วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

6 จุดสำคัญดูงบกระแสเงินสดและการเชีอมโยงกับกระแสเงินสดอิสระ (Free cashflow)

การอ่านงบกระแสเงิสดช่วยให้เข้าใจที่มาที่ไปของเงินในกิจการว่า มาจากไหนและถูกใช้ไปที่ใหนบ้าง หลายคนอ่านแล้วก็งงๆ สับสนกับชีวิต อะไรก็ไม่รู้บวกๆลบๆ เต็มไปหมด บทความนี้ก็เป็นการเล่าที่มาถึงแก่นว่างบกระแสเงินสดมีที่มาจากอะไร เพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างงบกระแสเงินสดและ Discount Cash Flow

ในการประเมินมูลค่ากิจการ วิธีการประเมินมูลค่าด้วยการคิดลดกระแสเงินสดหรือ  Discount Cash Flow
เป็นวิธีที่ดูดีในเชิงทฤษฎี แต่ยากในเชิงปฎิบัติ เพราะตัวแปรเยอะมึนไปหมด

  • มูลค่ากิจการ = กระแสเงินสดอิสระ / ต้นทุนเงินทุนเฉลี่ย (WACC) - g
  • กระแสเงินสดอิสระ = EBIT + DA - การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน(Net Working Capital) -ภาษี - เงินลงทุนในสินทรัพย์ฐาวร (CAPital EXpenditure CAPEX)
  • wacc คือต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุน ระหว่างเงินกู้และเงินทุน
เวลาประมาณการก็ใช้ตัวเลขจากงบการเงินมาปรับให้เข้ากับแนวคิดทางการเงินซึ่งมันไม่ค่อยลงรอยๆกันเท่าไร เลยออกมาเป็นงบกระแสเงินสด โดยจะแบ่งเป็น 6 จุดหลักๆ ดังนี้

1.EBIT


บรรทัดแรกของงบกระแสเงินสด จะยก EBIT เป็นตัวตั้ง บางบริษัทก็ยกกำไรสุทธ์ บางบริษัทก็ ยกกำไรก่อนภาษีเข้ามา สรุปจะเอาอะไรมาก็คือบรรทัดแรกที่เป็นตัวตั้งนั่นและ

2.EBITDA


ในตำราเรียนงบการเงินมันไม่มีตัวปรับปรุงทางบัญชีที่เป็นรายได้หรือรายจ่ายอะไรที่ไม่ใช่เงินสดนอกจากค่าเสื่อม ดังนั้นแค่เอา EBIT + ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (DA) ก็ได้ EBITDA หรือเงินสดจากการดำเนินงานก่อน การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานแล้ว (NWC) แต่จริงๆ แล้ว สินทรัพย์หรือหนี้สินทุกตัว สามารถตั้งด้อยค่า หรือตีค่าเพิ่มได้หมด ดังนั้นทำให้งบกำไรขาดทุนมีรายการปรับปรุงทางบัญชีมากกว่าแค่ ค่าเสื่อม นักบัญชีเลยทำง่ายๆ โดย
  • รายได้ที่ไม่เป็นเงินสด ที่เกิดจากมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลง นำมาหักออก
  • รายจ่ายที่ไม่เป็นเงินสด ที่เกิดจากมูลค่าสินทรัพย์ลดลงหรือหนี้สินเพิ่มขึ้น นำมาบวกกลับ
รายการปรับปรุงทางบัญชีของ ACC
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

ตัวอย่างรายการปรับปรุงทางบัญชีของ ACC  บริษัท แอ็ดวานซ์ คอนเนคชั่นคอร์เปอเรชั่นจากด (มหาชน) (ADVANCED CONNECTION CORPORATION PUBLIC COMPANY LIMITED) หรือ CEI เก่า แปลงร่างมา

ส่วนที่ทำไฮไลท์เหลืองๆไว้จะเป็น รายจ่ายที่ไม่ใช่เงินสด ก็เอามาบวกกลับ จะเห็นว่าจากขาดทุนทางบัญชี 135 ล้าน เหลือกำไรที่เป็นเงินสดๆ อยู่ 13 ล้าน

บริษัทที่ดีๆ รายการปรับปรุงทางบัญชีเหล่านี้ควรยอดน้อยๆ ทำให้การวิเคราะห์อัตรา กำไรขั้นต้น EBIT และอัตรากำไรสุทธิ น่่าเชื่อถือขึ้น

3.การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน Net Working Capital


การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน Net Working Capital ก็คือ การเปลี่ยนแปลงใน สินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินงาน ยอดขายเพิ่ม ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เจ้าหนี้การค้าก็จะเพิ่ม แต่ ในทางปฎิบัต สินทรัพย์และหนี้หมุนมีมากกว่่า 3 ตัวหลักนี้ ก็นำมารวมด้วย แต่ส่วนใหญ่ค่าจะไม่มาก

การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานของ ACC
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

