แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น turn around แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น turn around แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หุ้น Turnaround กับหุ้นวัฏจักรต่างกันอย่างไร

หุ้น Turnaround คือหุ้นที่กำลังพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร ส่วนหุ้นวัฏจักรจะเล่นให้ได้เงินก็ต้องเล่นตอนที่กำลังพลิกจากขาดทุนหรือกำไรน้อยๆ มามาเป็นกำไรเยอะๆเหมือนกัน ถ้าเราเก็งถูกมัน Turnaround หรือ วัฏจักรมาตามที่เราคิดรางวัลที่ตามมามันงดงามมาก แม้ว่าหุ้นทั้งสองกลุ่มจะเป็นการลุ้นให้หุ้นฟื้นจากจุดต่ำสุดเหมือนกันแต่การวิเคราะห์และวิธีลงทุนก้ไม่เหมือนกันครับต้องแยกกันให้ดีๆ

สำหรับหุ้น Turnaround  การดูหุ้นพวกนี้วิเคราะห์ยาก ไม่ง่ายเหมือนที่หลายๆคนบอก หากฟื้นได้ง่าย โลกนี้คงไม่ต้องมีบริษัทล้มละลายกัน เพราะในทางหลักการแล้วการที่ภาวะบริษัทต้องใช้ Turnaround strategy นั้น มีหลัการอยู่ว่าต้องบริหารจัดการอย่างไรจึงพ้นภาวะนั้นมาได้ ถ้าเดินผิดก็หมดทางฟื้น บางทีผู้บริหารเองยังลุ้นด้วยซ้ำว่าจะรอดไหม หุ้นพวกนี้ถ้าจะเสี่ยงน้อยสำหรับนักลงทุนก็ต้องมีสัญญาณจากงบการเงินเท่านั้น การดูปัจจัยภายนอกไม่พอครับ หมายความว่าไม่ได้ซื้อตอนย่ำแย่สุด แต่ซื้อหลังฟื้นแล้ว เพียงแต่เราจะตาดีมองเจอก่อนไหม สำหรับผมหุ้น turn ถ้าตอบคำถาม 4 เรื่องนี้ก็ลงทุนสบายใจละเราแค่นั่งกระดิกตรีนดูไปเรื่อยๆว่าเป็นไปตามแผนไหม ถ้าเป็นก้รวยถ้าไม่ก็ซวย

  • สภาพปัญหาคืออะไร
  • สาเหตุมาจากไหน
  • เป้าหมายกิจการจะไปที่ไหน
  • แนวทางการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร


ส่วนหุ้นวัฏจักร ส่วนใหญ่จะฟื้นตามวัฏจักร   เป็นเพียง Recovery Cycle เท่านั้น เมื่อวัฏจักรมันขึ้นมันก็ขึ้นทั้งกลุ่ม ไม่ใช่เรื่อง Turnaround แค่มอง Cycle ออกก็ลงทุนได้ ง่ายๆก็คือซื้อเมื่ออยู่ช่วง Tough Stage ขายเมื่ออยู่ Peak Stage ก็เท่านั้น

เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ



วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีวิเคราะห์ว่าบริษัทจะเจ้งหรือไม่

ลงทุนหุ้น turnaround ให้รวยขั้นแรกต้องมั่นใจก่อนว่าบริษัทที่จะลงทุนต้องไม่เจ้งไปซะก่อน เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือเรื่องหนี้สินไม่ว่าธุรกิจคุณจะเป็นเช่นไรยังไงก็ต้องจ่ายหนี้ การใช้อัตราส่วนการวิเคราะห์ความอยู่รอด Solvency Ratio (Leverage Ratio) เป็นอัตราส่วนที่จะตอบคำถามว่าบริษัทว่ามีภาระหนี้มากน้อยเพียงใด และธุรกิจมีปัญหาจ่ายหรือไม่ อยากรู้รายละเอียดเชิญอ่านบทควาามเรื่องนี้จาก อ.สรรพงศ์ ลิมป์ธำรงกุล[1] โดยพลัน

