผิดปกติ ต้องเจาะลึกด้วยว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ และจะอยู่อย่างนั้นตลอดไปหรือไม่ "ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร" ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ต้องดูอย่างละเอียด และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ลงทุนต้องระวัง..

3. ค่าใช้จ่าย
โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของธุรกิจอสังหาฯ จะมี 4 ส่วน คือ ค่าจ้างเงินเดือน และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการจัดการต่างๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมิน ค่าธรรมเนียมการโอน 2% และค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายส่วนใหญ่จะคิดราว 3% ของยอดจอง รวมเป็น 7.3% สิ่งที่ควรระวังก็คือ ในบางกรณีการบันทึกบัญชี จะมีค่าใช้จ่ายการขายแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น โปรโมชั่นแปลกๆ ให้ของแลกแจกแถม ดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งถ้าเห็นความผิดปกติ ต้องสอบถามผู้บริหารด้วย สิ่งที่ต้องจับตาอีกอย่างคือ โครงสร้างการเงินและแนวโน้มการก่อหนี้ ในช่วงวิกฤติ บริษัทอสังหาฯ ส่วนใหญ่จะเติบโตด้วยการก่อหนี้ โดยไปกู้ยืมเงินนอกประเทศ เพราะได้อัตราดอกเบี้ยถูก แต่หลังการปล่อยค่าเงินลอยตัว ทำให้มีหนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2543 สัดส่วนหนี้สิน (Net Gearing) สูงถึง 11% จากนั้นจึงทำการ "แฮร์คัต" หรือปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ Net Gearing ปัจจุบันเหลือเพียง 0.7% ช่วงนี้จึงถือว่าฐานเงินทุนบริษัทอสังหาฯ แข็งแรง เพราะเป็นการเติบโตจากเงินของผู้ถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่

4. งบกระแสเงินสด
วิธีดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ "สถานะ" (Position) ของกิจการได้ทางหนึ่ง "ในช่วงเริ่มฟื้นตัวของกิจการ หรือช่วงขยายกิจการ ส่วนใหญ่จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แต่เมื่อผ่านช่วงการลงทุนไปแล้ว ฐานธุรกิจใหญ่ขึ้น กระแสเงินสดจะเป็นบวก" "ดูวิธีบันทึกบัญชี เกาะติด Gross Margin พิจารณาค่าใช้จ่ายในการขาย และปรายตาดูกระแสเงินสด" นี่คือแนวทางหลักๆ ในการค้นหาความจริงของหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่นักวิเคราะห์แนะนำไว้ หากทำได้ครบ รับรองว่าได้หุ้นถูกตัว ถูกใจ มีกำไรได้ไม่ยาก..

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การประยุกต์ใช้ EBITDA และข้อจำกัด

EBITDA วิธีจำความหมายให้ขึ้นใจก็จำเป็นตัวย่อไว้ดังนี้ กำไร(Earning) ก่อน(Before) ดอกเบี้ยจ่าย(Interest) ภาษี(Tax) ค่าเสื่อม(Depreciation) ถ้าดูเผินก็เหมือนกำไรที่มาจากธุรกิจจริงยังไม่แบ่งให้เที่มาของทุน (เจ้าหนี้ เจ้าของทุน) แต่มันลึกกว่านั้นครับ ก็ยกบทความของคุณ green-orange [1] มาให้อ่านกันครับ เชิญอ่านโดยพัน

การนำเอา EBITDA ไปใช้และข้อจำกัด
ต่อ จากบทความที่แล้ว และที่น้องปิ๊กขอมา เป็นแรงบันดาลใจทำให้ผมต้องมานั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนอย่างไรดี แล้วผมจะเขียนให้คนอ่านรู้เรื่องได้ไหมเนี่ย…แต่แล้วผมก็คิดว่าผมจะพยายาม ลองดูครับ เป็นการฝึกฝนตนเองไปด้วย ถ้าผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ขออภัยมา ณ ที่นี้
เริ่มเลยแล้วกัน……

