Fact Sheet เป็นรายงานสรุปข้อมูลที่เพียงพอกับการวิเคราะห์หุ้นเบื้องต้นที่หลายคนยังไม่รู้
วันนี้นำเสนอวิดิโอดีๆจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พาไล่ดูทีละรายการเลยยอดมาก
พาไปดู งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด อัตราส่วนทางการเงิน
เชิญดูแล้วดูอีกโดยพลัน
สำหรับคนที่อยากลงทุนกองทุน ก็มีวิดิโอสอนดู fund factsheet
หลักสูตรสอนเล่นหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานสไตร์ VI สอนหุ้นกลุ่มเล็ก ตอบทุกปัญหาการลงทุน
เจาะลึกหุ้นอย่างเซียนเห็นผล 100% สไตร์ อ.ภัทรธร
**สอบถามรายละเอียดและตารางอบรมที่
(รับจำนวนจำกัด)
**ดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่นี่ CLICK
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558
อ่าน Fact Sheet หุ้นอย่างไร เข้าใจธุรกิจ
ป้ายกำกับ:
กรณีศึกษา
,
การประเมินมูลค่า
,
การอ่านงบการเงิน
วงจรการเกิด super cycle
![]() |
| ดร วิศิษฐ์ funflow |
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
งบกำไรขาดทุนแบบเบ็ดเสร็จคืออะไร
ภาพแสดงงบกำไรขาดทุนแบบเบ็ดเสร็จ และส่วนทุนท่อนบนท่อนล่าง
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ Comprehensive Income Statement (I/S – Successful Effort) รายงานนี้บอกให้รู้ว่างวดนี้ทำมาหาได้เท่าไร มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเท่าใด ซึ่งงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จนี้แยกเป็นสองส่วนหรือสองท่อนคือ
- ส่วนบนหรือท่อนบน คืองบกำไรขาดทุนสำหรับงวด ส่วนนี้จะแสดงถึงการทำมาหาได้ของงวด ขายอะไร มีรายได้มาจากอะไร ต้นทุนของที่ขาย จ่ายอะไรไปบ้าง เหลือเป็นกำไรเท่าไร มองง่ายๆ เหมือนเราเปิดร้านขายอาหาร วันนี้ขายได้เท่าไร หักเป็นค่าของที่ทำอาหารเท่าไร (ต้นทุนขาย) ค่าลูกจ้างในร้าน ค่าเช่าร้าน (ขายและบริหาร) ถ้าไปกู้เงินมาทำร้าน ก็จ่ายดอกเบี้ย (ต้นทุนการเงิน) หักแล้วเหลือเท่าไรก็คือกำไรเป็นต้น นี่คือส่วนที่หนึ่งเอาแค่ที่ทำมาหากินจริงเท่านั้น ถ้าขายโต๊ะไปในระหว่างงวด ก็ลงกำไรขาดทุนจากการขาย
- ส่วนล่างหรือท่อนล่าง OCI (Other Comprehensive Income) ส่วนนี้ไว้แสดงการเพิ่มขึ้นในส่วนเจ้าของที่ไม่ถือเป็นกำไรของงวด ส่วนมากก็คือการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ในงวดนั้นๆ ไม่ได้เกิดจากการทำมาหากินแต่อย่างใด แต่เจ้าของมั่งคั่งขึ้นเนื่องจากสินทรัพย์หรือทรัพยากรบริษัทมีราคาสูงขึ้น เช่นสมมติเหมือนเดิมว่าเราเปิดร้านขายอาหาร ปรากฏว่า ร้านของเรามีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ร้านเรามีราคามากขึ้น ส่วนมูลค่าที่เพิ่มนี้เราอยากแสดงให้รู้ว่า เรามั่งคั่งขึ้น บัญชีบอกอยากแสดงก็ให้แสดงได้ แต่ไม่ให้ถือเป็นการดำเนินงาน (กำไรจากการทำมาหากิน)
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จหรือเรียกย่อๆว่างบกำไรขาดทุนเปรียบเหมือนการถ่ายภาพยนตร์เคลื่อนไหว งบกำไรขาดทุนจะแสดงเป็นรายการของงวด หรือช่วงเวลา เช่นระบุว่าสำหรับงวดปีสิ้นสุดเพียง 31 ธันวาคม 2557 ก็หมายถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ คือ การเกิดขึ้นในช่วง 1 ปี ถึง 31 ธันวาคม 2557 ก็คือ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2557 นั่นเอง ที่เปรียบเป็นภาพเคลื่อนไหวเพราะข้อมูลที่เห็นเป็นข้อมูลที่เป็นช่วงเวลา ไม่ใช่ ณ วันเดียวเหมือนงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนบอกให้รู้ว่าทั้งปีทำอะไร ส่วนงบแสดงฐานะบอกให้รู้ว่าวันนั้นมีอะไร
https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10205389072544709
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ Comprehensive Income Statement (I/S – Successful Effort) รายงานนี้บอกให้รู้ว่างวดนี้ทำมาหาได้เท่าไร มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเท่าใด ซึ่งงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จนี้แยกเป็นสองส่วนหรือสองท่อนคือ
- ส่วนบนหรือท่อนบน คืองบกำไรขาดทุนสำหรับงวด ส่วนนี้จะแสดงถึงการทำมาหาได้ของงวด ขายอะไร มีรายได้มาจากอะไร ต้นทุนของที่ขาย จ่ายอะไรไปบ้าง เหลือเป็นกำไรเท่าไร มองง่ายๆ เหมือนเราเปิดร้านขายอาหาร วันนี้ขายได้เท่าไร หักเป็นค่าของที่ทำอาหารเท่าไร (ต้นทุนขาย) ค่าลูกจ้างในร้าน ค่าเช่าร้าน (ขายและบริหาร) ถ้าไปกู้เงินมาทำร้าน ก็จ่ายดอกเบี้ย (ต้นทุนการเงิน) หักแล้วเหลือเท่าไรก็คือกำไรเป็นต้น นี่คือส่วนที่หนึ่งเอาแค่ที่ทำมาหากินจริงเท่านั้น ถ้าขายโต๊ะไปในระหว่างงวด ก็ลงกำไรขาดทุนจากการขาย
- ส่วนล่างหรือท่อนล่าง OCI (Other Comprehensive Income) ส่วนนี้ไว้แสดงการเพิ่มขึ้นในส่วนเจ้าของที่ไม่ถือเป็นกำไรของงวด ส่วนมากก็คือการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ในงวดนั้นๆ ไม่ได้เกิดจากการทำมาหากินแต่อย่างใด แต่เจ้าของมั่งคั่งขึ้นเนื่องจากสินทรัพย์หรือทรัพยากรบริษัทมีราคาสูงขึ้น เช่นสมมติเหมือนเดิมว่าเราเปิดร้านขายอาหาร ปรากฏว่า ร้านของเรามีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ร้านเรามีราคามากขึ้น ส่วนมูลค่าที่เพิ่มนี้เราอยากแสดงให้รู้ว่า เรามั่งคั่งขึ้น บัญชีบอกอยากแสดงก็ให้แสดงได้ แต่ไม่ให้ถือเป็นการดำเนินงาน (กำไรจากการทำมาหากิน)
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จหรือเรียกย่อๆว่างบกำไรขาดทุนเปรียบเหมือนการถ่ายภาพยนตร์เคลื่อนไหว งบกำไรขาดทุนจะแสดงเป็นรายการของงวด หรือช่วงเวลา เช่นระบุว่าสำหรับงวดปีสิ้นสุดเพียง 31 ธันวาคม 2557 ก็หมายถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ คือ การเกิดขึ้นในช่วง 1 ปี ถึง 31 ธันวาคม 2557 ก็คือ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2557 นั่นเอง ที่เปรียบเป็นภาพเคลื่อนไหวเพราะข้อมูลที่เห็นเป็นข้อมูลที่เป็นช่วงเวลา ไม่ใช่ ณ วันเดียวเหมือนงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนบอกให้รู้ว่าทั้งปีทำอะไร ส่วนงบแสดงฐานะบอกให้รู้ว่าวันนั้นมีอะไร
https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10205389072544709
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
อ่าน 56-1 อย่างไรให้ได้ประโยชน์
ใครๆก็บอกให้อ่าน56-1 ซักพักเริ่มคิดในใจ "ให้กูอ่านเชี้ยอะไรฟระ เยอะสึด" ใจเย็น สำหรับที่สำคัญต้องอ่านคือ
เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น ก็มีกรอบแนวคิดหลายๆตัวให้ใช้ ไม่ต้องมโนไล่วเคราะห์ตามกรอบไป ไม่มีกรอบจะวิเคราะห์ฟุ้งซ่านไปเรื่อย โดยแนวคิดที่สำคัญๆมีดังนี้
เอาข้อมูลสรุปในตารางswot (เก่ง ไม่เก่ง เฮง ซวย)
มาดูกลยุทธ์ธุรกิจว่าสอดคล้องกับ เก่ง ไม่เก่ง เฮง ซวย ?