Financial leverage: ความเสี่ยงทางการเงิน
อัตราส่วนการวิเคราะห์ความอยู่รอด Solvency Ratio (Leverage Ratio) อัตราส่วนกลุ่มนี้เป็นเครื่องชี้ถึงความสามารถในการชำระภาระหนี้สินของกิจการในระยะยาว ซึ่งสำคัญอย่างมากต่อผู้ที่เน้นการลงทุนระยะยาวจริงๆ (ไม่ใช่นักลงทุนประเภท Trading ที่อาจเก็งแต่ผลประกอบการรายไตรมาส ซื้อหุ้นโดยหวังผลเรื่องการเติบกำไรแจะเป็นแรงขับดันราคาหุ้น) แต่สำหรับคนที่จะลงทุนระยะยาวโดยไม่ได้กังวลกับความผันผวนราคาฃรายวัน รายเดือน นอกจากอัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) ประสิทธิภาพ (Efficiency: พวก Turnover ต่างๆ) แล้ว ตัวที่ละเลยไม่ได้เลยคือ อัตราส่วนความอยู่รอด (Solvency) ที่มีอยู่หลายค่า ตามแต่ที่จะใช้กัน เช่น 
  1. Debt to Equity Ratio (D/E Ratio) = Total Debt / Total Equity
  2. Debt to Asset Ratio = Total Debt / Total Assets
  3. Short-term Debt to Total Debt = S-T Debt / Total Debt 
  4. Interest Coverage Ratio or Times interest Earned = EBIT/ Interest Expense
  5. Modified Interest Coverage Ratio = CFO before interest and tax / Cash of interest payment
  6. Modified Debt Principal Payback Period (Debt Coverage Ratio)= Long-term Liabilities / CFOOr Implied Debt Coverage Ratio = Debt / EBITDA
บางอัตราส่วนก็ไม่ได้ตีความต่างกันนัก เช่น Debt to Equity Ratio (D/E Ratio) กับ Debt to Asset Ratio แต่ที่นิยมก็คือ D/E จะใช้ตัวใดก็ได้ เพียงแต่ตีความให้เป็นเท่านั้น เพราะทั้งสองค่านี้ตีความเหมือนกัน เช่นบริษัทหนึ่งมี D/E เท่ากับ 0.4 ถ้าหาเป็น D/A = 0.29 เพราะ A = D + E เมื่อ D/E = 0.4 แสดงว่า ถ้ามี หนี้สิน Debt อยู่ 4 จะมี Equity อยู่ 10 นั่นคือจะมี Asset เท่ากับ 14 การตีความ D/E หมายถึงโครงสร้างแหล่งทุนบริษัทดังกล่าวมีโครงสร้างการจดห่แหล่งเงินทุน ใช้หนี้สินรวม 40% เทียบกับใช้จากส่วนทุน 100% ค่านี้จะดีหรือไม่ขึ้นกับว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเป็นอย่างไรนั่นคือประเด็นหนึ่ง เพราะหากบริษัทเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมแล้วส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.6 แสดงว่า มีโครงสร้างทุนที่เสี่ยงน้อยกว่าแต่ในด้านหนึ่ง ROE อาจต่ำกว่าอุตสาหกรรม แต่นั่นไม่ใช่ข้อสรุปว่าหุ้นนี้ไม่ดี เพราะการมี ROE ที่ต่ำกว่าในขณะที่ความเสี่ยงต่ำกว่านั้น เท่ากับความเสี่ยงกิจการได้ลดลง ทำให้ Expected return ของ Market ที่มีต่อหุ้นลดลงด้วย (High risk High return) ซึ่งได้เคยพุดถึงเรื่องทฤฌฎีโครงสร้างทุนเกี่ยวเรื่องนี้ ไว้บ้างแล้ง ซึ่งค่าความสัมพันธ์ 
ในทฤษฎีการเงินเรื่อง capital structure ต้นทุนหุ้นทุนจะผันแปรโดยตรงกับ D/E เมื่อ 
rk = ผลตอบแทนหุ้นทุนที่ มี Leverage ที่ D/E
r0 = ผลตอบแทนหุ้นทุนที่ ไม่มี Leverage หรือที่ D/E = 0 
rd = ผลตอบแทนหุ้นกู้หรือต้นทุนเงินกู้ 
rk = r0 + (D/E) * (r0 - rd)
เราสามาสรุปแบบคร่าวๆคือ Expected return ของหุ้นที่มี D/E ต่างกัน จะต่างกันราว (D/E1 – D/E2)*r0 แต่ตัวปัญหาก็คือ r0 นี่แหละจะเท่าไรดี ซึ่งควรอยู่ระหว่าง rf (risk free rate) กับ rm (Market return rate)

