วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

ซื้อทองป้องกันเงินเฟ้อได้จริงหรือ ???

ซื้อทองป้องกันเงินเฟ้อได้จริงหรือ ???


นี่คือกราฟราคาทองที่ปรับเงินเฟ้อออกแล้ว การที่กราฟคงที่แสดงว่าป้องกันเงินเฟ้อได้ จะเห็นว่ามีบางช่วงเวลาที่ปรับตัวลง แต่เวลาปรับตัวขึ้นคือยื่นเหนือเงินเฟ้อ จะทำกำไรรุนแรง สรุปคือ มันขึ้นอยู่กับ Timing

โชคดีในการลงทุนนะคร้าบ

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

tpoly จะ turn around?


tpoly บริษัทรับเหมาเล็กๆ ที่เข้ามาระดมทุนใน ตลาด mai เริ่มคิดการใหญ่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยการระดมทุนเพิ่มเป็น 420 ล้านเพื่อย้ายเข้า set พร้อมความฝัน การเจริญเติบโตจากธุรกิจเดิม และธุรกิจใหม่คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล

ธุรกิจก่อสร้าง

  • มีการนำระบบ ERP เข้ามาประยุกต์ ทำให้ควบคุมประสิทธิภาพและต้นทุนดีขึ้น
  • เติบโตโดยรับงานที่ใหญ่ขึ้น สมัยก่อนเป้ารายได้ 3000 ล้านต้องรวมงานเล็กๆ 100 ล้านเกือบ 30 งาน เดี๋ยวนี้รับงาน 500 ล้าน 6 งานก็ได้เป้า กำไรดีกว่าด้วย
  • ปี 55 ที่ผ่านมาประสบปัญหา วัสดุก่อสร้างราคาพุ่ง ค่าแรงราคาเพิ่ม แต่รายได้ไม่เพิ่มเพราะเซ็นต์ไว่ก่อนน้ำท่วม งานที่รับมาใหม่ๆก็ดีขึ้น

  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

  • โครงการกรีนิชที่รามอินทราเริ่มโอนได้ในปีนี้ ทำเลดีอยู่ข้างๆ makro รามอินทรา มีรถไฟฟ้าสายสีชมพูผ่านหน้าโครงการ
  • มีที่ดินเหลืออีก 6 ไร่หน้าโครงการวางแผนจะสร้างคอนโด

 ธุรกิจโรงไฟฟ้า

  • ตอนนี้มีอยู่ในแผน 4 โรงเป็นโรงไฟฟ้าจากเศษไม้ยางบ้าง ขุยมะพร้าวบ้าง 
  • สร้างเสร็จและจ่ายไฟแล้ว 1 โรงเมื่อ 15 มีนาคมที่ผ่านมา
  • มีโรงไฟฟ้ากำลังศึกษาอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และที่ประเทศลาวลาว
ประมาณการรายได้ และกำไรของ TPOLY ในปี 2013 - 2016

เขาจะทำความฝันให้เป็นจริงได้หรือไม่คอยติดตามกันครับ

คุณ Zhao Yun เข้าฟัง OppDay 1Q56 แล้วสรุปไว้ใน facebook (https://www.facebook.com/ZhaoyunHi/posts/486515188083164) ดังนี้คับ

TPOLY ; RoadMap 2558-60; 11/06/56 (OppDay 1Q56)


  1. เสร็จการแปลงTPOLY-W1 มีการใช้สิทธิ์ 99% หุ้นที่แปลงจะเข้าปลายเดือนมิย 56 บริษัทได้เงิน 126 ล้านบาท
  2. คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมติให้ออกเสนอขายตั๋วเงินระยะสั้น ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 500 ล้านบาท อายุไม่เกิน 270 วัน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต (อัตราดอกเบี้ย5.25-5.50%)


ธุรกิจ 4 ส่วน คือธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจโรงไฟฟ้า,ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจTrading

1.Construction Business


  1. มีBacklog สิ้น 1Q56 2,935 ล้านบาท
  2. กำลังเข้าประมูลงานมูลค่า 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้25-30% เตรียมประมูลช้อปปิ้ง มอลล์ 4 แห่ง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ตอนนี้ได้งานShopping Mall 1แห่ง มูลค่า500ล้านบาทแต่ยังไม่ได้ประกาศ รวมงานเดิมที่ได้มาแล้ว1,000ล้านเป็น1,500ล้าน รายได้เติบโตขึ้นจากปี2555ประมาณ 25 – 30%
  3. หลังจากรับรู้รายได้ทั้งหมดปีแล้ว คาดว่าจะมีBacklogใหม่ที่สิ้นปีอีก2556 3,400 ล้านบาท(ของปี57)


พื้นฐานเพิ่มเติม

  1. งานธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บริษัทเน้นกลยุทธ์รับงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 12-15% หรือต้องมีมูลค่าโครงการ 400 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อมีกำไรสุทธิให้ได้มากขึ้น ตั้งเป้าสัดส่วนลูกค้าภาครัฐประมาณ 49% และภาคเอกชน 51%
  2. เมื่อปี2555ได้การตั้งสำรองก้อนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างแถวจตุจักรซึ่งลูกค้ามีปัญหาด้านการหาเงินทุนขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายได้ตั้งสำรองไว้ทั้งจำนวนเพื่อให้ conservative ที่สุด ถ้าในอนาคตสามารถเคลียร์ปัญหาได้ จะกลับเป็นกำไรมาในบัญชี (ขาดทุนตัวเลขทางบัญชี)
  3. เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ทางภาคใต้ และสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีคู่แข่งน้อย และมีงานภาคใต้35%ของพอร์ตรับเหมาก่อสร้าง
  4. ถ้าพรบ2ล้านล้านบาทออกมา ซึ่งเป็นงานด้านก่อสร้างคมนาคมและสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ส่งผลดีต่อกลุ่มรับเหมาทั้งกลุ่มมีงานต่อเนื่อง7ปี


