วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

ค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ ตามวิถี CANSLIM

การลงทุนตามแนว CANSLIM  คิดค้นโดย วิลเลียม โอนิล (William O'Neil) เป็นผู้จัดการกองทุนชื่อดัง จากผลงานยอดเยี่ยม หลักการคือการค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ สำหรับการประยุกต์ใช้ในไทย เพจ SEHJU Research Center ได้รวบรวมเรียบเรียงมา และสรุปวิธีไว้ในเพจ www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch  หรือค้นหา tag #SIRSeries บทเฟสก็จะเจอชุดบทความนี้ครับ บทความนีก็รวบรวมไว้อีกทีอ่านง่ายดีครับผม


Base Reading : Basic เมื่อเริ่มต้นการอ่าน Base ค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ (ตามวิถีแคนสลิม)

ประเมิน base ของหุ้น
กดเพื่อดูขนาดใหญ่
.
ผมอายลายมือตัวเอง คิดอยู่นานว่าจะเอาลงดีหรือไม่ เพราะมีหลายๆอันที่เขียนเก็บไว้ในกระดาษ จะพิมพ์ใหม่ก็ขี้เกียจด้วยและบางแผ่นก็มีรูปที่เขียนในเฟสไม่ได้ ก็เลยไม่ได้เอาลง -..-

เคยเป็นใช่มั้ยคับ ? ซื้อหุ้นถูกตัวแต่ผิดเวลา เราอาจจะมอง พฐ. หุ้นถูก แต่เมื่อเข้าซื้อผิดจังหวะเวลา เราอาจจะเจอกับการปรับฐานที่ลึกถึง -50% จากจุดซื้อ OMG !

-50% ใน 1 position ที่ท่านซื้อ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน ที่ท่านจะมีโอกาสโดน เพราะว่าเมื่อเรามีมุมมองเชิงพื้นฐานที่ดีต่อหุ้นแล้ว เราก็มักจะไม่อยากขายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ครั้นจะถือต่อไปเลยก็เครียดมากๆ เพราะเราคิดว่าหุ้นจะต้องขึ้น แต่มันดันลงเอาๆ

ลบมากลบน้อย ก็เงินทั้งนั้น ใครจะไม่เสียดาย....

นักลงทุนสาย CANSLIM จึงทุ่มเทชีวิตและเวลา เพื่อทำการศึกษาและสรุประเบียบวิธีในการเข้าซื้อหุ้นที่ถูกจังหวะ(หลังจากเลือกหุ้นถุกตัว) แล้วสรุปออกมาเป็น กฎที่ชัดเจน

ถ้าใครเคยอ่านงานของ วิลเลียม โอนีล มา หนึ่งในเรื่องที่ยากและมีความเป็น art สูงคือเรื่องของการดู Base เพราะแต่ละตัวอย่างที่โอนีลยกมานี่ เราดูแล้วก็มองไม่ออกแบบแกจริงๆ จนต้องอุทานว่า ห่ะ มันใช่ Cup with Handle จริงๆเหรอเนี่ยยย !!

(ปู่บอกว่าเป็นแพตเทิร์นที่เกิดเยอะสุดในตลาดหุ้น)

ผมไล่ศึกษา ก็พบว่ามีฝรั่งหลายๆคนได้ใช้พวกโปรแกรมมิ่งต่างๆมาช่วยทดสอบ สแกน หาพวกเบสต่างๆออกมา ซึ่งผมดูแล้วก็ได้ผลที่ไม่ดีเท่าไหร่ คือมันสู้ฝึกสายตาดูจนชำนาญไม่ได้ การกำหนดเงื่อนไขลงในโปรแกรมมันก็แสนยากและซับซ้อนเกินไป

สายตาจะชำนาญได้ เราก็ต้องรู้กฎเสียก่อน

ในช่วงตลาดปรับฐาน มันจะมีหุ้นที่อยากขึ้นบางกลุ่มเริ่มที่จะทำการ Formation pattern บางอย่าง เพื่อเตรียมตัวเป็นขาขึ้น

และถ้าเราจะดูเบสด้วยสายตา วิธีดูในขั้นต้นก็จะเป็นดังนี้

ลองดูในรูปที่ผมได้เขียนไว้ เหมาะสำหรับท่านที่รู้แล้วว่า Base คืออะไร แต่เมื่อจะเริ่มดูจากกราฟจริงๆก็ยังไม่เข้าใจชัดเจน นี่คือสิ่งที่ต้องรู้ก่อนการเริ่มประเมิน Base ของหุ้นคับ


จับปลาต้นน้ำ : วิธีสังเกตหุ้นแข็งแกร่ง(หรือยัง) ระดับอนุบาล


.
เรื่องง่ายๆที่สำคัญมาก แต่ก็พูดถึงกันน้อย
#SIRSeries
.
.
แผ่นนี้ต่อจาก เรื่อง ฺBase Basic

.
หุ้นแข็งหรือยัง
กดเพื่อดูขนาดใหญ่
.
วิธีนี้มันอาจจะ "ง่าย" เกิน จนเราไม่ให็ความสำคัญหรือนำมาใช้ แต่นี่คือ พื้นฐานของแทบจะทุกสิ่ง เมื่อเราจะเล่นหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด

เราลองนึกถึงหุ้นพวกนี้ดูนะคับ ก่อนจะเข้าเนื้อหานี้ TASCO VNG PTG GL MCS AOT SYNEX และอื่นๆ หุ้นพวกนี้คือหุ้นที่วนเวียนอยู่ในหัวตาราง #SIRCompositeRating #SIReasyRS อยู่เป็นประจำ ในขณะที่ตลาดเป็นขาลงในช่วงปีที่แล้ว แต่หุ้นพวกนี้กลับแทงยอดนิวไฮแล้วนิวไฮอีก ทำผลตอบแทนให้เป็นอย่างดี

อะไรคือความสัมพันธ์ร่วมของหุ้นแข็งแกร่งเหล่านี้ ?

ในตลาดหุ้น แม้เราจะฉลาดขนาดไหน เราก็ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด เพราะตลาดเต็มไปด้วย นักลงทุนที่รอบรู้ ชาญฉลาด เจ้าของกิจการ นักวิเคราะห์มากประสบการณ์ ผู้ที่ใช้ข่าววงใน ฯลฯ ดังนั้นในวันที่เรา "ขี้เกียจ" จะมีคนเหล่านี้ "ทำงานแทนเราเสมอ" เราจึงต้องหัดสังเกตเพื่อค้นหา "ความผิดปกติ" บางอย่างที่จะสามารถทำกำไรได้

คนอาจจะโกหก คนอาจจะลังเล คนอาจจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือแม้แต่ "ตัวเราเอง" แต่ตลาดนั้นจริงใจ รูปข้างล่างที่ผมเขียนไว้ในกระดาษคือ สิ่งสำคัญพื้นฐานที่ "เราจะต้องเป็น"

วิธีง่ายๆแต่ทรงพลัง ผมใช้มันในการติดตามพฤติกรรมหุ้นที่ผมสนใจอยู่เสมอ


Base Reading ระดับประถม : Quality of Base


#SIRSeries
.
คุณภาพของ base
กดพื่อดูขนาดใหญ่

.
ต่อไปเป็นเรื่องง่ายๆที่ควรมีติดตัวไว้ เป็นยาสามัญประจำบ้าน จะมียากมั่งก็ตรงที่ อ่านลายมือของผม 55+
.
ทำไมคนที่ฝึกฝนการอ่าน chart มาดีเค้าถึงสามารถเทรดหุ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้พื้นฐานของหุ้นเลยก็ได้

หุ้นตัวนี้ - สวย
หุ้นตัวนี้ - ไม่สวย

เขาดูกันยังไง ??

Base คือสิ่งที่จะมาช่วยบอกเรื่องของ Demand/Supply ที่มีในตัวหุ้นได้เป็นอย่างดี

2 ตอนที่ผ่านมาเป็นเรื่องของ ตัวเลขราคา ซึ่งเราจะเรียกว่า Price movement ว่าควจะต้องมีสัดส่วนอะไรเท่าไหร่(เป็นหลักการเบื้องต้น รายละเอียดอื่นๆยังจะตามมาะอีก) ตอนนี้จะมีเรื่องของ วอลุ่ม ในเบสนั้นๆที่เราควรจะต้องฝึกสังเกตให้เป็น
.
การดูเบสไม่ยากเกินไปที่จะฝึก แต่จะฝึกให้ชำนาญก็ต้องใช้เวลา ไม่ต่างกับเรื่องอื่นๆ เมื่อเริ่มเป็นแล้ว ท่านจะค้นพบความน่าตื่นเต้นหลายๆอย่างที่ Base พยายามบอกเรา
.
โควต้าหน้ากระดาษหมด เอาวันละนิดละหน่อยก็แล้วกันเนอะ

..

