วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะเร็งร้ายของธุรกิจ วิกฤตทางการเงิน 4 ระยะ

บทความดีๆจาก อ.Sanpong Limthamrongkul เขียนเรื่อง  วิกฤตทางการเงิน ของบริษัทได้ชัดเจน พร้อมทั้งเครื่องมือสังเกตุปัญหาแต่ละขั้น เชิญอ่านโดยพลัน

ในการลงทุนการวิเคราะห์บริษัทส่วนมากเน้นการดูกำไร การเติบโตซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะการซื้อหุ้นก็คือการซื้ออนาคต แต่บางครั้งการมองหน้าแต่ไม่ระวังหลังบ้างเลย ก็จะประมาทเกินไป เหมือนกับการขับรถ เรามีกระจกมองหลัง กระจกข้างเพื่อเวลาจะเร่งเครื่องฉวงออกซ้ายหรือขวาจะได้ปลอดภัย ถ้ามองแต่ด้านหน้าก็อาจเกิดอันตรายได้ เช่นกัน หุ้นหลายตัวผู้บริหารหรือแม้แต่นักวิเคราะห์ทั่วไป มักเชียร์ตัวเองหรือเข้าข้างสิ่งที่ตนสนใจ ให้แต่ข้อมูลเชิงดี ในภาวะตลาดดีอะไรก็ดีหมด หุ้นแย่ก็ยังขึ้น ไม่ได้สนใจว่าหากเกิดภาวะพลิกผันแล้วจะเป็นอย่างไร บางีตัวเลขจากงบการเงิน จากการวิเคราะห์แบบยาวๆ หรือข่าวสารที่เกิดขึ้น ก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่าควรระวัง บางที่ปัญหาก็ไม่ได้เกิดให้เห็นทันที แต่เหมือนกับโรคมะเร็ง ที่กว่าจะรู้ก็ใกล้ตาย หรือระยะที่สามระยะที่สี่ ที่แก้ยากลำบากหรือทำอะไรไม่ได้แล้ว หุ้นหรือบริษัทที่อาจต้องระวังเพราะมีพฤติกรรมบ่งชี้แนวโน้มว่าอาจก่อมะเร็งร้ายถ้าจะลงทุนในภาวะกระทิงก็อาจไม่มีอะไร แต่ถ้าเหตุการณ์ตลาดเริ่มไม่ปกติ จะลดมูลค่าค่อนข้างแรง ผันผวนมากของแบ่งภาวะการก่อวิกฤตทางการเงินดังนี้ (ผู้บริหารสามารถนำไปพิจรณาบริษัทตนเองได้ว่า มีอาการใดเกิดขึ้น ส่วนนักลงทุน อาจไม่ได้ทุกข้อแต่หากมีข้องบ่งชี้ใดที่เทียบเคียงได้ ก็ต้องระมัระวัง บางครั้งก็มาเห็นตอนเข้าระยะสามเลยก็ได้)
มะเร็งร้ายของธุรกิจ วิกฤตทางการเงิน 4 ระยะ

มะเร็งระยะที่ 1 ระยะฟักตัว Earning Fluctuation or Non-quality of Earning 


  • ขยายธุรกิจอย่างหลับหูหลับตา
  • ทำการตลาดผิดพลาด
  • ระบบบริหารไม่มีประสิทฝิภาพ
  • ขาดระบบการบริหารวิกฤต
  • ใช้ทรัพยากรไม่เหมาะสม
  • ละเลยต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพธุรกิจ

ในแง่อัตราส่วน แนวโน้ม Asset Turnover (AT) มักจะลดลงต่อเนื่อง ไม่ใช่ขายไม่เติบโต ยอดขายยังเติบโต แต่สินทรัพย์เติบโตเร็วกว่า ผลตามมาคือ ROA จะลดลง และมีแนวโน้ม D/E เพิ่มขึ้นแม้ระดับ D/E จะไม่สูงก็ตาม แต่ถ้ายิ่งยอดขายเติบโตลดลงแล้ว ชัดเลย

มะเร็งระยะที่ 2 ระยะสำแดงอาการ Start Financial Crisis or Liquidity Problems 


  • เงินทุนไม่เพียงพอ /ขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน
  • พึ่งพาเงินกู้มากเกินไป ภาระดอกเบี้ยสูง
  • ขาดฐานข้อมูลและระบบบัญชีบัญชีที่มีประสิทธิภาพ
  • กระแสเงินสดการดำเนินงานติดลบต่อเนื่อง
  • มีการยืดเวลาชำระหนี้ ผัดผ่อนการจ่ายหนี้
  • ขาดความสามารถคาดการณ์อนาคตจากข้อมูล

อาการทางอัตราส่วนที่เห็นชัดตือ D/E ที่สูงมากๆ ICR (Interest Coverage Ratio) กว่า 1.2 หรือใกล้ 1หรือ ต่ำกว่า 1 (ปกติ ICR < 1.3 สากลให้เป็น Junk Bond แล้ว) CFO ติดลบ QE ติดลบ CC (Cash cycle) ยาวกว่า 60-90 วัน

มะเร็งระยะที่ 3 ระยะรุนแรง Temporary Bankruptcy or Liquidity Problem 


  • ผู้บริหารเสียเวลากับการจัดการปัญหาสภาพคล่อง
  • เงินทุนขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
  • ถูกลดหรือตัดเครดิตทางการค้าหรือการกู้ยืม
  • หนี้เมื่อถึงกำหนดชำระไม่สามารถชำระได้

CR (Current Ratio) จะน้อยกว่า 1 ยาวมากกว่า 90 วัน CFO ติดลบ QE ติดลบ มีหนี้ระยะสั้นสูง ถ้าเทียบหนี้ระยะสั้น (หนี้สถาบันการเงิน หนี้สัญญาเช่าทางการเงิน) กับหนี้ทั้งหมด (หนี้ที่กู้มา เช่นจากธนาคาร หุ้นกู้ สัญญาเช่าการเงิน) เกินกว่า 40% จะถือว่าไม่ดี ICR<1หรือ MICR (Modified Interest Coverage Ratio = CFO+I / I) <1

มะเร็งระยะที่ 4 ระยะปรากฏเป็นจริง หรือสุดท้าย Permanent Bankruptcy 


  • หนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ ปิดกิจการ ล้มละลาย

สั้นๆ ง่ายๆ คือ Equity ติดลบ อัตาส่วนเลวร้ายทั้งหมดปรากฎพร้อมกันทั้งหมด ถ้าถือหุ้นที่อาการเข้าระยะที่สี่ ก็โอกาสน้อยมาก อาจทำครีโมแล้วหายก็ได้ (Turn around) สมมติว่าถ้าท่านเป็นบริษัทประกัน จะรับประกันไหม ถ้าหายก็ได้เบี้ยยาว ถ้าไม่ก็จ่ายสินไหมทดแทน

ที่มา
https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200530938614397

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำไม ROE จึงเป็นเครื่องมือหลักในการเลือกหุ้น (2)

ทำไม ROE จึงเป็นเครื่องมือหลักในการเลือกหุ้น บทความดีฯ จากอ. sanpong limthamrongkul [1] ครับ มาสนุกกับตอนที่ 2 กัน
ตอนที่ 1 http://www.investidea.in.th/2013/05/ROE1.html
ตอนที่ 2 http://www.investidea.in.th/2013/05/ROE2.html

สมมติว่าลดทุนหรือซื้อหุ้นคืนล่ะ Equity ลดลงแน่ เพราะทั้งสองรายการส่วนทุนลดลง การลดทุนเพราะมีขาดทุนสะสมไม่กระทบเพราะมักลดทุนลงโดยตัดขาดทุนสะสมกับทุนหุ้นสามัญที่ออก แล้ว ROE ไม่ดีหรือ คำตอบคือไม่ เพราะการที่บริษัทมีขาดทุนสะสมมาแสดงว่า อัตรากำไรที่ผ่านมาติดลบจึงขาดทุนดังนั้น ROE ย่อยไม่ดีคือต่ำหรือติดลบ ดังนั้น แม้จะลดทุนก็ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้าง D/E จึงไม่มีอะไรดีขึ้นจากเดิม ดังนั้นการดู ROE ก็ยังคัดกรองได้

ส่วนการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เงินสดลด ทุนลด (เอาหุ้นซื้อคืนมาลบส่วนทุน) ดูแล้วน่าจะดีเพราะสินทรัพย์ก็ลด ทุนก็ลด บริษัทกยังมีกำไรดีอยู่เหมือนเดิม โดยคร่าวๆ วิธีนี้จะทำให้มูลค่าหุ้นส่วนมากเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาให้ดีทางตรรกะ ก็ยังพบว่า ROE ยังใช้คัดกรองได้เช่นกัน การซื้อหุ้นคืนนี้บริษัทต้องเอาเงินสดบริษัทไปซื้อหุ้นบริษัมกลับ และอาจนำออกไปขายใหม่ (คล้ายกับระดมทุน แต่ใช้หุ้นเดิม) วิธีการบัญชีจะอย่างไรก็เถอะ ในแง่ที่ไม่ได้เป็นนักบัญชีอาจรู้สึกงงว่า มันจะไปมาอย่างไร ผมนักบัญชีรู้ครับแต่นักลงทุนรู้แล้วอาจยิ่งมีคำถามยิ่งมาก และอาจไม่เกิเประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนในสิ่งที่อยากจะรู้นัก มาดูผลภาพกว้างจาก ROE ว่าสะท้อนอย่างไร โดยปรกติ บริษัทควรนำสินทรัพย์ไปลงทุนต่อเพื่อให้เดิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น หากบริษัทมีเงินเหลือ และถ้าสามารถเอาเงินไปลงทุนให้เกิดกำไรในอัตราที่มากกว่าเดิม (ROA) ก็ไม่ควรเอามาซื้อคืน เช่น ทุกสินทรัพย์ 100 บาท บริษัททำให้เกิดรายได้ขึ้น 120 บาท และมีกำไร 10% = 12 บาท ถ้าสมมติขณะนั้นมีสินทรัพย์ 1,000 บาท มี หนี้ 200 ส่วนทุน 800 เดิมมีกำไร 120 บาท บริษัทจะเอาเงิน 200 ไปซื้อหุ้นคืน จะเหลือสิทรัพย์ 800 หนี้ 200 ทุน 600 การเอาเงินสดออกไปซื้อหุ้นคืนทำให้บริษัทเสียโอกาสหารายได้ เช่นซื้อสินค้ามาขาย จ่ายค่าโฆษณาและอื่นๆ กระตุ้นยอดขาย แต่ยังคงอัตราการสร้างรายได้ที่ AT 1.2 เท่า และอัตรากำไรที่ 10% การซื้อหุ้นคืนนี้ทำให้บริษัมยังมีกำไร 9.6 บาท ROE (คิดง่ายๆไม่ถัวเฌฉลี่ย) ก่อนซื้อ 15% (120/800) หลังซื้อ 15% (9.6/600) ดังนั้นถ้าบริษัทคงความสามารถทำกำไร (อัตรากำไร) และประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (AT Asset Turnover) คงเดิม ราคาก็จะคงเดิม แต่ถ้าการเอาเงินมาซื้อหุ้นคืนแล้วบริษัทสูญเสียโอกาสจากการใช้สินทรัพย์ในการสร้างรายได้ ROE จะลดลง โดย AT ลดลงหรือ อัตรากำไรลด หรืดลดทั้งคู๋ EPS จะลดลง หุ้นจะลง ดังนั้นบริษัทจะทำอะไรก็ตามสุดท้ายวัดที่ ROE และการดู ROE นี้ต้องดูยาวๆครับใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่นที่วัดสัก 5 ปีขึ้นไปจะเห็นแนวโน้มชัดเจนมากกว่าดูแบบปี ต่อปี