2.Energy Business(TPC Power Holding99.99%)


  1. สรุปผลทำFAของบริษัทTrinity เกี่ยวกับ TPC power Holding ว่าจะระดมเงินทุนสร้างรฟฟ.ชีวมวล 3 แห่ง 300-400 ล้านบาทในสิ้นเดือน มิย56 ทางเลือกอยู่ทั้งหมด 4 แนวทาง ได้แก่ การกู้เงินจากธนาคาร, การใช้เงินสดหมุนเวียนของบริษัทฯ, การออกวอแรนท์ และ การจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และหาแนวทางการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งและเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้ง แรก(IPO)เพื่อระดมทุนไปลงทุนในโรงไฟฟ้าในอนาคต เพื่อไปสู่เป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 100 เมกวัตต์ภายในปี 2560
  2. รฟฟ.ชีวมวลทุ่งสัง กรีนและมหาชัย กรีนเพาเวอร์(VSPP)ทั้งสองได้ผ่านเงินกู้แบงค์แล้ว ไม่มีปัญหามวลชนประท้วงคัดคานแล้ว อบต.เซ็นอนุมัตทุกทีแล้ว รอใบรง.4 ภายใน2เดือนแต่ที่มหาชัย กรีนเพาเวอร์น่าจะได้ก่อน และพร้อมก่อสร้างได้ คาดว่าจะสร้างเสร็จ 3Q57 ทั้งสองโรงไฟฟ้า ใช้เวลาก่อสร้าง 15เดือนและรฟฟ.ชีวมวลบางสะพานน้อยได้ยืนขอใบ รง.4 ไปแล้วรอผลภายใน 2เดือนเช่นกัน
  3. คาด 4Q57-1Q58 ทำSpin-Offหุ้นTPC Power Holding (TPCP) นักลงทุนถือหุ้นTPOLYได้สิทธิ์จองหุ้นIPOตามสัดส่วนของหุ้น(อัตราส่วน15:1หรือ20:1ราคาพาร์1บาท)
  4. หลังจากทำIPO หุ้นTPOLYจะถือหุ้นTPCPสัดส่วน50+% ยังรับรู้การเติบโตต่อเนื่องของหุ้นTPCPที่จะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก40MWเป็น100MW ภายในปี2560
  5. หลังTPCP เข้าตลาดหุ้นหมวดพลังงานมีการเติบโตต่อเนื่องได้อีกมาก เพราะมีการสร้างรฟฟ.ชีวมวลต่อจาก 40MW เป็น 100MW แต่ถ้าเปลี่ยนตัวหุ้นจากTPOLYมาลงทุนตัวTPCPเป็นตัวหลักแทนได้ เพราะรฟฟ.ชีวมวลจะมีNPMสูงถึง 30% หลังจากได้จ่ายเงินกู้แบงค์และดอกเบี้ยทำให้ลดรายจ่ายลดทุกๆปี ทำส่งผลต่อNPMสูงขึันปีต่อๆไปนั้นเอง และยังน่าสนใจกว่าและสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ดีกว่า
  6. .ส่วน รฟฟ.บางสะพานน้อยคาดว่าจะเสร็จ 1Q58 กำลังผลิต10MW
  7. ภายในปี 2558 จะมีการสร้าง รฟฟ.ชีวมวล เสร็จรวมกำลังผลิต 4 แห่ง รวม40MW
  8. แผนงานศึกษา รฟฟ.ชีวมวลที่ภาคเหนือตอนล่าง(กำแพงเพชร10MW,นครสวรรค์10MW)20MWมีใบรง.4และใบPPAแล้ว, พัทลุง10 MW, นครศรีธรรมราช10MW, สามจังหวัดชายแดนภาคใต้(ปัตตานี20MW,XXX 10MW,YYY 10MW) รวมทั้งหมด80MW แต่อาจสร้าง 60MWน่าจะตัดสามจังหวัดชายแดนออกไป20MW
  9. คาดสร้าง รฟฟ.ชีวมวลปัตตานี(SPP)20MWเสร็จภายในปี 2560 ที่ปัตตานีจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากเพราะได้ค่า Adderเพิ่มเป็น 1.30 บาทต่อหน่วยในพื้นฐานเสี่ยงภัย ส่วนที่อื่นๆของ รฟฟ.ชีวมวลได้ 0.30 บาทต่อหน่วย
  10. ตั้งเป้าจะมี รฟฟ.ชีวมวล 100MWภายในปี2560แน่นอน
  11. คาดสร้าง รฟฟ.พลังน้ำที่ สปป.ลาว(SPP)อีก 2 แห่ง (50MW+80MW) รวมทั้งสิ้น 130MW
  12. ทำให้รวมกำลังผลิตของ รฟฟ.ชีวมวล100MWและรฟฟ.พลังน้ำที่ลาว 130MW รวมทั้งหมด 230MW ภายในปี2560
  13. คาดว่าสิ้นปี2559ได้รายได้จากCarbon Credit จำนวน40ล้านบาท จากรฟฟ.ชีวมวลจำนวน40MW ที่จะสร้างเสร็จในปี 2558 ( รายได้ 10.6ล้านบาทต่อ10MW ต่อปี,มีCDM35,000ตันต่อปีต่อรฟฟ,ขาย 8 EURต่อตัน,คิดที่ EUR/Bath 38.00 บาท)


