วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561

วิเคราะห์หุ้น AUCT ไตรมาส 1 2561


หุ้น AUCT หลังจากราคาร่วงมาหลายปี เนื่องจากผลกระทบจากรถคันแรกทำให้ปริมาณรถยนต์มือสองที่เข้ามาประมูลมีน้อยลง



หลังจากที่ผลจากรถยนต์คันแรกเริ่มหมดไป และการจัดการกระบวนการภายในต่างๆ ได้ทำให้ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาเริ่มมีรายได้ในทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และกำไรก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา



สำหรับนักลงทุนในเชิงพื้นฐานต้องรอดูกันต่อไปครับว่าในไตรมาสสองที่กำลังจะถึงนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปเดี๋ยวเราจะมา อัพเดทกันเรื่อยๆครับ






ติดตามเราได้ที่
Website : www.investidea.in.th

Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th

Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่www.investidea.in.th/p/value-investor.html

หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023
เพิ่มเพื่อน

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เริ่มต้นเล่นหุ้นนต้องใช้เงินเท่าไร


มีมือใหม่อยากเล่นหุ้นมักเข้ามาถามกันบ่อยๆครับว่า จะเริ่มเล่นหุ้น หรือลงทุนหุ้นจะต้องใช้เงินขั้นต่ำเท่าไร



ในความเป็นจริงๆแล้ว ไม่มีขั้นต่ำใดๆทั้งสิ้นครับ ตอนผมเปิดพอร์ทแรกๆ ก็ใช้เงินเพียงหลักพัน จากนั้นพอทำงานและมีเงินเดือนก็ค่อยๆใส่เงินเพิ่มเรื่อยๆ



สำหรับมือใหม่เริ่มต้นเล่นหุ้นให้เข้าไปที่ www.settrade.com และเข้าไปที่เมนูมือใหม่ลงทุน



จะมีรายชื่อโบรกเกอร์ให้เลือกสำหรับคนที่พอร์ทเล็กๆเงินน้อยมีข้อสำคัญที่ต้องเลือกคือ

  • ให้เบิดบัญชีแบบ Cash balance คือใส่เงินเข้าไปเท่าไรก็สามารถเทรดได้เท่านั้น และค่าคอมจะถูกกว่า เพียง 0.15% ต่อการซื้อขาย 1 ครั้ง
  • เลือกโบรกที่ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการซื้อขาย ส่วนใหญ่จะมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำที่ 50 บาท แสดงว่าถ้าเราซื้อน้อยๆ ค่าธรรมเนียมไม่ถึง 50 บาท เขาก็จะคิดเราที่ 50 บาท เช่น ซื้อหุ้น 10,000 บาท ค่่าธรรมเนียม 0.15% ก็ 15 บาท ทางโบรกจะคิดเงิน 50 บาทเลย
จะเห็นว่าการลงทุนเราไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะเลย เงินน้อยแล้วค่อยๆ เก็บออมไปก็ได้ครับ






ติดตามเราได้ที่
Website : www.investidea.in.th

Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th

Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่www.investidea.in.th/p/value-investor.html

หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023
เพิ่มเพื่อน

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

50 อันดับหุ้นนำตลาด ไตรมาส 2 2561

.
ใกล้จบไตรมาส 2 (มิถุนายน 2561) ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา SET ลงกว่า 8% มาดูกันครับว่าใครดีหรือแย่กว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา ได้เป็นไอเดียในการลงทุนได้ครับผม

ในการตัวเลขที่ยกมาเป็นตัวอย่างมาจากเครื่องมือ comparative Relative Strengths ของ efin ครับ โดยใน Package แบบ Platinum จะสามารถเรียงผลตอบแทนราคา (การเปลี่ยนแปลงของราคา) ได้มากกว่า Package ปกติได้ตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน จนถึง 12 เดือน ในที่นี้จะเป็นการแสดง ผลตอบแทนในรอบ 3 เดือนครับ หรือจะดูได้ที่ www.morningstarthailand.com/ ก็ได้ครับ


50 อันดับหุ้นที่ผลตอบแทนดีในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา
จะเห็นว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้นที่ผลตอบแทนชนะตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นเล็กๆ หุ้นใหญ่ไม่ค่อยติดตารางเท่าไร ไม่เหมือนช่วงปีที่แล้วที่ หุ้นใหญ่เป็นหุ้นนำตลาด


50 อันดับหุ้นผลตอบแทนแย่กว่าตลาดในรอบ 3 เดือน
สำหรับหุ้นที่ผลตอบแทนตกต่ำ ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ผลกำไร ปรับตัวลดลง หรือ PE แพงๆ ตลาดก็ปรับ PE โดย ราคาลดลง

สรุปดูสภาพตลาดแล้ว และกลุ่มหุ้นนำตลาดแล้ว ต้องเลือกหุ้นดีๆมากๆ



ติดตามเราได้ที่ Website : www.investidea.in.th
Facebook : www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

แจก excel สรุปงบไตรมาส 1 2018


งบการเงินหุ้นไตรมาส 1 ออกครบแล้วงบใครเด่นโหลดไปส่องลงทุนกันได้เลยครับผม
การโหลดให้กดเบาๆตรงมุมล่างขวาของตารางนะครับผม
เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ




ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

แจก EXCEL คำนวณ Money management DW กันพอร์ทพัง


DW เป็นสินค้าที่นักลงทุนหลายคนเข้ามาเล่นเพราะมีการเคลื่อนไหวรุนแรง แซงทุกทางโค้ง แต่การความผันผวนที่มากถ้าไม่มีการคำนวณ Money Management ที่ดีๆ ซื้อในปริมาณที่ไม่เหมาะสมทำให้นักลงทุนหลายคนพอร์ทพังได้ง่ายๆ ความยากของการคำนวณ Money Management ของ dw คือราคาลูกจะล้าไปกับตัวแม่ทำให้ต้องคำนวณหลายชั้น บทความนี้จะสอนการคำนวณแบบง่ายๆครับ