- บริษัททำมาหากินอะไร มีสินค้าอะไรบ้าง สัดส่วนรายได้เท่าไร
- สภาวะอุตสาหกรรมและสภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร
- ความเสี่ยงมีอะไรบ้างและบริหารความเสี่ยงอย่างไร
- มีสินทรัพย์อะไรบ้าง อยู่ที่ไหน มูลค่าทางบัญชีเท่าไร
- งบการเงิน และวิเคราะห์อัตราส่วน ทางการเงิน ผมก็หัดอ่านงบจากส่วนนี้ละ
เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น ก็มีกรอบแนวคิดหลายๆตัวให้ใช้ ไม่ต้องมโนไล่วเคราะห์ตามกรอบไป ไม่มีกรอบจะวิเคราะห์ฟุ้งซ่านไปเรื่อย โดยแนวคิดที่สำคัญๆมีดังนี้
- วิเคราะห์สถานการณ์ภายนอก pets (การเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม)
- ,five force ใช้วิเคราะห์อุตสาหกรรม ,
- วิเคราะห์ business model ใช้กรอบ value chain analysis ถ้ากรอบสมัยใหม่หน่อยก็ business canvas
- จริงๆถ้าอ่านงบเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพก็สะท้อนในงบการเงินด้วยเป็นตัวยืนยันอีกทาง
เอาข้อมูลสรุปในตารางswot (เก่ง ไม่เก่ง เฮง ซวย)
มาดูกลยุทธ์ธุรกิจว่าสอดคล้องกับ เก่ง ไม่เก่ง เฮง ซวย ?
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
เครื่องคำนวณ dilution effect สำหรับ เพิ่มทุน แจก warrant และหุ้นปันผล
ถ้าหุ้นมีการเพิ่มทุน แจกหุ้นปันผล แจก warrant ผลสุดท้ายเหมือนกันคือทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ถ้ากำไรในอนาคตโตไม่ทันหุ้นที่เพิ่มเข้ามาจะทำให้ กำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลง หุ้นจะตก คนจะติดดอย เพื่อช่วยในการตัดสินใจ ผมได้ทำเครื่องมือในการคำนวณ Dilution effect ไว้ครับ ใช้ง่ายมากเปลี่ยนตัวเลขในช่องเหลืองๆ ได้เลย
การเพิ่มทุน
จากสมการทุนจดทะเบียน = ราคาพาร์ x จำนวนหุ้น การเพิ่มทุนมีสาเหตุมาจากบริษัทต้องการเงิน อาจจะเพื่อลงทุนโครงการใหม่ ลดภาระหนี้ เป็นเงินทุนหมุนเวียน ฯลฯ ก็ประการเรียกเพิ่มทุน โดยเพิ่มจำนวนหุ้นและให้นักลงทุนใส่เงินเพิ่มเข้ามาในทุนจดทะเบียนชำระแล้วถ้าหุ้นมีการเพิ่มทุน ราคาจะตกวันขึ้นเครื่องหมาย XR ในการตัดสินใจว่าจะใส่เงินดีหรือไม่ เราต้องสามารถคำนวณ Control dilution และ Price dilution ให้ได้ โดยกรอกข้อมูลในตารางดังนี้
- ราคาก่อน XR เป็นราคาสุดท้ายก่อนวันขึ้นนเครื่องหมาย ต้องประมาณราคาเอา
- ราคาเพิ่มทุน
- สัดส่วนการเพิ่มทุน เขาจะบอกเป็นสัดส่วนหุ้นเดิมต่อหุ้นใหม่
ตารางจะคำนวณผลกระทบดังนี้
1 Control dilution
บอกว่าหลังการเพิ่มทุนถ้าเราไม่ใส่เงินเพิ่มทุนสัดส่วนการถือหุ้นของเราลดลงไปเท่าไร แต่ถ้าเราใส่เงินเพิ่มทุนตามสัดส่วน สัดส่วนการถือหุ้นก็ยังไม่หาย สูตรการคำนวณคือ
Control dilution = หุ้นใหม่/(หุ้นเดิม+หุ้นใหม่)*100
2 มีหุ้นเพิ่ม?
สูตรคือ หุ้นเพิ่ม = หุ้นใหม่/หุ้นเดิม*100 จะบอกว่าเพิ่มทุนแล้วมีหุ้นเพิ่มมากี่ %
3 ราคาวัน XR
สูตรการคำนวณคือ ราคาวัน XR = ((ราคาก่อน XR x หุ้นเดิม) + (ราคาเพิ่มทุน x หุ้นใหม่)) / ( หุ้นเดิม + หุ้นใหม่)
3 price dilution
บอกว่าราคาวัน xr จะตกไปกี่ %
price dilution = (ราคาวัน xd - ราคาก่อน xd)/ราคาก่อน xd * 100
การตัดสินใจ่
ช่วงก่อนคณะกรรมการมีมติเพิ่มทุนราคามักจะขึ้น ตามขั้นตอนคือต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ขอมติที่ประชุม 3 ใน 4 แต่หลังจากนั้นราคาจะไปได้ทั้งสองทาง คือราคาขึ้นต่อให้คนใส่เงินเพิ่มทุนแล้วมีกำไร กับราคาลงแบบไร้แนวรับเพื่อให้คนจำใจใส่เงินเพิ่มทุนเพื่อถัวขาดทุน
วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XR ราคาเปิดจะตกมาที่ตาม "ราคาวัน XR" หรือคิดเป็น % ที่ price dilution ซึ่งเป็นราคาที่เท่ากับต้นทุนของคนที่ใส่เพิ่มทุน ซึ่งคือราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนหุ้นเดิมและหุ้นใหม่นั่นเอง ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคานี้แสดงว่าคนใส่เงินเพิ่มทุนแล้วคุ้ม แต่ถ้าราคาหล่นเกิน "ราคาวัน XR" แสดงว่าคนที่ซื้อหลัง XR มีต้นทุนถูกกว่าคนใส่เงินเพิ่มทุน
เมื่อเพิ่มทุนแล้วทิศทางของราคาในอนาคตจะเป็นอย่างไรให้พิจารณาจากช่อง "มีหุ้นเพิ่ม" จะบอกว่าหลักเพิ่มทุนแล้วมีหุ้นใหม่เพิ่มมากี่ % ถ้าวิเคราะห์แล้วกำไรในอนาคตโตไม่ทันจำนวนหุ้นที่เพิ่ม EPS จะลดลง แต่ถ้ากำไรอนาคตโตมากว่าหุ้นที่เพิ่ม EPS ก็จะสูงขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้นต่อ โดยปกติถ้าเป็นการเพิ่มทุนเพื่อลงทุนธุรกิจใหม่มักมีรายงานที่ปรึกษาการเงินอิสระทำประมาณการกำไรให้อ่าน หน้าที่เราคือเข้าไปวิเคราะห์ความน่าจะเป็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน ถ้ามั่นใจว่าโตแน่ๆก็ใส่เงินเพิ่มได้
หุ้นปันผล