Base Reading : สะสม/กระจาย : มัธยมต้นเลเวล 



"เผชิญหน้ากับหมี"
#SIRSeries
.
.
ผมดูสารคดีชาวสวนทุเรียนก็ค่อนข้างแปลกใจ ทำไมเค้าแค่เคาะๆบีบ ก็รู้แล้วว่า "ข้างใน" มันสุกหรือสามารถทานได้แล้วหรือยัง...
.
นี่แหละคับที่แตกต่างกันระหว่าง คนทั่วไป กับ มืออาชีพ ! ชาวสวนทุเรียนหมกมุ่นกับการเคาะทุเรียนมาแล้วกี่หมื่นกี่แสนลูก จนมีความสามารถที่จะระบุได้ขนาดนั้น ก็เหมือนกับคนเล่นหุ้นที่มี chart reading skill ที่ดี มองแป๊บเดียวก็พอจะบอกได้แล้วว่า หุ้นตัวนี้ "กราฟสวย" หรือ "ไม่สวย"
.
ปีที่แล้ว SET Index หักหัวลงทั้งปี แต่หุ้นนำตลาดหลายๆตัว กลับสวนทางนิวไฮแล้วนิวไฮอีกขึ้นมาได้ โดยที่ลักษณะพฤติกรรมของมันคือ ก่อนมันขึ้น "มันทำเบส" มันขึ้นมาแล้วเจอตลาดถล่ม "มันก็พักทำเบสต่อ" พออะไรคลี่คลาย มันก็พุ่งขึ้นไปใหม่ จนไปถึงที่สุดของมัน....
.
ชีวิตจะดีกว่าไหม ถ้าเราพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้ ?
.
เราจะค่อยๆเดินไปในเส้นทางแห่ง "ความเป็นจริง" ไม่ใช่ "มโนภาพ"
.
เมื่ออะไรๆก็ดูแย่ มโนภาพแห่งความกลัวจะปรากฎขึ้นในจิตใจเราใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ เราจะยิ่งหาวิธีปกป้องตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก หาวิธีการใหม่ๆ อ่านตำราใหม่ๆ หาวิธีปกป้องตัวเอง หาวิธีหนี ฯลฯ
.
แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นมันก็จะยิ่งทำให้เรา "กลัวหนักขึ้นไปอีก" แล้วคำพูด/การกระทำ/ความรู้สึกนึกคิดก็จะวนเวียนอยู่กับความกลัว แทนที่จะเป็น "ความจริง"
.
เราไม่มีทางหนีความกลัวไปได้ไกลพอหร็อก และความกลัวก็ไม่มีทางหายไปจากใจเราได้ มีทางเดียวที่จะก้าวผ่านมันได้คือการ "เผชิญหน้ากับมัน" แล้วก็หันมาอยู่กับ "ความจริง"
.

Base reading : ม.ปลายLevel / แชร์ประสบการณ์ ดูหุ้นเก็งกำไร/หุ้นปั่น ใช้ทฤษฎีเบสได้มั้ย ?

.
.
ดูหุ้นใกล้วิ่ง
ใครที่ทำการบ้าน scan หุ้นอยู่เสมอ มักจะเจอหุ้นกลุ่มหนึ่งที่เป็น penny stock ติดเข้ามาอยู่เรื่อยๆ พอเข้าไปส่องดูงบดูธุรกิจก็ปรากฎว่า "เน่า" เลยไม่กล้าซื้อ พอไม่กล้าซื้อมันกลับพุ่งขึ้นไปไวยังกับจรวด
.
หุ้นพวกนี้ครั้นจะอ่านพื้นฐานก็ยาก ส่วนใหญ่มีแต่ story ที่ "น่าตื่นเต้น" และไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือได้สักเท่าไหร่
.
แต่หากจะหา "เหตุผลภายใน" ของตัวหุ้น มันก็จะขึ้นไปด้วย 2 อย่าง คือ
.
1. Operating ---> งบดี รายได้โต กำไรโต กำไรต่อหุ้นโต คนแย่งซื้อ หุ้นวิ่ง
2. Financing ---> งบเน่า หนี้เยอะ ส่วนผู้ถือหุ้นจะติดลบ ใช้เกมส์การเงิน เกิดการทำราคาเพื่อเพิ่มทุน หรือเก็งกำไร
.
.
ครั้นจะให้เราเล่นแต่หุ้นดีๆ บางทีมันก็ไม่มีให้เล่น หรือถ้าไม่เล่นหุ้นพวกนี้เลยมันก็น่าเสียดายโอกาส ดังนั้นถ้าจะเล่นเราก็ต้องมีวิธีการดู ไม่ใช่เล่นแบบไม่รู้อะไรเลย ซึ่งอันตรายมาก
.
เมื่อ fundamental จับต้องได้ยาก การใช้ Technical จึงเข้ามามีบทบาท
.
หุ้นพวกนี้ "ควรเล่นน้อยๆ" เช่นไม่ควร 10% ของพอร์ต แล้วก็อย่าซื้อต่อตัวนึงเยอะ เพราะเรามักจะ "ทนถือไม่ได้" เนื่องจากหุ้นพวกนี้จะแกว่งตัวรุนแรง ใครที่หวังร่ำหวังรวยกับหุ้นพวกนี้ มักจะต้องขาดทุนมากมายไม่วันใดก็วันหนึ่ง
.
ตลาดหุ้น มันก็ดีอย่างนี้ หยิบยื่นหลายๆโอกาสมาให้เราอยู่เสมอ พวกหุ้นปั่น หุ้นเก็งกำไร หรือจะเรียกให้ดีหน่อยก็ Penny stock ก็เป็นอีกแบบของการสร้างผลตอบแทนให้เราได้ในตลาด
.
แต่การเล่นไปด้วยความโลภและความกลัว มักจะทำให้สมองไม่ใส เมื่อสมองไม่ใส การตัดสินดีๆก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ครับ

ที่มา

.
Base Reading : Basic เมื่อเริ่มต้นการอ่าน Base ค้นหาหุ้นที่ดีในเวลาที่ใช่ (ตามวิถีแคนสลิม)
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./825271644265886/?type=3&size=1480%2C2048&fbid=825271644265886

จับปลาต้นน้ำ : วิธีสังเกตหุ้นแข็งแกร่ง(หรือยัง) ระดับอนุบาล
เรื่องง่ายๆที่สำคัญมาก แต่ก็พูดถึงกันน้อย
#SIRSeries
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./826354597490924/?type=3&theater

Base Reading ระดับประถม : Quality of Base
#SIRSeries
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./830429947083389/?type=3&theater

Base Reading : สะสม/กระจาย : มัธยมต้นเลเวล
"เผชิญหน้ากับหมี"
#SIRSeries
https://www.facebook.com/SEHJuInvestmentResearch/photos/pb.167049863421404.-2207520000.1458437600./834133113379739/?type=3&theater


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line@ หรือ ตรงๆที่ pat4310(ตอบช้าหน่อย บางที่ไม่เห็นเพราะ line group บังตกขอบไป) , หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

คนเราจะมั่งคั่งได้ต้องเอาชนะต้นทุน

การที่คนเราจะมั่งคั่ง ส่วนของทุนโตได้เรื่อยๆ ต้องผ่านต้นทุนหลายด่าน ถ้าทำรายได้มากกว่าต้นทุนเงินทุน ส่วนทุนก็เพิ่มได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ขาดทุน

1.ต้นทุนชีวิต


คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน อดีตแก้ไม่ได้แต่อาคตสร้างได้ด้วยการทำปัจจุบัน อยากรวยก็ทำเหตให้รวย รายได้มากกว่ารายจ่าย มีเงินออมมาลงทุน

2.ต้นุทนเงินทุน


มีเงินออมอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร มูลค่าของเงินก็ลดลงเท่ากับเงินเฟ้อ ถ้าเอาไปลงทุนก็มีหลายทางเลือกในการออมและลงทุนให้เลือก เลือกไม่ดีผลตอบแทนก็ไม่คุ้มค่าเสียโอกาสและความเสี่ยง

3.นำเงินมาทำธุรกิจ


ทั้งบริษัทไม่มีอะไรเป็นของเรายืมเขามาทั้งนั้น ก็ต้องมีต้นทุนต้องจ่าย ถ้าสร้างรายได้ได้ชนะต้นทุน ส่วนทุนก็โต
หนี้เงินกู้ => มีต้นทุนคือดอกเบี้ย
หนี้ไม่มีดอกเบี้ย เช่นค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เจ้าหนี้การค้า => มีต้นทุนคือค่าเสียโอกาสแทนทีี่จะเอาเงินไปทำให้เกิดประโยชน์ก็ต้องกันไว้จ่ายหนีี้
สินทรัพย์ => ทิ้งไว้เฉยๆก็มีค่าเสื่อม ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ROA ROE ก็ต่ำลง
ไม่ซื้อแต่เช่าเอา => มีค่าเช่า
ลูกหนี้ => คือกำไรของบริษัทแต่ฝากไว้กับลูกค้าก่อน ครบดิวค่อยมาเอา มีค่าเสียโอกาสที่จะเอาเงินไปทำอย่างอื่น ถ้าต้องกู้เงินมาหมุนก็มีดอกเบี้ย ถ้าหนี้เสียก็ซวยอีก
สินค้าคงเหลือ => ตุนของเยอะๆก็เงินจม ของล้าสมัยหาย เป็นรายจ่ายอีก
แรงงาน => ต้นทุนคือค่าแรง
ยอดขาย => ค่าใช้จ่ายในการขาย
ใช้สินค้าและบริการสาธารณะ => จ่ายภาษี
การเติบโต => ต้องกันเงินไว้ลงทุนปันผลไม่ได้ ต้องต้มมาม่ากินเพื่อให้ธุรกิจเติบโต