1.โหลด EXCEL 


เข้าไปโหลดที่ link นี้ได้เลยครับผม
>>>>กดตรงนี้<<<<<

2.ใส่ชื่อหุ้นแม่



รอแป้บ excel จะโหลดข้อมูลของ DW มาให้ จะบอกว่า ค่าสูงสุดในตารางเป็นเท่าไร และต่ำสุดเป็นเท่าไร ถ้าใส่ราคาแม่ไม่อยู่ในค่า max min ตารางจะ error ไม่มีค่า

3.ดูกราฟตัวแม่แล้วใส่ราคาเป้าและจุดคัลลอส


จะเล่น DW ต้องมีการวางแผน ราคาซื้อ ราคาขาย และจุดคัทลอสให้ดีไปดูกราฟตามสูตรของท่านแล้วนำค่ามาใส่ตาราง

DW ฝั่ง call



จะเห็นว่าสมมติจะซื้อ BBL ที่ 195 มองเป้า 210 คัทลอสที่ 190 บาท จะได้กำไร 7% ขาดทุน 2.56% คิดเป็น RR Ratio ที่ 3 เท่า

DW ฝั่ง put







ถ้าใส่ชื่อฝั่ง PUT เราต้องมองแม่ขาลงคือขายก่อนและซื้อกลับที่ราคาต่ำกว่า ตารางใส่ราคาจะเปลี่ยนให้เราใส่ราคาขาย และซื้อกลับข้างล่าง ถ้าราคาขึ้นเราจะคัทลอส

นำราคาแม่มาเทียบกับตาราง



การนำราคาหุ้นไปเปรียบเทียบกับตารางราคา DW

เมื่อได้ราคาของแม่ที่จะซื้อจะขายแล้วจะนำเราคาแม่ไปเทียบกับตารางว่าแม่เท่านี้จะเป็นราคาลูกเท่าไรโดยที่ระดับราคาเดียวกัน ราคาลูกก็จะเปลี่ยนไปดังนั้นเราต้องวางแผนดีๆ

เมื่อนำราคาแม่ที่เป็นฝั่ง call ไปเทียบกับตารางจะเห็นว่า ตามราคาที่วางแผนไว้ ถ้าราคาแม่วิ่ง 7.7% ตัวลูกสามารถวิ่งได้ถึง 80% คนก็เลยกะรวยจาก DW กันเลยทีเดียว แต่โดนทีก็โดนไม่ใช่น้อยเพราะสามารถขาดทุนได้ถึง 20% คนส่วนใหญ่จะตกม้าตายตรงนี้เพราะมองแต่ได้ ไม่มองผลเสีย

ในช่อง RR Ratio คือ Risk Reward Ratio จะบอกว่าเงินที่ได้เป็นกี่เท่าของที่เสียไป ในตัวอย่างคือได้เป็น 4 เท่าของที่เสีย

4. คำนวณ Money Management จำนวนเงินเหมาะสมที่จะซื้อหุ้น


หลังจากดูแล้วว่าจุดซื้อตรงไหนที่ได้เปรียบเราจะมาคำนวณเงินกันว่าไม้นี้จะใส่เงินเท่าไรดี ส่วนใหญ่อยากรวยก็ใส่กันเยอะๆ อัดกันหมดพอร์ท (All in) พอพลาดขึ้นมาก็พอร์ทพัง


เราต้องกำหนดสมมติฐานการลงทุนมาก่อนประกอบด้วย
  • ขนาดพอร์ท ณวันนี้เรามีมูลค่าพอร์ทเท่าไร เท่ากับ เงินสด + มูลค่าหุ้นตามราคาตลาด จากตัวอย่างมีเงินและหุ้นตามราคาตลาดที่ 1,000,000 บาท
  • Risk ที่รับได้ คือการคำนวณว่าถ้าถุงจุดคัทลอสแล้วต้องตัดขาดทุน เราจะยอมให้มูลค่าพอร์ทลดลงเท่าไร ในตัวอย่างกำหนดไว้ที่ 2% แสดงว่าไม่ว่าจะคัทลอสที่เท่าไร เราจะยอมขาดทุนเต็มที่ 2% ของมูลค่าพอร์ท จากตัวอย่างมีเงิน 1,000,000 บาท ยอมรับ risk ได้ที่ 2% แสดงว่าเรายอมขาดทุนได้ 20,000 บาท สมมติเราขาดทุนไปแล้ว 20,000 มูลค่าพอร์ทรอบหน้าจะเหลือ 980,000 ถ้าเรารับขาดทุนได้ 2% เท่าเดิมเงินขาดทุนจะเหลือ 19,600 จะทำให้เราซื้อน้อยลงโดยอัตโนมัติ
  • ถือกี่วัน ถ้าซื้อจบในวันนั้นเลยใส่เลข 1 ถ้าจะถือต่อหลายวันระบบจะดึงของวันอื่นมาให้ จะเห็นว่าเล่น DW ถือนานๆ ถ้าออกที่แม่ราคาเดิม จุดคัทจะต่ำลง ขาดทุนเพิ่มอีก ถ้าเรากำหนด Risk ไว้เท่าเดิม เราจะซื้อหุ้นได้จำนวนที่น้อยลง
  • ค่าคอมมิสชั่นใส่ตามที่เราได้เลยครับ

การคำนวณ money management จากจุดคัทลอส


 เริ่มต้นจากคำนวณจำนวนหุ้นที่ซื้อแล้วทำให้ขาดทุนเท่ากับ  Risk ที่ตั้งไว้

ขนาดพอร์ท x Risk ที่รับได้ = (ราคาขาย x (1-ค่าคอม) - ราคาซื้อ x (1+ค่าคอม)) x จำนวนหุ้น
จำนวนหุ้น = (ขนาดพอร์ท x Risk ที่รับได้ ) / ( (ราคาขาย x (1-ค่าคอม) - ราคาซื้อ x (1+ค่าคอม)) )