บางครั้งแม้จะไม่รู้บัญชีลึกซึ้งมากมาย มาตรฐานการบัญชีจะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ แต่หลักการดู ROE เป็นเกณฑ์เบื้องต้นก็ยังใช้คัดกรองเบื้องต้นได้ ย้ำครับว่าคัดกรองเบื้องต้นได้ ที่เหลือก็ต้องดูเรื่องอื่นๆ ประกอบ เช่น P/E, P/BV, Expectation Earning growth เป็นต้น บางใช้แค่ 3-4 ตัว ก็ได้หุ้นมาวิเคราะห์ต่อได้แล้วจากหุ้นที่มีหลายร้อยตัวในตลาด

เช่นภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ในด้านนักบัญชีอาจดูน่าตื่นเต้นเพราะมีผลกระทบต่อกำไร เช่นบริษัทที่มีสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัด เมื่อลดภาษีลงก็จะทำให้ภาษีทางบัญชีต้องบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีมากขึ้น ในแง่นักลงทุนเราจะลงทุนบริษัทที่มี ROE ดีๆ สูงๆ ดังนั้นในแง่การคัดกรองหุ้น พวกนี้ตกรอบแรกแล้วถ้ากระทบต่อกำไรอย่างมีสาระสำคัญ แล้วก่อนหน้าล่ะ ถ้าบริษัทมีสินทรัพย์ภาษีรอตัดมากๆ AT จะไม่ดีอยู่แล้วเพราะสินทรัพย์จะไม่ได้ generate รายได้ พวกนี้ก็มักตกรอบคัดเลือกด้วยหลักคัดกรอง จึงไม่น่าพลาดมาลงทุนในบริษัทที่มีสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีมากๆ เล็ดรอดก็มีสัดส่วนน้อยจนไม่น่ากังวล แต่ปกติสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีมักจะมีสัดส่วนไม่มากจนเป็นสาระสำคัญต่อ AT ในการวิเคราะห์จริงผมไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก

ส่วนหนี้สินผลประโยชน์พนักงานก็เช่นกัน พวกนี้มักมีสัดส่วนไม่มากจนกระทบโครงสร้างทุน ถ้ามากส่วนทุนก็จะลดเยอะ แต่ละปีก็อาจจะตั้งค่าใช้จ่ายมาก อัตรากำไรก็กระทบ ROE ก็แย่ พวกที่มีรายการนี้มากๆ อย่างมีสาระสำคัญก็มักตกรอบการคัดกรอง ที่ผ่านได้ ก็แสดงว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญ

โดยสรุป ROE, จะสามารถใช้เป็นตัวคัดกรองได้ดีโดยดูร่วมกับ P/E และหรือ P/BV ว่าจะไม่ซื้อหุ้นราคาแพงไป และอาจดู Gross margin, Net margin, Asset turnover, D/E ประกอบด้วย แต่ผมจะเพิ่มเรื่องคุณภาพกำไรประกอบด้วย QE (Quality of Earning) = CFO/NI ควรมากกว่า > 1 อย่าลืมที่ว่ามาคือการคัดกรอง เลือกหุ้นต้องเอาพวกผ่านเข้าประกวดรอบตัดสินอีกทีนะครับ

ที่มา
[1]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200384943564612

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไม ROE จึงเป็นเครื่องมือหลักในการเลือกหุ้น

ทำไม ROE จึงเป็นเครื่องมือหลักในการเลือกหุ้น อ. sanpong limthamrongkul [1][2] ครับ

สำหรับคนที่เรียนวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินมาจะทราบว่า มีอัตราส่วนหลายตัว เช่นอัตราส่วนที่ใช้ดูสภาพคล่องมี Current ratio, Quick ratio อัตราส่วนที่ดูประสิทธิภาพหรือ อัตราส่วน turnover ต่างๆ เช่น A/R turnover, Inventory turnover, Asset turnover หรืออัตราส่วนที่ใช้ดูความสามารถในการทำกำไร เช่น Gross margin, Net margin, ROA, ROE อัตราส่วนการอยู่รอด เช่น D/E ratio, ICR เป็นต้น ที่กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในอีกหลายๆอัตราส่วนที่มีอีกหลายสูตร

ในบรรดาสูตรอัตราส่วนทางการเงินตัวที่ถือว่าเด่นที่สุด เป็นสูตรที่สะท้อนค่าอัตราส่วนต่างๆหลายค่ารวมๆกันในตัวมันมากที่สุด คือ ROE (Return on Equity) = Net Income / Average Equity และถ้าใครที่ติดตามนักลงทุนแนว VI ทั้งไทยและต่างประเทศ หลายๆท่านจะใช้ ROE เป็นตัวหนึ่งในหลายๆเครื่องมือในการเลือกหุ้น เช่นดู P/E, PBV อัตราการเติบโตกำไรและ ROE เป็นต้น การจะใช้กี่ตัวคัดกรองก็แล้วแต่เทคนิคเฉพาะตัวของ VI แต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะคล้ายกันคือ ROE มักจะเป็นตัวหนึ่งที่ถูกนำมาใช้

ทำไม ROE จึงถูกเลือกมาใช้ในบรรดาอัตราส่วนที่มีอยู่มากมายหลายตัว ให้เหตุผลง่ายๆ อยู่ 2 ข้อหลักๆคือ
หนึ่ง ROE ตอบหลักการทางการเงินเรื่อง Maximize shareholders’ wealth ซึ่งเป็นเป้าหมายทางการเงินได้ดีกว่าการวัดด้วยอัตราส่วนการเงินอื่น
สอง ตัวมันเองมีองค์ประกอบอื่นหรือแยกเป็นอัตราส่วนการเงินอื่นๆ ได้ ตามหลักของ Du Pont Analysis ตัวมันเองจึงเหมือนค่าสรุปของอัตราส่วนหลักๆ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนค่า เกรดเฉลี่ย GPAX ของนักเรียน นักศึกษานั่นเอง

ในแนวความคิดของการบริหารการเงินสำหรับเศรษฐกิจทุนนิยมคือ Maximize shareholders’ wealth ซึ่งมีเป้าหมายคือ สร้างมูลค่าราคาหุ้นให้ดีทีสุดในการบริหารการเงิน ไม่ว่าจะเป็น short-term หรือ long-term ซึ่งแนวคิดนี้สำหรับคนที่เรียนทางการเงินมาจะทราบดี ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี CAPM (Capital Asset Pricing Model), APT (Arbitrage Pricing theory), Capital Budgeting, Capital structure หรือ การหามูลค่าของเรื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น Futures, Options, Swaps เป็นต้น ทุกเรื่องทางการเงินล้วนตอบหรือนำไปสู่ Maximize shareholders’ wealth ทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบัน จะขยายแนวคิดไปสู่ Shareholders’ value Creation เช่น VBM (Vale Based Management) ก็ตามแต่ก็ยังแฝงแนวคิด Maximize shareholders’ wealth อยู่ หากการบริหารกิจการได้ดีจริงแล้วสุดท้าย ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นต้องเพิ่มขึ้นในระยะยาว (ทั้งนี้ต้องถือเรื่องความโปร่งใสและการเปิดเผยรายงานทางการเงินถูกต้องเป็นพื้นฐาน) ดังนั้นทำไมเราจึงไม่ลงทุนในหุ้นที่มีความไม่ชอบมาพากลในการรายงานงบก่รเงิน เพราะผิดหลักการข้อแรกนี้แล้ว ย่อมเชื่อได้ว่ากิจการนั้นไม่ได้มุ่งสร้าง Maximize shareholders’ wealth ให้กับนักลงทุนทั่วไป การมี Good Governance (หลักธรรมาภิบาล) จึงเป็นจุดเริ่มที่ดี

ส่วนข้อสอง หลักของ Du Pont Analysis คือการพยายามแตกสูตรออก เมื่อพิจารณาจากสูตร ROE สามารถแยกออกได้หลายแนวทางคือ
ROE = NI / Equity = (NI/Sales) x (Sales/Asset) x (Asset/Equity)
ถ้าAsset/Equity = (Debt + Equity) / Equity = 1+D/E เรียกว่า Leverage Multiplier หรือตัวคูณความเสี่ยง

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือผลของ อัตรากำไรสุทธิ x อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ x ตัวคูณความเสี่ยง

ROE = NI / Equity = (NI /Asset) x (Asset/Equity)
ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือผลของ อัตรากำไรของสินทรัพย์ (ROA) x ตัวคูณความเสี่ยง

ROE = NI/ Equity = (NI/EBIT) x (EBIT/Sales) x (Sales/Asset) x (Asset/Equity) or

ROE = (Gross profit – S&A Expense – Interest&Tax)/Sales x (Sales/Asset) x (Asset/Equity)

ROE = (GM - %S&A- %I&T) x Asset turnover x Leverage Multiplier

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือ ผลของอัตรากำไร x อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ x ตัวคูณความเสี่ยง

จากการแตก ROE พบว่าการเพิ่มผลตอบแทนหรือนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ขึ้นกับ 3 เรื่องหลักๆคือ