หลายบริษัทที่ มีโครงการใหญ่ต้องลงทุนอีกมาก มักไม่จ่ายปันผลเป็นเงินสด แต่จะจ่ายปันผลเป็นหุ้นแทน (สินทรัพย์ = หนี้ + ทุน(ทุนจดทะเบียนเพิ่ม,กำไรสะสมลด) ) เมื่อจ่ายหุ้นปันผลแล้วทิศทางราคาในอนาคตจะเป็นอย่างไรให้พิจารณาจากช่อง "มีหุ้นเพิ่ม" ถ้าวิเคราะห์แล้วกำไรอนาคตโตมากว่าหุ้นที่เพิ่ม EPS ก็จะสูงขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้นต่อ แต่ถ้ากำไรโตไม่ทันก็แปลว่าบริษัทกำลังทำลายมูลค่าหุ้นตัวเองเพราะ EPS จะต่ำลง
แจก warrant
warrant ตราสารที่คนถือ warrant สามารถใช้สิทธ์แปลงเป็นหุ้นได้ในอนาคต โดยจ่ายเงินเพิ่มเท่ากับราคาใช้สิทธ์ ผลกระทบเหมือนการเพิ่มทุนคือมีหุ้นเพิ่มในอนาคตถ้ากำไรในอนาคตโตไม่ทันจำนวนหุ้นที่เพิ่มราคาหุ้นก็จะตกในอนาคต จากตารางเป็นการคำนวณหุ้น warrant ของ Jas ที่ warrant มีอายุ 5 ปี ถ้าใน 5 ปีมีหุ้นเพิ่มมา 50% แสดงว่า jas ต้องทำกำไรเติบโตเฉลี่ย 50/5=10% ต่อปีเพื่อให้กำไรโตทันหุ้นที่เพิ่ม
warrant กับการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ในภาวะสมดุล ราคา warrant + ราคาใช้สิทธ์จะเท่ากับ ราคาหุ้นแม่ ถ้าแม่ขยับ 1 บาท หุ้นลูกก็จะขยับ 1 บาทเช่นกัน เพื่อห้ราคาสมดุล เช่น ราคา warrant 1 บาท ราคาหุ้นแม่ 5 บาท ราคาใช้สิทธื 4 บาท ราคาจะอยู่สภาวะสมดุลพอดี (1 + 4 = 5) ถ้าราคาแม่ขยับจาก 5 ไป 6 ราคาหุ้นลูกจะขยับจาก 1 ไป 2 เพือให้ราคาสมมดุลเนื่องจากราคาใช้สิทธ์ จะไม่ขยับ (2 + 4 = 6) ยิ่งราคาตัวลูกห่างจากตัวแม่มากเท่าไร อัตราทดยิ่งสูงครับ จากตัวอย่างอัตราทด (gearing ratio) คือ 5/1 =5 แสดงว่าถ้าแม่ขยับ 1 หน่วย ราคา warrant จะขยับมากกว่าตัวแม่ 5 เท่า ไม่รวยก็จนไปเลย
วิธีลงทุนในตัวลูกให้ปลอดภัย ต้องดู 3 เรื่องคือ 1. หุ้นแม่ต้องมี upside อีกไกล 2. ราคา warrant + ราคาใช้สิทธ์ ต้องไม่ห่างจากราคาหุ้นแม่มาก สามารถเข้าไปดูได้ที่ siamchart.com/stock/W ซึ่งทางเว็บจะคำนวณราคาให้ว่ามีส่วนต่างมากน้อยเพียงไร 3. หุ้นลุกต้องมีอายุเหลืออีกยาวๆ เพราะถ้า warrant หมดอายุก่อนที่จะขึ้น เราต้องลำบากหาเงินเพิ่มเพื่อแปลงเป็นแม่อีก ถ้าครบ 3 เงือนไขก็ลงทุนได้ครับผม
ช่วงที่ warrant ใกล้ๆหมดอายุเป็นวันวัดใจครับ ถ้า ราคา warrant + ราคาใช้สิทธ์ มากกว่า ราคาแม่ ก็จะไม่มีคนแปลง ถ้าบริษัทต้องการเงินจากการแปลง warrant มาใช้จะเกิดสิ่งมหัศจรรครับ ราคาแม่จะวิ่งแบบหูดับตับใหม้จนคุ้มที่จะแปลง บริษัทก็จะได้เงิน แต่ในบางครั้ง บริษัทไม่ต้องการเงินจาก warrant ก็กดราคาแม่จนคนไม่คุ้มที่จะแปลงก็ไม่มีคนแปลงจาก warrant เป็นหุ้นแม่ บริษัทก็จะไม่มีหุ้นเพิ่ม กำไรต่อหุ้นก็ไม่ลด
ปัจจุบันมีกระแสแปลกๆ หลายบริษัทมองการแจก warrant เหมือนเงินปันผลก็มี ถ้าผู้ถือหุ้นได้ warrant มาก็ขายในตลาดทิ้ง ได้เงินสด แถมขายในตลาดไม่ต้องเสียภาษีเหมือนเงินปันผล เทคนิคของบริษัทเหล่านี้คือแจก waarrant โดยตั้งราคาใช้สิทธ์สูงๆ กะว่าวันที่ warrant หมดอายุ ไม่มีใครใช้สิทธ์แน่ๆ จำนวนหุ้นก็ไม่เพิ่ม เช่นราคาในตลาด 6 บาท ออก warrant ที่ราคาใช้สิทธ์ 30 บาทเป็นต้น
การตัดสินใจ่
ช่วงก่อนคณะกรรมการมีมติเพิ่มทุนราคามักจะขึ้น ตามขั้นตอนคือต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ขอมติที่ประชุม 3 ใน 4 แต่หลังจากนั้นราคาจะไปได้ทั้งสองทาง คือราคาขึ้นต่อให้คนใส่เงินเพิ่มทุนแล้วมีกำไร กับราคาลงแบบไร้แนวรับเพื่อให้คนจำใจใส่เงินเพิ่มทุนเพื่อถัวขาดทุน
วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XR ราคาเปิดจะตกมาที่ตาม "ราคาวัน XR" หรือคิดเป็น % ที่ price dilution ซึ่งเป็นราคาที่เท่ากับต้นทุนของคนที่ใส่เพิ่มทุน ซึ่งคือราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนหุ้นเดิมและหุ้นใหม่นั่นเอง ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคานี้แสดงว่าคนใส่เงินเพิ่มทุนแล้วคุ้ม แต่ถ้าราคาหล่นเกิน "ราคาวัน XR" แสดงว่าคนที่ซื้อหลัง XR มีต้นทุนถูกกว่าคนใส่เงินเพิ่มทุน
เมื่อเพิ่มทุนแล้วทิศทางของราคาในอนาคตจะเป็นอย่างไรให้พิจารณาจากช่อง "มีหุ้นเพิ่ม" จะบอกว่าหลักเพิ่มทุนแล้วมีหุ้นใหม่เพิ่มมากี่ % ถ้าวิเคราะห์แล้วกำไรในอนาคตโตไม่ทันจำนวนหุ้นที่เพิ่ม EPS จะลดลง แต่ถ้ากำไรอนาคตโตมากว่าหุ้นที่เพิ่ม EPS ก็จะสูงขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้นต่อ โดยปกติถ้าเป็นการเพิ่มทุนเพื่อลงทุนธุรกิจใหม่มักมีรายงานที่ปรึกษาการเงินอิสระทำประมาณการกำไรให้อ่าน หน้าที่เราคือเข้าไปวิเคราะห์ความน่าจะเป็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน ถ้ามั่นใจว่าโตแน่ๆก็ใส่เงินเพิ่มได้
หุ้นปันผล