แต่เอาละนั่นคือภาคทฤษฎี เราไม่ต้องพยายามหาตัวเลขเป๊ะๆหรอก เอาแค่รู้ว่าเมื่อ D/E ของหุ้นสองตัวไม่เท่ากัน หุ้นที่มี D/E สูงกว่าย่อมต้องการ Required of return สูงกว่า ถ้าโยงไปถึง P/E = b / (k-g) แม้จะมีอัตราการจ่ายปันผลเท่ากันและมี growth เท่ากัน แต่ P/E ก็ไม่เท่ากัน เพราะ k หรือ rk จะต่างกันเอาเท่านี้ก็คงพอนึกออกแล้วนะครับว่าทำไมหุ้นมันถึงขึ้นลงมากน้อย (ผันผวน) ต่างกัน ทำไมบางตัว P/E ถึงได้ต่ำแล้วต่ำอีก อุตส่าห์เลือกตัว P/E ต่ำกว่าอุตสาหกรรมยังติดดอยอีก

ส่วนการคีความ D/A คือ ให้อ่านความหมายว่าในการจัดหาสิทรัพย์นั้นใช้หนี้เท่าไร ใช้เงินส่วนของเจ้าของเท่าไร จากตัวอย่างเดิม D/E 0.4 มี D/A = 0.29 (หรือราว 0.3) แสดงว่าสินทรัพย์ 100 บาท กู้มา 30 เจ้าของลงทุน 70 ในการจัดหามา เหมือนกันจะดูว่าดีหรือไม่ก็ต้องเทียบกับอุตสาหกรรม แต่ตัวนี้ลูกเล่นในทางการเงินตรงๆ มีน้อยไม่เท่า D/E ดังที่กล่าวมา นักการเงินเลยไม่นิยมนักเพราะถ้าจะใช้ก็ต้องแปลงเป็น D/E 

ส่วนข้อ 3 Short-term Debt to Total Debt ขึ้นกับแต่ละอุตสาหกรรม เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมี โครงสร้างสินทรัพย์หมุนนเวียน และไม่หมุนเวียนต่างกันไปตามลักษณะอุตสาหกรรม เช่นหุ้นอุตสาหกรรมผลิต (หุ้นโรงงาน) กับ โรงพยาบาล หรือ ค้าปลีก พาณิชย์ รับเหมาก่อสร้าง จะมีโครงสร้างตาม Common size แตกต่างกันไป หุ้นโรงงาน จะมี ส/ท ไม่หมุนเวียนราว 60% ของสินทรัพย์รวม จะเป็น ส/ท หมุนเวียน 40% ครึ่งหนึ่งส่วนนี้มักจะเป็นสินค้าคงเหลือ หากสินค้าควรได้เครดิตในการซื้อเกือบทั้งหมด แสดงว่าที่เหลือของ ส/ท หมุนเวียน ถ้าใช้เงินกู้ระยะสั้น ก็ควรใช้ราว 20% เพราะหนี้สินส่วนที่เหลือควรใช้หนี้ระยะยาวเพราะสินทรัพย์ที่เหลือคือ ส/ท ไม่หมุนเวียน และถ้า Current ratio ควรมากกว่า 1 แล้ว หนี้ระยะสั้นก็ควรยิ่งต้องน้อยลงอีก จึงควรที่จะไม่เกิน 30-40% ถ้ามากกว่านี้จะสันนิษฐานว่า มีการใช้เงินกู้ระยะสั้นผิดวัตถุประสงค์ (Unmatched) ไว้เรื่องโครงสร้างของอุตสาหกรรมและการวิเคราะห์นี้จะเขียนภายหลัง เพราะคือส่วนหนึ่งของ Common size analysis ที่ดูพื้นๆ แต่คนที่อ่านงบแบบวิเคราะห์ไม่ใช่อ่านแบบบัญชีจะได้ประญชน์ ยิ่งใช้กับ Trend Analysis แล้วอาจแทบไม่ต้องทำ Ratio analysis เลยด้วยซ้ำ