  1. อัตรากำไร (ในทุกๆขั้น) ถ้าสูง ROE จะสูง
  2. อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ ถ้าสูง ROE จะสูง นั่นคือสินทรัพย์มีระดับที่เหมาะสม หรือส่วนใหญ่เป็น Performing Asset เช่นลูกหนี้หมุนเวียนดี สินค้าหมุนเวียนดี มีการลงทุนในบริษัทร่วมที่ทำกำไร ลงทุนใน PPE ที่เหมาะสม ไม่ลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น GW, R&D ที่มากไป สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนทำให้ ROE สูงขึ้ง การมีลูกหนี้เก็บเงินช้า ลูกหนี้ก็จะหมุนช้า มึจำนวนมาก เทียบกับขายก็มีดี ก็มีผลรวมต่ออัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์รวมด้วย เป็นต้น สินทรัพย์อื่นก็อยู่บนตรรกะเดียวกัน
  3. โครงสร้างหนี้ต่อทุน อันนี้บางคนอาจรู้สึกจะขัดแย้งว่าโครงสร้างหนี้มากๆ ทำROE สูง จะดีอย่างไร ลองมาดูเหตุผลทางการเงินประกอบจะรู้ว่า มัน Balance ตัวเองได้โดยไม่ต้องห่วง Leverage Multiplier หรือตัวคูณความเสี่ยงนี้คือ 1+D/E เช่น บริษัทมี D/E = 1.2 ตัวคูณความเสี่ยงจะเท่ากับ 2.2 การที่บริษัทใช้เงินกู้มาบางส่วนถ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) จะไม่มากเกินอัตราตลาดที่ควรได้รับ ผลคือ อัตรากำไรในข้อ 1 จะสูงอยู่ ถ้าระดับหนี้มากขึ้นต้นทุนจะยิ่งสูงขึ้นจะทำให้อัตรากำไรลดลง เพราะดอกเบี้ยจ่ายสูง ในเรื่องCapital structure อัตราการเพิ่มต้นทุนเงินกู้จะเป็นอัตราเร่ง ดังนั้นเมื่อหนี้มากเท่าไรอัตากำไรยิ่งลงเร็วมากขึ้น ซึ่ง ผลของการมี Leverage Multiplier หรือตัวคูณความเสี่ยง สูงๆ จะถูก offset ด้วยอัตรากำไรโดยอัติโนมัติ ดังนั้นใครที่คิดจะก่อหนี้มากๆ เพื่อสร้าง ROE เมิ่อถึงระดับดับหนึ่งจะทำลาย ROE เองโดยหลักทั่วไปของตลาดการเงิน บางบริษัทใช้วิธีการตีสินทรัพย์เพิ่มในส่วนทุนเพื่อดึง D/E ลง ถ้าจะลงมากๆ ต้องตีเพิ่มสูงๆ สินทรัพย์ยิ่งเพิ่มมาก E ยิ่งมาก แต่ Asset turnover ยิ่งลด ROE ก็ยิ่งลดเช่นกัน ดังนั้น D/E ดี แต่ ROE ไม่ดี ดังนั้นถ้ายึดหลักโดยเอา ROE เป็นตัวหลักจะช่วยกรองเอาความพยายาม ตกแต่งงบโดยมาตรฐานการบัญชีได้ระดับหนึ่งพอควร พวกที่ไม่ตัดหนี้สงสัยสูญกลัวกำไรลด ไม่ตีการด้อยค่าสินทรัพย์ Asset turnover ก็ฉุด ROE ทางอ้อมเอง ถ้าตีด้อยค่า ตั้งหนี้สงสัย หรือลดมูลค่าสินค้าลง สินทรัพย์ลด asset turnover เพิ่ม แต่อัตรากำไรก็ลดลง offset กันเอง กิจการที่ทำอะไรตรงไปตรงมาและถูกต้องมันจะไปได้เองโดยธรรมชาติ บริษัทที่ทำกลบัญชีมักจะมีจุดอ่อนหนึ่งคือ ROE 


และการใช้ ROE ในการคัดกรองนั้น ควรใช้ค่าเฉลี่ยราว 4-5 ปี จะดีกว่าปีล่าสุดปีเดียว ค่าปีล่าสุดที่สูงควรเทียบกับแนวโน้มว่า สูงขึ้น และค่า ROE ไม่ควรผันผวนมาก ค่า sd ของ ROE ไม่ควรมาก โดยเมื่อเอาค่า
ROE – sd x (1.96) จะได้ค่าประมาณกรอบล่างที่เป็นไปได้ ที่

ปีล่าสุดอาจจะสูงมาก แต่ถ้าหาค่าเฉลี่ย 4 ปีที่ผ่านมาอาจจะยังได้ไม่ถึงผลตอบแทนตลาด หุ้นที่เข้าหลักเกณฑ์อย่างนี้จะยังไม่ใช่หุ้นที่จะเลือกลงทุนระยะยาว แต่อาจจัดไว้ในกลุ่ม trade ได้หากมีข่าวดีในระหว่างนี้

ค่า SD/AVG ใช้ดูว่าอัตราผันผวนขึ้นลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเป็นอย่างไร ค่านี้ยิ่งต่ำยิ่งดี (ต่ำกว่า 10-15% จะดีมาก) หุ้นบางตัวถ้าใช้ข้อมูลในอดีต จะมีทั้งบวกและลบสูงมาก หากภาวะเศรษฐกิจลง มีโอกาสที่จะขาดทุนมาก หุ้นนี้ถือเป็นหุ้นกลุ่มวัฏจักรดังที่เคยกล่าวมาก่อนหน้า ดังนั้นการฟื้นกลับของผลการดำเนินงานอาจต้องเข้าไปดูให้ลึก แต่ถ้า เอาแค่ trade ก็หา Price pattern หาจังหวะให้ดีเท่านั้นเอง

สมมติว่าลดทุนหรือซื้อหุ้นคืนล่ะ Equity ลดลงแน่ เพราะทั้งสองรายการส่วนทุนลดลง การลดทุนเพราะมีขาดทุนสะสมไม่กระทบเพราะมักลดทุนลงโดยตัดขาดทุนสะสมกับทุนหุ้นสามัญที่ออก แล้ว ROE ไม่ดีหรือ คำตอบคือไม่ เพราะการที่บริษัทมีขาดทุนสะสมมาแสดงว่า อัตรากำไรที่ผ่านมาติดลบจึงขาดทุนดังนั้น ROE ย่อยไม่ดีคือต่ำหรือติดลบ ดังนั้น แม้จะลดทุนก็ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้าง D/E จึงไม่มีอะไรดีขึ้นจากเดิม ดังนั้นการดู ROE ก็ยังคัดกรองได้

ส่วนการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เงินสดลด ทุนลด (เอาหุ้นซื้อคืนมาลบส่วนทุน) ดูแล้วน่าจะดีเพราะสินทรัพย์ก็ลด ทุนก็ลด บริษัทก็ยังมีกำไรดีอยู่เหมือนเดิม โดยคร่าวๆ วิธีนี้จะทำให้มูลค่าหุ้นส่วนมากเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาให้ดีทางตรรกะ ก็ยังพบว่า ROE ยังใช้คัดกรองได้เช่นกัน การซื้อหุ้นคืนนี้บริษัทต้องเอาเงินสดบริษัทไปซื้อหุ้นบริษัมกลับ และอาจนำออกไปขายใหม่ (คล้ายกับระดมทุน แต่ใช้หุ้นเดิม) วิธีการบัญชีจะอย่างไรก็เถอะ ในแง่ที่ไม่ได้เป็นนักบัญชีอาจรู้สึกงงว่า มันจะไปมาอย่างไร ผมนักบัญชีรู้ครับแต่นักลงทุนรู้แล้วอาจยิ่งมีคำถามยิ่งมาก และอาจไม่เกิดประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนในสิ่งที่อยากจะรู้นัก

มาดูผลภาพกว้างจาก ROE ว่าสะท้อนอย่างไร โดยปรกติ บริษัทควรนำสินทรัพย์ไปลงทุนต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น หากบริษัทมีเงินเหลือ และถ้าสามารถเอาเงินไปลงทุนให้เกิดกำไรในอัตราที่มากกว่าเดิม (ROA) ก็ไม่ควรเอามาซื้อคืน เช่น ทุกสินทรัพย์ 100 บาท บริษัททำให้เกิดรายได้ขึ้น 120 บาท และมีกำไร 10% = 12 บาท ถ้าสมมติขณะนั้นมีสินทรัพย์ 1,000 บาท มี หนี้ 200 ส่วนทุน 800 เดิมมีกำไร 120 บาท บริษัทจะเอาเงิน 200 ไปซื้อหุ้นคืน จะเหลือสิทรัพย์ 800 หนี้ 200 ทุน 600 การเอาเงินสดออกไปซื้อหุ้นคืนทำให้บริษัทเสียโอกาสหารายได้ เช่นซื้อสินค้ามาขาย จ่ายค่าโฆษณาและอื่นๆ กระตุ้นยอดขาย แต่ยังคงอัตราการสร้างรายได้ที่ AT 1.2 เท่า และอัตรากำไรที่ 10% การซื้อหุ้นคืนนี้ทำให้บริษัมยังมีกำไร 9.6 บาท ROE (คิดง่ายๆไม่ถัวเฉลี่ย) ก่อนซื้อ 15% (120/800) หลังซื้อ 15% (9.6/600) ดังนั้นถ้าบริษัทคงความสามารถทำกำไร (อัตรากำไร) และประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (AT Asset Turnover) คงเดิม ราคาก็จะคงเดิม แต่ถ้าการเอาเงินมาซื้อหุ้นคืนแล้วบริษัทสูญเสียโอกาสจากการใช้สินทรัพย์ในการสร้างรายได้ ROE จะลดลง โดย AT ลดลงหรือ อัตรากำไรลด หรืดลดทั้งคู๋ EPS จะลดลง หุ้นจะลง ดังนั้นบริษัทจะทำอะไรก็ตามสุดท้ายวัดที่ ROE และการดู ROE นี้ต้องดูยาวๆครับใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่นที่วัดสัก 5 ปีขึ้นไปจะเห็นแนวโน้มชัดเจนมากกว่าดูแบบปี ต่อปี

บางครั้งแม้จะไม่รู้บัญชีลึกซึ้งมากมาย มาตรฐานการบัญชีจะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ แต่หลักการดู ROE เป็นเกณฑ์เบื้องต้นก็ยังใช้คัดกรองเบื้องต้นได้ ย้ำครับว่าคัดกรองเบื้องต้นได้ ที่เหลือก็ต้องดูเรื่องอื่นๆ ประกอบ เช่น P/E, P/BV, Expectation Earning growth เป็นต้น บางใช้แค่ 3-4 ตัว ก็ได้หุ้นมาวิเคราะห์ต่อได้แล้วจากหุ้นที่มีหลายร้อยตัวในตลาด

