วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลงทุนทำธุรกิจเอง กับลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างกันอย่างไร

โดยส่วนตัวผมชอบทำธุรกิจครับ หลังจากทำงานเป็นลูกจ้าง ได้เงินมาแล้วเปรี้ยวออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจ หลังจากลองผิดลองถูกมาเยอะส่วนใหญ่จะเจ้งครับเพราะไม่มีฝีมือบริหารธุรกิจให้ได้กำไร ก็มาลงตัวที่ให้เงินทำงานผ่านตลาดหุ้น (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เพราะทำให้ผมสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจที่ชาตินี้ไม่คิดจะทำได้เช่น เปิดร้าน 7-11 เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า เจ้าของโรงพญาบาล ร้านอาหาร นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาดูกันว่าตลาดหุ้นช่วยให้เราเป็นเจ้าของกิจการแบบนี้ได้อย่างไร

ก่อนเข้าตลาดเจ้าของเดิมเริ่มต้นทำธุรกิจ


กระบวนการทำงานของทุน


  1. เจ้าของมีเงินเก็บเป็นทุน (ส่วนของผู้ถือหุ้น) ก้อนหนึง ถ้าไม่พอก็กู้มาเพิ่ม ภาษาการเงินจะเรียกส่วนของผู้ถือหุ้น และ หนี้สิน ว่า แหล่งที่มาของเงินทุน(Source of fund)
  2. ต่อมาก็เอาแหล่งที่มาของเงินทุน(Source of fund) เงินไปซื้อสินทรัพย์ (Asset) ภาษาการเงินว่าแหล่งที่ใช้ไปของเงินทุน(Used of Fund) ถ้าจะเปิดร้านกาแฟก็หมดเงินไปกับการแต่งร้าน ซื้อเครื่องชงกาแฟ เมล็ดกาแฟ นม น้ำแข็ง
  3. พอของครบก็เปิดร้านได้แล้วมีคนมาซื้อลูกค้าได้สินทรัพย์ของเราไป(กาแฟ) เขาก็ให้เงินมาแลกเปลี่ยนเงินส่วนนี้เรียกว่ายอดขาย เงินมาก็เอาไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้กับปัจจัยการผลิตที่เราไปยืมเขามา คนงานก็จ่ายค่าแรง เจ้าของที่ก็จ่ายค่าเช่า จ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ ฯลฯ
  4. ถ้าหักค่าใช้จ่ายในข้อ 3 แล้วเหลือ เขาเรียกว่ากำไรซึ่งจะวนกลับไปส่วนของผู้ถือหุ้นให้งอกเงยขึ้นเรื่อยๆ สามารถนำเงินไปลงทุนเพิ่ม หรือคืนหนี้ได้ เงินที่เหลือก็ออกมาเป็นเงินปันผลให้กินได้ใช้ ถ้ากิจการมีความสามารถในการแข่งขันธุรกิจไปได้เรื่อยๆ ก็เหมือนเป็นเครื่องจักรเงินสดให้เราได้กินตลอดไปยัน ลูกหลาน

สรุปง่ายๆ หัวใจของการลงทุนเพราะต้องการกำไรทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง 

เมื่อธุรกิจเติบโตและต้องการใช้เงินก็นำบริษัทเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์(ตลาดทุน) เป็นตลาดที่ทำให้คนมีทุน กับคนต้องการใช้ทุนมาเจอกัน ซับซ้อนขึ้นอีกนิดแต่ไม่เกินความสามารถในการเข้าใจของท่านแน่นอน
กลไกการทำงานของทุนในตลาดหลักทรัพย์
จากภาพบริษัทก็ทำงานค้าขายกันตามปกติจนวันหนึงร้านกาแฟที่นั่งทำมาอยากขยายกิจการเช่นอยากเปิดสาขาเพิ่ม อยากขยายโรงงาน ฯลฯ แต่เงินทุนมีไม่พอ หนี้ก็เยอะแล้วเหลือทากเดียวคือต้องเพิ่มทุน แต่ก็ไม่มีทุนอีกก็ต้องหานักลงทุนมาร่วมลงทุน โดยการนำบริษัทเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในครั้งแรก (IPO) คนที่ซื้อหุ้นก็ได้เป็นเจ้าของบริษัทและมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล ส่วนบริษัทก็ได้เงินมาลงทุนขยายกิจการ ไปชำระหนี้ ไปเป็นทุนหมุนเวียน ฯลฯ