ACC เงินสดหายไปกับ (ค่าลบ) ลูกหนี้การค้า  สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น เจ้าหนี้การค้า

การดูว่าการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานเป็นปกติหรือไม่ให้ดูที่ อัตราส่วนทางการเงิน วงจรเงินสด ถ้าวงจรเงินสดยังปกติแสดงว่า การเปลี่ยนแปลงในงบกระแสเงินสดเป็นปกติ


จากงบผมว่าไม่ค่อยปกติเท่าไรเพราะ ระยะเวลาเก็บหนี้ ขายสินค้า และชำระเจ้าหนี้ลดลงหมด แสดงว่าเหมือนไม่ค่อยอยากทำธุรกิจเดิมเท่าไร ล้างบางธุรกิจเก่าไปเรื่อย

4.หักภาษีได้ เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน CFO


เอาตัวเลขจากข้อ 3 มาหัก ภาษีก็จะได้ CFO หรือเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน บางบริษัทจะเอาดอกเบี้ยมาหักตรงนี้ด้วยก็ได้ มาตรฐานบัญชีไมได้ห้าม

CFO ของ ACC

จาก CFO ของ ACC จะเห็นว่าในปี 2558 ACC ทำมาหากิน แล้วไม่มีเงินจากการดำเนินงาน เงินออกไป 43 ล้านบาท

การวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเอาไปเปรียบเทียบกับงบกำไรขาดทุน บริษัททีดี ควรมี CFO กับกำไรสุทธิทางบัญชีใกล้เคียงกัน

5.เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน CFI


เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน CFI จะแสดงเงินที่ลงทุนกับสินทรัพยไม่หมุนเวียน ส่วนใหญ่ลงทุนเพื่อสร้างอนาคตการเติบโตของบริษัท หรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

CAPEX ไม่ใช่ CFI ทั้งจำนวน ให้เราพยายามดู เงินลงทุนที่สามารถเอาไปสร้างรายได้ให้กิจการในอนาคต อย่างในปี 2557 เงินที่เอาไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (คุ้มขันโตก) ทีี่มองเป็น CAPEX เพราะตอนนี้แทบจะเป็นรายได้หลักของกิจการ

ถ้าจะใช้ตัวเลขนี้ในการประมาณ FCF ต้องดูว่ารายการนี้จะเป็นการลงทุนปกติที่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีหรือไม่ ถ้าไม่ก็ไม่ควรนำรายการนี้มาใช้เพราะบริษัทไม่ได้ลงทุนรายการนี้ทุกปีจะเห็นว่า ในปี 2558 ก็ลงทุนซื้อที่อสังหาเพื่อการลงทุนเพียง 11 ล้าน

ส่วนเงินลงทุนใน เงินลงทุนชั่วคราว เป็นการหมุนเงินเพื่อบริหารเงินเท่านั้น ไม่ได้ทำทุกปี

CFI ของ ACC
การวิเคราะห์ บริษัทที่ดีควรมีการลงทุนใน CAPEX ทุกปีและ ROE ROA ควรสม่ำเสมอ ทุกปีแปลว่าลงทุนแล้วคุ้มทำให้ผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เพราะถ้าลงทุนแล้วไม่สามารถสร้างรายได้ได้คุ้มค่าเสื่อมค่าดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น หรืออุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัว ยิ่งขยายการลงทุนกำไรยิ่งโตช้าลง สิ่งที่เห็นในงบคือมีการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ ROA ROE ค่อยๆลดลง

6.เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน CFF


เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน จะแสดงการเปลี่ยนแปลงในหนี้ และทุน บริษัทที่ดีควรมีโครงสร้างหนี้และทุที่เหมาะสม หนี้น้อยไปคนก็ว่าโง่ เพราะไม่รู้จักรวยได้เงินคนอื่น แต่ถ้าหนี้มากเกินไป ต้นทุนทาการเงินก็สูง ดอกเบี้ยเยอะ กำไรลดลงลงอีก แถมมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายสูงขึ้นด้วย

CFF ของ ACC
จะเห็นว่า เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินของ ACC มีเงินเข้าแค่ทางเดียวคือ จากการเพิ่มทุนมาก 216 ล้านบาทไม่มีหนี้สิน

ภาพรวม ของกระแสเงินสด
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

สรุป การอ่านงบกระแสเงินสด ก็เหมือนเป็นการดูกระแสเงินสดอิสระของกิจการว่าในปีนั้น บริษัทสามารถสร้างเงินสดมาได้เท่าไร เราสามารถใช้งบกระแสเงินสดเป็นสมมติฐานตั้งต้นของการประเมินกระแสเงินสดอิสระได้ โดยเลือกตัวเลขที่ดูว่าเป็นกิจกรรมปกติของธุรกิจ ส่วนรายการที่ดูแล้วไม่ใช่กิจกรรมปกติมาแค่ครั้งเดียวก็ไม่ควรนำเข้ามาในสมมติฐาน

1 ความคิดเห็น :

สงสัยอะไรถามได้ครับผม