ยังมีการวัดความเสี่ยงทางการเงินอีกแบบหนึ่ง เป็นการวัดความสัมพันธ์ของต้นทุนคงที่ทางการเงิน (ส่วนใหญ่คือดอกเบี้ย) ของทุน ซึ่งหมายถึงเฉพาะหนี้สิน 
Leverage หมายถึงสิ่งที่สร้างความเสี่ยงให้กับธุรกิจ โดยทั่วไปความเสี่ยงของธุรกิจคือความผันผวนของกำไรหรือกระแสเงินสด ส่วน Leverage ในสูตรที่จะกล่าวถึงนี้จะหมายถึงรายการที่เป็นภาระที่ธุรกิจต้องจ่ายไม่ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร การวัดภาระความเสี่ยงสามารถวัดได้ สองด้านคือ ระดับภาระความเสี่ยงทางการเงิน และระดับภาระความเสี่ยงในการดำเนินงาน 

เมื่อจะวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีผลต่อกำไรโดยรวม (DTL) จะช่วยให้เข้าใจธุรกิจได้มากนึ้น บางครั้งการเพิ่มทุน หรือจัดตั้งกองทุนอสังหา REIT หรือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเอาเงินมาลดหนี้สินลง โดยหวังลดดอกเบี้ยก็อาจไม่ได้ให้ประโยชน์เต็มที่เพราะความเสี่ยงโดยรวมที่กระทบต่อกำไร (DTL) อาจไม่ได้มาจาก DFL (ความเสี่ยงจากต้นทุนการเงิน) อย่างเดียว แต่อาจมาจาก DOL (ความเสี่ยงจากต้นทุนคงที่ในการดำเนินงาน)
โดยการวิเคราห์องค์ประกอบความเสี่ยงโดยรวมนี้ (DTL) มีดังนี้

1. The degree of financial leverage (DFL)
= % chg in net income / % chg in net operating income 
= EBIT / EBIT - I 

2. The degree of operating leverage (DOL)
= % chg in net operating income / % chg in sales 
= Contribution margin (income) / Contribution income - Fixed cost

3. The degree of total leverage (DTL)
= % chg in net income / % chg in sales
= Contribution margin / EBIT –I
= DFL * DOL 

-ค่าที่ยิ่งสูงของแต่ละตัวบ่งชี้ถึงภาระที่กิจการต้องแบกรับไว้มาก ยิ่งมากแสดงว่าความเสี่ยงยิ่งสูง สะท้อนถึงจุดคุ้มทุนที่ต้องสูงตามไปด้วย
-Operating Brake-even Point = Fixed Cost / Contribution Margin per Unit ค่า DOL แสดงถึงระดับการเปรียบเทียบอัตรากำไรส่วนเกิน (รายได้หักต้นทุนผันแปร) กับกำไรส่วนเกินส่วนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixes Cost) ซึ่งหมายถึงกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าใช้จ่ายทางการเงินหรือดอกเบี้ย) ค่าที่ยิ่งสูงแสดงว่ากำไรหลังหักค่าใช้จ่ายคงที่จากการดำเนินงาน ก็คือกำไรจากการดำเนินงาน (Contribution Income – Fixed Cost = operating Income) เหลือเพียงเล็กน้อย --- > 1- 1/DOL = FC/CM = ค่าใช้จ่ายคงที่ต่ออัตรากำไรส่วนเกิน
-Financial Break-even Point = EBIT = I, ความสัมพันธ์ ICR กับ DFL คือ 1/ICR = 1-1/DFL
-การวิเคราะห์เปรียบเทียบงวดต่องวด จะช่วยบ่งชี้ให้ผู้บริหารเห็นแนวโน้มภาระจากต้นทุนคงที่ทั้งด้านการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินว่าบริษัทรับภาระมากขึ้นน้อยลงอย่างไร จะช่วยสะท้อนจุดแข็งละจุดอ่อนอีกมุมหนึ่งทางด้านการเงินได้ แต่อัตราส่วนนี้วิเคราะห์จากงบบริษัทอื่นได้ยากเพราะเราไม่สามารถแยกต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรของบริษัทอื่นได้
-การวิเคราะห์ DOL นี้ อาจทำได้โดยการหา DFL และ DTL จากนั้นหาย้อนกลับจากสูตร DTL = DFL * DOL บริษัทที่มี DOL สูง การหาเงินทุนมาลดหนี้ย่อมไม่ช่วยอะไรได้มาก