พื้นฐานเพิ่มเติม

  1. นโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนของ EGAT มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลให้ได้ 3,630MWภายในปี 2564 ปัจจุบันผลิตได้ 1,600MW มีนโยบายของรัฐ “1 อำเภอ 1 โรงไฟฟ้าชีวมวล” และมีสัดส่วนการเพิ่มที่มากกว่าพลังงานทางเลือกอื่นๆ
  2. ใบรง.4 คือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4), ใบPPA คือใบอนุญาตการซื้อขายไฟฟ้า (PPA)
  3. TPC Power Holding Co., Ltd. ทุนจดทะเบียน 200ล้านบาท จำนวน20,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท พาร์ 10 บาท, TPCPถือCRB 73%, TSG65%,MCH46%,BBRP85%[CRB;COD15/03/56,70mKwh/Y,250MTHB/Y ]
    [TSG;COD3Q14,70mKwh/Y,250MTHB/Y]
    [MHL;COD3Q14,64mKwh/Y,220MTHB/Y]
    [BBRP;COD1Q15,64mKwh/Y,230MTHB/Y]
  4. ต้องใช้เงินลงทุนแต่ละ รฟฟ.ชีวมวล200ล้านบาทลงทุน[CRB 73%=146, TSG65%=130,MCH46%=92,BBRP85% =170]รวมเท่ากับ538ล้านบาท มีทุนจดเทียบแล้ว 200ล้านบาท ยังขาดอีก 538-200=338 ล้านบาท ต้องหาเงินทุนเพิ่มอีก350ล้านบาท
  5. คิดรายได้ขายไฟฟ้าปี2558ได้ [CRB 73%=182.5, TSG65%=162.5,MCH46%=101.2,BBRP85% =195.5]เท่ากับ641.7ล้านบาท
    ถ้าถือTPCP100%=641.7,NPM 30%192.5ล้านบาท,
  6. ได้ค่าAdderเพิ่ม0.30บาทต่อหน่วย แต่รฟฟ.ชีวมวลที่ปัตตานีจะได้ adderเพิ่ม1.30บาทต่อหน่วยได้ 7ปีแรก และมีสัญญาซื้อไฟฟฟ้าต่อเนื่อง25ปี มีสิทธิ์BOI 8 ปี ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล
  7. กำลังผลิตไฟฟ้าของ รฟฟ.ชีวมวลช้างแรก ตอนนี้ผลิตเฉลี่ยได้ 190,000 หน่วยต่อวัน เป้าหมาย 200,000หน่วยต่อวัน ได้CODวันที่15/03/56 และรฟฟ.ชีวมวลดีกว่า Solar/Wind ตรงที่ถึง Adder หมดรายได้ก็ไม่ได้ลดลงอย่างมากๆ และกำหนดชะตาชีวิตตนเองในการผลิตไฟฟ้าไม่ต้องหวังพึ่งแดดพึ่งลม และถ้าเดินเครื่องแล้วโอกาสที่รฟฟ.ชีวมวลอื่นๆจะมาตั้งใกล้ๆหมดสิทธิ์นั้นเอง(รัศมีต้องห่าง100กิโลเมตร)
  8. การขาย Carbon Credit ได้ของ รฟฟ.ชีวมวลต้องเดินเครื่องครบ1ปีก่อน ถึงขายในปีที่2ได้ สัญญาซื้อระยะยาวจากบริษัทEnBWต่อเนื่อง 10 ปี ขาย 8 EUR ต่อตัน

3.Real Estate Business (TPC Asset99.99%)


  1. เริ่มโครงการTownHome 3 ชั้น(Greenwich)ในพื้นที่18ไร่ จำนวน174ยูนิต มูลค่า750ล้าน ยอดจองตอนนี้ 213ล้านบาทคิด30% คาดจะปิดโครงการ 2Q57
  2. ปรับราคาขายจากยูนิท 3.69เป็น3.99ล้านบาท ทำให้NPM 7>10% เป้ายอดขายปีนี้ 250-300ล้านบาท
  3. เริ่มโครงการคอนโดมิเนียม (สูง 40 ชั้น ขาย50,000 บ.ต่อตรม.)มูลค่า 2,000ล้านบาทในพื้นที่6ไร่ เริ่มก่อสร้าง 2558 สร้างเสร็จใช้เวลา3ปี (2560) ติดรถไฟฟ้าBTSสายสีชมพู (แยกแคราย-แยกปากเกร็ด-มีนบุรี) คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้2560


พื้นฐานเพิ่มเติม


  1. โครงการกรีนิช รามอินทราและคอนโดมีเนียม สถานที่ตั้งของโครงการจะตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีของรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีบางชัน สถานีที่ 21 (ปากซอย รามอินทรา 109 คือถนนพระยาสุเรนทร์) สถานที่โดยรอบโครงการมีแฟชั่นไอส์แลนด์ นั่งรถไฟฟ้าถัดไปสองสถานี, มีAmorini เป็น Community Mall ห่างไป 1 สถานี (สถานีสวนสยาม), อีกฝั่งที่มีข่าวว่าเดอะมอลล์สร้างห้าง (ธุรกิจนี้ได้NPM10%)4.Trading Business(TPC Bangkok Supply99.99%)
  2. ตั้งบริษัทเทรดดิ้ง รองรับ AEC มุ่งสินค้าที่มีกำไรและตลาดที่แน่นอน
  3. ที่ จีน Construction Material ไม้อัดและได้เซ็นMOUกับจีนการขายเครื่องจักร,พม่า Dealer Commodity Product Ex. Cement,Steel,Wood,Palm oil,อินโดเนียเซีย Palm oil Trader,ไทย Heavy Equipment
  4. นำเข้าไม้อัดมาเป็นแบบและแมทชีทสำหรับโครงการก่อสร้างแนวสูงลดต้นทุนก่อสร้างและต่อไปจะเริ่มขายให้ผู้อื่นต่อไป
  5. ธุรกิจเทรดดิ้ง พวกCommodity ได้ Margin 2-3% แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรหนักได้เพิ่มอีกนิด ตามแบบธุรกิจซื้อมาขายไปตามคำสั่ง