เมื่อได้จำนวนหุ้นแล้วก็หาจำนวนเงินว่าใช้เงินกี่บาท

จำนวนเงินที่ซื้อ = จำนวนหุ้น x ราคาซื้อ


จากตารางเราจะสามารถซื้อได้จำนวน
จำนวนหุ้นที่ซื้อได้     675,789.83 หุ้น
จำนวนเงินที่ซื้อ     101,368.47 บาท
สัดส่วนของพอร์ท    10.14% ของพอร์ท

การคำนวณ Money Management จาก ATR

เราต้องยอมรับธรรมชาติของหุ้นว่า จะต้องมีการแกว่งตัว ไปตามเหตปัจจัย และไม่อยู่ในอำนาจการสั่งการของเรา จุดซื้อกำหนดได้แต่จุดออกตลาดจะบอกเองว่าจะได้ออกทีี่ เป้า หรือ จุดคัทลอส

ATR จะบอกว่าใน 14 วันที่ผ่านมา เฉลี่ยแล้วขึ้นลงประมาณเท่าไรต่อวัน  ค่า ATR ของหุ้นแต่ละตัวดูได้จากกราฟของ Efin โดยใส่ indicator ATR ลงไปในกราฟ

การดูค่า ATR จากกราฟของดปรแกรม Efin
การคำนวณ Money management จะต้องใส่ค่าเพิ่มอีก 2 ค่าคือ ATR ที่ดูจากกราฟ และจำนวนเท่าที่รับได้ จากตัวอย่าง ATR อยู่ที่ 0.222 และรับความเสี่ยงได้ 1.5 เท่าของความผันผวนปกติในรอบ 14 วัน

จำนวนหุ้นที่ซื้อได้     600,600.60     หุ้น
จำนวนเงินที่ซื้อ     90,090.09     บาท
สัดส่วนของพอร์ท    9.01%    ของพอร์ท

ถ้าใช้ ATR จะเห็นว่ายิ่งหุ้นเป็นเทรนด์ชัดเจน ATR จะเพิ่มขึ้น ทำให้เมื่อคำนวณแล้วจะซื้อหุ้นได้ในจำนวนที่น้อยลง ป้องกันการไล่ราคาไปในตัว

ตาราง money management สำเร็จรูป


การคำนวณ money management สำเร็จรูป
ไม่ต้องคิดมาก ดูว่าปกติเราคัทลอสกี่ % แล้วแต่ละไม้ยอมขาดทุนได้กี่ % ของพอร์ท
สมมติคัทลอสที่ 20% และเรายอมขาดทุนได้ 2% ของพอร์ท เราจะซื้อใช้เงินประมาณ 10% ของพอร์ท
ถ้าพอร์ทเรามี 1,000,000 บาทก็จะซื้อได้ 100,000 บาท ซื้อได้กี่หุ้นก็หารราคาซื้อเข้าไปจบ


จะเห็นว่าถ้าเรามีการวางแผน money management ตั้งแต่แรกอาจไม่รวยมากแต่พอร์ทไม่พังก็อยู่ในตลาดได้เรื่อยๆ จากสมการจะสรุปได้ว่า

  • ยิ่งพอร์ทเรารับความเสี่ยงต่อไม้ได้มากขึ้นเท่าไรจำนวนเงินที่ซื้อต่อไม้ก็จะมากขึ้นเท่านั้น
  • เมื่อขาดทุน พอร์ทเล็กลง ควรใช้เงินซื้อน้อยลง ไม่ใช่อัดเพิ่มเพื่อเอาคืน
  • ยิ่งจุดคัทลอสลึกเท่าไร ยิ่งซื้อน้อยลง
  • หุ้นที่ผันผวนมากๆยิ่งซื้อน้อยลง
  • จังหวะที่หุ้นวิ่งแรงๆการไล่ราคาควรใช้เงินน้อย เพราะเมื่อเกิด trend แสดงว่าเกิดความผันผวนที่มากขึ้นผิดปกติเมื่อคำนวณด้วย ATR จะทำให้ซื้อน้อยลง




ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่https://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

ส่องงบหุ้นนิคม AMATA WHA ROJNA TFD รับ EEC


หุ้นนิคม AMATA WHA ROJNA TFD เป็นหุ้นที่ตลลาดนิยมเล่นกันต้อนรับกระแส EEC ตลาดเชื่อกันว่าถ้า EEC เกิดขึ้นได้จริงตามแผน นิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับประโยชน์ มาดูกันครับว่างบการเงินของใครจะแจ่มน่าลงทุนกว่ากัน

เรื่องหนี้สิน


โครงสร้างหนี้

หุ้นนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนหนี้สินค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 ของสินทรัพย์รวม เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน TFD น่าเป็นห่วงที่สุดเพราะมีหนี้สินจำนวนมาก และหนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้นถ้าจัดการไม่ดีมีโอกาสมีปัญหาทางการเงินได้

ความสามารถในการชำระหนี้หุ้นนิคม

เมื่อดูความสามารถในการชำระหนี้จะเห็นว่าส่วนใหญ่มีระดับหนี้สิน DE Ratio ที่ค่อนข้างสูง และมีระยะเวลาชำระหนี้ท่ค่อนยาวด้วย โดยมีระยะเวลาคืนหนี้ Payback Period มากกว่า 10 ปี แสดงว่ากระแสเงินสดในแต่ละปีของหุ้นนิคมถ้าเอามาจ่ายหนี้ใช้หนี้จนเหงือกแห้งเลยกว่าจะหมด และที่น่าเป็นห่วงสุดคือ TFD ที่กระแสเงินสดติดลบแสดงว่าไม่มีเงินสดเพียงพอจ่ายหนี้

ในภาพรวมความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มนิคมถือว่าไม่ดีเท่าไรนัก แต่ก็ถือว่าเป็นธรรมชาติของหุ้นกลุ่มอสังหาอยู่แล้ว

การใช้ประโยชน์สินทรัพย์




โครงสร้างสินทรัพย์และรายได้


จะเห็นว่าส่วนหญ่หุ้นนิคมส่วนใหญ่สินทรัพย์จะเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่มีอายุมากกว่า 1 ปี บริษัทที่มีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมากที่สุดคือ WHA ซึ่งสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนส่วนใหญ่จะเป็นค่าความนิยมจากการเข้าไปซื้อกิจการนิคมเหมราช 17,000 ล้าน เงินเงินลงทุนในกอง Reit และ โรงไฟฟ้า

จากอัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน จะเห็นว่าสินทรัพย์ที่มี 1 บาทจะนำไม่สร้างรายได้ได้ประมาณ 0.2 บาท คนที่แหกโค้งเพื่อนคือ TFD สร้างรายได้ได้แค่ 0.1 บาทน่าเป็นห่วงมาก

วงจรเงินสดหุ้นนิคม

หุ้นนิคมอุตสาหกรรมก็เหมือนหุ้นอสังหาที่รายได้ส่วนหนึ่งมากจากการขายที่ดินในนิคม ซึ่งถูกบันทึกไว้ในสินค้าคงเหลือในงบการเงิน จะเห็นว่าคนที่ตุนทีี่ไว้เยอะสุดหรือไม่ก็ขายไม่ออกคือ  คือ TFD ที่วงจรเงินสดยาวกว่า 3,400 วัน เงินจมในที่หนักมาก รองลงมาคือ AMATA มีวงจรเงินสด 1,229 วัน WHA 870 วัน และ ROJNA ขายไวสุด 326 วัน ต้องของเป็นกำลังใจให้ TFD ว่าจะเป็นอย่างไร ขายที่ไม่ออกซวย

การลงทุนและผลตอบแทนหุ้นนิคม


 จะเห็นว่าหุ้นที่มีการลงทุนสูงในปีที่ผ่านมาคือ AMATA และลงทุนรองลงมาคือ TFD ที่จากอัตราส่วน Reinvestment ratio ที่แสดงการลงทุนในที่ดินอาคารอุปกรณ์เทียบกับค่าเสื่อมมีค่าสูงถึง 8.93 และ 5.07 ตามลำดับ ROJNA มีการลงทุนนิหน่อย และบริษัทที่ไม่ลงทุนคือ WHA เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนมาเพื่อการชำระหนี้ที่กู้มาซื้อเหมราช

เมื่อดูผลตอบแทนที่สินทรัพย์สร้างได้ในรูปเงินสด จาก Ratio CFroi จะเห็นว่าส่วนใหญ่สร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 3-6% แต่ที่แย่สุดคือ TFD ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนรูปเงินสดได้เลย


ความสามารถในการทำกำไร


สัดส่วนรายได้และรายได้อื่น

เมื่อพิจารณาสัดส่วนของรายได้และรายได้อืนจะเห็นว่า บริษัทที่มีรายได้อื่นส่วนใหญ่จะเป็นกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนค่อนข้างเยอะคือ WHA และ TFD สัดส่วนรองลงมาคือ AMATA และ ROJNA



ดูความสามารถในการทำกำไรกันบ้าง คนที่กำไรขั้นต้นดีสุดคือ AMATA รองลงมาคือ WHA TFD  ต่ำสุดคือ ROJNA  แต่คนที่มีปัญหามากสุดคือ TFD ที่มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารกว่า 32% ของยอดขายทำให้ขาดทุนตั้งแต่กำไรดำเนินงานยังไม่ทันได้หักดอกเบี้ยและภาษี ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก TFD

อัตรากำไรและคุณภาพกำไร
เมื่อพิจารณาอัตรากำไรจะเห็นว่า AMATA WHA มีอัตรากำไรสุทธิที่ค่อนข้างสูง รองลงมาคือ ROJNA และแย่สุดคือ TFD

ในส่วนของคุณภาพกำไรส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่า 1 แสดงว่าบริษัทนิคืมส่วนใหญ่มีกำไรแต่ไม่ค่อยมีกระแสเงินสดเท่าไรนัก บริษัทที่คุณภาพกำไรต่ำกว่า 1 ไม่ค่อยเหมาะถือยาวเท่าไรนัก

ผลตอบแทน
เมื่อพิจารณา ROA ROE จะเห็นว่า ROA ของหุ้นนิคมสูงสุดคือ AMATA รองลงมาคือ WHA ROJNA และ TFD ส่วน ROE ส่วนใหญ่อยู่ระดับ 10% ขึ้นไปไม่แย่ ยกเว้น TFD ทีี่แย่ทั้ง ROA และ ROE


โดยสรุปภาพรวมงบของหุ้นนิคมเป็นหุ้นที่พื้นฐานไม่แกร่งเท่าไรนัก เนื่องจากมีหนี้สินในอัตราส่วนที่สูง และงบการเงินไม่สามารถสร้างเงินสดกลับมาให้ผู้ถือหุ้นได้เงินไปจมกับสินค้าคงเหลือเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นข้อแนะนำจึงควรเทรดระยะสั้นมากกว่าการถือหุ้นแบบยาวๆ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

การปรับปรุงข้อมูลราคาก่อนการ Back test ระบบลงทุนหุ้น

การ Back test ระบบลงทุนหุ้น หลายคนมักจะดูดข้อมูลดิบมาแต่ยังไม่ได้ปรับข้อมูลให้ดี ทำให้ผลการทดสอบออกมาเพี้ยนได้เมื่อนำมาใช้จริงก็จะมีปัญหา โดยทั่วไปสิ่งที่ต้องปรับมีดังนี้