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

การวิเคราะห์หุ้น turnaround ว่าจะ turn ได้หรือไม่

หุ้น turnaround คือหุ้นที่กำลังจะพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร เปรียบเหมือนคนที่ ชัวหนที่ 7 กำลังมาดีอีก 7 หน หุ้นบางตัวก็ turn แล้วจบเลยไม่ growth บางตัวก็ไม่ turn เน่าเหมือนเดิมแก้ไม่หาย บางตัว turn แล้ว growth ต่อ วิธีวิเคราะห์และลงทุนก็ไม่ยาก ตามหลักอริยสัจ 4

1 "ทุกข์ ให้รู้" ในทางพระพุทธศาสนาทุกข์คือความเปลี่ยนแปลง หุ้นที่เข้าข่าย turnaround คือมันเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดีนั่นเอง ผลประกอบการขาดทุน จ่ายปันผลไม่ได้ หรือใครๆก็เรียกกันว่าหุ้นเน่านั่นเอง เน่าก็ให้รู้ว่าเน่าไม่เห็นต้องไปตกอกตกใจอะไร ดูมันด้วยใจที่เป็นกลางไปเรือย

ข้อผิดพลาดของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถมองปัญหาด้วยใจที่เป็นกลางได้ เพราะทชอบทำตัวเหมือนคนวงในถ้าปรียบเหมือนการชกมวยนักมวยที่ชกกันไม่ค่อยรู้หรอกเมาหมัดไปเรื่อย แต่คนดูรู้ทุก short บอกได้หมด แก้เกมส์ยังไง ดังนั้นเพื่อให้เราเห็นปัญหาให้เราทำตัวเหมือนคนวงนอก เป็นกรรมการห้ามมวยที่เที่ยงธรรมเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่อาชีพที่ปรึกษาธุรกิจยังไงก็ไม่ตายเพราะเขาเป็นคนวงนอกครับ

2 "สมุหทัย ให้ละ" เหตุแห่งทุกข์ หุ้นแต่ละตัวมีสาเหตุให้ขาดทุนไม่เหมือนกัน ต้องคิด วิเคราะห์ แยกแยะให้ออกว่าปัญหาเกิดจากอะไร ที่พบบ่อยๆก็เช่น
2.1 ขาดทุนชั่วคราว เช่นปี 2554 มีน้ำท่วมหลายบริษัทขาดทุนจากน้ำท่วม บางบริษัทก็ตัดด้อยค่าทรัพย์สินมากมาย
2.2 หุ้นวัฎจักร อยู่ในช่วงตกต่ำ
3.3 ธุรกิจยังมีลูกค้าไม่ถึงจุดคุ้มทุน เช่น simat ลงทุนไปเยอะแต่กำลังทยอยหาลูกค้ามาใช้บริการอยู่เขาว่า 2 ปีน่าจะถึงจุดคุ้มทุน, bch สร้างโรงพญาบาลใหม่ ลูกค้ายังน้อยกำไรก็หดกันไป
4.4 หนี้ท่วมดอกเบี้ยบาน ธรุกกิจเริ่มมีปัญหาอยากรักษาก็กู้มาหมุนเรื่อยๆ ถ้ามันไม่ดีขึ้นก็หนี้เหลือบาน
5.5 แข่งขันไม่ได้ อันนี้ปัญหาหนัก