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

EARTH กับเรื่องวุ่นๆของเงินทุนหมุนเวียน

EARTH : บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทโฮลดิ้งคอมปานีเพื่อลงทุนในธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายถ่านหินทั้งในและต่างประเทศ

ช่วงนี้ผู้บริหารเก่งครับ ธุรกิจเติบโต กำไรโต

ราคาหุ้นก็เลยซิ่งไปด้วย
มาดูงบกระแสเงินสด ที่น่าแปลกใจก็คือ ตั้งแต่ปี 2554 กำไรสุทธิเป็นบวก แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ ทำมาหากินแล้วเงินหายไปไหน ต้องจัดหาเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกู้และเพิ่มทุน
มาเจาลึกรายละเอียดกันซะหน่อย

ทีน่าสนใจก็คือ เงินจมไปกับสินทรัพย์หมุนเวียนเยอะมาก
  • ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 1435 ล้าน
  • สนิค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 1064 ล้าน
  • และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 1418 ล้าน
 มาดูกันว่าลูกหนี้การค้า กับสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นเป็นรอบปกติของธุรกิจหรือเปล่า ถ้าระยะเวลาเก็บหนี้ กับระยะเวลาขายสินค้ายังนิ่งๆ ก็สบายใจว่าเป็นปกติของธุรกิจ

ตัวเลขเริ่มผิดปกติ
  • ระยะเวลาเก็บหนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 29.59 วันในปี 53 มาเป็น 60.95วัน และ85.44 วัน ในปี 54 และ 55 ตามลำดับ นี่MDเพิ่มเครดิตการค้าให้ลูกค้า? หรือมีหนี้เสีย?
  • ระยะเวลาขายสินค้าก็ตัวเลขสูงขึ้น ตุนอะไรไว้เยอะเยะหนอ

เจาะรายละเอียดเรื่อง ลูกหนี้การค้า

จากหมายเหตุประกอบงบข้อ 8 เรื่องลูกหนี้การค้า ลูกหนี้ประมาณ 73% (2,010/2,719*100) ยังอยู่ในกำหนดชำระเดาว่า
  • อยากขายของก็เพิ่มเครดิตให้
  • อยากให้งบกำไรขาดทุนงวดนั้นโต ก็อัดยอดขายให้อยู่ในงวดนั้นเยอะ เพราะนักบัญชีเขาบันทึกเกณฑ์คงค้าง ขายได้งวดไหนก็บันทึกกำไรงวดนั้นแหละ เก็บตังค์ได้หรือเปล่าอีกเรื่อง

มาดูเรื่องสินค้าคงเหลือกันบ้าง

 สินค้าคงเหลือส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ 1,117 ล้าน น่าจะเป็นถ่านหินในเหมืองกระมัง น่าจะปกติ (เดา)

เมื่อร้อนเงินก็ต้องหาเงิน


จากงบดุลจะเห็นว่าจากการที่ธุรกิจโตไวและต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเยอะ (ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ) ก็ต้องหาเงินมาหมุน ไม่ว่าหนี้สิน เพิ่มจาก 992.92 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 2,263.54 ล้านบาท และ 5,420 ล้านบาทในปีะ 2554 และ 9 เดือน 2555 ตามลำดับ

หรืออาจต้องเพิ่มทุนเป็นว่าเล่น เร็วๆนี้ก็เอาหุ้นไปจดทะเบียนหาตังค์ที่ตลาดเยอรมัน

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตารางคำนวณอิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงินเป็นสิ่งที่ใครๆก็อยากมีครับ นิยามก็คือคนที่มีรายได้จากการทรัพย์สินมากกว่ารายจ่ายประจำ ซึ่งมันเป็นการเดินทางระยะยาวครับ สรุปจากหนังสือ "เงินสี่ด้าน" เขาว่า

รายได้มีสองทางใหญ่ๆ

  1. ต้องทำถึงได้เงิน ประกอบด้วย พนักงาน ธุรกิจส่วนตัว ต่อไปเรียกรายได้ A
  2. นั่งๆ นอนๆ นานๆมาดูทีก็ได้เงิน เจ้าของธุรกิจ(ให้ลูกน้องทำ) กับ นักลงทุน (กินดอกผล) ต่อไปเรียก รายได้ B

คนทั่วไปที่ไม่มี back ทางบ้านกว่าจะมีอิสรภาพทางการเงินต้องผ่านเส้นทางดังนี้

  • รายได้ A < รายจ่ายประจำ = จน
  • รายได้ A > รายจ่ายประจำ = รวย
  • รายได้มาจากสองทางคือ รายได้ A + รายได้ B > รายจ่ายประจำ = มั่งคั่ง
  • ถ้า รายได้ A = 0 และ รายได้ B > รายจ่ายประจำ = อิสรภาพทางการเงิน

บางคนตั้งเป้าไว้ไกลเกิน ก็อาจท้อไปซะก่อน เพื่อไม่ให้ท้อระหว่างทาง เราต้องแบ่งเป้าหมายเป็นขั้นย่อยๆครับจะได้ทำได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น

  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนปริญญาตรี
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนปริญญาโท
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนผู้จัดการ
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนกรรมการผู้จัดการ

ลองคำนวณได้ตามตารางได้เลยครับโดยใส่เงินออมต่อเดือน และผลตอบแทนต่อปีในช่องสีเหลือง ตารางจะคำนวณ เงินทุนเป้าหมายที่ต้องมี และระยะเวลาที่จะลงทุนให้ถึงเป้าหมายแต่ละขั้นให้ครับ



จะเห็นว่าถ้าเริ่มจากไม่มีอะไรเลย ผลตอบแทนขั้นแรกหายากที่สุดแล้วครับ ออมเดือนละ 2000 ผลตอบแทน 10% ต่อปี แค่จ๊อบพิเศษ ต้องใช้เวลาลงทุนถึง 10 ปี เพื่อให้เราถึงอิสรภาพทางการเงินไวขึ้นต้องมีเร่งครับ