เช่นภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ในด้านนักบัญชีอาจดูน่าตื่นเต้นเพราะมีผลกระทบต่อกำไร เช่นบริษัทที่มีสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัด เมื่อลดภาษีลงก็จะทำให้ภาษีทางบัญชีต้องบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีมากขึ้น ในแง่นักลงทุนเราจะลงทุนบริษัทที่มี ROE ดีๆ สูงๆ ดังนั้นในแง่การคัดกรองหุ้น พวกนี้ตกรอบแรกแล้วถ้ากระทบต่อกำไรอย่างมีสาระสำคัญ แล้วก่อนหน้าล่ะ ถ้าบริษัทมีสินทรัพย์ภาษีรอตัดมากๆ AT จะไม่ดีอยู่แล้วเพราะสินทรัพย์จะไม่ได้ generate รายได้ พวกนี้ก็มักตกรอบคัดเลือกด้วยหลักคัดกรอง จึงไม่น่าพลาดมาลงทุนในบริษัทที่มีสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีมากๆ เล็ดรอดก็มีสัดส่วนน้อยจนไม่น่ากังวล แต่ปกติสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีมักจะมีสัดส่วนไม่มากจนเป็นสาระสำคัญต่อ AT ในการวิเคราะห์จริงผมไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก

ส่วนหนี้สินผลประโยชน์พนักงานก็เช่นกัน พวกนี้มักมีสัดส่วนไม่มากจนกระทบโครงสร้างทุน ถ้ามากส่วนทุนก็จะลดเยอะ แต่ละปีก็อาจจะตั้งค่าใช้จ่ายมาก อัตรากำไรก็กระทบ ROE ก็แย่ พวกที่มีรายการนี้มากๆ อย่างมีสาระสำคัญก็มักตกรอบการคัดกรอง ที่ผ่านได้ ก็แสดงว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญ

โดยสรุป ROE, จะสามารถใช้เป็นตัวคัดกรองได้ดีโดยดูร่วมกับ P/E และหรือ P/BV ว่าจะไม่ซื้อหุ้นราคาแพงไป และอาจดู Gross margin, Net margin, Asset turnover, D/E ประกอบด้วย แต่ผมจะเพิ่มเรื่องคุณภาพกำไรประกอบด้วย QE (Quality of Earning) = CFO/NI ควรมากกว่า > 1 อย่าลืมที่ว่ามาคือการคัดกรอง เลือกหุ้นต้องเอาพวกผ่านเข้าประกวดรอบตัดสินอีกทีนะครับ


ที่มา
 [1]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200384941564562
[2]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200384943564612

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

P/E กับราคาหุ้น และการลงทุน

P/E กับราคาหุ้น และการลงทุน บทความดีฯจาก อ.sanpong limthamrongkul [1] ครับเชิญอ่านโดยพลัน
ดูจากกราฟของpost ก่อนหน้า P/E ตลาดหุ้นโดยรวม กราฟได้การอนุเคราะห์จาก Barton’s Global Market Trends
PE กับ SET

P/E ในกราฟ ถึงปี 2012 แต่ล่าสุด P/E ตลาดอยู่ที่ 18.38 (ณ 28/5/2013)

ถ้าใช้ EPS 4 ไตรมาสหลังสุดในการคำนวน P/E เราจะเรียกว่า “trailing P/E”
แต่ถ้าใช้ EPS พยากรณ์ไป4 ไตรมาสข้างหน้าในการคำนวน P/E เราจะเรียกว่า “projected or forward P/E”

Barton ได้แบ่ง P/E ออกเป็น 4 โซน คือ

  1. โซน P/E ถูก ซึ่งเกิดจากภาวะตลาดขาลงแรงๆ ที่ P/E ต่ำกว่า 6 เท่า
  2. โซน P/E ปกติ อยู่ในกรอบกว้างหน่อย คือ 6 ถึง 16 เท่า
  3. โซน P/E แพง เกิดจากภาวะตลาดกระทิง นักลงทุนแห่เข้ามาลงทุน กรอบอยู่ที่ 16-25 เท่า (ขณะนี้อยู่ในโซนนี้)
  4. โซน P/E แพงมากๆ เกินกว่า 25 เท่า (อันตราย) โซนนี้ เกือบ 40 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทย ไปแตะแค่ 3 ครั้งเท่านั้น

การดู P/E ย้อนหลัง 4 ไตรมาส จริงๆแล้ว ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าหุ้น หรือดัชนีนั้นถูกหรือแพงแบบเต็มปาก 100%

นักวิเคราะห์จึงพยายามคาดการณ์อนาคตของบริษัทโดยประเมินว่า 4 ไตรมาสต่อไป กำไรจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งโดยปกติ บริษัทที่มี EPS Growth โตต่อเนื่อง จะมีค่า Forward P/E ต่ำ Historical P/E อยู่แล้ว (หรือ แปลว่า ค่า E ในอนาคต สูงกว่าในอดีตนั้นเอง)
ส่วนความถูกต้องแม่นยำของการวิเคราะห์กำไรนั้น นั้นก็เป็นหน้าที่ที่ต้องพิจารณากันเอาเอง ยังไงๆก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปาก 100% ว่า Forward P/E ถูก แล้วหุ้นน่าเก็บอยู่ดีเพราะในภาวะที่อะไรๆ ดูดีนั้น มักมีมุมมองในเชิงบวกสูง ทำให้ Forward P/E เกิด bias

ความสัมพันธ์ P/E, P/BV และ ROE

P/BV หาร P/E จะได้ = E/BV ซึ่งในที่นี้ E คือกำไรต่อหุ้น ส่วน BVคือมูลค่าตามบัญชีของส่วนผู้ถือหุ้นต่อหุ้น หากเราคิดง่ายโดยไม่ไปดูเรื่องค่าเฉลี่ยแล้ว P/BV หาร P/E ก็คล้ายกับค่า ROE นั่นเอง วิธีนี้ใช้ดูหยาบๆ แบบเร็วๆ หุ้นที่มี P/E ต่ำกว่า ในขณะที่มี P/BV เท่ากันหรือใกล้เคียงกันย่อมดีกว่า ปกติหลายคนอาจมอง P/BV ที่ต่ำๆด้วย ต้องเตือนกันไว้ก่อนว่า หลักมาตรฐานการบัญชีปัจจุบัน ให้มีการปรับมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ไม่นำกำไรรวมในงวดปัจจับันแต่ให้รับรู้ในงบกำไรเบ็ดเสร็จแทน เช่น การตีมูลค่าเพิ่มในที่ดินอาคารและอุปกรณ์ การตีมูลค่าเงินลงทุนเผื่อขาย เงินลงทุนระยะยาวตามราคาตลาดยุติธรรม หรือแม้แต่การซื้อเงินลงทุนที่สูงมากจนมีค่าความนิยมสูงๆ รายการเหล่านี้ล้วนทำให้ P/BV ต่ำลงโดยไม่เกิดผลกำไรต่อธุรกิจ รายการเหล่านี้ทำให้ D/E ต่ำลงดูดีขึ้น ในทสงบัญชีเพียงต้องการให้แสดงมูลค่าสินทรัพย์สอดคล้องกับมูลค่าตลาดเท่านั้น มูลค่าที่สูงขึ้นดีในแง่ Liquidation or Breakup Value เท่านั้น แต่ราคาหุ้นส่วนมากอิงกับผลประกอบการ เรื่องมูลค่าเคยเขียนหลักการไว้ก่อนนี้บ้างแล้ว ดังนั้นการเรือกวิธีการประเมินราคาต้องใช้ให้ถูกจังหวะ

ค่า P/BV หาร P/E นี้ ใช้ดูเทียบเร็วง่ายๆ ระหว่างเทรดได้ด้วยว่า หุ้นที่มาเร็วมาแรงตอนนี้ เบื้องต้นมันมีอะไรดีจรงไหม จะเล่นตามและเร็วดีหรือไม่ เพราะขรธ trade ข้อมูล P/E และ P/BV หาง่ายมีให้ระหว่าง trade แต่ถ้าต้องไปเปิดงบดู ผมว่าบางทีเสียเวลา และหลายคนก็ไม่ไปเปิดด้วยซ้ำในเวลานั้น เอาแบบนี้ก็ง่ายและเร็วดี

ข้อคิดน่าสนใจจาก ปีเตอร์ลินท์


  • ผล ประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ในระยะสั้นหนึ่งเดือน หรือสองเดือนแม้กระทั้งสองหรือสามปี แต่ในระยะยาวผลประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นมีความสัมพันธ์กัน 100 เปอร์เซ็นต์
  • ถ้ายังหาหุ้นที่น่าลงทุนไม่ได้ จงอย่าลงทุนและนำเงินไปฝากธนาคารจนกว่าจะหาเจอ
  • ถ้าพูดถึงบริษัทขนาดเล็กคุณควรจะรอจนกว่าบริษัทมีความสามารถทำกำไรสม่ำเสมอ แล้วค่อยตัดสินใจลงทุน
  • ถ้าคุณอยากลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต จงลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสที่จะรอดจากช่วงวิกฤตได้เท่านั้น (อันนี้ต้องดูกันให้ดีๆ-ผู้เขียน)
ที่มา https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200384951924821

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความต้องการใช้ทองคำมีกี่ประเภท


ทองสี่เหล่า

มีคำถามเรื่องเกี่ยวกับ Demand ทองเข้ามาค่อนข้างเยอะ เลยเอาเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Demand ของทองคำมาฝากกัน
ภาพแสดงความต้องการใช้ทองคำ

ผู้เชี่ยวชาญแบ่งความต้องการใช้ทองคำหลักๆออกเป็น 4 กลุ่ม

1. กลุ่ม Jewellery เป็นกลุ่มที่ต้องการใช้ทองคำจริง เพื่อการนำไปทำเป็นเครื่องประดับเพื่อจำหน่ายทำกำไรอีกที ความต้องการกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับความนิยมของสินค้าของตน เช่น สร้อยคอ แหวน กำไรข้อมือ เป็นต้น ส่วนราคาทองจะขึ้นจะลงถ้าของยังขายได้ก็ต้องซื้ออยู่ดี ไม่งั้นก็ต้องไปประกอบอาชีพอื่น แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยตุนทองไว้นานเพราะกำไรของกลุ่มเหล่านี้อยู่ที่มูลค่าเพิ่มของชิ้นงานที่ผลิต ไม่ได้อยู่ที่การเก็งกำไรทอง ส่วนมากเครื่องประดับทองเหล่านี้ตลาดสำคัญอยู่ที่ประเทศในเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง อินเดีย