หลายบริษัทที่ มีโครงการใหญ่ต้องลงทุนอีกมาก มักไม่จ่ายปันผลเป็นเงินสด แต่จะจ่ายปันผลเป็นหุ้นแทน (สินทรัพย์ = หนี้ + ทุน(ทุนจดทะเบียนเพิ่ม,กำไรสะสมลด) ) เมื่อจ่ายหุ้นปันผลแล้วทิศทางราคาในอนาคตจะเป็นอย่างไรให้พิจารณาจากช่อง "มีหุ้นเพิ่ม" ถ้าวิเคราะห์แล้วกำไรอนาคตโตมากว่าหุ้นที่เพิ่ม EPS ก็จะสูงขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้นต่อ แต่ถ้ากำไรโตไม่ทันก็แปลว่าบริษัทกำลังทำลายมูลค่าหุ้นตัวเองเพราะ EPS จะต่ำลง
แจก warrant
warrant ตราสารที่คนถือ warrant สามารถใช้สิทธ์แปลงเป็นหุ้นได้ในอนาคต โดยจ่ายเงินเพิ่มเท่ากับราคาใช้สิทธ์ ผลกระทบเหมือนการเพิ่มทุนคือมีหุ้นเพิ่มในอนาคตถ้ากำไรในอนาคตโตไม่ทันจำนวนหุ้นที่เพิ่มราคาหุ้นก็จะตกในอนาคต จากตารางเป็นการคำนวณหุ้น warrant ของ Jas ที่ warrant มีอายุ 5 ปี ถ้าใน 5 ปีมีหุ้นเพิ่มมา 50% แสดงว่า jas ต้องทำกำไรเติบโตเฉลี่ย 50/5=10% ต่อปีเพื่อให้กำไรโตทันหุ้นที่เพิ่ม
warrant กับการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ในภาวะสมดุล ราคา warrant + ราคาใช้สิทธ์จะเท่ากับ ราคาหุ้นแม่ ถ้าแม่ขยับ 1 บาท หุ้นลูกก็จะขยับ 1 บาทเช่นกัน เพื่อห้ราคาสมดุล เช่น ราคา warrant 1 บาท ราคาหุ้นแม่ 5 บาท ราคาใช้สิทธื 4 บาท ราคาจะอยู่สภาวะสมดุลพอดี (1 + 4 = 5) ถ้าราคาแม่ขยับจาก 5 ไป 6 ราคาหุ้นลูกจะขยับจาก 1 ไป 2 เพือให้ราคาสมมดุลเนื่องจากราคาใช้สิทธ์ จะไม่ขยับ (2 + 4 = 6) ยิ่งราคาตัวลูกห่างจากตัวแม่มากเท่าไร อัตราทดยิ่งสูงครับ จากตัวอย่างอัตราทด (gearing ratio) คือ 5/1 =5 แสดงว่าถ้าแม่ขยับ 1 หน่วย ราคา warrant จะขยับมากกว่าตัวแม่ 5 เท่า ไม่รวยก็จนไปเลย
วิธีลงทุนในตัวลูกให้ปลอดภัย ต้องดู 3 เรื่องคือ 1. หุ้นแม่ต้องมี upside อีกไกล 2. ราคา warrant + ราคาใช้สิทธ์ ต้องไม่ห่างจากราคาหุ้นแม่มาก สามารถเข้าไปดูได้ที่ siamchart.com/stock/W ซึ่งทางเว็บจะคำนวณราคาให้ว่ามีส่วนต่างมากน้อยเพียงไร 3. หุ้นลุกต้องมีอายุเหลืออีกยาวๆ เพราะถ้า warrant หมดอายุก่อนที่จะขึ้น เราต้องลำบากหาเงินเพิ่มเพื่อแปลงเป็นแม่อีก ถ้าครบ 3 เงือนไขก็ลงทุนได้ครับผม
ช่วงที่ warrant ใกล้ๆหมดอายุเป็นวันวัดใจครับ ถ้า ราคา warrant + ราคาใช้สิทธ์ มากกว่า ราคาแม่ ก็จะไม่มีคนแปลง ถ้าบริษัทต้องการเงินจากการแปลง warrant มาใช้จะเกิดสิ่งมหัศจรรครับ ราคาแม่จะวิ่งแบบหูดับตับใหม้จนคุ้มที่จะแปลง บริษัทก็จะได้เงิน แต่ในบางครั้ง บริษัทไม่ต้องการเงินจาก warrant ก็กดราคาแม่จนคนไม่คุ้มที่จะแปลงก็ไม่มีคนแปลงจาก warrant เป็นหุ้นแม่ บริษัทก็จะไม่มีหุ้นเพิ่ม กำไรต่อหุ้นก็ไม่ลด
ปัจจุบันมีกระแสแปลกๆ หลายบริษัทมองการแจก warrant เหมือนเงินปันผลก็มี ถ้าผู้ถือหุ้นได้ warrant มาก็ขายในตลาดทิ้ง ได้เงินสด แถมขายในตลาดไม่ต้องเสียภาษีเหมือนเงินปันผล เทคนิคของบริษัทเหล่านี้คือแจก waarrant โดยตั้งราคาใช้สิทธ์สูงๆ กะว่าวันที่ warrant หมดอายุ ไม่มีใครใช้สิทธ์แน่ๆ จำนวนหุ้นก็ไม่เพิ่ม เช่นราคาในตลาด 6 บาท ออก warrant ที่ราคาใช้สิทธ์ 30 บาทเป็นต้น
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558
เทคนิคค้นหาข่าวหุ้น
![]() |
| เทคนิคค้นหาข่าวหุ้น |
ในเว็ป investidea.in.th ได้ทำ ช่องค้นหาพิเศษสำมารถค้นหาข้อมูลจาก เว็ปหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นและทันหุ้นไว้ในทีี่เดียวกัน
วิธีใช้ง่ายๆ พิมพ์ชื่อหุ้นที่ต้องการลงไปก็จะแสดงข่าวของหุ้นตัวนั้นออกมา
หรืออยากหาหุ้นมี story ก็พิมพ์ keyword เช่น "รุกธุรกิจ" "โรงไฟฟ้า" "พลังงานทดแทน" "ซื้อกิจการ" "ขายสินทรัพย์" "งบลงทุน" "ขยายกำลังการผลิต" "ขยายสาขา" "สินค้าใหม่" "กำลังศึกษา" "กองทุนอสังหาริมทรัพย์" "รุกอาเซียน" "AEC" "กัมพูชา พม่า เวี่ยดนาม มาเลเซีย" "แบ็กล็อกพุ่ง" "ลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหน้า" จะได้ข่าวหุ้นที่กำลังจะทำนู่นนี่นั่นเต็มเบย มีหุ้นให้คุ้ยอีกเพียบยังไงก็ไม่ตัน หาเงินมาซื้อให้ทันละกัน
สนุกกับการลงทุนครับผม
วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558
รู้ทันเจ้ามือ ลักษณะราคาหุ้นก่อนออกตัว
รู้ทันเจ้ามือ ความรู้ สุดท้ายก่อน ออกตัว
สรุปออกมาได้สวดยวดมาก รูปประกอบชัดเจน
ที่มา เพจคนเล็กหุ้นเทวดา [1]
WYCKOFF Method
Wyckoff method
เชื่อว่า ราคาหุ้น วิ่งขึ้นด้วย
Smart money
ภาษาบ้านเรา คือ. เจ้า ถ้า เจ้า ไม่มา ราคาไม่ พุ่ง มีวงจร อยู่ 4 ช่วง
ระหว่างทาง markup อาจเกิด re accumulation คือ เจ้า เปลี่ยนทุน ทำกำไร และตบ เก็บของ
Accumulation Re accumulation. จึงมีอาการพักตัว เป็น trading range ก่อน เกิด accumulation phases หุ้น อาจลงมา. หรือ อาจหลับยาวนาน. ก็ได้