ในการนำเอา EBITDA ไปใช้นั้น ในความคิดส่วนตัว ผมเห็นว่าเราจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหลายสิ่งด้วยกันดังนี้
1 หนี้สินต่อทุนและภาระดอกเบี้ยจ่าย
2 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT)
3 ลักษณะของกิจการ
4 ความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ
5 Utilization Rate

ทีนี้เราลองมาดูทีละประเด็นกันนะครับ ว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในการพิจารณาอย่างไร

1 หนี้สินต่อทุนและภาระดอกเบี้ย
เหตุผล ที่เราต้องมาพิจารณาหนี้สินต่อทุนและภาระดอกเบี้ยจ่ายประกอบนั้น เนื่องจากว่า EBITDA นั้นเป็นกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจ่าย ซึ่งยังไม่ได้มีการพิจารณาถึงโครงสร้างหนี้สินต่อทุนของกิจการ (หนี้สินในที่นี้หมายถึงหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย) เลยว่าสินทรัพย์ที่ได้มานั้นได้มาจากส่วนไหนในอัตราส่วนเท่าไหร่ เช่น ถ้าหากกิจการ A มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน = 1:1 ส่วน B มีภาระหนี้สินต่อทุน 1:2 และอัตราดอกเบี้ยจ่าย = 5% เท่ากันทั้ง 2 บริษัท นั่นก็จะทำให้เราทราบคร่าวๆว่า บริษัท A นั้นมีความเสี่ยงที่สูงกว่า B ในเรื่องของภาระดอกเบี้ยจ่ายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งภาระดอกเบี้ยจ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้นำไปหักออกจาก EBITDA ซึ่งการดูเฉพาะเรื่องของอัตราหนี้สินต่อทุนก็ยังบอกอะไรเราไม่ได้มากนัก ต้องดูอย่างอื่นประกอบเพิ่มเติม

2 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT)
ทำไม เราต้องมาดูเรื่องอัตรากำไรจากการดำเนินงานของกิจการกัน (EBIT) สาเหตุก็เนื่องจากถ้า 2 กิจการมี EBIT ที่เท่ากันแต่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนและดอกเบี้ยจ่ายที่แตกต่างกันแล้ว ก็จะทำให้มีผลอย่างมากต่อการพิจารณาลงทุนของนักลงทุนดังที่แสดงในตารางด้าน ล่างซ้ายมือ เราลองมาดูตัวอย่างเพิ่มเติมกันนะครับ สมมุติว่าทั้ง 2 บริษัทที่มี EBIT เท่ากันที่ 10% ในตอนแรกนั้นมียอดขายลดลง 10% เท่ากันพอดี แต่บริษัท B มีอัตราหนี้สินน้อยกว่า A ที่อัตราดอกเบี้ยจ่าย 5% เท่ากัน สังเกตุว่าบริษัท A เกือบจะขาดทุนแต่บริษัท B ยังพออยู่ได้ ดังแสดงในตารางด้านล่างด้านขวามือ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่ารายได้ลดลงมากกว่า 10%??? เพื่อนลองจินตนาการดูเอาเองนะครับ

3 ลักษณะของกิจการ
ที่ นี้เราก็จะมาดูกันนะครับว่าลักษณะของกิจการมันมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องอะไร กับเรื่องนี้กันครับ ผมคิดว่ากิจการที่เราควรจะระมัดระวังก็คือกิจการที่มีต้นทุนคงที่สูงและมี รายได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งโดยส่วนใหญ่กิจการลักษณะนี้ก็จะต้องมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรสูง ซึ่งสินทรัพย์ถาวรเหล่านี้จะใช้เป็นตัวสร้างรายได้หลักของกิจการ และโดยปกติก็จะต้องมีการปรับปรุงเครื่องจักรให้ทันสมัยอยู่เสมอ รวมทั้งต้องมีการตัดค่าใช้จ่ายเป็นค่าเสื่อมราคาที่สูงตามไปด้วย เช่น กิจการโรงแรม โรงงานปิโตรเคมี โรงงานผลิตสินค้าอิเลคทรอนิคส์ เป็นต้น