4.ลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน


ลงทุนตลาดหุ้นก็มีต้นทุน อย่างน้อยก็เท่ากับ risk free + risk premium จะบวกพรีเมี่ยมอย่างไรก็ไปดูข้อสามถ้าความเสี่ยงเยอะๆ ก็ต้องบวกไปเยอะถึงคุ้ม

5.ต้นทุนทางอารมณ์


เขาบอกว่าลงทุนให้สำเร็จ เทคนิคเป็นแค่ 20% อีก 80% เป็นเรื่องของจิตใจแต่ว่า แต่ละคนมีจริตไม่เหมือนกัน บางคนใจร้อน บางคนใจเย็น ชอบเสี่ยง ไม่ชอบเสี่ยง กระทบผลตอบแทน และกลยุทธ์ลงทุนทั้งนั้น

กว่าจะรวยนี่เรื่องเยอะเนาะ


ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

7สิ่งที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นกำลังคึกคัก

การวิเคราะห์ภาพรวมของตลาดหุ้นว่าอยู่ในช่วงตลาดหมีหรือตลาดกระทิง นอกจากมองที่มูลค่าซื้อขายหรือตัวดัชนีแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นรอบตัวที่บ่งบอกว่าได้ว่าตลาดหุ้นกำลังจะดีเช่นกัน ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.งานสัมมนาด้านการลงทุนเริ่มถูกจับจองจนเต็ม


 หนึ่งในปัจจัยชี้วัดสำคัญที่บ่งบอกพฤติกรรมของนักลงทุนส่วนใหญ่ว่ากำลังมองตลาดหุ้นอย่างไรสามารถดูได้จากงานสัมมนาต่างๆ ว่ามีคนให้ความสนใจมากน้อยเพียงใด หากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะซบเซา นักลงทุนจะไม่ค่อยให้ความสนใจงานสัมมนาต่างๆ มากนัก แต่ถ้าตลาดหุ้นเริ่มดีขึ้นจะมีคนให้ความสนใจ เช่นเดียวกับคอร์สสอนการลงทุนและสื่อต่างๆ หากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะกระทิง สื่อประเภทดังกล่าวจะได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นพิเศษ

2.นักวิเคราะห์ส่วนมากจะมองภาพตลาดหุ้นในแง่บวก


ในภาวะที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงไซด์เวย์ นักวิเคราะห์จะให้มุมมองตลาดหุ้นที่แตกต่างกัน บ้างอาจมองว่าหุ้นจะกลับมาเป็นขาขึ้นในไม่ช้า บ้างอาจมองว่าหุ้นยังเป็นขาลงอยู่ แต่หากตลาดหุ้นเริ่มเป็นขาขึ้นแรงๆ ได้สักพัก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองภาพบวกไปในทิศทางเดียวกัน และเริ่มปรับเป้าดัชนีสูงขึ้น รวมถึงมีหุ้นแนะนำออกมามากขึ้นเช่นกัน

3.เซียนหุ้นรายใหญ่เริ่มให้ความเห็นออกสื่อ 


นักลงทุนรายใหญ่ในปัจจุบันถือเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับเช่นเดียวนักวิเคราะห์ เวลาที่เซียนชื่อดังออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดหุ้น นักลงทุนรายย่อยมักจะให้ความสนใจฟังเป็นพิเศษ เมื่อใดที่นักลงทุนรายใหญ่ออกมาพูดพร้อมกันว่าได้เวลาซื้อหุ้นแล้วมักจะเป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

4.ผู้บริหารจะเริ่มออกมาให้ข่าวมากขึ้น 


ถ้าหากตลาดหุ้นซบเซาต่อให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีเพียงใด ราคาหุ้นก็อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก ผู้บริหารจึงมักจะไม่ออกมาแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมากนัก แต่ถ้าตลาดหุ้นกำลังกลับมาคึกคัก จะเริ่มเห็นการให้ข่าวของผู้บริหารมีมากขึ้น เพราะมีโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าซื้อเก็งกำไรสูง

5.ตลาดไอพีโอเริ่มคึกคัก 


หลักทรัพย์ที่เสนอขายครั้งแรกหรือไอพีโอนอกเหนือจากเป็นบริษัทที่ดีแล้ว สภาวะตลาดยังมีความสำคัญด้วยเช่นกัน หากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะกระทิง การเก็งกำไรในหุ้นไอพีโอจะได้รับความนิยมด้วยเช่นกัน และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นสูงในวันแรก ช่วงที่ตลาดหุ้นไม่ดี หุ้นไอพีโอก็จะออกสู่ตลาดน้อยลงเพราะถ้าพื้นฐานบริษัทไม่ดีอาจทำให้ราคาลงต่ำกว่าราคาจองก็เป็นได้

6.จะเริ่มเห็นการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียน 


การเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยเฉพาะรูปแบบการขายให้
กับผู้ถือหุ้นเดิมหรือ RO จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นของนักลงทุน ถ้าหากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะคึกคักก็มีโอกาสสูงที่จะสามารถขายหุ้นเพิ่มทุนได้ตามเป้า

7.คนที่ไม่เคยเล่นหุ้นจะเริ่มสนใจ 


นี่คือเคสคลาสสิคของตลาดหุ้นตามคำกล่าวที่ว่าถ้าคนที่ไม่เคยสนใจตลาดหุ้นมาก่อนเริ่มเข้ามาถาม ให้คิดไว้ก่อนว่านี่คือช่วงปลายของตลาดขาขึ้นหรือต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนแล้ว

ที่เล่ามานี่คือจิตวิทยามวลชนที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นกำลังคึกคัก อย่างไรก็ตามหากเกิดปรากฎการณ์เหล่านี้ขึ้นเป็นเวลาที่ต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้นไม่ใช่แห่เก็งกำไรโดยขาดสติ
เครดิต:- Super Trader Team



ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

5ข้อควรระวังเมื่อวิเคราะห์งบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสด เป็นเหมือนบัญชีรายรับรายจ่ายทั่วไปนั่นเอง บวกคือเงินเข้าลบคือเงินออก ดูเป็นก็รู้ว่าเงินเข้าเงินออกจากไหนบ้าง แต่ก็มีข้อควรระวังเล็กๆน้อยๆดังนี้

1.งบกระแสเงินสดแสดงเป็นยอดสะสม


เวลาเป็นงบการเงิน สมมติเปิดงบกระแสเงินสดไตรมาศ 2 ยอดที่เห็นจะเป็นยอดในช่วง 6 เดือน
ดังนั้นถ้าจะเอาตัวเลขจากงบกระแสเงินสดมาคำนวณคู่กับงบอื่นเช่นอัตราส่วนคุณภาพกำไร กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหารด้วยกำไรสุทธิก็ต้องดูว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่

2.เรื่องของดอกเบี้ย


เวลาเอางบกระแสเงินสดมาเปรียบเทียบกันต้องระวังเรื่องของดอกเบี้ยด้วย โดยงบกระแสเงินสดจะเห็นยอดต้นทุนทางการเงินที่เป็นดอกเบี้ยที่จ่ายตามเกณฑ์คงค้างมาบวกกลับเพื่อหักล้างกันกับตัวเลขในงบกำไรขาดทุน แล้วจึงหักออกอีกทีด้วยดอกเบี้ยจ่ายที่เป็นเงินสดอีกรอบ
ปัญหาคือดอกเบี้ยจ่ายในงบกระแสเงินสดจะอยู่ได้สองที่คือหักออกใน ส่วนของ CFO หรือไม่ก็ส่วนของ CFF ดังนั้นถ้าจะเอางบมาเทียบกันก็ต้องระวังจุดนี้ด้วย

3.เรื่องของการจัดประเภทรายการ


งบกระแสเงินเงินสดบางทีก็จัดประเภทรายการไม่ถูกใจเรา เวลาวิเคราะห์เราจะเอามาจัดใหม่ก็ได้ไม่มีใครว่า เช่นดอกเบี้ยรับอยู่ใน CFO ดูแล้วขัดๆตาอย่ากเอาไว้ CFI เพราะเป็นดอกเผลของการลงทุน, สินทรัพย์และหนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น ไม่รู้จะเอาไว้ที่ CFO ทำไม

4.อย่าดูแต่ยอดรวม


ปกติวิเคราะห์งบกระแสเงินสดก็ดูแค่ยอดรวม 3 ตัว CFO CFI CFF ว่าเครื่องหมายเป็นอย่างไร จากข้อ 2-3 ถ้าจัดประเภทรายการใหม่ตามมาตรฐานเราเอง ภาพของยอดรวมก็จะเปลี่ยนไป และผลการวิเคราะห์ก็จะต่างไปด้วย