ถ้าราคาหุ้นลง มา จุด ที่ หยุดลง และ มี การพักตัว accumulation จะมี Volume สูงมาก ผิดปกติ ดู จากภาพ ซ้ายสุดก็ คือ การ เกิด Selling Climax นั่นเอง
ทั้งตลาด ทิ้งหุ้นขายลงมา ใครกันที่รับไว้หมดในระดับราคาเดียว WYCKOFF บอกว่าเป็นคนที่มีเงินเยอะ เพราะรายย่อยไม่มีทางพร้อมใจกันซือที่ราคาเดียว มีแต่รายใหญ่ที่มีเงินเยอะจึงจะรับซื้อที่ราคาเดียวไว้ทั้งหมด
หากดูในวันที่หยุดตกใน Timeframe เล็ก 5 หรือ 15 นาที จะพบช่วงเวลาหนึ่งที่ volume peak มากมาย หรือ มี vol high เป็นช่วงๆ คล้ายเป็นจังหวะ ช่วง Accumulation จะมีการยกไปขายที่แนวราคาหนึ่ง และตบลงมาเก็บของที่ระดับราคาหนึ่ง เป็น range และ จะมี การ กด ให้หลุด new low แต่ลักษณะ ตรงนั้น vol จะมีน้อยคือกดราคาให้ปล่อยของ
ดังนั้นอาการคือ กด new low แล้ว มีการลากกลับอย่างรวดเร็ว กลับมาอยู่เหนือแนว low นั้นคือตรงที่เป็น Sell Volume Fail Sell Off ในภาพ ขั้นตอนตรงนี้ยาวสั้นไม่เท่ากัน เหวี่ยงขึ้นลงไม่แน่นอน ขึ้นกับความโหดของเจ้าและ จำนวนของที่เจ้าต้องการ แต่จะสังเกตุเห็นการเกิด vol เป็นช่วงๆ ในบริเวณที่ราคาเกิด การกลับตัวที่ใกล้แนวรับ Vol จะ dry ลงเรื่อยๆ เพราะหุ้นเข้าไปอยู่ในมือรายใหญ่แล้ว
และก่อนเอาขึ้น จะ TEST ด้วยการกดขาย ลงมาที่แนวรับ ดูว่า Volume ขายออกมาน้อยหรือไม่ ถ้าน้อย แปลว่าพร้อมเอาขึ้นแล้วจากกราฟ เราจะเห็น Vol บางเบามาก
หลังจากจุด test ราคาจะยกขึ้น high ยก low ยก Close ปิดสูงเหนือครึ่งแท่งค่อยๆ ยกเข้าหาแนวต้าน
และในแท่งที่จะผ่านแนวต้าน ลากเอาให้ผ่านรวดเดียวจะผ่านแบบแท่งคร่อมแนวต้านหรือปิดจ่อแนวต้าน และวันรุ่งขึ้นยกกระโดดข้ามไปเลย break away gap
ตรงนี้จะเริ่มเข้าสู่ส่วน Mark Up Technical ที่เล่น break out ก็จะเข้ามา แจม ละ
ต้องดู vol. ด้วย หลุด low แล้วVol ต้องหาย. และลากกลับ เร็วๆไม่ใช่หุ้นทุกตัว สินค้า ทุกอย่าง. จะมี เจ้า อาการ แบบนี้ ไม่ได้เกิด เสมอไป
แต่ถ้าเกิดแล้วเราดูเป็น เราจะรู้ว่ามันมาละ แล้วจะได้เก็บของพร้อมเจ้าคราวนี้กลับมาตอน break out ขึ้นกับ ความโหด ของเจ้า ว่าจะให้เกิด throwback แบบไหน ถ้าปล่อยตามปกติให้รายย่อยกับ technical เล่นกันเองก็จะถอยไม่เยอะ. และ vol เบามากถ้า เจ้าโหดไม่แบ่งใครจะกดให้กลัวด้วย false break SPRING คือ อาการทิ้งลงเร็วจากแรงขายที่เหลือจากการลงและเจ้ารับกลับดันขึ้นไป ตรงนี้ จะไม่ หลุด LOW แรก ที่เด้ง
ดูรูปกันอีกที ช่วง BREAK OUT Vol. จะสูงมากเพราะต้องการ ให้ราคาทะลุ ผ่านให้ได้ พอ throwback ย่อลงมา vol จะหาย ซึ่งตรงนี้ราคาสามารถกดให้หลุดแนวเบรคก็ได้ แต่จะเห็นการลากกลับข้ามขึ้นมาใหม่ใน 1-2 วันหลังจากหลุดพร้อม vol ที่มากขึ้น ถ้ามีคนเก็บของอย่าง ที่ว่าแล้วเป็นไม้ใหญ่ๆ เจ้าจะรู้ ว่ามีเพื่อนร่วมทางถ้าใจดีให้ไปด้วยเพราะถึงไม้ใหญ่แต่ไม่มีผลมากก็ให้ไปด้วยลาก new high อีกที แต่ถ้า เจ้าโหดจะกดต่อเหวี่ยงเอาให้กลัว ในแง่ wave ก็จะเกิด complex pattern
คนที่จับอาการ ได้คนแรก คือ Jessie Livermore แล้ว Wickoff ค้นคว้าต่อ เขียนเป็น ทฤษฎี ครับ ไล่ๆ กันกับ DOW . elliott และ Gann 5 สุดยอด ตำนาน ของ TA คือ Dow . WICKOFF. ELLIOTT. GANN. และ Magee ที่เขียนเรื่อง chart pattern Wickoff จะเน้น เรื่อง พฤติกรรม ราคาและ volume ซื้อขาย และ คน ที่ จับ มาพัฒนา ต่อ จนสร้าง เป็นระบบ คือ TOM WILLIAMS. ตั้งชื่อใหม่ว่า VSA volume spread analysis
กลับมา cycle ในภาพ ตอนที่ throwback จบ แล้วยก new high ราคาจะวิ่งไปเร็วมาก และ vol จะไม่ค่อยเยอะนัก เพราะหุ้นที่floatในตลาดมีน้อย Demand สูงรายย่อย เม่ามือโปร. ก็ชิงกันซื้อขายทำกำไร
ตรงนี้ ถ้าหุ้นมันเบามากคุณจะเห็น ceiling และเจ้าจะคอยกันไม่ให้ราคาหล่นลงลึกด้วยการเติม bid ให้บวม ไว้
หุ้นที่หดหายไปบางส่วนก็จะมาเคาะกลับ ลากราคาขึ้นไปจนราคม เกิน 100% หรือ 200% แล้ว
ราคาเริ่มขึ้นชะลอตัว. และ vol. Dry มากจากหุ้นหายไปจากตลาดไปอยู่ในพอร์ท ก็จะเริ่ม re- accumulation phase ขายทำกำไร
คราวนี้จะถอยลึกหรือถอยไม่ลึก ก็แล้วแต่มวลชน สภาวะตลาด ข่าว และ อื่นมากมายแต่อาการคือ ตอนจบราคาจะพักตัวให้อึดอัดแล้วก็จะลากขึ้นเร็วดึงความอยากสุดๆและ vol เยอะสุดๆ และที่ยอด vol จะมากๆ
อาการคือ panic buy เม่าอยากได้สุด เจ้าก็เริ่มแจกของจะเริ่มเห็น ที่ highแท่งสั้น แต่ vol high
เช่น shooting start, Tweeze top, Dark cloud cover แล้วก็ ลงพรวดเอาให้หลุด แนว stop
พอเริ่มมีแรงขายตามเจ้าจะชลอการขาย แล้วคอยเติม offer จะเห็น ราคาลงแรงมาต่ำแล้วเด้ง Offer หาย แล้วก็โดนเติม ราคาก็ขึ้นไม่ได้จนเริ่มนิ่ง ๆ ก็จะกดขายต่อเอาของออก อาจเริ่มมีข่าวหลายกระแสออกมา ให้สับสนจนราคา panic sell.