4 ความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ
ถาม ว่าข้อนี้แตกต่างอย่างไรกับลักษณะของกิจการในข้อ 3 ผมคิดว่ามีความแตกต่างแน่นอนครับ เพราะลักษณะกิจการบางอย่างเป็นกิจการที่มีความจำเป็นและไม่ค่อยมีความอ่อน ไหวกับภาวะเศรษฐกิจมากนัก ลูกค้าไม่สามารถชะลอการใช้จ่ายได้นานมากนัก ทำให้รายได้มีความสม่ำเสมอและค่อนข้างมั่นคงมากกว่า เพราะเป็นสินค้าปัจจัย 4 เช่น โรงพยาบาล ห้างค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งก็ต้องมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและเครื่องไม้เครื่องมือค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่แตกต่างกับพวกโรงแรมหรือโรงงานปิโตรเคมีนั้น ค่อนข้างชัดเจนคือ ความสม่ำเสมอของรายได้ และความจำเป็นที่ต้องใช้

5 Utilization Rate
อัน นี้ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สาเหตุก็เนื่องจากถ้าหากกิจการมีอัตราการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ใกล้จะเต็ม กำลังแล้วนั้น กิจการจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ถาวรใหม่ซึ่งต้องการเงินลงทุนในปริมาณสูงมาก และจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นค่าเสื่อมราคามาลดกำไรลง เพราะกว่าที่สินทรัพย์ใหม่จะสามารถสร้างรายได้จนถึงจุด คืนทุนได้นั้นก็คงต้องใช้เวลาสักระยะขึ้นอยู่กลับลักษณะของกิจการ

สรุป แล้วในความคิดส่วนตัวของผมนั้น ผมไม่ชอบที่จะใช้ EBITDA ในการประเมินมูลค่าหุ้นมากนัก เนื่องจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่ายนั้น ผมคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายจริงๆที่เกิดขึ้น แต่ว่ากิจการได้จ่ายเงินสดในการลงทุนในสินทรัยพ์นั้นๆออกไปก่อนแล้ว เพียงแต่ในทางบัญชีอนุญาติให้บริษัทค่อยนำเอาค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาแบ่งหัก ออกเป็นค่าใช้จ่ายตามแต่วิธีที่กิจการเห็นว่าเหมาะสมในการเลือกใช้ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะต้องถูกนำไปใช้ซื้อสินทรัยพย์ใหม่เข้ามาทดแทนของ เก่าที่หมดสภาพลงในอนาคตอยู่ดี แต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรจะพิจารณาก็คือระยะเวลาและวิธีการที่ บริษัทเลือกใช้ในการตัดค่าเสื่อมราคานั้นมีความเหมาะสมกับอายุการใช้งานของ สินทรัพย์เหล่านั้นและสอดคล้องกับกลยุทธของบริษัทหรือไม่ และผมเห็นว่าเราควรที่จะนำเอา EBIT ไปใช้มากกว่าในการประเมินมูลค่าหรือวิเคราะห์กิจการ แทนที่จะนำเอา EBITDA ไปใช้ และก็ต้องใช้ประกอบกับอัตราส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น กระแสเงินสดอิสระหลังจากที่ได้ลงทุนในส่วนของการบำรุงรักษาและส่วนของการ เติบโตด้วย เป็นต้น และสุดท้ายคือ EBITDA นั้น ส่วนของ ค่าเสื่อมราคา (D) นั้นมันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดในวันนี้ที่จะต้องถูกนำไปใช้ทดแทนหรือ ปรับสภาพสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมหรือดีขึ้นในอนาคตเนื่องจากมี เทคโนโลยี่ใหม่มาทดแทนของเดิมที่อาจจะทำให้สินทรัพย์เดิมล้าสมัยเร็วกว่า เวลาอันควร โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นพวกเทคโนโลยี่หรือแม้กระทั่งธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี่ใน การผลิตที่ใครๆมีเงินก็หาซื้อมาใช้ได้

อ้างอิง
[1] green-orange , การนำเอา EBITDA ไปใช้และข้อจำกัด, http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=51081