1.แหล่งข้อมูล


http://siamchart.com/stock/

เว็บนี้จะมีข้อมูล EOD ( end of day ) มาให้ตั้งแต่เปิดตลาด สามารถใช้ python r amibrocker เข้ามาดึงได้เยี่ยมจริงๆ ถ้าชอบก็บริจาคให้เว็บเขานะครับ ลงทุนซื้อมาจากตลาดหลักทรัพย์เลย

2.การปรับปันผลเงินสด


วันจ่ายปันผลราคาหุ้นตอนเปิดจะลดลงเท่ากับเงินปันผลที่จ่าย ถ้าอยากให้ราคาที่มา backtest รวมผลตอบแทนเงินปันผลด้วย  ราคาปิดวันก่อนหน้า – เงินปันผล เหมือนต้นทุนในพอร์ทเราก็ลดลง

ส่วนวอลุ่มไม่ต้องปรับ

2.หุ้นปันผล


หุ้นปันผลลักษณะเหมือนการเพิ่มทุนแต่เราไม่ต้องจ่ายบริษัทจะเอากำไรสะสมมาจ่ายให้ หุ้นในพอร์ทจะเพิ่มขึ้นฟรีๆ ปัญหาคือถ้าอนาคตกำไรสุทธิไม่เพิ่มกำไรต่อหุ้นจะต่ำลง

ราคาและวอลุ่มย้อนหลัง


หุ้นเดิม : หุ้นใหม่

ราคาปิดวันก่อนหน้า * ( หุ้นเดิม / ( หุ้นเดิม + หุ้นใหม่) )

วอลุ่มวันก่อนหน้า * ( ( หุ้นเดิม + หุ้นใหม่) / หุ้นเดิม )


ผลกระทบกับจำนวนหุ้นในพอร์ท



จำนวนหุ้นในพอร์ท * ( ( หุ้นเดิม + หุ้นใหม่) / หุ้นเดิม )

3.แตกพาร์รวมพาร์


การแตกพาร์และรวมพาร์ไม่กระทบอะไรกับบริษัทเลย เพราะแค่พาร์ลดหุ้นเพิ่ม แต่เพื่อให้มูลค่าพอร์ทเท่าเดิมราคาหุ้นจะลดลงสัดส่วนเดียวกับพาร์ใหม่


ราคา วอลุ่มย้อนหลัง


พาร์เดิม : พาร์ใหม่

ราคาปิดวันก่อนหน้า * (พาร์ใหม่/(พาร์เดิม))

วอลุ่มวันก่อนหน้า  * ((พาร์เดิม) / พาร์ใหม่)


จำนวนหุ้นในพอร์ท


 จำนวนหุ้นในพอร์ท  * ((พาร์เดิม) / พาร์ใหม่)




4.เพิ่มทุน XR



จะเกิด price dilution วันที่ขึ้นเครื่องหมาย เพื่อให้เหมือนว่าทุกคนใส่เงินเพิ่มทุนทำให้ต้นทุนของหุ้นลดลง การปรับราคาคือ

อัตราการไดลูท = ( (หุ้นเดิม*ราคาปิดก่อน XR) + (หุ้นใหม่*ราคาเพิ่มทุน) ) / ((หุ้นเก่า+หุ้นใหม่) * ราคาปิดวันก่อนหน้า )

ถ้าค่ามากกว่า 1 ไม่ต้องปรับ

ราคาและวอลุ่ม


หุ้นเดิม : หุ้นใหม่
ราคาเพิ่มทุน

ราคาปิดวันก่อนหน้า * ( (หุ้นเดิม*ราคาปิดก่อน XR) + (หุ้นใหม่*ราคาเพิ่มทุน) ) / ((หุ้นเก่า+หุ้นใหม่) * ราคาปิดวันก่อนหน้า )

วอลุ่มวันก่อนหน้า * ((หุ้นเก่า+หุ้นใหม่)*วอลุ่มวันก่อนหน้า / ((หุ้นเดิม*ราคาปิดก่อน XR) + (หุ้นใหม่*ราคาเพิ่มทุน)) )


จำนวนหุ้น


ราคาา => ( (ราคาทุน * หุ้นเดิม) + (ราคาเพิ่มทุน * หุ้นใหม่) ) / (หุ้นเดิม + หุ้นใหม่)
จำนวนหุ้น => จำนวนหุ้นเดิม * (1 + (หุ้นใหม่ / หุ้นเดิม) )

5.การคิด total return

total return เป็นราคาที่ปรับสำหรับการคิดผลตอบแทนโดยรวมทั้งปันผลและส่วนต่างราคา  โดยจะคิดรวมเปิดปันผลเข้าไปด้วยในกราฟเลยทำให้การคิดผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาเป็นผลตอบแทนที่รวมปันผลเงินสดเข้าไปแล้ว

จะแตกต่างกับการปรับกราฟเพื่อใช้ในการตัดสินใจเทรด และ xr เราไม่ปรับเนื่องจากคิดเสมือนว่าเราดวงซวยไปโอน xr แล้ว ถ้าเราใส่เงินใช้สิทธ์ตามสัดส่วนแสดงว่าเราใส่เงินผิดจากสัดส่วนที่วางไว้ตอนแรก


โชคดีมีชัยในการลงทุนทุกท่านครับ



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : https://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่https://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ส่องงบการเงินหุ้น SGF

หุ้น SGF ตั้งแต่กลับเข้ามาเทรดราคาหุ้นก็ยังลงไม่หยุดหย่อนมาดูกันครับว่ามาจากสาเหตุอะไร แล้วเขาจะกลับมาได้หรือไม่มาดูงบการเงินกัน