2. กลุ่ม Technology เป็นอีกกลุ่มที่ต้องใช้ทองคำจริงในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ เช่น Intrigated circuit (IC) เป็นต้น ความต้องการกลุ่มนี้ค่อนข้างคงที่ และถ้าเป็นไปได้จะพยายามลดการใช้ทองให้มากที่สุด (เพราะทองมันแพง)

3. กลุ่มผู้ซื้อทองเพื่อการลงทุน (Investment) เป็นผู้ซื้อที่ไม่ได้ต้องการใช้ทองจริง แต่ซื้อทองเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไร ซื้อเพื่อป้องกันเงินเพ้อ ซื้อเพื่อกระจายการลงทุน กลุ่มเหล่านี้มีค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย กองทุนรวม กองทุน ETF กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedged Fund) กองทุนบำเน็จบำนาณ (Pension fund) เป็นต้น ความต้องการผู้ซื้อในกลุ่มนี้ค่อนข้างผันผวนคาดการณ์ยาก เนื่องจากผู้ลงทุนมีหลากหลายทั่วโลก และวัตถุประสงค์การซื้อก็แตกต่างกันไป เป็นกลุ่มผู้ซื้อที่สร้างความปวดหัวให้กับตลาดทองคำมากที่สุด

4. กลุ่มธนาคารกลาง (Central bank) ในสมัยโบราณที่สกุลเงินต่างๆยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ธนาคารกลางที่จะพิมพ์ธนบัตรออกมาให้ใช้จ่ายก็จะต้องสำรองทองคำเอาไว้รองรับเงินที่ตนเองพิมพ์ออกมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสกุลเงินของตน ต่อมาก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลอื่นมาใช้เงินทุนสำรองของประเทศมากขึ้น และทยอยขายทองคำออกมา ทีนิยมกันมาก็คงเป็นค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ สกุลยูโร และสกุลเยน มาช่วงหลังๆประเทศเจ้าของเงินสกุลดังกล่าวขยันพิมพ์เงินออกมามากๆ ธนาคารกลางประเทศต่างๆก็เริ่มกลัวว่าเงินสกุลหลักเหล่านั้นจะกลายเป็นแบงค์กงเต็กในที่สุด จึงทยอยกลับเข้ามาซื้อทองเก็บ โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีทองเป็นทุนสำรองต่ำ เช่น จีน และอินเดีย

ก่อนปี 2003 ที่กองทุนรวมทองคำ หรือกองทุน ETF ยังไม่แพร่หลาย Demand จากกลุ่มนักลงทุนมีน้อยมาก ความต้องการใช้ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่ม Jewellery เป็นหลัก มีกลุ่มเทคโลยีเล็กน้อย ส่วนกลุ่มธนาคารกลางทยอยขายโดยตลอดเนื่องจากทองไม่มีดอกเบี้ยจึงหันไปสะสมพันธบัตรรัฐบาลประเทศหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นแทน เนื่องจากธรรมชาติของกลุ่ม Jewellery และ เทคโลโลยีจะค่อนข้างสม่ำเสมอ การซื้อต้องพยายามซื้อให้ได้ราคาต่ำที่สุดเนื่องจากเป็นต้นทุนของสินค้าตน ไม่แย่งกันซื้อแบบไล่ราคา ทำให้ช่วงก่อนปี 2003 เป็นช่วงที่ราคาทองคำค่อนข้างมีเสถียรภาพ

หลังจากกองทุน ETF เริ่มเป็นที่นิยม ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนในทองคำกันสะดวกขึ้น ประกอบกับการเติบโตของบรรดา Hedge Fund ที่มุ่งเน้นการเก็งกำไร ทำให้ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐปี 2008 ความต้องการทองคำพุ่งกระฉูดเพราะสหรัฐดำเนินนโยบายพิมพ์เงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ประเทศอื่นๆในโลกก็ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำปั๊มเงินออกมากู้ชาติเช่นกัน ทำให้นักลงทุนกังวลว่าค่าของเงินสกุลต่างๆที่พิมพ์ออกมาไม่หยุดหย่อนจะลดลง โดยเฉพาะสหรัฐ (คิดง่ายๆ เงินเยอะ ค่าน้อย เงินก็เฟ้อ) จึงแห่ตุนทองคำ ไม่ว่าจะเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เก็งกำไร หรือกระจายความเสี่ยง (สำหรับผมแล้วคำเหล่านี้มันไม่ต่างกันเท่าไร เพราะทุกคนต้องการกำไรเพื่อมาชดเชยค่าของเงินที่ลดลง) ทำให้ราคาทองพุ่งทะลุโลกถนนทุกสายมุ่งเข้าสู่ตลาดทองคำ จนในที่สุดธนาคารกลางประเทศต่างๆต้องหันกลับมาทบทวนเงินทุนสำรองของตนที่เคยขายทองมาซื้อพันธบัตร ก็เปลี่ยนกลับมาถือทองมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยพันธบัตรมันต่ำเตี้ย และก็กลัวว่าเงินที่พิมพ์มาเยอะๆทำให้ค่าเงินสกุลที่ตนใช้สำรองอยู่มันจะลดลงฮวบๆ จึงกลับมาซื้อทองอีกทีตอนเกือบจะพีค โดยให้เหตุผลว่าเพื่อกระจายความเสี่ยงของเงินทุนสำรอง (คำนี้อีกแล้ว) ส่วนกลุ่ม Jewellery เมื่อราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้น เครื่องประดับก็เริ่มมีราคาแพงกำลังซื้อก็ลดลงไป กลุ่ม Jewellery จึงต้องหันไปใช้วัตถุดิบอื่นที่ราคาถูกกว่ามาแทนที่เพื่อลดต้นทุน เช่น เงิน พลอย และอัญมณี ทำให้ความต้องการทองคำของกลุ่มนี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีหลังจากทุกคนตุนทองเพื่อรับมือเงินเฟ้อกันครบ เงินเฟ้อมันก็ไม่มาซะที ทั้งๆที่พี่ใหญ่อย่างสหรัฐก็ขยันพิมพ์เงินกันออกมา คนก็ไม่เอาเงินมาลงทุนใช้จ่าย ดันเอากลับไปซื้อพันธบัตรทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐต่ำเตี้ยเรี่ยราด สถาบันการเงินก็กลัวตัวเองจะล้มหายตายจากเหมือนเลห์แมน บราเธอร์ ก็กอดเงินที่พิมพ์ออกมาไม่ค่อยจะไปปล่อยกู้ ผ่านมาสามสี่ปีเศรษฐกิจสหรัฐก็ฟื้นช้าเหลือเกิน แต่เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ก็โตแบบพรวดพราด ในที่สุดนักลงทุนก็พบทางเลือกอื่นที่น่าสนใจกว่าในการป้องกันการลดลงของค่าเงินสกุลหลัก นั่นคือพันธบัตรประเทศเกิดใหม่ และตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ที่เติบโต ซึ่งสองอย่างนี้มีดอกเบี้ย มีปันผล มีการเติบโตของกำไร มี Reinvest return มีหลายๆอย่างที่ทองไม่สามารถให้ได้ ความต้องการทองเพื่อการลงทุนก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ

จนกระทั่งวันที่ 14 เมษายน 2013 นี้เองเป็นวันที่ "Margin Call" สำหรับตลาดทองคำ นักลงทุนเทขายทองคำออกมาอย่างรุนแรง กดราคาทองลงมาต่ำสุดๆ แถว 1323 เหรียญต่อออนซ์ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี หลังจากวันนั้นนักวิเคราะห์เกือบทั้งโลกพูดไปในทางเดียวกันว่าทองคำได้เปลี่ยนไปเป็นขาลงเรียบร้อยแล้ว ราคาเป้าหมายต่ำๆเริ่มโผล่มา 1370 1200 1150 หรือ 1000 ก็มี แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอกแหละว่าทองคำมัน Valuation ยาก ใกล้เคียงสุดก็คงเป็น Marginal Cost of Production ซึ่งว่ากันว่าอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,300 เหรียญต่อออนซ์ที่ผมไปอ่านเจอตามเวปไซด์ต่างๆเขียนไว้ใกล้เคียงกัน จริงเท็จอย่างไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ผมก็ไม่ได้เทพขนาดจะบอกได้ว่าราคาทองคำจะตกลงไปได้ถึงขนาดไหน หรือจะดีดกลับไปทำ New high หรือเปล่า เพราะผมไม่ใช่เซียนใบ้หวย แต่ผมเชื่อว่าราคาทองคำที่ลดลงจะทำให้ความต้องการของกลุ่ม Jewellery กลับมาอีกครั้ง อย่างที่เราได้เห็นผู้ซื้อเครื่องประดับทองคำแห่ไปร้านทองจนทองหมดร้านต้องแจกบัตรคิวกัน และมันก็ไม่ได้เป็นแต่ประเทศไทย ที่จีน ฮ่องกง และอินเดีย ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ตรงกันข้ามกับความต้องการของกลุ่มนักลงทุนที่จะลดลงเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากกองทุนรวม ETF ที่ทยอยขายทองคำออกมาตลอดในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทิศทางราคาทองคำจากนี้ไปคงจะถูกกำหนดโดยผู้ซื้อสองกลุ่มดังกล่าวเป็นหลักว่าใครจะอดทนกว่ากัน (แต่ถ้าดูจากที่อดีตผ่านมานักลงทุนเป็นกลุ่มที่มีความอดทนต่ำที่สุดใน 4 กลุ่ม) ส่วนกลุ่มธนาคารกลางที่เพิ่งกลับมาซื้อคงต้องทำใจนานหน่อยที่จะกลับมาขายราคาต่ำกว่าที่ซื้อไป เผลอถ้าเป็นธรรมเนียมประเทศแถวนี้ซื้อขายขาดทุนอาจถูกสอบสวนเอาซะด้วย 555+

สำหรับผมแล้วทองคำมันก็เป็นเงินสกุลหนึ่งที่ทุกคนในโลกมีสิทธ์จะเป็นเจ้าของได้ สามารถเอาไปแลกเป็นเงินได้ทุกสกุล ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีการเติบโต ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีการแทรกแซง ไม่มีข้อจำกัดการเปลี่ยนมือ มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายเป็นหลัก เงินส่วนใหญ่อยากให้มันไปทางไหน มันก็เป็นไปในทางนั้นแหละ

"Gold is money, itself, and nothing else"
- JP Morgan 1912 -

หมายเหตุ ความต้องการทองคำในภาพไม่รวมถึงตราสารอนุพันธ์หรือหลักทรัพย์ที่อ้างอิงทองคำ