  • เร่งเงินออม (ลงทุน)
    • เงินออม = รายได้ - รายจ่าย
    • หาวิธีเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้ได้เพื่อมีเงินมาออมมาลงทุนมากขึ้น
  • เร่งผลตอบแทน
    • ระดับผลตอบแทนจะสัมพันธ์กับระดับความรู้ รู้กว้าง รู้ลึก รู้จริง ทำให้เราได้เปรียบครับ 
แต่สุดท้ายอิสรภาพทางการเงินก็ไม่ได้บอกว่าถึงแล้วจะมีความสุข มีความสุขทุกตลอดเวลาที่ลงทุนสำคัญที่สุดครับ

เจริญในการลงทุนทุกท่าน

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

การใช้อัตราส่วนราคาต่อยอดขาย(P/S ratio) ในการหาหุ้น


อัตราส่วน ราคาต่อยอดขาย(P/S ratio) สามารถคำนวณได้ง่ายๆครับ คือ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด/ยอดขาย อัตราส่วนนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี

ส่วนใหญ่หุ้นที่มีอัตรากำไรสุทธิต่ำ(net profit margin) ต่ำ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด จะต่ำกว่า ยอดขาย ทำให้ ราคาต่อยอดขาย(P/S ratio) ต่ำ

หุ้นที่ผิดปกติ (อาจจะ under value) คือ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด  ต่ำกว่า ยอดขายมากๆ แต่มี npm สูง ส่วนจะมากเท่าไหร่ อาจจะต้องใช้ skill คับ

หน้าที่แมวมองคือ หาพวกที่ผิดปกติ หรือกำลังจะผิดปกติ คือ npm กำลังจะดีขึ้น
โดยที่ p/s ยังต่ำ1เยอะๆอยู่ ใช้กรองหุ้นคร่าว แทน pe ได้ดีพอสมควรคับ

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

หุ้นขึ้นแต่เราไม่ได้ซื้อ(ตกรถ)ควรทำอย่างไร


บทความเรื่อง : "ตกรถ" กับ "ไม่รู้จักรถ" 
By pak ThaiVI [1]

ถ้าเรารู้ใน 3 ข้อหลักๆ ว่า...
  1. เราอยู่ที่ไหน?
  2. และเราจะไปไหน?
  3. และรถเมล์แต่ละคันมีเส้นทางการเดินทางอย่างไร?
ผมเชื่อว่าเราจะ "ไม่หลงทาง" ครับ!!!

ผมคือคนที่นั่งอยู่ "บนรถ" ครับ และภาพที่ผมเห็นจนชินตา คือ...

"บางครั้ง...ผู้คนมากมายแย่งยื้อกันเพื่อจะขึ้นรถแต่บางครั้ง...รถกลับโล่ง โหรงเหรง แทบจะไร้ผู้คน ...ทั้งๆที่เป็นบนรถคันเดียวกันแท้ๆ!!!"

มีบ้างครับ...ที่ผมเห็นคน "รีๆรอๆด้อมๆมองๆ" จะขึ้นรถ...แต่ก็ไม่ขึ้น เพราะเค้าไม่แน่ใจครับ ว่าปลายทางของรถที่ผมนั่งอยู่จะไปที่ใด?

มีบ้างครับ...ที่ผมเห็นคนขึ้นๆลงๆเปลี่ยนรถไปเรื่อยๆ น่าจะเป็นเพราะ เค้าไม่มีข้อมูลมากพอเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถครับ ทำให้เค้าไม่มั่นใจ ข้อมูลที่เค้าได้มาจากการถามคนแถวๆนั้น ก็ไม่เพียงพอจะทำให้เค้าเชื่อมั่นได้ครับ

แต่บนรถที่ผมนั่ง มันก็ไม่ได้มีแต่สิ่งที่ผมต้องการหรอกนะครับ บางครั้งรถก็เสียบ้าง ยางแตกบ้าง ความร้อนขึ้นสูงบ้าง ...ก็ต้องซ่อมกันไปตามเรื่องตามราวครับ แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่ "บนรถ" คันนั้นเพราะผมยังมีปลายทางในใจของผม และผมเชื่อว่ารถคันนี้กำลังจะวิ่งไปที่จุดๆนั้น

ผู้โดยสารหลายท่าน ขึ้นมาบนรถ เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็จากกันไป บางครั้งผมก็รู้สึกว่าเพื่อนเยอะ บางครั้งก็รู้สึกเหงาๆนะ แต่รถคันนี้ มัน "อิสระ" ครับ ใครจะขึ้นหรือลงที่ป้ายไหน...ก็ย่อมได้เสมอ

คำว่า "ตกรถ" สำหรับผมแล้ว...มันไม่ใช่ที่สิ่งน่ากลัวอะไรเลยครับ หากเพียงเรารู้ว่า เราอยู่ที่ไหน? และเราจะไปไหน? และรถแต่ละคันมีเส้นทางอย่างไร? อีกซักพัก รถคันหลังยังจะตามกันมาอีกเยอะแยะมากมายอยู่แล้วครับ

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า "เราตกรถ!!!"
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า "เราอยู่บนรถ" หรือ "เรายังไม่ได้ขึ้นรถ!!!"
ปัญหาที่แท้จริง คือ เรารู้จัก "รถแต่ละคัน" ดีเพียงพอหรือยัง?
...ก็เท่านั้นเองครับ

pak
(^_^)

ภาพตัวอย่างคนตกรถ

ที่มา[1] https://www.facebook.com/photo.php?fbid=322329054550027&set=a.110646835718251.13779.100003188061122&type=1