งบดุลหุ้น SGF


งบดุล SGF

ลูกหนี้รวมไม่โตมากแต่สัดส่วนเปลี่ยนไป สินเชื่อรายใหญ่ลดลง ไปปล่อยสินเชื่อรายย่อย รับจำนำทะเบียนแบบ SAWAD MTLS แทน มาดูคุณภาพลูกหนี้กัน


สินเชื่อเช่าซื้อ รายย่อย


เช่าซื้อ

เพิ่งเริ่มปล่อยหนักๆในไตรมาสสองไป 200 ล้าน ยังไม่มี NPL แต่มีคนค้างไม่เกินสามเดือนประมาณ 0.5%

บริหารหนี้เสีย


บริหารหนี้เสีย

ส่วนงานนี้คิดซะว่าเหมือนแทงหวยละกัน มีสินทรัพย์ 11 ล้าน แต่มีหนี้เสียที่ไปซื้อมาตั้งสำรองแล้วกว่า 490 ล้าน ทิศทางหนี้ก้อนนี้ลดลง แสดงว่าบริษัทไม่ค่อยเน้นธุรกิจนี้เท่าไร

เงินให้กู้ยืม




มาดูลูกหนี้ที่ก้อนใหญ่สุดตอนนี้บ้าง คือเงินให้กู้ยืมส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่เจ้า แต่ดูแล้วเหมือนทำมูลนิธิมากกว่า NPL ไป 16 และ 25% ตามลำดับ แถมไตรมาสสองที่ผ่านมาลูกหนี้เจอศาลสั่งให้เพิกถอนนี่ดินที่จำนองอีก ตั้งสำรองขาดทุนไป 109 ล้าน สงสัยต้องภาวนาลูกหนี้กลุ่มนี้อย่าได้เป็นอะไรขึ้นมาน้าาา

งบกำไรขาดทุน



รายได้รวมๆเติบโตประมาณ 7% ส่วนใหญ่มาจากรายได้ธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นและธุรกิจเดิมที่ลดลง


ในด้านรายจ่าย ความล้ำอยู่ที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นเยอะจากการขยายสาขา จ้างคนเพิ่ม และการเพิ่มตัวแทน เดี๋ยวงบ q3 จะมาดูอีกทีว่าสินเชื่อโตแค่ไหน และไตรมาส 2 ปีหน้าน่าจะเริ่มเห็น NPL

สรุปหุ้น SGF ตอนนี้อยู่ในช่วงเร่งเติบโตจากธุรกิจใหม่ แต่จะโตได้จริงแค่ไหนค่อยลุ้นกันครับบทความนี้จะอัพเดทเรื่อยๆครับผม





ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

6 ขั้นตอนการลงทุนแบบไร้ใจ


เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็อย่างลงทุนอย่างเป็นระบบ ไปอ่านผล back test มาแล้วมั่นใจว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้แน่นวล เพจที่ชอบนำสูตรต่างๆมาวิจัยเช่นของ siamquant (www.facebook.com/siamquant) ทีนี้เวลาเราจะนำผลวิจัยมาลงทุนจริงจะต้องทำอยางไรถึงจะสมกับที่อุตสาห์ backtest กันครับ

1.เลือกกลุ่มของหุ้นที่จะลงทุน


แล้วแต่กลยุทธ์ที่ท่านออกแบบตอนแรกเลยครับ บางคนอาจลงทุนเฉพาะใน set100 set50 หุ้นปั่น หุ้นซิ่ง warrant

2.แสกนหุ้นตามเงือนไขในการซื้อ



ต่อไปเราจะต้องแสกนว่าในหุ้นกลุ่มที่เราสนใจมีตัวไหนที่เข้าเงื่อไขการซื้อของเราบ้าง อย่างในตัวอย่างจะเป็นการแสกนหุ้นหุ้นที่ เส้น STO ตัดกันวันแรก โดยใช้เครื่องมือสแกนของเว็ป labhoon  สามารถเข้าไปสแกนได้ฟรีครับ จะได้หุ้นมาหลาย 10 ตัว เงินเราคงไม่สามารถซื้อได้หมดแน่นอน ต้องมาต่อกันที่วิธีการเลือกหุ้นเข้าพอร์ทครับ

ภาพแสดงตัวอย่างการสแกนหุ้นใน labhoon
ที่มา www.labhoon.com


 3.วิธีการเลือกหุ้นเข้าพอร์ท

 
เนื่องจากการสแกนจะมีหุ้นเข้าระบบอยู่หลายตัว และเงินเราไม่พอที่จะซื้อได้ทั้งหมด ดังนั้นเราจะต้องหาวิธีเลือกหุ้นเข้าพอร์ท

จากภาพ สมมติให้ใช้วิธีเลือกหุ้นเข้าพอร์ทด้วยการเรียงลำดับการเติบโตของกำไร สมมติเราจะเอาหุ้นเข้าพอร์ท 5 ตัว ก็จะเลือกหุ้นที่กำไรโตมากที่สุดเข้าพอร์ท

ส่วนเรื่องการแบ่งไม้ก็แล้วแต่เราครับ เงินทั้งพอร์ท 1 แสนบาท แบ่ง 5 ตัว ก็ตัวละ 20,000 บาท

4.เข้าซื้อราคาเปิด


ตอนเช้ามาเราก็เปิดก็ซื้อไปเลยแล้วก็ปิดจอจบ ค่อยมาเปิดดูอีกที      

หลายคนมองว่าบางทีราคาเปิดมันเปิดโดดไปจากที่เราตั้งไว้เยอะ หรือตอนขายก็ขายได้ราคาต่ำกว่าไปหลายช่อง ในการทดสอบระบบเขาจะมีค่า slippage ครับว่ากี่ % เช่นตั่งค่าไว้ 1% ก็คือ ตอนซื้อต้นทุนจะสูงกว่า 1% และตอนขายราคาจะต่ำกว่าตลาด 1% ถ้าตอนทดสอบยังได้กำไรแสดงว่าราคากระโดดมากก็ไม่ต้องกลัว ถ้าเราเงินไม่มากก็ไม่กระทบอะไร แต่ถ้าคนพอร์ทใหญ่ๆ เรื่องนี้ต้องคิดเยอะครับ