5.บางทีผิดสูตรก็ดีได้


ปกติเราจะจำกันว่า CFO เป็นบวกดี แต่หลายอุตสาหกรรมเป็นลบก็ดีได้เช่น หุ้นอสังหาริมทรัพย์ CFO มักติดลบมาจากการลงทุนโครงการใหม่ๆถ้าช่วงเศรษฐกิจดีๆ แบงค์ปล่อยง่ายๆ แสดงว่างวดต่อไปอาจขายได้มากขึ้นกำไรเพิ่มหุ้นวิ่ง ในทางกลับกันถ้า CFO เป็นบวกแสดงวาไม่ค่อยขึ้นโครงการใหม่กำไรงวดหน้าอาจลดลง

ในงบกระแสเงินสดของกลุ่มธนาคาร การเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อจะจัดอยู่ในกิจกรรมดำเนินงานดังนั้นถ้าบริษัทเติบโต ก็ต้องปล่อยเงินกู้เพิ่มขึ้น CFO ก็จะติดลบเป็นปกติ หลายคนเลยเสนอให้จัด เงินให้สินเชื่ออยู่ในกิจกรรมการลงทุนก็มี

การอ่านงบกระแสเงินสดไม่ใช่เรื่องยากเลยรู้ข้อระมัดระวังเล็กๆน้อยๆก็ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้

ติดตามข่าวสารและสอบถามปัญหาคาใจได้ที่ (ถามได้ทุกเรื่องยกเว้นยืมเงิน)
line@ หยิบมือถือมาจิ้มเบาๆที่ลิงค์
เพิ่มเพื่อน

fanpage investidea.in.th





สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

หุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย CA คืออะไร

เครื่องหมาย CA หลังชื่อหุ้น

นักลงทุนหลายคนเวลาเข้าเทรดหุ้นด้วย Streamming อยู่ดีๆ ข้างหลังหุ้นในพอร์ทเรามีครื่องหมาย CA โผล่ขึ้นมา อย่าตกใจไปครับผม

CA ไว้ให้รู้ว่า ถ้านักลงทุนมีหุ้นก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย CA จะได้หลายสิทธ์พร้อมๆกัน

เช่น บริษัทที่จ่ายปันผล พร้อมเรียกประชุมผู้ถือหุ้น โดยตัดรายชื่อพร้อมกันในวันเดียว ถ้าขึ้นเครื่องหมายทั้งหมดที่บนโปรแกรมจะไม่พอ โปรแกรมก็จะขึ้นเครื่องหมาย CA ไว้ให้รู้วา วันนั้นนักลงทุนได้หลายสิทธ์พร้อมๆกัน เอาเมาส์ไปจ่อก็จะรู้วาได้สิทธ์อะไรบ้าง

ซึ่งมีหลายเครื่องหมายมาก สารพัด X แต่จำไว้ง่ายๆว่า ถ้าอยากได้สิทธ์ให้ซื้อก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย ซื้อวันขึ้นเครื่องหมายเราจะไม่ได้อะไรเลย

XD (Excluding Dividend): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล
XR (Excluding Right): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่
XW (Excluding Warrant): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์
XS (Excluding Short-term Warrant) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ระยะสั้น
XT (Excluding Transferable Subscription Right): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้
XI (Excluding Interest): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับดอกเบี้ย
XP (Excluding Principal): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินต้นที่บริษัทประกาศจ่ายคืนในคราวนั้น
XA (Excluding All): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศให้ในคราวนั้น
XE (Excluding Exercise): แสดงการปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น เพื่อให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นในการนำตราสารสิทธิไปแปลงสภาพเป็นหุ้นอ้างอิง
XM (Excluding Meetings): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่มีสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
XN (Excluding Capital Return): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่มีสิทธิในการรับเงินคืนจากการลดทุน
XB (Excluding Other Benefit): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่ ในกรณีต่อไปนี้
   - สิทธิจองซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ที่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ
   - สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ ที่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
   - สิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ที่เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering) โดยจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท
   - สิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทในเครือ

หุ้นขึ้นเครื่องหมาย ca xd xr ต้องทำตัวอย่างไร

หุ้นขึ้นเครื่องหมาย ca ต้องดูใส้ในว่าเป็น x อันไหน

xd สำหรับนักลงทุนที่อยากซื้อหุ้นปันผล ก็ต้องซื้อหุ้นก่อนเครื่องหมาย xd วันขึ้นเครื่องหมายราคาจะตกเท่ากับเงินปันผลที่จ่าย งานวิจัยพบว่าซื้อหุ้นเอาปันผลให้ได้กำไร ควรซื้อก่อนซัก 3 เดือน พอขึ้น xd ราคาจะตกมาไม่ถึงทุน และเหลือส่วนต่างราคาด้วย

xr สิทธิได้หุ้นเพิ่มทุน ราคาหุ้นจะลงเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยของคนที่ใส่เงินเพิ่มทุน 
ราคาวัน xr = (ราคาเพิ่มทุนxหุ้นใหม่ + ราคาหุ้นก่อน xr x หุ้นเก่า)/(หุ้นใหม่+หุ้นเก่า)

จะใส่เงินเพิ่มทุนให้ก็ต้องดูว่าเอาเงินไปทำอะไร ถ้าทำแล้วงอกเงยถือว่ายอดเยี่ยม ถ้าเอาเงินมาแค่หมุนเพื่อให้รอดตายก็น่ากลัว

สรุปคือหุ้นขึ้นเครื่องหมายไม่ต้องตกในครับ ไปดูกว่าเป็นอะไร ดูผลกระทบ และค่อยตัดสินใจ


อ่านหนังสือมาเยอะแต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก


รวม 3 หลักสูตร Online ในคอรสเดียว เรียนจบวิเคราะห์หุ้นได้ทุกตัวในตลาด


✅เเจาะงบราย sector + ประเมินมูลค่า + แกะงบทุกตัวในตลาด(ปีละครั้ง) และสรุปงบ ทุกไตรมาส
✅เรียนOnlineผ่านวิดิโอในfacebookกลุ่มปิด ความยาวกว่า 60 ชั่วโมง
✅ดูได้ตลอดชีพ ไม่มีลบคลิป และไลฟอัพเดทเนื้อหาให้ทันสมัยตลอดเวลา
✅สงสัยถามได้ตลอดเวลา

☀เรียนแล้วได้อะไร☀


✅ดูการ เกิดขึ้นตั้งอยู่และถดถอย ของธุรกิจผ่านงบการเงิน
✅แต่ละช่วงเศรษฐกิจ sector ไหนไป sector ไหนมา และเครื่องมือดูแบบ real time
✅การวิเคราะห์หุ้นกลุ่มการเงิน คุณภาพลูกหนี้ดูตรงไหน
✅กลุ่มธุรกิจบริการ การเติบโต จุดคุ้มทุนดูอย่างไร
✅โรงแรม สื่อสาร ค้าปลีก
✅การวิเคราะห์ธุรกิจผลิต เทคนิคดูกำลังการผลิตของโรงงาน เมื่อไรจะต้องขยายโรงงานใหม่
✅ประสิทธิภาพโรงงานเป็นอย่างไร ใครดีใครด้อย เผยชัดๆ
✅การวิเคราะห์ธุรกิจ ซื้อมาขายไป สิ้นค้าค้างสต็อก เก็บเงินไม่ได้ดูอย่างไร
✅การวิเคราะห์หุ้นกลุ่มรับเหมา
✅การวิเคราะห์หุ้นกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ แบบไวๆ จะโอนได้เมื่อไร
✅การวิเคราะห์หุ้น วงจร รอบมา รอบไป สัญญาณในงบการเงิน
✅หุ้น turn around เจ้ากำลังแอบทำโปรเจกอะไรในงบการเงิน
✅การประมเนมูลค่าของแต่ละ sector ว่ามมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร

🔈สอนโดย อ ภัทรธร ช่อวิชิต
นักลงทุนอิสระ เจ้าของผลงานหนังสือ คุ้ยแคะแกะหุ้นเด้ง และเจาะหุ้นร้อนสแกนหุ้นเด้ง

=======================================
แคปรูปตรงนี้มาได้ส่วนลดพิเศษจากปกติ 5000 บาท เหลือเพียง 2,800 บาทเท่านั้น
☎ติดต่อสอบถามและลงทะเบียน (รับจำนวนจำกัด)
line id; pat4310

เพิ่มเพื่อน
=======================================

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

5 เครื่องมือทางคณิตศาสตร์การเงินพื้นฐาน ที่ช่วยให้ชีวิตการลงทุนดีขึ้น

ในโลกการเงินการลงทุนต้องใช้เรื่องคณิตศาสตร์และสถิติในการเข้ามาคำนวณแก้ปัญหาต่างๆ แต่วิชาเลขก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักลงทุนหลายๆท่าน บทความนี้จะเป็นการทบทวนเครื่องมือที่ใช้บ่อยๆ ครับผม