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

การเล่นหุ้นกับการเล่นเกมส์


บทความของคุณ คิม พ่อหมูน้อย โพสไว้ใน facebook[1] เปรียบเทียบการเล่นหุ้นกับเกมส์ต่างๆ ไว้น่าสนใจครับครับ เล่นเกมส์ เล่นไพ่ เตะบอล รวมไปถึงธรรมมะ เชิญอ่านโดยพลัน

ผมมีงานอดิเรกส่วนตัวหลายอย่าง แต่ล่ะอย่างให้ความสุขได้ทั้งนั้น วันก่อนว่าเรื่องเลี้ยงปลา, ปลูกผัก, ท่องเที่ยวและจีบสาวไป วันนี้เรามาว่างานอื่นที่สนุกเช่นกันให้ฟัง

การเล่นหุ้นก็เหมือนการเล่นเกมส์

เกมส์ทุกเกมส์ก็ซ้ำเดิม ๆ ตลอด เป้าหมายคือชนะ หากเราเล่นบ่อยเราก็รู้แนวทาง แต่หากเราไม่ค่อยจะเล่นหรือไม่ใส่ใจ เล่นยังงัยก็แพ้แน่นอน หุ้นก็ไม่ต่างกัน มีแค่ไม่ขึ้นก็ลง ถ้าไม่ขึ้นหรือไม่ลงก็แค่ลากข้าง และก็หมุนเวียนไปเช่นนี้เสมอ เพียงแต่เรารู้จังหวะ เราก็ชนะได้อย่างไม่ยากนัก

การเล่นหุ้นก็เหมือนการเล่นไพ่โป๊กเกอร์

 เกมส์ไหนที่เราชนะได้เราก็สู้สิเกมส์ไหนดูโอกาสชนะมีน้อย เราก็ชิงไม่เล่น และหากเราเล่นไปได้ครึ่งทางรู้ว่าสู้ไม่ได้แน่ก็ชิงยอมแพ้แต่เนิ่น ๆ เสียดีกว่า ในขณะเดียวกันแม้มั่นใจมาก หากเกิดแพ้ขึ้นมาก็ยอมรับว่าแพ้ แล้วก็เริ่มเกมส์ใหม่โดยไม่ติดใจเกมส์เดิม

การเล่นหุ้นก็เหมือนดูฟุตบอล 

นักกีฬาเก่ง ๆ ต้องอ่านดักทางไว้ข้างหน้าแล้วเล่นไปตามเกมส์แค่นี้ก็ไม่เหนื่อย แต่ถ้าเล่นเอาแต่วิ่งไล่ลูกบอล นอกจากเหนื่อย, ไม่ได้บอล ดีไม่ดีอาจหกล้มแผลถลอก งั้นเราก็แค่มอง ๆ วิ่งไปในทางที่มันจะมา ถ้ามาถึงจริง ก็เล่นเต็มที่เลย แค่นั้นก็จบ พอบอลออกขาไป ก็รอโอกาศต่อไป ดูว่าเมื่อไรมันจะมาอีก ก็เท่านั้นเอง

การเล่นหุ้นที่ดีก็ต้องมีการอ่านหนังสือเยอะ ๆ หนังสือตำรากับหุ้นผมมีเยอะไม่น้อยกว่าหนังสือธรรมะ เมื่ออ่านเยอะรู้เยอะเราก็ประยุกต์ให้เข้ากับแนวทางของเรา อันไหนแข็งไปก็ปรับลง อันไหนอ่อนไปก็เสริมหน่อย ส่วนหนังสือธรรมะก็สอนให้เราไม่โลภเกินไป ไม่หลงเกินเหตุ และมองทุกอย่างเป็นสิ่งไม่เที่ยง เมื่อไม่โลภมาก กำไรเท่าไรก็เอา แล้วมันจะขาดทุนได้บ่อยสักแค่ไหน ไม่หลงเกินเหตุทำให้มีเวลาส่วนตัว แค่ด้อม ๆ มอง ๆ ติดตามบ้างก็เหลือเฟือ และทุกสิ่งไม่เที่ยง มันมีขึ้นมีลง และก็มีสวนทางความคิดด้วย จึงไม่ซีเรียสอะไรกับมัน

แม้ว่าผมจะชอบทำบุญสารพัดวิธี แต่ผมไม่ค่อยจะทำบุญโดยการยอมเล่นแพ้เพื่อให้ผู้อื่นได้สตางค์ผมหรอก จึงมีน้อยคนนักที่จะได้กินตังค์ผม เงินผมหามาด้วยยากลำบาก หมูน้อยตัวเล็ก ๆ ร้องขอขนมทุกวัน หากไม่สุดวิสัย ผมคงไม่ทำบุญด้วยเงินค่าขนมของหมูน้อยในตลาดหลักทรัพย์ หวังว่าเพื่อน ๆ คงไม่ว่ากันน่ะคร๊าบ ^^

[1]https://www.facebook.com/groups/modmao/permalink/248957568568492/

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายคืออะไร

ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย เป็นการวัดประสิทธิภาพต้นทุนในการดำเนินงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยอาศัยการเทียบสัดส่วนของต้นทุนในการเคลื่อนย้าย การกระจายสินค้า และการจัดเก็บดูแลสินค้าที่สิ้นเปลืองไปหรือหมดไปเป็นเปอร์เซ็นร้อยละของมูลค่าของสินค้าทั้งหมดที่จัดจำหน่ายหรือขาย เป็นรายได้ของธุรกิจหรืออุตสาหกรรม. 