3 "นิโรธ ให้แจ้ง" เห็นภาพว่าถ้าเหตุของปัญหาดับไป ปัญหาก็จะดับ ธุรกิจก็จะมีกำไร ล้างขาดทุนสะสม และแมงเม่ามาแย่งกันซื้อ

4 "มรรค ให้เจริญ" วิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาของผู้บริหารว่ามีโอกาสสำเร็จหรือไม่ สมเหตุสมผลหรือเปล่า เราจะซื้อหุ้นที่ผู้บริหารกำลังมุ่งมั่นทำให้เหตุแห่งปัญหากำลังหมดไป เท่านั้น
4.1 ขาดทุนชั่วคราวหรือหุ้นวัฎจักร บางทีไม่ต้องทำอะไรทนๆไป เดี๋ยววัฎจักรก็มา
4.2 วางแผนหาลูกค้ามากขึ้นให้ถึงจุดคุ้มทุน
4.3 ปรับโครงสร้างหนี้
4.4 ตัดขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไร หาวิธีลดต้นทุน หรือหันทำธุรกิจใหม่แม่ง
หุ้นที่กำลังจะ turnaround 

วิเคราะห์ได้ตาม 4 ขั้นคือ รู้ทุกข์ ละสมุหทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ท่านจะลงทุนหุ้น turnaround อย่างไม่ทุกข์ และไม่ต้องส่งข้อความมาถามเซียนที่ไหนครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

หุ้น super จะ turnaround


super ทำธุรกิจขายอิฐมวลเบาตั้งแต่เปิดบริษัทมาไม่เคยได้กำไรขาดทุนแม่งทุกพี หนี้เพียบ ต้องไปพึ่งบารมีศาลล้มละลายกลางท่านให้เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ ประเด็นการลงทุนง่ายมากคือมันจะฟื้นตัวเป็นหุ้น turnaround ได้หรือไม่และเมื่อไรถ้าจับได้ "รวย"

สาเหตุแห่งความล่มจมของผู้ผลิตอิฐมวลเบา

เริ่มจากคนมีวิสัยทัศน์เห็นว่าอิฐมวลเบาจะเข้ามาแทนที่อิฐมอญได้ในอนาคต เมื่อเห็นดังเงินก็มี มีรึจะปล่อยให้พลาดโอกาสลงทุนซะเลย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตคอนกรีตมวลเบาทั้งรายเล็กรายใหญ่จำนวน 7 ราย แต่สร้างโรงงานเล็กๆไม่ได้ครับไม่คุ้มการลงทุนต้องสร้างใหญ่ๆ พอสร้างใหญ่แต่ตลาดยังไม่บูมก็เกิดภาวะ over supply มีกลยุทธ์การตัดราคากันกำไรขั้นต้นแทบไม่เหลือ red ocean ชัดๆ

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเยือน

2 ปีที่ผ่านมาหลังจากปูนใหญ่เข้ามาเทค Q-CON ก็เริ่มทำตลาดอิฐมวลเบาทำให้อิฐมวลเบาได้มีการใช้ที่แพร่หลายมากขึ้น ทำให้ยอดขายของ super โตในอัตรา 2 หลักติดต่อกันตั้งแต่ปี 53 ใน 56-1 ของ super เขียนว่าการใช้ที่แพร่หลายมากขึ้น ด้วยปัจจัย หลัก4 ประการ
1.สภาพเศรษฐกิจ เริ่มฟื้นตัว
2.ผู้ผลิตมากรายทำให้ราคาเกิดการแข่งขันจนผู้ซื้อมีอำนาจเหนือตลาด
3.การกระจายสินค้ามีความทั่วถึงในทุกส่วนของประเทศ
4.ผู้ออกแบบ-ก่อสร้างมีความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของการใช้อิฐมวลเบามากขึ้น

ความหวังเล็กๆเริ่มเกิดขึ้นคือ super มีกำไรขั้นต้นแล้ววววว..