1.อัตราส่วนร้อยละ


อัตราส่วนคือ เอาตัวเลข 2 ตัวมาหารกัน จะได้ตัวเลข 1 ตัวที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ วิธีอ่านคือให้อ่านค่า ส่วน (ตัวหาร) เป็น 1 เศษก็เป็นค่าไป

เช่น pe คืออัตราส่วนราคาต่อกำไร การอ่านคือ ราคาหุ้นปัจจุบันเป็นกี่เท่าของกำไร จากนั้นเราก็นำค่านี้ไปตีความต่ออีกว่า บริษัทมีกำไร 1 บาท เรายอมจ่ายเงินซื้อบริษัทนี้ด้วยราคาเป็นกี่เท่า ดังนั้นถ้าบริษัทมีลักษณะคล้ายๆกัน หุ้นที่ pe ต่ำกว่าก็จะถูกกว่า

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน idea คือการวัดประสิทธิภาพ Output/Input พอเราจับหารกัน ก็สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพได้

เช่นอัตรากำไรสุทธิ สูตรคือ กำไรสุทธิ หาร ยอดขาย ก็จะได้ว่า ยอดขาย 1 บาท หักรายจ่ายแล้วเหลือกำไรเท่าไร ทีนี้พอเป็นทศนิยมมันอ่านยาก เขาก็ทำเป็น ร้อยละโดยการจับคูณ 100 เข้าไป การอ่านค่าก็จะเป็นรายได้ 100 บาท หักรายจ่ายแล้วเหลือกำไรเท่าไร

2.การเทียบบรรยัติไตรยาง


คณิตศาสตร ป4 ที่ถูกนำมาใช้บ่อยในการประมาณค่าโดยเชื่อว่า สิ่งที่นำมาเทียบกันยังมีความสัมพันธ์กันในสัดส่วนเดิม การเทียบบรรยัตไตรยางจะทำ 3 ขั้นตอนดังนี้

โจทย์ตัวอย่าง บริษัท BWG มีกำไรงวด 9 เดือนเท่ากับ 234 ล้านบาท ถ้าความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิมอยากรู้ว่ากำไร 12 เดือนจะเป็นเท่าไร

1.จับความสัมพันธ์ของ input และ output


input คือ 9 เดือน out put คือ 234 ล้านบาท

2.จับ input ให้เท่ากับ 1


ขั้นตอนนี้ทำเพื่อหาความสัมพันธ์ของ input และ out put

9 เดือนกำไร 234 ล้านบาท
1 เดือนมีกำไร 234/9 ล้านบาท

3.ใส่ค่า input ที่เราต้องการ


9 เดือนกำไร 234 ล้านบาท
1 เดือนมีกำไร 234/9 ล้านบาท
12 เดือนมีกำไร 234 / 9 x 12 = ลองจิ้มเครื่องคิดเลขดูได้ทำเป็น

ยังใช้ได้อีกเยอะครับเช่น
หุ้น pe 10 เท่าราคา 30 บาท ถ้าตลาดปรับ pe เป็น 15 เท่าจะราคาเท่าไร


3.เพิ่มขึ้นหรือลดลงกี่ %


เริ่มจากปัญหาง่ายๆเช่น ปีนี้กำไร 250 ล้าน ถ้าให้ปีหน้าเติบโต 24% สิ้นปีจะมีกำไรเท่าไร ปัญหานี้การแก้ปัญหามาจากการเทียบบรรยัติไตรยางนั่นเองดังนี้

กำไรปีนี้ 100 บาท กำไรปีหน้าเป็น 100+24=124 ล้าน
ถ้า กำไรปีนี้ 1 บาท กำไรปีหน้าจะเป็น 124/100=1.24
ดังนั้น ถ้ากำไรปีนี้ 250 ล้านบาท กำไรปีหน้าจะเป็น 1.24 x 250 = ลองจิ้มเครื่องคิดเลขดูได้ทำเป็น


เราสามารถสรุปสูตรลัดได้เป็น

  • กรณีเพิ่ม ขึ้นให้เอาตัวฐานคูณด้วย 1+%การเติบโต เช่นปีนี้ 300 ปีหน้าโต 30% ก็จะเป็น300 x (1-0.3) = 300 x 1.3 = 390
  • กรณีลดลง ขึ้นให้เอาตัวฐานคูณด้วย 1-%การลดลง เช่นปีนี้ 300 ปีหน้าลดลง 20% ก็จะเป็น 300 x (1-0.2) = 300 x 0.8= 240

เรื่องนี้เป็นพื้นฐานของการคิด ผลอบแทนทบต้น

  • ต้นปีมีเงิน 1 บาท ดอกเบี้ย 2% สิ้นปีที่ 1 มีเงิน 1 x 1.02 = 1.02
  • สิ้นปีที่ 2 มีเงิน 1.02 x 1.02 = 1.02 ^ 2
  • สิ้นนปีที่ 3 มีเงิน 1.02 x 1.02 x 1.02 = 1.02 ^ 3
  • สิ้นนปีที่ 4 มีเงิน 1.02 x 1.02 x 1.02 x 1.02 = 1.02 ^ 4
  • สิ้นนปีที่ 2 มีเงิน 1.02 1.02 x 1.02 x 1.02 x 1.02 = 1.02 ^ 5
  • สิ้นนปีที่ n มีเงิน = 1.02 ^ n

ซื่งก็คือ future value นั่นเอง FV = PV x (1+i)^n เป็นการตอบคำถามว่า ถ้ามีเงินวันนี้เท่ากับ pv บาท ได้ผลตอบแทนทบต้น i% ในสิ้นปีที่ n จะมีเงินกี่บาท

ย้ายข้างกลับก็จะได้ present value คือ PV = FV / (1+i)^n ความหมายคือ ถ้าต้องการเงินอนาคตสิ้นปีที่ n เท่ากับ FV ด้วยผลตอบแทนทบต้น i% วันนี้ต้องลงทุนเท่าไร

ต่อยอดไปเรื่อยๆเป็น วิชาการการประเมินมูลค่า


4.การหาผลตอบแทน หรือการเติบโตเฉลี่ยแบบ CMPR



เริ่มจากอยากรู้ว่า เงินปัจจุบัน 100 บาท อีก 5 ปีกลายเป็นเงิน 400 บาท เงินงอกปีละเท่าไร

จากความรู้เรื่อง future value เรารู้ว่า 400 = 100 (1+i)^5
ย้ายสมการหาคา i จะได้ i = (400/100)^(1/5) - 1 = 0.32 แสดงว่าเงินโตปีละ 32%

สรุปเป็นสูตรทั่วไปคือ i = (FV / PV) ^(1/n) - 1
แปลเป็นภาษามนุษย์คือ เอาเงินอนาคตหารเงินปัจจุบัน ถอดรากจำนวนปี ค่าที่ได้ลบ 1

ส่วนใหญ่จะใช้งานในการหา การเติบโต ในสูตรของการประเมินมูลค่า เพราะเบื้องหลังของสูตรประเมินมูลค่าจะมาจากการคิดผลตอบแทนทบต้น ดังนั้นการหาการเติบโตเฉลี่ยแบบนี้จะเหมาะสมกว่า


5.การหาค่าเฉลี่ย


เวลาดูกราฟแล้วเห็นเส้นค่าเฉลี่ยตัดขึ้นซื้อตัดลงขาย การเข้าใจให้ลึกขึ้นจะต้องมองไปที่ที่มาของเส้นค่าเฉลี่ยว่าคืออะไร

ในเชิงสถิติ ค่าเฉลี่ย พารามิเตอร์ตัวหนึ่งที่ใช้เป็นการอธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง เหมือน นาย ก มีน้ำหนัก 10kg ถ้าเราอยากรู้ว่าทั้งบ้านของนาย ก 15 คนมีน้ำหนักเท่าไรก็จะใช้ค่าเฉลี่ยมาเป็นตัววัด

สูตรง่ายๆ คือ เอาค่าของกลุ่มตัวอยางมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวน

เช่นราคาหุ้น 5 วันย้อนหลังเท่ากับ 39 38 40 39 39.5 ราคาเฉลี่ย เท่ากับ (39 38 40 39 + 39.5) / 5 = 39.1 แปลว่าใน 5 วันที่ผ่านมาราคาหุ้นอยู่แถวๆนี้ละ

คนก็นำมาประยุกต์ได้หลากหลายเช่น เทรดด้วยกราฟของค่าเฉลี่ย ค่าค่าเฉลี่ยเริ่มสูงขึ้น (วันนี้สูงกว่าเมื่อวาน ) แสดงวาทิศทางราคาเริ่มมีการปรับตัวขาขึ้นโดย ใช้ค่าเฉลี่ยเป็นแนวร้บแนวต้านอะไรก็ว่ากันไป

ในการวิเคราะห์งบ ก็เอาค่าตัวบริษัทเอง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองในอดีต หรือค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ก็จะเห็นภาพได้ดีขึ้นว่าดีหรือแย่กว่าอุตสาหกรรมอย่างไร