5.เปิดดูตอนเย็นว่าจะ ถือ ขาย หรือ stoploss


ตอนเย็นค่อยมาดูครับจะทำอะไร ถ้ายังไม่มีสัญญาณการ ขาย หรือ stoploss ก็ถือ แต่ถ้ามีสัญญาณให้ ขาย หรือ stoploss ก็ทำตามสัญญาณไป

ถ้าสมมติว่าวันนั้นขายไป จะมีเงินเหลือก็วนไปทำข้อ 3 หาหุ้นเข้าพอร์ทอีกที ตอนเช้าก็ไปปฎิบัติการตามแผนครับ

เครื่องมือ auto trade ของ efin

หรือบางคนจะใช้การเทรดแบบ auto โดยใช้เครื่องมือ autotrade ของ efin ก็ได้ครับ มีให้ใช้หลายโบรกเช่น หยวนต้า กิมเอ็ง โนมูระ ตั้งไว้ตอนเย็นตอนเช้าพอถึงราคาที่เราตั้งไว้มันก็จะ ซื้อ ขายตามเงื่อนไขให้เลยเทพมาก

6.ปรับแผน


บางทีแผนการณ์ที่วางไว้อาจไม่ดีอย่างที่คิดต้องมาดูครับว่าระบบมีปัญหาจากอะไร พอร์ทขาดทุนติดๆกันหลายรอบ อาจมีการกำหนดว่าพอร์ทลดลงถึงเท่าไรให้หยุดกลยุทธ์นั้นครับ ใจร่มๆค่อยมาเทรดใหม่

และต้องคอยดูว่าผลการเทรดเป็นไปตามแผนหรือไม่ เช่น %win %loss ผลตอบแทนเฉลี่ย ผลขาดทุนเฉลี่ย ค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง


จะเห็นว่าเพียง 6 ขั้นตอนเราก็จะเป็นนักลงทุนไร้ใจได้แล้วครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะต้องมีกลยุทธ์การลงทุนที่เราออกแบบมาอย่างดีก่อนครับ

ซึ่งสามารถอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้จาก ebook ของคุณมด ครับ
ebooks.in.th/ebook/11459/เคล็ดลับแห่งสำนักไร้ใจ_ทัศนคติในการเก็งกำไรอย่างยั่งยืน_โดย_แมงเม่าคลับ/ 



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560

10วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE ratio


PE ratio เป็นเครื่องมือในการประเมินมูลค่าที่ง่ายใจการใช้งาน แต่ในความง่ายถ้าคนที่เข้าใจก็สามารถพลิกแพลงได้ไม่จำกัด
ในบทความนี้พลิกแพลงมาให้ 10 วิธี จะมีอะไรบ้างมาดูกันครับ

1.เทียบกับอุตสาหกรรม


ค่า PE อุตสาหกรรมดูได้ที่ factsheet ครับ ถ้าหุ้นเรา PE ต่ำกว่าอุตสาหกรรมก็แปลว่าถูก

https://www.set.or.th/set/factsheet.do…

ถ้าอยากรู้ราคาถ้า PE เท่ากับอุตสาหกรรมก็ง่ายๆครับใช้การเทียบบัญติไตรยางค์เอา

หุ้น x PE 20 เท่า ราคา 25 บาท
หุ้น x PE 1 เท่า ราคา 25/20 = 1.25 บาท
หุ้น x PE 30 เท่า เท่ากับอุสาหกรรม ราคา 25/20*30 = 37.5 บาท

2.เทียบกับค่าเฉลี่ย


วิธีการคิดเหมือนข้อ 1 เพียงแต่เปลี่ยนจาก PE อุตสาหกรรมเป็น PE เฉลี่ย ใน factsheet จะมี PE ย้อนหลังให้ 3 ปี ก็นำมาหาค่าเฉลี่ยครับ ถ้า PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ถือว่าถูก เรามีความเชื่อว่าค่าเฉลี่ยคือ PE เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือถ้าหุ้นกำไรมีแนวโน้มลดลง PE เหมาะสมอาจลดลงก็ได้ใช้ค่าเฉลี่ยที่สูงๆอาจติดดอย

3.เทียบกับค่าคงที่


หลายคนอาจมีค่าในใจเช่น PE เหมาะสมของหุ้นทุกตัวไม่ควรเกิน 15 ก็จะใช้เลข 15 เป็น PE เหมาะสม หุ้นตัวไหน PE มากกว่าค่าเหมาะสมก็แปลว่าแพง

4.เทียบกับค่าPE ที่เหมาะสมทางทฎษฎี


ส่วนใหญจะคิดมาจาก dividend discount model
p=d/k-g

ราคา เท่ากับ เงินปันผล d หาร ผลตอบแทนที่คาดหวังk หักด้วยการเติบโตg

จากบทความ อสรรพงษ์เรื่อง การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน
https://www.facebook.com/notes/sanpong-limthamrongkul/การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน/10202892649375690

PE ได้ถูกประมาณการจาก b/k-g
b คือ อัตราจ่ายปันผลต่อกำไร

และเพื่อให้ง่ายขึ้น k-gถูกประมาณการจาก ผลตอบแทนเงินปันผล ซึ่งสามารถประมาณการผลตอบแทนเงินปันผลที่คาดหวังได้จาก rf+beta