โดยเปอร์เซ็นร้อยละของต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย ถ้ามีตัวเลขเปอร์เซ็นที่สูงแสดงถึงประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ที่ไม่ดี หรือระบบการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง มีค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดเก็บสินค้าหรือสต๊อกสินค้าสูง ทำให้ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมมีกำไรน้อยลง สูญเสียความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามีต้นทุนที่สูง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ในที่สุด

ที่มา พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล, "อาหารโลจิสติกส์ 001/2556" https://www.facebook.com/Dr.Pongchai/posts/580301828651780

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไป ใครได้ประโยชน์

จะเป็นนักลงทุนต้องมองยาวๆครับ มอง trend เศรษฐกิจให้ออกมาดูมุมมองเรื่องเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจของของคุณ ฉัตรชัย วงแก้วเจริญ เซียนหุ้น[1] VI อธิบายได้ดีครับดังนี้

"ประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล คือ พึงพิงการส่งออกในสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้มีความผันผวนและขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมากเกินไป เมื่อประเทศใหญ่ๆของโลกมีปัญหา ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจของเรามาก เราต้องสร้างการบริโภคภายในประเทศให้สูงขึ้น เพื่อเป็นกันชนเมื่อสภาพเศรษฐกิจโลกมีปัญหา

ในขณะที่เราก็ต้องถามว่า ค่าแรงที่ต่ำนั้นเป็นรายได้ที่เพียงพอให้แรงงานใช้ดำเนินชีวิตที่เหมาะสมได้หรือไม่

เรายอมให้คนไทยทำงานหนัก แต่ได้รายได้น้อย คุณภาพชีวิตแย่ เพียงเพื่อจะได้มีต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ต่ำ ขายสินค้าให้ต่างชาติในราคาถูกๆ ให้ชาวต่างชาติเอาเปรียบเราหรือ

ประเทศไทยมีทางเลือกมากมาย เราคงอุ้มทุกคนไม่ไหว อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานก็ควรที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีค่าแรงถูกอยู่"

การ ขายสินค้าให้ง่ายๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือ ขายถูกๆ ไม่ต้องคิดอะไรใหม่ ไม่ต้องปรับปรุงพัฒนาอะไร แล้วทำอย่างไรให้ขายถูกๆแล้วยังมีกำไร
  • วิธีแรกสำหรับสินค้าส่งออกก็คือ กดค่าเงินบาทให้ต่ำๆ ยิ่งต่ำยิ่งได้กำไรเพิ่มแบบไม่ต้องทำอะไร
  •  อีกวิธี คือ ลดต้นทุนค่าแรง กดค่าแรงให้ต่ำๆ ไม่ต้องพัฒนากระบวนการผลิต ไม่ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ต้องพัฒนาฝีมือแรงงาน
อุตสาหกรรม ใดบ้างที่ออกมาพูด อุตสาหกรรมเหล่านั้นเราก็รู้อยู่แล้วว่ามีอนาคตมากน้อยแค่ไหน นายทุนหลายราย ครั้งมีกำไรก็มักหลบเลี่ยงภาษี กำไรที่ได้ก็นำไปใช้จ่ายเพื่อความสุขอย่างมากมาย ไม่เก็บหอมรอบริบไว้ปรับปรุงกิจการ

ผม คิดว่าอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่ช้าไม่นาน ถ้าไม่มีการปรับตัวก็ต้องเลิกกิจการอยู่ดี เพราะค่าแรงประเทศเพื่อนบ้านถูกกว่ามาก หลายบริษัทก็ปรับตัวย้ายโรงงานไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านหมดแล้ว"

ซึ่งก็สอดคล้องกับที่คุณ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.การคลัง ได้ให้มุมมองไว้ในรายการอะไรก็ไม่รู้ดูตอนปีใหม่ที่ผ่านมา ว่า"โครงสร้างเศรษฐกิจไทยตอนนี้พึ่งพิงการส่งออกมากถึง 70% มาจากภายในประเทศเพียง 30% ดังนั้นแนวนโยบายต่อไปก็จะมุ่งเน้นเสริมการบริโภคในประเทศมากขึ้น สัดส่วนในอนาคตจะพลิกจากเป็นพึ่งพิงภายนอก 30% และจากภายใน 70%

โดยภาคการส่งออก น่าจะพลิกไปผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น จะได้จ้างงานคนไทยได้ค่าแรงสูงขึ้น"

ถ้าสรุปนโยบายต่างเป็นภาพ ได้ดังนี้ครับ

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล

ขยาย ความก็คือ รัฐกระตุ้น ศก. โดย ทำให้ consumption(C) การบริโภค, investment(I) การลงทุน และ Goverment spending(G) การใช้จ่ายภาครัฐ เพิ่ม ซึ่ง C, I, G ส่วนหนึ่งของ GDP ถ้าตัวแปรเหล่านี้เพิ่ม GDP

ถ้าการบริโภคในประเทศเพิ่มแล้ว  กลุ่มใหน่ที่น่าลงทุน

คุณ DeerFreeDom [2]ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า
"เงิน กำลังจะหมุนไป หมุนไปต่างจังหวัด นโยบายของรัฐบาล เป็นนโยบายที่เน้นไปที่การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ของคนต่างจังหวัด ถ้าสามารถปลุก Demand ของคนต่างจังหวัดขึ้นมาได้ GDP ไทยจะโตอีกเยอะ

สัง เกตุไหม หุ้นค้าปลีก 3-4 ปีที่ผ่านมาขึ้นมา 1,000% ได้อย่างไร เพราะธุรกิจพวกนี้เขาเน้นขยายสาขาไปยึดทำเลงามๆๆ ต่างจังหวัดหมดแล้ว ธุรกิจอสังหาใหญ่ๆๆ เช่น SIRI ตอนนี้รายได้หลักมาจากต่างจังหวัดแล้ว
"
สรุปว่าทำมาหากินในไทยดีสุดแระ หุ้นส่งออกคงแย่หน่อย เจริญในการลงทุนนะครับ
ที่มา 
[1]https://www.facebook.com/DeerFreeDom/posts/2681602775930
[2]https://www.facebook.com/DeerFreeDom/posts/107327592776149