จะเห็นว่าการที่เราเข้าใจที่มาที่ไปของสูตรต่างๆจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ลึกซึ้นมากขึ้น เยี่ยมจริง



ติดตามข่าวสารและสอบถามปัญหาคาใจได้ที่ (ถามได้ทุกเรื่องยกเว้นยืมเงิน)
line@ หยิบมือถือมาจิ้มเบาๆที่ลิงค์
เพิ่มเพื่อน

fanpage investidea.in.th





สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

10สัญญาณหุ้นมันต้องมีอะไร


จะเป็นนักลงทุนมันต้องหูตาว่องไว อ่านข่าวสารต้องมีสัญชาติญาณนักสืบ ได้กลิ่นผิดปกติต้องอุทานในใจว่า "มันต้องมีอะไร" อุนทานดังไม่ได้เดี๋ยวเจ้ามือรู้ดังนี้

1.เปลี่ยนผู้ถือหุ้น


อ่านจากข่าวประจำวันของตลาดหลักทรัพย์ จะมีรายงาน 59-2  รายการการซื้อขายของผู้บริหารทุกวัน และรายงาน 246-2 สำหรับคนที่ซื้อขายผ่านทุก 5% นักลงทุนที่สายตาว่องไวต้องเข้าไปดูว่าคนที่ขายออกและซื้อเข้าเป็นใคร เอาไปค้น google ให้หมดเราอาจได้เห็นความเชื่อมโยงผู้ถือหุ้นคนนี้กับหุ้นตัวอื่นๆ เพื่อสามารถนำภาพมาปะติดปะต่อได้

http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/daily246.php?lang=t&ref_id=0&content_id=1

2.เปลี่ยนกรรมการ


ต่อเนื่องจากข้อ 1 ถ้าผู้ถือหุ้นชุดเดิมออกไปแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริการก็มักจะนำกรรมการที่ไว้ใจเข้ามาด้วย การที่กรรมการเป็นสญญาณว่ามันต้องมีอะไร

3.ซื้อสินทรัพย์


ถ้าบริษัทที่มีการลงทุนใหม่ๆ แบบทางลัดโดยการเข้าไปซื้อกิจการ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูง จะต้องมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติ

เทคนิคอยู่ที่ใกล้ๆวันประชุมจะมีรายงานที่ปรึกษาการเงินอิสระออกมาเป็น PDF ให้โหลดในหน้าข่าวของตลาดหลักทรัพย์หน้าที่นักลงทุนควรเข้าไปโหลดอ่าน

เทคนิคคือเข้าไปดูตรงที่เขาประมาณการรายได้และกำไร เข้าไปอ่านสมมติฐานการคำนวณว่าสมเหตสมผลหรือไม่ วันเข้าประชุมควรเข้าไปถามด้วยว่าสมมติฐานนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรน่าเชื่อถือหรือไม่

อนาคตถ้ามันไม่ค่อยเป็นไปตามแผนก็เอารายงานชุดนั้นละไปถามผู้บริหารในที่ประชุมว่าทำไมมันห่างจากแผนขนานนั้น

นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาร่วมด้วยว่า สินทรัพย์ที่ซื้อมานั้นสอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจหรือไม่ เป็นการขยายตัวในแนวดิ่ง หรือขยายตัวในแนวข้าง ซื้อกิจการมาแล้วมีปัญญาบริหารให้มันมีกำไรเติบโตได้หรือไม่

การดูผลว่าสินทรัพย์ที่ซื้อเข้ามาดีหรือไม่ให้ดูว่า ROA ยังเท่าเดิมหรือไม่ ถ้าซื้อมาแล้ว ROA รวมๆลดลงแสดงว่าไม่ค่อยดีเท่าไร สินทรัพย์ที่ซื้อเพิ่มเข้ามาทำกำไรได้น้อยลง

4.การขายสินทรัพย์


ถ้าสินทรัพย์ที่มีมันไม่ทำกำไร อยู่ไปก็รกงบ สมควรเอาออกซะอย่างน้อย ROA ROE ก็จะดีขึ้น ถ้าสินทรัพย์ที่เหลือของบริษัทยังสามารถทำกำไรได้แสดงว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะ Turnaround

5.การเรียกประชุมผู้ถือหุ้น


บริษัทที่เรียกประชุมผู้ถือหุ้นมันต้องมีประเด็นอะไร วันไหนว่างๆก็เข้าไปดูปฎิธินหลักทรัพย์ว่าบริษัทไหนมีการประกาศเครื่องหมาย XM บ้าง แล้วเข้าไปดูว่าประชุมเรื่องอะไร

เช่นเพิ่มทุน ต้องไปดูว่าจะเพิ่มทุนไปทำอะไร กิจการจะดีขึ้นในระยะยาวหรือไม่

6.รายได้เพิ่ม


บริษัทที่รายได้เพิ่มถ้าไปอ่านในคำอธิบายผลประกอบการว่าเป็นผลมาจาก กลยุทธ์ธุรกิจที่ถูกที่ ถูกเวลา อุตสาหกรรมกำลังเติบโต แม้ตอนนี้ยังไม่มีกำไรแต่ถ้ารายได้เริ่มถึงจุดคุ้มทุนเมื่อไรกำไรจะโตมาก

โดยเฉพาะบริษัทที่ลงทุนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมากๆ ช่วงแรกๆจะกำไรไม่ค่อยดีเพราะต้นทุนคงที่เยอะแต่ลูกค้ยังไม่ติด ถ้าวางกลยุทธ์ถูกทาง ลูกคค้าจะไหลมาเทมา รายได้จะเพิ่มขึ้น อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Turnover ) จะมากขึ้น

7.อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่ม


อัตรากำไรขึ้นต้นเพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถ้ามีเพิ่มขึ้นได้แสดงว่ามันต้องมีอะไร ต้องไปดูสาเหตุว่ามาจากอะไร เช่น รอบวงจรของสินค้าที่ขายเป็นขายขึ้น มีการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือบริษัทขยับไปขายสินค้าที่มีกำไรมากขึ้น

8.กำไรสุทธิเพิ่ม


กำไรเพิ่มอาจเป็นสัญญาณที่ช้ากว่าข้อ 7 แต่ชัวร์ เราบอกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ถ้าแสกนมาดีๆ หุ้นหลายตัวก็มีกำไรเติบโตได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าสังเกตตลาดหุ้นลงๆมา หุ้นที่กำไรยังเติบโตได้ราคาจะไม่ลดลงมาก ชนะตลาดได้สบายๆ เยี่ยมจริง

แต่ต้องระวังหุ้นที่กำไรเพิ่มจากกำไรพิเศษที่มาครั้งเดียว เช่นกำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากการเอาสินทรัพย์ไปขายเข้ากองทุน REIT กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ เดี๋ยวนี้นักลงทุนฉลาดขึ้นหุ้นที่กำไรกระโดดจากกำไรพิเศษไม่ค่อยเล่นกัน แถมราคาลงอีกด้วยออกไม่ทันซวยกันทีเดียว

9.ขาดทุนหนักๆ


คนเราถ้าเจ็บหนักๆ แล้วมันไม่ตายเวลาฟื้นขึ้นมาจะสตองมาก ถ้าขาดทุนเพราะธุรกิจแข่งขันไม่ได้ก็อย่างไปยุ่งกับมัน แต่ถ้าขาดทุนเพราะกรรมเก่า เ่ช่นตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้แล้ว ขาดทุนเพราะรายจ่ายที่มาครั้งเดียว เช่นกังวลเศรษฐกิจไม่ดีก็ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มไว้หน่อย รายจ่ายพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายทางบัญชี ไม่ค่อยกระทบกับเงินสด

จุดสังเกตคือถ้างบขายทุนเยอะๆ แล้วกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวกได้แสดงว่ามันต้องมีอะไร เข้าไปดุว่าขาดทุนจากอะไร มีอะไรเหลืออยู่บ้าง และสิ่งท่เหลือทำกำไรได้หรือไม่ มีความสามารถในการเติบโตได้หรือเปล่า

10.หมายเหตประกอบงบการเงิน


เป็นอะไรที่คนไม่ค่อยอ่านกัน เพราะมันยาวและตัวเลขเยอะๆ แต่ถ้าอ่านดีๆมันจะขยายความรายการในงบได้เยอะเลย เช่นลูกหนี้การค้า เขาก็จะแยกตามอายุลูกหนี้ให้ สินค้าคงเหลือก็จะแยกเป็น วัตถุดิบ งานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป ธุรกิจมีหลายกลุ่มก็จะแยกออกเป็นผลประกอบการจำแนกตามส่วนงานให้ อีกหัวข้อที่คนยังไม่รู้คือเหตการณ์วันที่หลังงบการเงิน ถ้างบออกแล้วมีเหตการสำคัญก็จะบอกไว้ เช่นหลักปิดงบ 1 เดือน เอาเงินไปวางมัดจำซื้อที่ก็จะรายงานไว้ในหัวข้อนี้ด้วย