ค่า beta ค่า b อยู่ใน factsheet มีค่าเดียวที่ต้องกำหนดคือ rf

แต่เพื่อให้ง่ายส่วนใหญ่ผมก็ประมาณการ k-g ด้วยเงินปันผลไปเลย โดยเงินปันผลผมใช้ค่าเฉลี่ยเอา
pe= b/dy
เช่นหุ้น x ปันผล 50% ของกำไร ปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 2% แสดงว่า PE เหมาะสมออยู่ 50/2 = 25 เท่า

PE ที่ได้สะท้อนเงินปันผล ส่วนการเติบโตไปหาเอาข้างหน้า

ตัวอย่างการคำนวณ PE เหมาะสมของ CPN



หุ้น CPN PE ปัจจุบัน 30.85 เท่า ราคา 67.5 บาท

ถ้าคำนวณPE ด้วย b/dy จะได้ 28 เท่า
ใกล้ๆกับ PE เฉลี่ยตามข้อ 2 ที่ 28.81 เท่า
คำนวณตามทฤษฎี b/rf+beta จะได้ 11.13เท่า
แต่ถ้าคำนวณ PE =g ตามสูตรข้อ 7 จะได้เพียง 10.36 เท่า

จะเห็น PE เหมาะสมของ หุ้น CPN จะวิ่งอยู่ระหว่าง 10 - 28 เท่า
ถ้าจะซื้อตาม ทฤษฎี อาจไม่ได้ซื้อแต่ถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อแพงหน่อย
แต่ก็ต้องระวังเพราะซื้อ PE แพงๆถ้าหุ้นไม่เติบโตอาจราคาลดลงได้อีก

5.หาเป้าราคาปีหน้า


ย้ายข้างสมการ PE นิดหน่อยจะได้
P = PE x E
ค่า PE ถ้าประมาณการข้อ 1-4 ได้ก็เลือกเอาซักตัว
แล้วประมาณการกำไรปีหน้ามาแล้วจับคูณก็จะได้ราคาหุ้น ปีหน้า

เช่นหุ้นตัวหนึ่งกำไรต่อหุ้น 1 บาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% กำไรปีหน้าก็จะเป็น 1.1 สมมติ PE เหมาะสมที่ 20 เท่า ราคาเหมาะสมคือ 1.1*20= 22 บาท

6.หา PE ปีหน้า


บาทคนยอมซื้อแพงเพราะรู้ว่าปีหน้าจะ PE ลดลงจากกำไรที่เติบโตขึ้น ถ้า PE ปีหน้าลงไปเยอะมากจนเหลือน้อยๆแปลว่าถูก

เช่น PE ปีนี้ 25 เท่า ราคา 10 บาท เท่าแต่เรารู้ว่ากำไรต่อหุ้นปีหน้าจะเติบโตเท่าตัวจาก 0.4 บาทเป็น 0.8 บาท PE ปีหน้าจะเหลือเพียง 10/0.8 = 12.5 เท่า

ถ้าเรามองว่า PE เหมาะสมหุ้นตัวนี้คือ 20 เท่าแปลว่าหุ้นตัวนี้ยังถูก

ต้วอย่างการหา PE CPN ปีหน้า ข้อ 5, 6




ถ้ากำหนดได้ กำไรโตเท่ากับค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 10% จะได้ราคาปีหน้าที่ระดับ PE 28.73 เท่า อยู่ที่ 62 69 76 83 ตามลำดับ

ในขณะที่ PE จะลดลงเรื่อยๆจนเหลือ 23.2 ในอีก 3 ปีข้างหน้า

7.เทียบกับ growth


หุ้นที่ growth แรงเราก็ยอมซื้อแพงได้ ในแนวคิดของ ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) มองว่าจะซื้อหุ้นที่ PE เที่ยบกับ growth น้อยกว่า 1 และ PE ไม่เกิน 30 เท่า จะถือว่าหุ้นตัวนั้นยังไม่แพง

8.คิด PE แบบย้อนกลับ


อันนี้มองว่า ถ้ามีเป้าราคาในใจจะต้องทำกำไรปีหน้ากี่บาทแล้วไปดูว่าบริษัทสามารถทำได้หรือไม่

สมมติวันหนี้หุ้นราคา 10 บาท กำไรต่อหุ้น 0.5 เราเชื่อว่าอนาคตมันจะไป 15 บาท PE เหมาะสมที่ 20 แสดงว่าบริษัทต้องทำกำไรเท่ากับ E = p / pe = 15/20 = 0.75 บาท

แล้วเราก็มโนเอาว่าจะทำได้หรือไป ถ้ามองว่าได้แน่ๆ เพราะกำไรโตแค่จาก 0.5 ไป 0.75 เท่านั้นเอง บริษัทน่าจะทำได้

9.PE หุ้นเติบโต


หุ้นเติบโตมักจะ PE แพงหน่อย แบบนี้ไม่ต้องคิดมาก ราคาจะมีโมเมนตั้มึ้นเรื่อยๆจนกระทังกำไรเริมโตชะลอตัวลง อันนี้ต้องตัวใครตัวมันครับ

10.PEหุ้นวงจร


หุ้นวงจรส่วนใหญ่มักขายสินค้า commodity เช่นสินค้าเกษตร ปิโตรเคมี โลหะต่างๆ

การใช้ PE ratio จะสลับทิศกันถ้า PE ต่ำต้องระวังเพราะแสดงว่าเป็นรอบขาขึ้นไม่รู้จะลงเมื่อไร การซื้อต้องซื้อตอน PE แพงๆ หรือขาดทุนเพราะแสดงว่ารอบเริ่มเป็นขาลง แค่รอมันขึ้นเท่านั้น

จะเห็นว่า PE ตัวเดียวถ้าเข้าใจสามารถพลิกแพงได้ไม่จำกัดครับ เลือกที่เราถนัดครับผม


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย

สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน 

ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023 เพิ่มเพื่อน