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ใครที่จะได้ผลประโยชน์จากการ "มูลค่า" ของทองคำที่ลดลง

บทความเรื่องทองคำของคุณ ข้อมูล ป๊อกแป๊ก[1] -[3] ครับ รวบรวมไว้กันลืม เขียนได้น่าสนใจ

เกี่ยวกับราคาทองคำที่ดิ่งลงอย่างน่าเหลือเชื่อในช่วง 3 วันที่ผ่านมาผมมีทัศนคติกับเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นเราต้องมาเริ่มต้นทำความเข้าใจบางอย่างเพื่อปรับพื้นกันก่อนนะครับว่าปัญหาเศรษฐกิจยุโรปในปัจจุบันนั่นจุดเริ่มต้นเริ่มตั้งแต่ประมาณ 12 ปีที่ผ่านมา แต่ลุกลามจนเห็นผลได้ชัดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั่นเอง

สาเหตุหนึ่งมาจากอะไร ? แน่นอนว่าในข้อบกพร่องของระบบทุนนิยมนั้น ผู้ที่มีทุนมาก ย่อมสร้างไซโลดักเก็บเงินได้มากกว่าบุคคลทั่วไป และมักเก็บเงินเข้าสู่ระบบธฯาคาร (ตัวเลขบนกระดาษ) ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ทั่วโลกประสพสภาวการณ์เดียวกันนั่นคือ กระดาษ หรือ พันธบัตรที่อยู่นอกตลาด หายไปอยู่กับนายทุน นั่นทำให้สภาพคล่องของการใช้จ่ายลดน้อยถอยลงไป (สภาวะในตลาดคือ เงินที่เป็นตัวเลขอยู่บนบุ๊คแบงก์ สภาวะนอกตลาดคือเงินที่อยู่ในกระเป๋าเงินของประชาชน)

จากจุดนี้เองทำให้ "เงินเฟ้อ" (หรือ ธนบัตรที่พิมพ์มากกว่าปริมาณทองคำที่ประเทศนั้นๆถือครองอยู่) มีความสำคัญในระบบเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน

จากวันนหนึ่งจนถึงปัจจุบัน ในตำราเรียนจนถึงระดับปริญญาเอก ยังคงสอนให้เชื่อว่า เงินเฟ้อ ยังคงเป็ฯตัวร้ายสำหรับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุโรปนั้น คือเคสปัญหาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกทุนนิยม นั่นคือ เมื่อเม็ดเงินนอกระบบหรือสภาพคล่องหายไป รัฐบาลก็จำเป็นต้องผลิตพันธบัตรที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" นี้ออกมาเพื่อกระตุ้นหมุนเวียน การจับจ่ายใช้สอย

เมื่อผลิตมากเข้า มากขึ้น มันก็เกินปริมาณทองคำ หรือ ทุกๆสัญญาที่เป็๋นการทำบัญชีใช้จ่ายของอนาคต หรือเรียกว่าการ "ทำบัญชีแบบขาดงบดุล" นั่นเอง

ตรงนี้เราจะเห็นโครงสร้างระบบเศรษฐกิจหลักๆ ในระบบทุนนิยมในปัจจุบัน

จากที่ผมอธิบายมาในข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าวิกฤติยุโรป คือ ช่วงที่เรียกว่าเป็ฯ หายนะทางเศรษฐกิจ จากกรณีเม็ดเงินที่อยู่ในประเทศไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มระดับนายทุน จนรัฐบาลผลิตเงินเฟ้อออกมาเกินอัตรา จึงทำให้ทางยุโรปต้องการทองคำ เพื่อสนับสนุนมูลค่าสกุลเงินตนเอง ไม่ให้ลอยตามอัตราเงินเฟ้อ

เมื่อยุโรปต้องการทองคำ แล้วจะได้มาอย่างไร ในเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจก็ขาดงบดุลกับประเทศอื่นๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทองคำจะเข้ายุโรป ต้องทำอย่างไรล่ะ ?

คุณทราบเหรือไม่ว่าปัจจุบันนี้ ประเทศในทวีปเอเชีย คือ ประเทศผู้ที่กุมทองคำสดไว้มากที่สุด และ ยังคงมีวัฒนธรรมเฉพาะสำหรับคนเอเชียนั่นคือ การใช้ทองคำเป็นเครื่องประดับนั่นเอง จึงทำให้มีปริมาณทองคำ ทั้งในสภาวะตลาด และ นอกสภาวะตลาดล้นหลาม

ปริมาณทองคำมากมายมหาศาลเหล่านี้ เป็นที่ต้องการของชาวตะวันตกมาก เพราะเป็นที่ต้องการในการค้ำจุนเศรษฐกิจ อีกทั้งปัจจุบันนี้ Head ทางเอเชีย ไปคุมกลไกเศรษฐกิจทางฝั่งยุโรปได้ค่อนข้างเป็นที่สมบูรณ์ (ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาจากหัวเรือแรกคือ ญี่ปุ่น ไทย และ จีน)

ชาวตะวันตก (หลังจากนี้ผมจะใช้คำว่าชาวตะวันตกเพราะสืบเนื่องรวมกับความต้องการของชาวอเมริกันด้วย)

ชาวตะวันตกจึงพยายามหาทางหลายๆอย่างที่จะขัดแข้งขัดขากลุ่มทุนทางเอเชียหลายครั้งหลายครา เช่น การสร้างเรื่องราวปัญหาให้กับ รถยนต์ค่ายญี่ปุ่น เช่น ฮอนด้า โตโยต้า ให้มีปัญหาและเสื่อมเสียภาพลักษณ์ (พวกคุณคงจำกันได้) เพื่อลดความ popular ของ head ทางเอเชียในการขนเงินกลับเอเชีย ทำให้ GM ฟื้นตัวขึ้น และอีกหลายๆอย่างที่เป็นนวัตตวิธีทางการเงิน เช่น สร้างระบบ อีเคอเรนซี่ ระบบกฏหมายลิขสิทธิ์ และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อที่จะดึงเงินดุลสะพัดกลับเข้าไปทางตะวันตก (ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความฟุ้งเฟ้อในการใช้ทรัพยการธรรมชาติที่สำคัญของทางตะวันตกนั่นเอง)

จนมาถึงต้นปีนี้ Goverment ของทางตะวันตกก็มีการสนับสนุนให้นักลงทุนชาวตะวันตกเข้ามาเก็งกำไร หรือ รุกคืบเข้ามาใน เอเชีย ทำให้สิ่งที่เราเห็ฯตั้งแต่ต้นปีคือ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั่วเอเชีย พุ่งขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และมันจะวูบหายไปเป็นช่วงๆ ในช่วงที่ชาวตะวันตกทำกำไรและขน "มูลค่า" ไปยังตะวันตก และนำเงินทุนกลับมาใหม่ (ผมมั่นใจว่าปีนี้หุ้นไทยแตะที่ 1700 ถึง 1800 แน่นอน แต่ไม่ถาวร เพราะเป็นเงินมหาศาล)


ทุกอย่างมันกอปรคู่ขนานกันไป ทั้งการสร้างสภาวะความหวาดกลัวกับสงครามของสองเกาหลี รวมถึงความพยายามที่จะลดมูลค่าทองคำ นั่นเอง

พวกคุณไม่งงกันหรือไรว่า ราคาทองคำลดลงได้อย่างไร ในเมื่อ ดีมานยังคงมีความต้องการตลอด และ เป็นมูลค่าที่ไม่มีทางสูญหาย (ทองคำเป็นสสารที่เปลี่ยนรูปได้แต่จะไม่เเปรสภาพเป็นสสารชนิดอื่น)


ตอนนี้ใครกำลังได้ผลประโยชน์อยู่น้าาาาาา ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ


ขอบคุณครับที่ติดตามบทความผมมาโดยตลอด


บทต่อจากตอนที่แล้ว 
ใครได้ประโยชน์


ใครที่จะได้ผลประโยชน์จากการ "มูลค่า" ของทองคำที่ลดลง 


ตรงนี้เราต้องมองโจทย์ให้หลายมิติก่อนนะครับว่า ถ้ามีผู้ได้ผลประโยชน์ก็จะต้องมีผู้เสียผลประโยชน์คล้ะเคล้ากันไป 

ซึ่งประเด็นเหรียญอีกด้านหนึ่งของผมนั้นคำตอบของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา+สหราชอาณาจักร รองลงมาคือ กลุ่มสหภาพยุโรป

ผู้ที่ได้ผลประโยชน์โดยตรงนี้โดยรวมหลังจากนี้ผมจะเรียกกว่ากลุ่มทุนตะวันตกนะครับ

เมื่อมูลค่าทองคำลดลงนั่นเท่ากับว่า มูลค่าของหนี้สินของกลุ่มทุนตะวันตกก็จะลดจำนวนตัวเลขด้วยเช่นกัน ทำให้สัญญาใหญ่ๆสำคัญที่จำเป็นต้องจ่าย หรือ เคลื่อนไหวในช่วงนี้มีต้นทุนค่าปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผ่อนคลายมากกว่าเดิม

คู่ขนานกันไปกับการสนับสนุนนักธุรกิจชาวตะวันตกให้มาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ธุรกิจประเภท เงิน ต่อ เงิน หรือ การทำกับไรกับมูลค่าเพิ่มที่ลอยอยู่ในอากาศ เช่น การซื้อสัญญาหลักทรัพย์ล่วงหน้า การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน การเก็งกำไรกับสภาวะตลาดเงินในเอเชีย เพื่อโยนหนี้เน่าทิ้งไปให้หายไปกับมูลค่าเพิ่มที่ลดลง


จากตรงนี้เองเพื่อนที่อ่านอยู่อาจจะเริ่มงงแล้วว่าผมหมายถึงอะไร ผมจะทำโร้ดแมบให้ดูดังต่อไปนี้

สมมติโลกนี้มีสองประเทศคือ ประเทศตะวันตก กับ ประเทศเอเชีย

เมื่อทองคำมูลค่าลดลง = เพิ่มตัวเลขเงินเฟ้อให้กับ ประเทศตะวันตก และ ประเทศเอเชีย เนื่องจากมูลค่าทองคำที่ค้ำประกันพันธบัตรลดมูลค่าลง นั่นเท่ากับทำให้ พันธบัตร ที่มีอยู่ในประเทศเอเชีย และ ประเทศตะวันตก มีมากกว่าปริมาณทองคำที่คำประกัน


(กรณีตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการอธิบายให้เข้าใจคร่าวๆ เพราะโดยการทำธุรกรรมระหว่างประเทศต่อประเทศนั้น จะสำเร็จธุรกรรมผ่านมูลค่าในสัญญาราคาทองคำล่วงหน้ากันอยู่แล้ว มันทบๆกันไป เช่น ปี 2010 คือปีที่ finish ดีลมูลค่าอัตราแลกเปลี่ยน ของปี 2005 โดยประมาณการ)


กรณียกตัวอย่าง :

สมติประเทศไทยมีทองคำอยู่ 10 ตัน(ในธนาคารชาติ) ที่ค้ำประกันมูลค่าพันธบัตร ในจำนวนที่ผลิตพันธบัตรเพื่อหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจในประเทศในจำนวนมูลค่า 10 ล้านบาท + สัดส่วนพิเศษเงินเฟ้อ อีก 3 ล้านบาท สุทธิเป็นจำนวน 13 ล้านบาทต่อ ทองคำ 10 ตัน เมื่อมูลค่าทองคำลดลง นั่นเท่ากับว่า ในจำนวนทองคำ 10 ตันที่มีอยู่เท่าเดิม มูลค่าจะลดลง เท่ากับ ทองคำ 10 ตัน ไม่สามารถค้ำประกันปริมาณพันธบัตรจำนวนเท่าเดิมได้ ทำให้รัฐบาลไทยมีสองทางเลือกคือ

1. ทำลายพันธบัตรที่เฟ้อจากมูลค่าที่ลดลง (เป็นไปไม่ได้เพราะกระดาษทุกใบจะมีเจ้าของเงินอยู่แล้วเท่ากับว่า จะมีความเสียหายเป็ฯวงกว้าง และโดยปกติการทำลายธนบัตรที่เฟ้อก็ถูฏกระทำกันผ่านการฝากเงินกับธนาคารอยู่แล้ว โดยกระดาษธนบัตรที่ฝากธนาคารทุกใบจะถูกทำลาย และ แปรเปลี่ยนเป็นตัวเลขในบัญชีธฯาคารของผู้ฝากนั่นเอง และจะมีดีลการทำลายโดยปรกติคือ 1 ปี/1 ครั้ง)

2.นำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐอเมริการมาค้ำประกันพันธบัตรที่เฟ้อจากมูลค่าทองคำที่ลดล นั่นเท่ากับว่า เป็ฯการนำเม็ดเงินในอนาคตที่จะได้มาใช้มูลค่าการชำระหนี้สินในเรตทองคำที่ลดลง (อย่าลืมว่าประชาชนทั่วโ,กชำระเงินกันด้วยพันธบัตร แต่ เมื่อถึงดีลทำบัญชีอัตราแลกเปลี่ยน ของสกุลเงิน ระหว่างประเทศ กับ ประเทศ หรือ GOverment กับ Goverment นั้น จะใช้มูลค่าทองคำในธนาคารชาติที่มี โอนจ่ายค่าส่วนต่างของดุลการค้าในแต่ละปี และ ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกเลือกผู้สกุลเงินของตนเองกับสกุลเงิน usd จากสาเหตุที่ เป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งมารกที่สุดเพราะนอกเหนือจาก ใช้ทองคำค้ำประกันมูลค่าแล้ว ยังสามารถผลิตเพิ่มเติมได้โดยอ้างอิงจากปริมาณน้ำมัน เป็นเพียงชาติเดียวเท่านั้นนั่นเอง)


จากตัวอย่างนี้ เมื่อ สุดท้ายทั้งหมดจะถูกจัดการในกรอบของสกุล usd เป็นหลัก นั่นเท่ากับว่า สกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตามกลไกปรกติที่ประเทศใหญ่จะได้เปรียบดุลการค้าทุกปี กับ ประเทศรายย่อยนั่นเอง


จากหลักการเดียวกัน ให้ใช้กรอบนี้ แล้วเปลี่ยนโจทย์จากสหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่มสหภาพยุโรปดู เราก็จะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น และพวกเขาทำควบคู่กันไปกับการอาศัยช่องว่างนี้ นำหนี้เสียที่ลอยอยู่ในอากาศ ไปลงทุนกับ ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ก็แน่นอนว่า ตลาดหุ้นทั่วเอเชียที่คึกคักแบบผิดหูผิดตามมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวา 2012 จนถึงปัจจับนนี้ จะเห็นว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา อย่างน่าแปลกใจ (กรณีนี้เรายังสามารภจำกัดกรอบได้ว่าเป็ฯจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ด้วยเช่นกัน )

ซึ่งอย่าลืมว่า ปริมาณเงินที่เข้ามาซื้อขายหลักทรัพย์เพื่มมากชึ้นในเอเชีย คือเม็ดเงินที่ผ่าน พันธบัตรจากประชากร หรือกลุ่มทุนยุโรปที่เป็ฯภาคเอกชน นั่นเท่ากับว่า การนำเงินเข้าออกตลาดใดๆในเอเชีย ถือว่าตัวนับเป็น พันธบัตร


แต่เป็นพันธบัตรที่เฟ้อแล้วนั่นเอง แต่ยังคงมีมูลค่าอยู่ เมื่อนำมาเก็งกำไรตรามแบบแผนที่มี Goverment สนับสนุนอยู่ และการสร้างสภาวะการณ์ที่ล่อแหลมเช่น เหตุการณ์ตึงเครียดใน เกาหลีใต้ ทำให้ราคาหุ้นลดลง เหมาะที่จะนำเงินเฟ้อมาลงทุนซื้อขาย

เพื่อขนมูลค่าทองคำกลับประเทศ




คิดว่าภาพนี้จะทำให้เข้าใจง่ายขึ้น คือมันมีองประกอบมากกว่านี้ เพราะต้องเข้าใจว่า ดีลระหว่าง interbank ต่อ interbank สุทธิสัญญาธุรกรรมกันข้ามปีข้ามปัจจุบันไปหลายชอตแล้วเป็น
กลไกปรกติ และสัญญาเดียวกัน ทำให้มีหลายมูลค่าต่างๆได้ ก็เช่นเดียวกับ ทองคำ ราคาขาย ราคาค้ำพันธบัตร ราคาสั่งซื้อล่วงหน้า สัญญาซื้อขายล่วงหน้า สัญญาประเภท CFDs และอีกเพียบ

ทำแผนผังไม่ได้ง่ายๆแน่นอน

ซึงในภาพนี้ให้คิดว่าเป็ฯระบบเงินสด ทำธูรกรรมตัวเลขกันทุกๆ ไตรมาศ หรือ สิ้นปีแล้วกัน จะไม่งง
บทความที่ 3 ต่อเนื่อง (พรุ่งนี้อาจไม่มีเวลาเขียนบทความ)

------

จริงแล้วปัญหายุโรปไม่ได้มีปัญหาอะไรมากเลย ตามความคิดส่วนตัว เพราะว่า ผู้คนก็ยังคงมีฐานะและปรกติดี เพียงแค่ว่า ดัชนีเศรษฐกิจ หรือ เงินนอกระบบ (กระดาษธนบัตรที่ใช้จ่าย หรือ เงินที่อยู่นอกบัญชีตัวเลขธฯาคาร) มันหายไป เลยไม่มีสภาพคล่องให้ใช้จ่าย เมื่อไม่ใีให้ชาวยุโรปใช้จ่าย รัฐบาลก็ต้องผลิตเงิน (ธนบัตรเพิ่มขึ้น) เพิ่มไปเพิ่มมา ก็ล้นปริมาณทองคำที่มีและรวมทุกๆสัญญา ก็กลายเป็ฯปัญหาว่า มีปริมาณมูลค่าไม่พอจ่ายกับประเทศคู่ค้า อาทิ สมมติว่าโตโยต้าขายรถปีนี้ทั้งปีได้กำไร 1000 ล้าน ยูโร เวลาจะถ่ายเงินออกจากยุโรปไปลงทุนที่ประเทศอื่นๆ เลยกลายเป็ฯปัญหาว่า รัฐบาลยุโรปมีไม่พอจ่ายไปยังประเทศของนายทุนโตโยต้า (แต่แน่นอนว่าตัวเลขเงินในปัญชีของ บ.โตโยต้า เพิ่มขึ้น ) แต่ทองคำในประเทศญี่ปุ่นไม่เพิ่มขึ้นเต็มจำนวน เพราะว่า มีทองคำไม่พอจ่าย ก็จึงต้องจ่ายเป็นพันธบัตรพิเศษล่วงหน้า (เหมือนประมาณว่า เฮ้ย เอาใบตึ๊งโรงจำนำของลูกหนี้ข้าไปค้ำก่อน พอได้เงินมาอั๊วจ่ายแน่ ราวๆนั้น) ส่งผลให้ เงินญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้นก็ไม่แข็งแรง ก็เป็นโดมิโนไปอีก ทีนี้เวลาญี่ปุ่นจะจ่ายเงินให้ไทย ก็จ่ายด้วยสัญญาพวกนี้ไปเลย (สัญญาไม่ถือว่าเป็นษะ เพราะยังมีมูลค่า เพียงแค่อัตราเสี่ยงของมูลค่าเฟ้อสูงขึ้น )
สัญญาพวกนี้ก็ถูกขายเลหลังกันไป จากญี่ปุ่นไปไทย ไทยไปลาว ไปนั่นไปนี้ (จ่ายให้ประเทศที่ค่าเงินอ่อนกว่าตนเอง สัญญาพวกนี้ จะไม่ขาดทุน ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นจ่ายหนี้ไทย 10 ล้านบาท แต่ในมูลค่าสัญญานี้คือ 10 ล้าน ยูโร ก็ซอยัญญามาจ่ายให้กับไทย ก็ได้กำไรแบบเฟ้อๆในมูลค่าส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน อีก)


จ่ายไปจ่ายมา ก็จ่ายกันครบทุกสัญญาแล้ว ใน 12 ปีที่ผ่านมา ก็เลยทำพันธบัตรพิเศษขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่มีนักลงทุนประเทศรายใด กล้าลงทุน (ธนบัตรพิเศษนี้ขายให้คนภายในประเทศไม่ได้ เพราะก็เหมือนไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น) เมื่อไม่มีนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นซื้อขาย ก็เลยต้องประกาศดอกเบี้ย 200% (จำได้ใช่ไหม ที่กรีซขายพันธบัตร) ทีนี้ จีนก็มาซื้อพันธบัตรนี้จากยุโรปรายใหญ่ เพราะผลดอกเบี้ย พร้อมกับแลกสัมปทานท่อน้ำมัน และอื่นๆอีกมากมาย