หวังว่าทริคเล็กนี้คงช่วยให้นักลงทุนหูตาว่องไวมากขึ้น ถ้าเจอหุ้นอะไรเด็ดๆ ก็แจ้งผมได้นะครับ

เพื่อไม่ให้พลาดอัพเดทความรู้การลงทุน สามารถกดติดตามได้ที่
line@ โดยการจิ้มเบาๆที่ลิงค์
เพิ่มเพื่อน
fanpage investidea.in.th


สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ส่องงบการเงิน QTC บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

QTC บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ทำธรุกิจผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้า QTC และเครื่องหมายการค้าของลูกค้า รวมทั้งการให้บริการเกี่ยวกับหม้อแปลงไฟฟ้า ช่วงนี้ราคาิ่งดี มาส่องงบกันซะหน่อย

งบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด
ที่มา สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน
จะเห็นว่างบกำไรขาดทุนของ QTC ปี 2558 กำไรกระโดดดี ถ้าเทียบกับปี 2557 แต่ยังน้อยกว่าปี 2555 ถ้ากำไรขึ้นๆลงๆ แบบนี้ก็เดายากหน่อยว่าปีต่อไปจะเป็นอย่างไร เพื่อการเจาะลึกมากขึ้นต้องไปดูอัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วนทาการเงิน
ที่มา สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบี้ยน และจากการคำนวณ

ความอยู่รอด

qtc เป็นบริษัทที่มีหนี้น้อย อัตราส่วนหนี้มีดอกเบี้ยต่อทุนต่ำเพียง 0.43 หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้น อัตราส่วน หนี้สั่นต่อหนี้รวมอยู่ที่ 0.96 เดาว่ากู้มาทำโปรเจกรอส่งมอบ แต่เงินสดจากการดำเนินงานไม่ค่อยส่วนเท่าไร บางปีลบ บางปีบวกอาจมีปัญหาสภาพคล่องเป็นช่วงๆ แต่โดยรวมๆ ไม่น่ามีปัญหาอะไรเพราะหนี้น้อย

การสร้างเงินสด

วงจรเงินสดยาว 103 วัน บริษัทที่วงจรเงินสดยาวๆ เวลารายได้โตเยอะๆ มักจะมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดดำเนินงาน ที่น่าสนใจคือ ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวมาก 91.99 วัน ต้องไปดูว่าทำไมปล่อยเครดิตการค้ายาวเฟื้อยขนาดนั้น
ลูกหนี้การค้าของ QTC
ที่มาหมายเหตประกอบงบการเงิน qtc งบปี 2558

เมื่อเข้าไปดูหมายเหตประกอบงบ qtc มีลูกหนี้ก่อนหักค่าเผืออยู่ที่ 480 ล้าน มีหนี้ในกำหนด 327 ประมาณ 68% และหนี้เกินกำหนดไม่เกิน 3 เดือน อยู่ที่ 128 ล้าน หรือ 26% ที่เหลืออีก 100-68-26 = 6% เป้นหนี้ค้างเกิน 3 เดือน แสดงว่าบริษัทนี้ใจดี ชอบปล่อยหยวนๆ ให้ลูกหนี้เกินกำหนดประมาณ 3 เดือน เยี่ยมจริง

ในปี 2558 สินทรัพย์สามารถสร้างรายได้ได้ดี อัตราหมุนเวียนทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเยอะ แสดงว่าสินทรัพย์เท่าเดิมสร้างรายได้ได้ดี

การทำกำไร


รายได้โตถึง 60% กำไรโตถึง 114% กำไรโตมากกว่ารายได้ ส่วนปีก่อนๆรายได้ลดลงนิดเดียวแต่กำไรหดตัวลงมาก ตีความอย่างหนึ่งว่าบริษัทมีต้นทุนคงที่สูงทำให้กำไรผันผวน แสดงว่าถ้าปีนี้รายได้ยังโตได้อีก กำไรจะโตมากเพราะต้นทุนคงที่ก็มีอยู่เท่าเดิม

จากคำอธิบายผลประกอบการ เขาว่า ปีนี้หลายบริษัททำโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเยอะต้องใช้หม้อแปลงมาก

อัตรากำไรขั้นต้นพอๆกับปีที่แล้ว เนื่องจากรายได้โตแต่ต้นทุนวัตถุดิบหลายตัวเพิ่มทำรวมๆแล้วอัตรากำไรขั้นต้นเท่าเดิม

ที่น่าสนใจคือค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายลดลงเยอะจากปีที่ ทั้งที่ดูเป็นตัวเลขแล้วเพิ่มขึ้น แสดงว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารเป็นต้นทุนคงที่ซะมากทำให้รวมๆแล้วค่าใช้จ่ายขึ้นน้อยกว่าการเพิ่มของรายได้

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน ( (ยอดขาย - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร) / ยอดขาย ) 12% พอๆกับ EBIT margin แสดงว่าปีนี้ไม่ค่อยมี รายได้ รายจ่าย อื่นเท่าไร

อัตรากำไร 9% ก็ปกติดี

โดยรวมก็ต้องวัดใจกันไปว่า ปีนี้จะมีออเดอร์รอส่งมอบอยู่หรือไม่ ที่น่าระวังอีกจุดคือถ้าภาคการก่อสร้างหดตัว การใช้หม้อแปลงก็จะลดลงไปด้วย

ที่มา
คำอธิบายผลประกอบการ http://www.set.or.th/set/newsdetails.do?newsId=14548865302851&language=th&country=TH




ติดตามเราได้ที่ Website : http://www.investidea.in.th
Facebook : http://www.facebook.com/investidea.in.th
Line ID : @investidea.in.th ใส่@นำหน้าด้วย
สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่http://www.investidea.in.th/p/value-investor.html
หรือสอบถามราบละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กรณีศึกษาการปรับโครงสร้างหนี้ของ THL บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน)

หุ้น THL บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจเหมืองหินสำหรับทางรถไฟ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเหมืองทองคำ หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นมหากาพย์ตัวหนึ่งตั้งแต่ผมเริ่มเล่นหุ้น ราคาหุ้นขึ้นลงเป็นรถไฟเหาะกับความคาดหวังในประเด็นการลงทุนเหมืองทองคำจะเข้ามาพลิกกิจการให้เติบโต

แต่เหมืองทองคำมีปัญหาไม่สามารถผลิตได้ตามแผน จนทำให้มีปัญหาหนี้สินพะรุงพะรัง จนสุดท้ายมียอดหนี้สุดท้ายที่เจ้าหนี้เรียกร้องรวมๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการรวมเป็นเงินกว่า 2,880 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นในงบรวมติดลบกว่า 1,213 ล้านบาท ว่าง่ายๆคือเจ้าของเดิมไม่เหลือเงินแล้วตอนนี้

หลังจากเจ็บมานานชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้น จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอยู่ที่บริษัท THL ได้ตัดสินใจยื่นตัวเองเข้าฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และศาลรับฟ้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 และแต่งตั้งบริษัทเป็นผู้บริหารแผน กระบวนการคือเรียกประชุมเจ้าหนี้ ถ้าเจ้าหนี้อนุมัติ ก็เอาแผนปรับโครงสร้างหนี้ไปให้ศาลอนุมัติ จากนั้นก็ชำระหนี้ตามแผนเรื่อยๆ หนี้หมดตามแผนก็ไปขอศาลอนุมัติออกจากแผนฟื้นฟู จบปัญหาหนี้สิน เป็นไท ได้คิดทำงานทำการต่อ

กระบวนการฟื้นฟูกิจการ


กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ของ THL
หลังจากการประชุมเจ้าหนี้อย่างเคร่งเครียด (เดา) ก็ได้ข้อสรุปและนำข้อสรุปไปให้ศาลสั่งชำระหนี้ โดยในวันที่ 24 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา

กระบวนการ การปรับโครงสร้างหนี้ จะแบ่งเจ้าหนี้ออกเป็น 7 กลุ่ม แบ่งจ่ายเป็น 5 งวด โดย THL จะชำระหนี้เงินต้นในจำนวน 520 ล้านบาท จากภาระหนี้ที่เจ้าหนี้เรียกร้องมาทั้งหมด 2,880 ล้านบาท

ชำระเงินโดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 756 ล้านบาท โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิมอีก 23,400 ล้านบาท รวมทุนจดทะเบียน 756+23,400 = 24,156 ล้านบาท บริษัทมีพาร์ 1 บาท ก็มี 24,156 ล้านหุ้นพอดี

จัดสรรให้ นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะลง จำนวน 12,135 ล้านหุ้น ได้เงินมา 12,135 x 0.05 = 606 ล้านบาท เพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม 4,541 ล้านหุ้น ได้เงินมา 4,541 x 0.05=227  และคงเหลือเงินที่ยังไม่ได้เพิ่มทุนอีก 6,723 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงิน 6,723 x 0.05 = 336 ล้านบาท