โปรดติดตามไปเรื่อยๆ

===========================================

Update 29/7/2559 จากอิฐมวลเบา มุ่งหน้าสูงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์


งบแสดงฐาณะการเงิน และงบกำไรขาดทุน

หลังจากผ่านไป 4 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เลิกทำธุรกิจอิฐมวลเบาและหันมาเอาดีด้วยการเปลี่ยนธุรกิจมาทำไฟฟ้าพลังงานแทน แสงอาทิตย์

จากงบแสดงฐานะการเงิน จะเห็นว่าปี 2558 ส่วนทุนเพิ่มจากการเพิ่มทุน และมีหนี้สินเพิ่ม พร้อมกับแหล่งที่ให้ไปของเงินคือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวีนซึ่งคือโรงไฟฟ้านั่นเอง

แต่ในงบกำไรขาดทุนจะเห็นว่าโรงไฟฟ้าที่เพิ่มซื้อกิจการ สร้างเอง ยังไม่สร้างรายได้เท่าไร จะเห็นทิศทางรายได้ยังไม่เพิ่ม เริ่มมาเพิ่มอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาศ 1 2559

ตอนนี้ตลาดกำลังวัดใจกันต่อไปว่า ไตรมาศ 2 โรงไฟฟ้าที่ทยอย cod  จะทำให้ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ไปดูได้ที่ประกาศข่าวของตลาดหลักทรัพย์

การจ่ายไฟเชิงพาณิชย์หุ้น super

สู้ต่อไป super จากอิฐมวลเบาแปลงร่างมาเป็นโรงไฟฟ้าได้มันเยี่ยมไปเลย
===============================================

Update งบ 2559


สรุปงบการเงิน SUPER
ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แหล่งประเทศไทย สรุปข้อสนเทสบริษัทจดทะเบียน

 ผ่านมาจนจบปี จะเห็นขนาดสินทรัพย์โตขึ้น พอโรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่อง จะเห็นระยะเวลาจ่ายหนี้ลดลงเป็น 8 ปีจ่ายหนี้หมด แต่สินทรัพย์ยังสร้างรายได้ไม่มากนัก แสดงว่าปี 2560 หวังว่าจะมีการเปิดมากขึ้น สู้ต่อไป Super

UPDATE Q1 2561


d
งบการเงิน หุ้น SUPER ไตรมาส 1 2561
หลังจากงบการเงินของหุ้น SUPER ในไตรมาส 1 2561 ประกาศ ราคาหุ้นก็ร่วงแบบไม่เป็นถ้า มาดูงบการเงินกันบ้าง จะเห็นว่าสินทรัพัย์ไม่ค่อยเพิ่ม แสดงว่า ลงทุนจบหมดแล้ว หนี้สินก็ค่อยๆทยอยคืนไป

แต่ในงบการเงินไตรมาส 1 กำไรลดลง จากคำอธิบายบอกว่าผลิตไฟได้ลดลง ต้องคอยตามครับว่าไตรมาส 2 จะลงต่อหรือไม่ ถ้ายังลดลงถือเป็นสัญญาณที่ไม่่ดีครับ

ถ้าหุ้นจะไปต่อจะต้องมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ต้องลุนกันครับว่าจะหาเงินมาจากไหนเพราะดูแล้วหนี้ก็เริ่มตันๆเหมือนกัน

update ออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน


ในวันนี้มีข่าวว่าจะออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน พูดง่ายๆก็คือขายโรงไฟฟ้าเอาเงินก้อนมาใช้หนี้ แต่ต้องแลกกับการที่ต้องเสียรายได้ในอนาคตไป ถ้าเอาจริงๆก็เหมือนการกู้ยืมเงินนั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนจากจ่ายดอกเบี้ยเป็นจ่ายค่าเช่าให้กองทุนแทน

การวิเคราะห์ต้องมองว่าเงินก้อนที่เอามาเอาไปทำอะไร ถ้าเอาไปปลดหนี้ก็แสดงว่าเอาเงินไปลงได้ผลตอบแทนเท่ากับดอกเบี้ยที่ประหยัดไป

ถ้าเอาไปลงทุนโรงไฟฟ้าต่อก็แสดงว่าลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนจากโรงไฟฟ้า โดยส่วนตัวชอบเอาไปลงทุนต่อมากกว่า

มาลุ้นกันต่อครับว่า super จะเอาเงินไปลงทุนอะไรต่อไป