สำหรับหุ้นที่เรานั่งๆ เทรดกันอยู่ เขาเรียกว่าตลาดรอง คิดภาพง่ายๆ เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี คนที่นั่งอยู่ (ถือหุ้น) ถ้าธุรกิจดีก็มีสิทธ์ได้ัรับเงินปันผล คนที่ไม่ได้นั่งก็ได้แต่มองเพราะเก้าอีมีจำกัด  ถ้าอยากนั่งเก้าอี้ก็ต้องไปเจรจากับคนที่นั่งอยู่ถ้าเขายอมขายเราก็จ่ายเงิน และไปนั่งแทน ราคาที่ตกลงกันก็เรียกว่าราคาตลาด (Market price) ถ้ากิจการเติบโตเรื่อยๆปันผลก็โตขึ้นเรื่อยๆ คนที่นั่งอยู่ก็คงไม่ขายราคาเดิมแน่นอนต้องขายในราคที่สูงขึ้นราคาหุ้นก็ ขึ้น แต่ถ้ากิจการเลวร้ายผลประกอบการตกต่ำคนที่นั่งอยู่ถ้าขายราคาเดิมก็ขายไม่ ออกก็ต้องลดราคาลงราคาหุ้นก็ตก ส่วนต่างระหว่างการเข้ามานั่งกับตอนที่ออกไปก็คือ capital gain /loss ตรงนี้เงินไม่เข้าบริษัทเพราะเป็นการตกลงกันเอง

ดัง นั้นสรุปลงทุนในหุ้นก็เหมือนทำธุรกิจเองโดยผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนอยู่สองอย่าง ก็คือ เงินปันผล และ โอกาสได้กำไรหรือขาดทุนจากการขายหลักทรัพย์ สำหรับผมข้อดีคือได้เป็นเจ้าของกิจการดีๆ ตามกำลังทรัพย์ที่เรามีครับ 1000 เดี่ยวก็ซื้อได้และผลตอบแทนก็ยังดีกว่าฝากธนาคารเยอะ


แล้วเปิดบริษัทเองหรือลงทุนในหุ้นดีกว่ากัน

ในโลกทุนนิยมเราต้องรวยด้วยคนอื่นครับมาดูกันว่าอันไหน work กว่า
1 การจัดหาทุน ใช้เงินตัวเองส่วนหนึ่ง เงินคนอื่น (หนี้) ส่วนหนึ่ง

  • ทำธุรกิจเอง ทุนน้อย แหล่งเงินกู้ถูกๆ ไม่มีบางคนกู้สินเชื้อบุคคล  28% ต่อปี เงินกู้น้อกระบบ ทำให้ต้นทุนของเงินทุนสูง
  • ซื้อหุ้น บริษัทเขาทุนเยอะ ทำมานานทำให้มีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยถูก MLR แค่ 7% ต่อปี ออกตราสารหนี้ก็ได้ ทำให้ต้นทุนของเงินทุนต่ำกว่ามาก

2 นำเงินทุนไปซื้อสินทรัพย์และนำไปสร้างรายได้ มูลค่าของสินค้าก็ถูกกำหนดโดยคนอื่น (ราคาตลาด) เมื่อเอาทรัพยากรคนอื่นมาก็จ่ายผลตอบแทนไปเช่นค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย

  • ทำธุรกิจเอง ถ้าทำธุรกิจทั่วๆไปร้านเล็ก สามารถสร้างรายได้ได้น้อย บางทีไม่คุ้มค่าแรง ค่าเช่า และดอกเบี้ยเงินกู้
  • ซื้อหุ้น ทุนเยอะก็ลงทุนได้เยอะ ต้นทุนหลายๆตัวก็ถัวๆกันไป ก็ยังมีกำไร

3 ถ้าหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเป็นกำไรทำให้ความมั่งคั่งของเราเพิ่มขึ้น
4 ทำซ้ำข้อ 1-3 ถ้าได้กำไรความมั่งคั่งคุณจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

จะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆได้เปรียบบริษ้ทเล็กๆ เกือบทุกประตู แต่ถ้าคุณทำธุรกิจเองได้กำไรคุณเห็นเงินเป็นกอบเป็นกำครับเพราะเรากินคนเดียว แต่ลงทุนหุ้นถ้าหุ้นดีๆ ที่คนรู้จักเยอะๆ แล้วคุณต้องซื้อราคาที่แพงขึ้นทำให้ผลตอบแทนที่กลับมาหาเราต่ำลงครับ

ป.ล. จงสะสมความมั่งคั่งแต่พอดีเพราะตายไปก็เอาความมั่งคั่งที่สะสมไปด้วยไม่ได้

ไม่มีความคิดเห็น :

โพสต์ความคิดเห็น

สงสัยอะไรถามได้ครับผม