ขายถึงจุดหนึ่งจะมีแรงซื้อกลับให้หยุดลง แล้ว cycle. ก็จะกลับ ไปแบบเดิมถ้าจะเอาขึ้นต่อ แต่ถ้าไม่เอาขึ้นแล้วก็จะทำ break high แล้ว vol. เริ่มเยอะ ขึ้นคือแจกของตลอดทางถ้าของไม่หมด ก็เขย่าขึ้นลงเป็น rangeเป็นช่วง distribution
ซึ่งช่วงนี้ ใน wave ส่วนมากเป็น wave4 แล้วชุดสุดท้าย จะทำให้. Break high อีกรอบออกของหมด ที่เหลือปล่อยให้ตลาดเป็นไป คือช่วง wave 5 ที่มักจะพบการ ขึ้นของราคาไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ. Momentum ลดลง vol ซื้อขายในตลาดลดลงกว่าช่วงก่อนหน้าIndicator divergent
จบ การ บรรยาย
หุ้นมีเจ้าจริงๆ มักไม่ตามตลาด ตามตลาดก็เนียนตลาดลงแต่มี order มี งบ และมีกรอบเวลา
ก็รอบตลาดไม่ได้ ตลาดลงรอไม่ได้เดี๋ยวไม่เข้าเป้าตามใบสั่ง ดู volume - price move เป็น ก็รู้ทัน เจ้า
ก็กลายร่างเกาะติดเจ้าไปด้วยตัวอย่างตามรูป
เครดิต อ.ปุย My Wave Riders Page
ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ กดแชร์กันได้เลย ความรู้ทั้งนั้น
ที่มา เพจคนเล็กหุ้นเทวดา
https://www.facebook.com/holystock/photos/a.367056893476485.1073741829.366802080168633/388379751344199/?type=1
เพื่อไม่ให้พลาดอัพเดทความรู้การลงทุน สามารถกดติดตามได้ที่
line@ โดยการจิ้มเบาๆที่ลิงค์
fanpage investidea.in.th
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023
สรุปออกมาได้สวดยวดมาก รูปประกอบชัดเจน
ที่มา เพจคนเล็กหุ้นเทวดา [1]
![]() |
| ก่อนวิ่ง |
![]() |
| ช่วงวิ่ง |
WYCKOFF Method
Wyckoff method
เชื่อว่า ราคาหุ้น วิ่งขึ้นด้วย
Smart money
ภาษาบ้านเรา คือ. เจ้า ถ้า เจ้า ไม่มา ราคาไม่ พุ่ง มีวงจร อยู่ 4 ช่วง
- Accumulation. เก็บของ
- Mark Up. ทำราคา ลาก
- Distribution. แจกของ
- Mark Down. กดราคา. ตบลง
ระหว่างทาง markup อาจเกิด re accumulation คือ เจ้า เปลี่ยนทุน ทำกำไร และตบ เก็บของ
Accumulation Re accumulation. จึงมีอาการพักตัว เป็น trading range ก่อน เกิด accumulation phases หุ้น อาจลงมา. หรือ อาจหลับยาวนาน. ก็ได้
ถ้าราคาหุ้นลง มา จุด ที่ หยุดลง และ มี การพักตัว accumulation จะมี Volume สูงมาก ผิดปกติ ดู จากภาพ ซ้ายสุดก็ คือ การ เกิด Selling Climax นั่นเอง
ทั้งตลาด ทิ้งหุ้นขายลงมา ใครกันที่รับไว้หมดในระดับราคาเดียว WYCKOFF บอกว่าเป็นคนที่มีเงินเยอะ เพราะรายย่อยไม่มีทางพร้อมใจกันซือที่ราคาเดียว มีแต่รายใหญ่ที่มีเงินเยอะจึงจะรับซื้อที่ราคาเดียวไว้ทั้งหมด
หากดูในวันที่หยุดตกใน Timeframe เล็ก 5 หรือ 15 นาที จะพบช่วงเวลาหนึ่งที่ volume peak มากมาย หรือ มี vol high เป็นช่วงๆ คล้ายเป็นจังหวะ ช่วง Accumulation จะมีการยกไปขายที่แนวราคาหนึ่ง และตบลงมาเก็บของที่ระดับราคาหนึ่ง เป็น range และ จะมี การ กด ให้หลุด new low แต่ลักษณะ ตรงนั้น vol จะมีน้อยคือกดราคาให้ปล่อยของ
ดังนั้นอาการคือ กด new low แล้ว มีการลากกลับอย่างรวดเร็ว กลับมาอยู่เหนือแนว low นั้นคือตรงที่เป็น Sell Volume Fail Sell Off ในภาพ ขั้นตอนตรงนี้ยาวสั้นไม่เท่ากัน เหวี่ยงขึ้นลงไม่แน่นอน ขึ้นกับความโหดของเจ้าและ จำนวนของที่เจ้าต้องการ แต่จะสังเกตุเห็นการเกิด vol เป็นช่วงๆ ในบริเวณที่ราคาเกิด การกลับตัวที่ใกล้แนวรับ Vol จะ dry ลงเรื่อยๆ เพราะหุ้นเข้าไปอยู่ในมือรายใหญ่แล้ว
และก่อนเอาขึ้น จะ TEST ด้วยการกดขาย ลงมาที่แนวรับ ดูว่า Volume ขายออกมาน้อยหรือไม่ ถ้าน้อย แปลว่าพร้อมเอาขึ้นแล้วจากกราฟ เราจะเห็น Vol บางเบามาก
หลังจากจุด test ราคาจะยกขึ้น high ยก low ยก Close ปิดสูงเหนือครึ่งแท่งค่อยๆ ยกเข้าหาแนวต้าน
และในแท่งที่จะผ่านแนวต้าน ลากเอาให้ผ่านรวดเดียวจะผ่านแบบแท่งคร่อมแนวต้านหรือปิดจ่อแนวต้าน และวันรุ่งขึ้นยกกระโดดข้ามไปเลย break away gap
ตรงนี้จะเริ่มเข้าสู่ส่วน Mark Up Technical ที่เล่น break out ก็จะเข้ามา แจม ละ
ต้องดู vol. ด้วย หลุด low แล้วVol ต้องหาย. และลากกลับ เร็วๆไม่ใช่หุ้นทุกตัว สินค้า ทุกอย่าง. จะมี เจ้า อาการ แบบนี้ ไม่ได้เกิด เสมอไป
แต่ถ้าเกิดแล้วเราดูเป็น เราจะรู้ว่ามันมาละ แล้วจะได้เก็บของพร้อมเจ้าคราวนี้กลับมาตอน break out ขึ้นกับ ความโหด ของเจ้า ว่าจะให้เกิด throwback แบบไหน ถ้าปล่อยตามปกติให้รายย่อยกับ technical เล่นกันเองก็จะถอยไม่เยอะ. และ vol เบามากถ้า เจ้าโหดไม่แบ่งใครจะกดให้กลัวด้วย false break SPRING คือ อาการทิ้งลงเร็วจากแรงขายที่เหลือจากการลงและเจ้ารับกลับดันขึ้นไป ตรงนี้ จะไม่ หลุด LOW แรก ที่เด้ง
ดูรูปกันอีกที ช่วง BREAK OUT Vol. จะสูงมากเพราะต้องการ ให้ราคาทะลุ ผ่านให้ได้ พอ throwback ย่อลงมา vol จะหาย ซึ่งตรงนี้ราคาสามารถกดให้หลุดแนวเบรคก็ได้ แต่จะเห็นการลากกลับข้ามขึ้นมาใหม่ใน 1-2 วันหลังจากหลุดพร้อม vol ที่มากขึ้น ถ้ามีคนเก็บของอย่าง ที่ว่าแล้วเป็นไม้ใหญ่ๆ เจ้าจะรู้ ว่ามีเพื่อนร่วมทางถ้าใจดีให้ไปด้วยเพราะถึงไม้ใหญ่แต่ไม่มีผลมากก็ให้ไปด้วยลาก new high อีกที แต่ถ้า เจ้าโหดจะกดต่อเหวี่ยงเอาให้กลัว ในแง่ wave ก็จะเกิด complex pattern
คนที่จับอาการ ได้คนแรก คือ Jessie Livermore แล้ว Wickoff ค้นคว้าต่อ เขียนเป็น ทฤษฎี ครับ ไล่ๆ กันกับ DOW . elliott และ Gann 5 สุดยอด ตำนาน ของ TA คือ Dow . WICKOFF. ELLIOTT. GANN. และ Magee ที่เขียนเรื่อง chart pattern Wickoff จะเน้น เรื่อง พฤติกรรม ราคาและ volume ซื้อขาย และ คน ที่ จับ มาพัฒนา ต่อ จนสร้าง เป็นระบบ คือ TOM WILLIAMS. ตั้งชื่อใหม่ว่า VSA volume spread analysis
กลับมา cycle ในภาพ ตอนที่ throwback จบ แล้วยก new high ราคาจะวิ่งไปเร็วมาก และ vol จะไม่ค่อยเยอะนัก เพราะหุ้นที่floatในตลาดมีน้อย Demand สูงรายย่อย เม่ามือโปร. ก็ชิงกันซื้อขายทำกำไร
ตรงนี้ ถ้าหุ้นมันเบามากคุณจะเห็น ceiling และเจ้าจะคอยกันไม่ให้ราคาหล่นลงลึกด้วยการเติม bid ให้บวม ไว้
หุ้นที่หดหายไปบางส่วนก็จะมาเคาะกลับ ลากราคาขึ้นไปจนราคม เกิน 100% หรือ 200% แล้ว
ราคาเริ่มขึ้นชะลอตัว. และ vol. Dry มากจากหุ้นหายไปจากตลาดไปอยู่ในพอร์ท ก็จะเริ่ม re- accumulation phase ขายทำกำไร
คราวนี้จะถอยลึกหรือถอยไม่ลึก ก็แล้วแต่มวลชน สภาวะตลาด ข่าว และ อื่นมากมายแต่อาการคือ ตอนจบราคาจะพักตัวให้อึดอัดแล้วก็จะลากขึ้นเร็วดึงความอยากสุดๆและ vol เยอะสุดๆ และที่ยอด vol จะมากๆ
อาการคือ panic buy เม่าอยากได้สุด เจ้าก็เริ่มแจกของจะเริ่มเห็น ที่ highแท่งสั้น แต่ vol high
เช่น shooting start, Tweeze top, Dark cloud cover แล้วก็ ลงพรวดเอาให้หลุด แนว stop
พอเริ่มมีแรงขายตามเจ้าจะชลอการขาย แล้วคอยเติม offer จะเห็น ราคาลงแรงมาต่ำแล้วเด้ง Offer หาย แล้วก็โดนเติม ราคาก็ขึ้นไม่ได้จนเริ่มนิ่ง ๆ ก็จะกดขายต่อเอาของออก อาจเริ่มมีข่าวหลายกระแสออกมา ให้สับสนจนราคา panic sell.