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

Magic formula กับหาหุ้นเด็ด ประจำปี 2556

แนวคิด Magic formula นี้ถูกนำเสนอในหนังสือชื่อ คัมภีร์สุดยอดนักลงทุน (The little book that beats the market) สูตรมหัศจรรย์เพื่อชัยชนะและความมั่งคั่ง ผู้เขียน Joel Greenblatt (โจเอล กรีนแบลตต์) ผู้แปล ชานันท์ อารีย์วัฒนานนท์

สูตรนี้เป็นการลงทุนโดยอาศัยตัวกรองคือผลตอบแทนจากการลงทุนของผู้ถือหุ้น (ROE) เป็นตัวแทนของหุ้นดี  และค่า PE เป็นตัวแทนของหุ้นถูก นำมาคำนวณเป็น Magic formula ซึ่งเราก็ไม่ต้องคำนวณเองครับเว็ป siamchart.com/stock/  เขาทำให้เรียบร้อย หัวตาราง magic 1 (PE กับ ROE) เีรียงจากน้อยไปมากเลือกมา 30 อันดับแรก

สำหรับการลงทุนด้วยสูตรนี้เขาว่ามีข้อดีคือ
  • จะได้หุ้นที่ราคาถูก(PE ต่ำ) และหุ้นดี (ROE สูง)
  • มีการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆตัว เพราะเลือกมาตั้ง 30 ตัว

สำหรับผลตอบแทนในปี 2555 ที่เคยทดลองกรองหุ้นด้วย Magic formula รายชื่อตามลิงค์นี้  ผ่านไป 1 ปีได้ผลตอบแทนดังนี้ครับ

No Name Price 2/1/2555 Price 2/1/2556 return % Weigh Weighted Return%
1
WIN 0.36 0.83 130.56 0.00 0.04
2 TGPRO 0.2 0.6 200.00 0.00 0.04
3 GRAND 1.14 1.38 21.05 0.00 0.02
4 ACAP 7 6.95 -0.71 0.01 0.00
5 EVER 0.65 0.72 10.77 0.00 0.01
6 PTL 14.9 14.4 -3.36 0.01 -0.05
7 BLISS 0.04 0.04 0.00 0.00 0.00
8 AJ 14.2 15.9 11.97 0.01 0.16
9 ASIMAR 1.54 2.24 45.45 0.00 0.07
10 PT 3.12 6.4 105.13 0.00 0.31
11 SENA 2.28 3.32 45.61 0.00 0.10
13 MCS 8.8 6.4 -27.27 0.01 -0.23
12 RASA 1.81 1.6 -11.60 0.00 -0.02
14 SST 9.9 13.3 34.34 0.01 0.32
15 BFIT 6.8 6.05 -11.03 0.01 -0.07
16 IVL 29.25 26.25 -10.26 0.03 -0.29
17 NOBLE 5.6 6.15 9.82 0.01 0.05
18 PHATRA 28.75 30.64 6.57 0.03 0.18
19 FORTH 3.52 3.72 5.68 0.00 0.02
20 SGP 14 14.1 0.71 0.01 0.01
21 GL 24 73.25 205.21 0.02 4.70
22 SMK 219 347 58.45 0.21 12.21
23 BCP 18.9 31.5 66.67 0.02 1.20
24 AIT 47.25 58.75 24.34 0.05 1.10
25 QLT 6.55 10.1 54.20 0.01 0.34
26 KCAR 9 16.4 82.22 0.01 0.71
27 BANPU 546 422 -22.71 0.52 -11.83
28 TKS 6.1 6.75 10.66 0.01 0.06
29 SPALI 14.3 18.4 28.67 0.01 0.39
30 SVI 3.2 4.1 28.13 0.00 0.09

total 1048.16 average 36.64 1.00 9.64

สำหรับการลงทุนแบบสิ้นคิดผมว่าได้ผลตอบแทนดีเลยทีเดียว ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบไม่ถ่วงน้ำหนักอยู่ที่ 36.64% ส่วนผลตอบแทนแบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคาอยู่ที่ 9.64% มาตกม้าตายที่ banpu ติดลบไปเยอะมัก
เฮีย Joel Greenblatt จำหน้าไว้ให้ดีๆ

สำหรับรายชื่อหุ้นเด็ดปี 2556 โดยอ. Joel Greenblatt กรองโดยเว็ป siamchart เหมือนเดิมปีหน้าจะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวปีหน้ามาลุ้นกันครับ


No. Name Price P/E ROE%
1 AAV 5.35 1.68 113.59
2 NIPPON 3.5 2.87 66.5
3 N-PARK 0.06 6 105.79
4 NEP 1.07 4.46 44.31
5 MDX 7.05 6.08 46.23
6 FOCUS 3.64 6.39 54.56
7 UMI 7.85 5.9 43.62
8 TMW 45 4.33 37.24
9 BROOK 2.82 7.42 45.54
10 SF 7.1 5.11 34.65
11 TTL 80 2.56 30.96
12 KBS 10.6 5.64 33.64
13 UVAN 95.25 8.1 41.73
14 CFRESH 10 8.33 36.2
15 YUASA 10.7 8.99 44.32
16 TRC 7.5 8.52 36.35
17 ACAP 6.95 4.09 24.52
18 QLT 10.1 9.35 36.58
19 IFEC 2.66 6.82 25.52
20 SCP 52.5 9.01 31.82
21 LANNA 23.4 8.54 27.42
22 KMC 0.45 6.43 23.67
23 SRICHA 39 10.8 55.46
24 CCP 6.5 10.83 57.48
25 TWFP 170 7.01 22.49
26 INTUCH 69.5 11.56 97.31
27 AIT 58.75 10.4 30.01
28 TCCC 22 9.44 24.66
29 SPPT 3.92 7.69 20.66
30 UPOIC 11.3 10.97 30.71