ได้เงินเพิ่มทุนมา ก็นำเงิน 100 ล้านไปชำระหนี้ และเงินที่เหลือใช้ไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนและนำไปลงทุน ในโครงการต่างของบริษัทเช่น โรงโม่หิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และนำไปลงทุนในเหมืองทอง

ผลกระทบกับงบการเงิน


เจ้าหนี้ใจดีลดหนี้ให้จาก 2,880 ล้านบาท เหลือเพียง 520 ล้านบาท ทำให้เกิดกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ 2,880-520 =2,360 ล้านบาท

ส่วนของผู้ถือหุ้น เพิ่ม1,ทุนจัดสรรให้ นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะลง (PP) จำนวน 12,135 ล้านหุ้น ได้เงินมา 12,135 x 0.05 = 606 ล้านบาท เพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) 4,541 ล้านหุ้น ได้เงินมา 4,541 x 0.05=227 รวมทั้ง เพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง และเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม ได้ส่วนทุนมา 606 + 227 = 833

เมื่อรวมกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้และเงินจากการเพิ่มทุน ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น จากติดลบ 1,213 ล้านบาท กลายเป็น -1,213 + 833 + 2,360 = 1,980 ล้านบาท

คิดเป็นอัตราส่วน หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE ratio) เท่ากับ 520/1,980 = 0.26 เท่า ต่ำมาก
แต่การหมดหนี้ต้องแลกกันกับ สัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิมที่ลดลง ถ้าดูตามจำนวนหุ้นหลังจากเพิ่มทุน 24,156 ล้านหุ้น ถ้าหัก จำนวนหุ้นที่ยังไม่ได้ออกชำระ 6,723 ล้านหุ้น จะเหลือหุ้น 24,156-6,723=17,433 ล้านหุ้น
ผู้ถือหุ้นเดิม (756 + 4,541)/17,433 = 30%
ผู้ถือหุ้นใหม่ 12,135/17,433=70%
และคงเหลือเงินที่ยังไม่ได้เพิ่มทุนอีก 6,723 ล้านหุ้น

อนาคตบริษัทจะเป็นอย่างไร

หุ้น turnaround ที่แท้จริง หลังจากปรับโครงสร้างหนี้และทุนจนปัญหาจบแล้ว กิจการต้องสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ไม่กลับมาขาดทุนอีกครั้งให้ต้องปรับโครงสร้างหนี้อีก เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามามีสัดส่วนการถือหุ้นกว่า 70% แสดงว่าอนาคตของบริษัทนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ถือหุ้นชุดใหม่ที่เข้ามา จะวางแผนพาบริษัทไปทิศทางไหน


สำหรับอนาคตที่ผมมอง หลังจากคลายปมเรื่องหนี้สินได้แล้ว ก็ต้องมาจัดการส่วนงานที่มีปัญหาที่สุดคือ บริษัททุ่งคำ ทำธุรกิจเหมืองทองคำ ที่ปัจจุบันบริษัทนี้ยังมีผลการดำเนินงานขาดทุน เหมืองก็ยังขุดไม่ได้ ต้องหาวิธีเอามันออกจากงบให้ได้ ไม่งั้นผลประกอบการก็ยังเจ้งเหมือนเดิม

ในความคิดผมถ้าเป็นผมจะขายทั้งบริษัททิ้ง ขอแค่ 520 ล้านเท่าจำนวนหนี้ที่เคลียให้บริษัททุ่งคำแล้วเอาเหมืองไปเลยยกให้ จุดขายคือคนซื้อก็ได้บริษัทที่ผลประกอบการขาดทุนพร้อมกำไรสะสมไปลดภาษีตัวเองได้ แค่นี้ก็บริษัททุ่งคาก็งบการเงินรวมสะอาดละ จากนั้นอยากทำอะไรก็ทำได้แล้ว เพราะดูธุรกิจที่เหลือก็พอก็อกๆแก็กๆไปได้

โดยสรุปแล้ว หุ้น THL บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) หลังจากปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ ผมมองว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการพลิกฟื้นกิจการ เพราะทำให้ตัวเบาไปได้เยอะ หลังจากนี้คงต้องดูต่อไปละครับว่ากลุ่มเจ้าของใหม่ที่ใส่เงินเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงเข้ามา มองเห็นอะไรและจะพาบริษัทไปในทิศทางไหน สู้ต่อไป THL

ที่มา
 [1] http://www.set.or.th/set/pdfnews.do?newsId=14509124435091&sequence=2015095007

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แผนผังการดูความถูกแพงของหุ้นด้วย PE ratio

การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE เบื้องต้น

การประเมินมูลค่าหุ้นเป็นไม้เบื่อไม้เมาของนักลงทุนหลายๆท่านมาตลอด แต่ถ้าเรามีหลักคิดที่เป็นระบบก็จะสามารถบอกได้อย่างเร็วๆว่าหุ้นที่เรากำลังสนใจถูกหรือแพงไป คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ บทความนี้จะใช้เครื่งอมือคือ PE ratio ในการคัดกรองหุ้น

เริ่มต้นหยิบหุ้นมา 1 ตัวถ้า PE สูงๆ ให้เดาไว้ก่อนเล่ยว่าราาเล่นอนาคตไปเยอะต้องมาคิดว่า กำไรจะโตทันความคาดหวังหรือไม่ ถ้า PE 100 เท่าแสดง่ว่าตลาดคาดหวังการเติบโต 100% อย่างต่ำ ถ้ามองแผนธุรกิจ แนวโน้มอุตสาหกรรมแล้วไม่น่าทำได้ก็แสดงว่าแพงไป ซื้อไปอาจไม่ได้ผลตอบแทนอะไร เหนื่อยเปล่าๆ เปลี้ยๆ

ถ้า PE ไม่แพงมาก ก็มาดูต่อว่ามีกำไรพิเศษที่มาครั้งเดียว (one time gain) เช่น กำไรจากการขายที่ดิน กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่ ถ้ามีลองเอากำไรพิเศษออกแล้วดูว่าPE เป็นเท่าไร บางบริษัทเอาออกแล้วขาดทุนก็มี เดี๋ยวนี้ตลาดฉลาดขึ้น หุ้นมีกำไรพิเศษไม่ค่อยเล่นกัน

สำหรับหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  หรือรับเหมาที่กำไรมาแบบไม่ต่อเนื่อง บางคนก็จัดเป็นกำไรพิเศษเหมือนกัน เพราะงวดต่อไปถ้าไม่มีโครงการโอนต่อ งบก็เน่า

หุ้นที่กำไรพิเศษมาครั้งเดียวอย่าให้ PE เยอะ 3-4 เท่าก็หรูละ

หุ้นกลุ่มวงจร ที่ทำธุรกิจ เกี่ยวกับ ปิโตเคมี สินค้าเกษตร โลหะ เดินเรือ พวกนี้กำไรจะมาเป็นรอบๆ 2-3 ปีครั้งหนึ่ง ช่วงจุดสูงสุดของรอบ จะกำไรเยอะ และ PE ต่ำผิดปกติ หลายคนดูไม่ดีก็เผลอซื้อไปนกว่าจะโตได้ต่อเนื่อง ติดดอยกันไป หุ้นวงจรตลาดมักจะไม่ให้ PE เยอะ 6-7 เท่าก็หรูแล้ว

ถ้า PE ต่ำเพราะตลาดมองว่า กำไรอนาคตจะลดลง เช่นแนวโน้มอุตสาหกรรมกำลังแย่ลง คนรู้ลึกรู้จริงจะขายมาก่อนทำให้ราคาลด และ PE ก็ต่ำลง คนไม่รู้ก็เข้าไปซื้อก็ซวยไป เพราะถ้าอนาคตกำไรลดลงจริง pe จะสูงขึ้น และเราจะซวย

ประเด็นนี้วิเคราะห์ยากหน่อย ต้องอ่านงบ อ่าน ธุรกิจให้ขาด

แต่ถ้ามองแล้ว เป็นกำไรปกติ ธุรกิจพอไปวัดไปวาได้ เติบโตพอสมควรแก่เหต มีปันผล ก็ถือว่า ราคาไม่แพงซื้อลงทุนได้ ปกติ PE รับได้จะอยู่ช่วง 10-15

แต่หุ้นที่ตลาดมักให้ PE สูงขึ้นมีเหตผลเช่น ROE สูงสม่ำเสมอ จ่ายปันผลเยอะๆจากกำไร อยู่ในอุตสาหกรรมมีการเติบโต

แต่ถ้าหุ้น PE = n.a คำนวณไม่ได้ แสดงว่าขาดทุน ต้องไปแคะดูว่าปัญหามาจากไหน และมีแผนธุรกิจในการพลิกฟื้นกิจการอย่างไร ถ้าพลิกฟื้นแล้วจะมีกำไรปกติอย่างไร เติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ ถ้ามันใจว่าฟื้นได้ก็จัดเลย

หวังว่าแผนผังนี้คงช่วยไปคัดกรองหุ้นเบื้องต้นได้นะครับ โชคดีในการลงทุน