ขายถึงจุดหนึ่งจะมีแรงซื้อกลับให้หยุดลง แล้ว cycle. ก็จะกลับ ไปแบบเดิมถ้าจะเอาขึ้นต่อ แต่ถ้าไม่เอาขึ้นแล้วก็จะทำ break high แล้ว vol. เริ่มเยอะ ขึ้นคือแจกของตลอดทางถ้าของไม่หมด ก็เขย่าขึ้นลงเป็น rangeเป็นช่วง distribution
ซึ่งช่วงนี้ ใน wave ส่วนมากเป็น wave4 แล้วชุดสุดท้าย จะทำให้. Break high อีกรอบออกของหมด ที่เหลือปล่อยให้ตลาดเป็นไป คือช่วง wave 5 ที่มักจะพบการ ขึ้นของราคาไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ. Momentum ลดลง vol ซื้อขายในตลาดลดลงกว่าช่วงก่อนหน้าIndicator divergent
จบ การ บรรยาย
หุ้นมีเจ้าจริงๆ มักไม่ตามตลาด ตามตลาดก็เนียนตลาดลงแต่มี order มี งบ และมีกรอบเวลา
ก็รอบตลาดไม่ได้ ตลาดลงรอไม่ได้เดี๋ยวไม่เข้าเป้าตามใบสั่ง ดู volume - price move เป็น ก็รู้ทัน เจ้า
ก็กลายร่างเกาะติดเจ้าไปด้วยตัวอย่างตามรูป
เครดิต อ.ปุย My Wave Riders Page
ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ กดแชร์กันได้เลย ความรู้ทั้งนั้น
ที่มา เพจคนเล็กหุ้นเทวดา
https://www.facebook.com/holystock/photos/a.367056893476485.1073741829.366802080168633/388379751344199/?type=1
เพื่อไม่ให้พลาดอัพเดทความรู้การลงทุน สามารถกดติดตามได้ที่
line@ โดยการจิ้มเบาๆที่ลิงค์
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558
พล็อตหนังหุ้นTurnaround
เล่นหุ้นเทรินให้เหมือนอ่านนิยาย
พล็อดเรื่องจะคล้ายๆกันใครเดาตอนจบได้รวย
1. ช่วงต้นเรื่อง
ส่วนใหญ่หุ้น turn ก็เป็นบริษัทปกตินี่ละ ทำมาหากินไปตามเรื่องตามราว
2. ช่วงเหตุการหลักของเรื่อง
ช่วงปัญหาธุรกิจเริ่มมา
- ตลาเข้าช่วงตกต่ำ
- รอบวัฎจักรราคาสินค้าตก
- ลงทุนเยอะเกิน สินทรัพย์ไม่สร้างรายได้
- ต้นทุนพุ่ง
- หนี้เยอะไป จ่ายไม่ไหว
นักลงทุนนักรู้ที่ศึกษาธุรกิจมาอย่างดีเห็นท่าไม่ดีก็จะขายหุ้นไปก่อน ส่วนพวกรู้บ้างไม่รู้บ้างก็จะถือต่อไป จนงบการเงินออกถึงรู้ว่ามองผิดก็จะแห่กันขายออกมา หุ้นจะร่วงระเนระนาด เม่าบาดเจ็บล้มตาย
3.ช่วงคลี่คลาย
3.1เริ่มฮึดสู้เข้ามาแก้ไขปัญหา
- ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่
- ปรับโครงสร้างนี้
- ขายทรัพย์สิน
- ลงทุนธุรกิจใหม่
3.2 เมื่อแผนธุรกกิจใกล้ๆสำเร็จจะเข้าจุดไคลแม็ก ช่วงนี้ราคาหุ้นจะเร่าร้อนมากความคาดหวังมาแบบจัดเต็ม
3.3สรุปจบ
- จบแบบhappy ending ธุรกิจมีกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง
- จบแบบไม่สย กำไรยังไม่มาตามนัดหุ้นตก รอติดตามภาคสอง
วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558
การใช้ MACD กับ STO ในการเข้าซื้อหุ้น
มีคนไปอบรมเรื่องการใช้สัญญาณ MACD กับ STO ในการซื้อหุ้น มาแบ่งปันเห็นว่าดีก็แชร์กันต่อ
วันนี้มีของขวัญมาฝาก สำหรับคนที่ไม่ได้ไปอบรมฟรี เรื่องการใช้ MACD กับ STO ในการเข้าซื้อ (Groups ห้องคุยนักลงทุน) ... พอดีคนโพสต์ พูดไม่เก่ง ทำเป็นแต่ตาราง และบางทีความรู้หลายๆอย่าง ก็จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยวิธีที่เป็นที่ยอมรับ ไม่งั้นสุดท้ายแล้วมันก็จะเหมือนเรื่องที่ชาวโลกคิดว่า ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก ... ซึ่งแน่นอนคะว่า การ Believe ในสิ่งที่ผิด บางทีมันก็เป็นเรื่องอันตราย
/
/
เข้าเรื่องดีกั่ว ... วันนี้เราจะมาใช้ MACD เป็นตัวกรอง และใช้การ Cross ของ StochK (14,3) กับ StochD (14,3,3) เป็นสัญญาณเข้า โดยจะไล่ไปทีละเงื่อนไข
ได้ทั้งหมด 8 เงื่อนไข และขายด้วย MACD ตัด 0 ... แต่ก่อนอื่นทำความเข้าใจกับคำศัพท์เล็กน้อยก่อนนะคะ ...
/
/
Net Profit (กำไรสุทธิ)
Annual Return (อัตรากำไรทบต้น)
Max.System Drawdown (อัตราการลดลงของเงินทุนสูงสุด)
CAR/MDD (อัตรากำไรทบต้น/อัตราการลดลงของเงินทุนสูงสุด)
Winners(จำนวนครั้งและอัตราที่ชนะ)
Losers(จำนวนครั้งและอัตราที่แพ้)
/
/
อธิบาย Max.System Drawdown (อัตราการลดลงของเงินทุนสูงสุด) นิดนึง
สมมติเรามีเงินทุนที่ 1 ล้านบาท ลงทุนแล้วกำไรมาอีก 1 ล้านบาท
เป็น 2 ล้านบาท แต่เผอิญต้องผ่านช่วงที่ตลาดไม่ดี เงินทุนเลยยุบไป
เหลือ 1.7 ล้านบาท แบบนี้จะได้ Max.System Drawdown เท่ากับ
(2 ล้าน - 1.7 ล้าน) / 2 ล้าน = 15% อะไปดูตารางกันเลย
/
/
ทั้งนี้ทั้งนั้น MACD เป็นเพียงแค่เส้น MA 2 เส้นตัดกันนะคะ และเป็นแค่ เส้น 12 ตัด 26 วัน หรือ เส้น 9 ตัด 19 วัน ทำหน้าที่ได้แค่เพียงเป็น Short Term Trend Filter บอกได้แค่ว่าราคา 12 วัน หรือ 9 วัน ตอนนี้โงหัวขึ้นอยู่นะ ... วิธีซื้อที่ดีที่สุดในตาราง ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดนะคะ อินดิเคเตอร์อื่นๆ ก็ใช้ได้เหมือนกันนะคะ
https://www.facebook.com/groups/137667429737306/permalink/284942248343156/
วันนี้มีของขวัญมาฝาก สำหรับคนที่ไม่ได้ไปอบรมฟรี เรื่องการใช้ MACD กับ STO ในการเข้าซื้อ (Groups ห้องคุยนักลงทุน) ... พอดีคนโพสต์ พูดไม่เก่ง ทำเป็นแต่ตาราง และบางทีความรู้หลายๆอย่าง ก็จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยวิธีที่เป็นที่ยอมรับ ไม่งั้นสุดท้ายแล้วมันก็จะเหมือนเรื่องที่ชาวโลกคิดว่า ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก ... ซึ่งแน่นอนคะว่า การ Believe ในสิ่งที่ผิด บางทีมันก็เป็นเรื่องอันตราย
/
/
เข้าเรื่องดีกั่ว ... วันนี้เราจะมาใช้ MACD เป็นตัวกรอง และใช้การ Cross ของ StochK (14,3) กับ StochD (14,3,3) เป็นสัญญาณเข้า โดยจะไล่ไปทีละเงื่อนไข
ได้ทั้งหมด 8 เงื่อนไข และขายด้วย MACD ตัด 0 ... แต่ก่อนอื่นทำความเข้าใจกับคำศัพท์เล็กน้อยก่อนนะคะ ...
/
/
Net Profit (กำไรสุทธิ)
Annual Return (อัตรากำไรทบต้น)
Max.System Drawdown (อัตราการลดลงของเงินทุนสูงสุด)
CAR/MDD (อัตรากำไรทบต้น/อัตราการลดลงของเงินทุนสูงสุด)
Winners(จำนวนครั้งและอัตราที่ชนะ)
Losers(จำนวนครั้งและอัตราที่แพ้)
/
/
อธิบาย Max.System Drawdown (อัตราการลดลงของเงินทุนสูงสุด) นิดนึง
สมมติเรามีเงินทุนที่ 1 ล้านบาท ลงทุนแล้วกำไรมาอีก 1 ล้านบาท
เป็น 2 ล้านบาท แต่เผอิญต้องผ่านช่วงที่ตลาดไม่ดี เงินทุนเลยยุบไป
เหลือ 1.7 ล้านบาท แบบนี้จะได้ Max.System Drawdown เท่ากับ
(2 ล้าน - 1.7 ล้าน) / 2 ล้าน = 15% อะไปดูตารางกันเลย
/
/
ทั้งนี้ทั้งนั้น MACD เป็นเพียงแค่เส้น MA 2 เส้นตัดกันนะคะ และเป็นแค่ เส้น 12 ตัด 26 วัน หรือ เส้น 9 ตัด 19 วัน ทำหน้าที่ได้แค่เพียงเป็น Short Term Trend Filter บอกได้แค่ว่าราคา 12 วัน หรือ 9 วัน ตอนนี้โงหัวขึ้นอยู่นะ ... วิธีซื้อที่ดีที่สุดในตาราง ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดนะคะ อินดิเคเตอร์อื่นๆ ก็ใช้ได้เหมือนกันนะคะ
![]() |
| สรุปผล |
https://www.facebook.com/groups/137667429737306/permalink/284942248343156/
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558
วิธีประมาณการราคาเป้าหมายแบบเร็วๆ
วิธีประมาณการราคาเป้าหมายแบบเร็วๆ
จริงๆเจ้าของบริษัทเวลาออกขาวอยากบอกราคาเป้าหมายใจจะขาด แต่กลตห้ามไว้ เลยบอกอ้อมๆ ผ่าน ยอดขาย ปริมาณขาย กับอัตรากำไร ให้เราจับคูณหากำไรกันเอาเองตามสมการ ราคาเท่ากับ PE คูณ กำไรต่อหุ้น
P = PE x EPS
ค่า PE ก็กะๆเอา ทั่วๆไปก็ 10-15 เท่า หุ้นเติบโตก็20เท่าขึ้น อสังหาหรือวัฎจักร5-7เท่าพอ
เหลือแค่หาค่า EPS หรือกำไรต่อหุ้น
เวลาอ่านข่าวแล้วก็เปิดสรุปข้อสนเทศในเว็ปตลาดหลักทรัพย์ประกอบ
ลองประมาณการราคาเป้าหมายดู
ข้อสังเกต
จริงๆเจ้าของบริษัทเวลาออกขาวอยากบอกราคาเป้าหมายใจจะขาด แต่กลตห้ามไว้ เลยบอกอ้อมๆ ผ่าน ยอดขาย ปริมาณขาย กับอัตรากำไร ให้เราจับคูณหากำไรกันเอาเองตามสมการ ราคาเท่ากับ PE คูณ กำไรต่อหุ้น
P = PE x EPS
ค่า PE ก็กะๆเอา ทั่วๆไปก็ 10-15 เท่า หุ้นเติบโตก็20เท่าขึ้น อสังหาหรือวัฎจักร5-7เท่าพอ
เหลือแค่หาค่า EPS หรือกำไรต่อหุ้น
เวลาอ่านข่าวแล้วก็เปิดสรุปข้อสนเทศในเว็ปตลาดหลักทรัพย์ประกอบ
ลองประมาณการราคาเป้าหมายดู
- บอกยอดขายก็จับคุณอัตรากำไรสุทธิได้กำไร
- บอกยอดขายเติบโตเป็น% ถ้าอัตรากำไรเท่าเดิม กำไรจะโตเท่ายอดขาย
- หุ้นวงจรจะชอบบอกเป็นปริมาณขาย อันนี้ยากเพราะต้องเดาราคาขายจับคุณกันได้ยอดขาย และอัตรากำไรสุทธิเอาเอง
- หุ้นรับเหมาจะชอบบอก รายได้รอการรับรู้(backlog) เราก็กะเพิ่มว่ารับงานกี่ปีทำเสร็จ สมมติ 2 ปีก็เอา backlog หารสองได้ยอดขายปีนั้นจับคุณอัตรากำไรสุทธิจบได้กำไรในปีนั้น
- หุ้นอสังหาชอบบอกมูลค่าโครงการ ซึ่งก็คือยอดขายถ้าโอนได้ครบนั่นเอง จับมูลค่าโครงการคูณอัตรากำไรสุทธิจบ
ข้อสังเกต
- ถ้าหุ้นที่รายได้กำไรโตสม่ำเสมอ และอัตรากำไเสมอกำไรที่ประมาณการจะค่อนข้างน่าเชื่อถือ
- จำนวนหุ้นที่ใช้หากำไรต่อหุ้นควรจะเป็นจำนวนหุ้นที่ปรับลดทุกอย่างแล้ว ถ้ามี warrant ก็เอามารวมด้วยเพราะเราอย่างรู้ว่าในอนาคตถ้า warrant ใช้สิทธ์ทั้งหมดจะเหลือกำไรเท่าไร
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)