ถึงกระนั้นปัญหายังไม่จบอีก เพราะเงินเฟ้อมันล้นระบบหมดแล้ว และคนในประเทศก็ต่างเก็บเงินไว้ต่างประเทศ และส่วนหนึ่งหลุดจาก การนิยมหนีหนาวมาทางเอเชีย

IMF ก็ยิ้ม และรอจ้องเขมือบสัญญาสัมปทานน้ำมันของบริษัทพลังงานใหญ่ๆในยุโรป เพื่อมาค้ำ ดอลล่า อีก ผสมกันเข้าไปทีนี้ก็มั่วเละคุ้มเป้ะ

อเมริกาและยุโรปเลยต้องร่วมหัวจมท้ายกัน ทำทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ เพราะไม่งั้น ตายหมู่แน่ เพราะจีนก็เป็นเจ้าหนี้พันธบัตรอเมริการรายใหญ่ด้วย

ทีนี้ทำไงล่ะ ก็อย่างที่เห็ฯนั่นล่ะ แหกกฏละเมิดกฏกันวุ่นวาย ให้โซรอส มาพูโได้อย่างไรไม่ทราบ ชี้นำว่าเศรษฐกิจยุโรปจะร่วงๆๆๆ (ปกติเขามีกฏผู้ที่มี Dynamic Voice มหาศาล พูดอะไรที่เป็ฯการชี้นำเศรษฐฏิจ) เมื่อออกมาพูด ก็เสริมส่งให้นักลงทุนเอเชีย วิตก

นักธุรกิจภาคเอกชน ก็บอก ชิหายแหล่ว ต้องขนเงินออกมาจากยุโรป ไปฝากไว้เป็ฯสกุล usd จะปลอดภัยที่สุด

สุดท้าย ปอนด์ อังกฤษคือตาอยู่ของเกมนี้

-"- อธิบายให้เป็นภาษาบ้านๆ เพราะกลัวว่าผู้อ่านจะไม่เข้าใจหลักการ การเงินระดับ GtoG


ที่มา

บทความ
[1] ตอน 1https://www.facebook.com/photo.php?fbid=181354692016437&set=a.105310389620868.14247.100004257220592&type=1
[2] ตอน 2 https://www.facebook.com/photo.php?fbid=181631891988717&set=a.105310389620868.14247.100004257220592&type=1
[3] ตอนสาม  https://www.facebook.com/photo.php?fbid=181662735318966&set=a.105310389620868.14247.100004257220592&type=1
ภาพ
[1] https://www.facebook.com/photo.php?fbid=181640011987905&set=a.105310389620868.14247.100004257220592&type=1
[2] https://www.facebook.com/photo.php?fbid=181655155319724&set=a.105310389620868.14247.100004257220592&type=1

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

ซื้อทองป้องกันเงินเฟ้อได้จริงหรือ ???

ซื้อทองป้องกันเงินเฟ้อได้จริงหรือ ???


นี่คือกราฟราคาทองที่ปรับเงินเฟ้อออกแล้ว การที่กราฟคงที่แสดงว่าป้องกันเงินเฟ้อได้ จะเห็นว่ามีบางช่วงเวลาที่ปรับตัวลง แต่เวลาปรับตัวขึ้นคือยื่นเหนือเงินเฟ้อ จะทำกำไรรุนแรง สรุปคือ มันขึ้นอยู่กับ Timing

โชคดีในการลงทุนนะคร้าบ

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

tpoly จะ turn around?


tpoly บริษัทรับเหมาเล็กๆ ที่เข้ามาระดมทุนใน ตลาด mai เริ่มคิดการใหญ่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยการระดมทุนเพิ่มเป็น 420 ล้านเพื่อย้ายเข้า set พร้อมความฝัน การเจริญเติบโตจากธุรกิจเดิม และธุรกิจใหม่คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล

ธุรกิจก่อสร้าง

  • มีการนำระบบ ERP เข้ามาประยุกต์ ทำให้ควบคุมประสิทธิภาพและต้นทุนดีขึ้น
  • เติบโตโดยรับงานที่ใหญ่ขึ้น สมัยก่อนเป้ารายได้ 3000 ล้านต้องรวมงานเล็กๆ 100 ล้านเกือบ 30 งาน เดี๋ยวนี้รับงาน 500 ล้าน 6 งานก็ได้เป้า กำไรดีกว่าด้วย
  • ปี 55 ที่ผ่านมาประสบปัญหา วัสดุก่อสร้างราคาพุ่ง ค่าแรงราคาเพิ่ม แต่รายได้ไม่เพิ่มเพราะเซ็นต์ไว่ก่อนน้ำท่วม งานที่รับมาใหม่ๆก็ดีขึ้น

  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

  • โครงการกรีนิชที่รามอินทราเริ่มโอนได้ในปีนี้ ทำเลดีอยู่ข้างๆ makro รามอินทรา มีรถไฟฟ้าสายสีชมพูผ่านหน้าโครงการ
  • มีที่ดินเหลืออีก 6 ไร่หน้าโครงการวางแผนจะสร้างคอนโด

 ธุรกิจโรงไฟฟ้า

  • ตอนนี้มีอยู่ในแผน 4 โรงเป็นโรงไฟฟ้าจากเศษไม้ยางบ้าง ขุยมะพร้าวบ้าง 
  • สร้างเสร็จและจ่ายไฟแล้ว 1 โรงเมื่อ 15 มีนาคมที่ผ่านมา
  • มีโรงไฟฟ้ากำลังศึกษาอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และที่ประเทศลาวลาว
ประมาณการรายได้ และกำไรของ TPOLY ในปี 2013 - 2016

เขาจะทำความฝันให้เป็นจริงได้หรือไม่คอยติดตามกันครับ

คุณ Zhao Yun เข้าฟัง OppDay 1Q56 แล้วสรุปไว้ใน facebook (https://www.facebook.com/ZhaoyunHi/posts/486515188083164) ดังนี้คับ

TPOLY ; RoadMap 2558-60; 11/06/56 (OppDay 1Q56)


  1. เสร็จการแปลงTPOLY-W1 มีการใช้สิทธิ์ 99% หุ้นที่แปลงจะเข้าปลายเดือนมิย 56 บริษัทได้เงิน 126 ล้านบาท
  2. คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมติให้ออกเสนอขายตั๋วเงินระยะสั้น ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 500 ล้านบาท อายุไม่เกิน 270 วัน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต (อัตราดอกเบี้ย5.25-5.50%)


ธุรกิจ 4 ส่วน คือธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจโรงไฟฟ้า,ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจTrading

1.Construction Business


  1. มีBacklog สิ้น 1Q56 2,935 ล้านบาท
  2. กำลังเข้าประมูลงานมูลค่า 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้25-30% เตรียมประมูลช้อปปิ้ง มอลล์ 4 แห่ง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ตอนนี้ได้งานShopping Mall 1แห่ง มูลค่า500ล้านบาทแต่ยังไม่ได้ประกาศ รวมงานเดิมที่ได้มาแล้ว1,000ล้านเป็น1,500ล้าน รายได้เติบโตขึ้นจากปี2555ประมาณ 25 – 30%
  3. หลังจากรับรู้รายได้ทั้งหมดปีแล้ว คาดว่าจะมีBacklogใหม่ที่สิ้นปีอีก2556 3,400 ล้านบาท(ของปี57)


พื้นฐานเพิ่มเติม

  1. งานธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บริษัทเน้นกลยุทธ์รับงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 12-15% หรือต้องมีมูลค่าโครงการ 400 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อมีกำไรสุทธิให้ได้มากขึ้น ตั้งเป้าสัดส่วนลูกค้าภาครัฐประมาณ 49% และภาคเอกชน 51%
  2. เมื่อปี2555ได้การตั้งสำรองก้อนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างแถวจตุจักรซึ่งลูกค้ามีปัญหาด้านการหาเงินทุนขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายได้ตั้งสำรองไว้ทั้งจำนวนเพื่อให้ conservative ที่สุด ถ้าในอนาคตสามารถเคลียร์ปัญหาได้ จะกลับเป็นกำไรมาในบัญชี (ขาดทุนตัวเลขทางบัญชี)
  3. เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ทางภาคใต้ และสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีคู่แข่งน้อย และมีงานภาคใต้35%ของพอร์ตรับเหมาก่อสร้าง
  4. ถ้าพรบ2ล้านล้านบาทออกมา ซึ่งเป็นงานด้านก่อสร้างคมนาคมและสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ส่งผลดีต่อกลุ่มรับเหมาทั้งกลุ่มมีงานต่อเนื่อง7ปี


2.Energy Business(TPC Power Holding99.99%)


  1. สรุปผลทำFAของบริษัทTrinity เกี่ยวกับ TPC power Holding ว่าจะระดมเงินทุนสร้างรฟฟ.ชีวมวล 3 แห่ง 300-400 ล้านบาทในสิ้นเดือน มิย56 ทางเลือกอยู่ทั้งหมด 4 แนวทาง ได้แก่ การกู้เงินจากธนาคาร, การใช้เงินสดหมุนเวียนของบริษัทฯ, การออกวอแรนท์ และ การจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และหาแนวทางการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งและเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้ง แรก(IPO)เพื่อระดมทุนไปลงทุนในโรงไฟฟ้าในอนาคต เพื่อไปสู่เป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 100 เมกวัตต์ภายในปี 2560
  2. รฟฟ.ชีวมวลทุ่งสัง กรีนและมหาชัย กรีนเพาเวอร์(VSPP)ทั้งสองได้ผ่านเงินกู้แบงค์แล้ว ไม่มีปัญหามวลชนประท้วงคัดคานแล้ว อบต.เซ็นอนุมัตทุกทีแล้ว รอใบรง.4 ภายใน2เดือนแต่ที่มหาชัย กรีนเพาเวอร์น่าจะได้ก่อน และพร้อมก่อสร้างได้ คาดว่าจะสร้างเสร็จ 3Q57 ทั้งสองโรงไฟฟ้า ใช้เวลาก่อสร้าง 15เดือนและรฟฟ.ชีวมวลบางสะพานน้อยได้ยืนขอใบ รง.4 ไปแล้วรอผลภายใน 2เดือนเช่นกัน
  3. คาด 4Q57-1Q58 ทำSpin-Offหุ้นTPC Power Holding (TPCP) นักลงทุนถือหุ้นTPOLYได้สิทธิ์จองหุ้นIPOตามสัดส่วนของหุ้น(อัตราส่วน15:1หรือ20:1ราคาพาร์1บาท)
  4. หลังจากทำIPO หุ้นTPOLYจะถือหุ้นTPCPสัดส่วน50+% ยังรับรู้การเติบโตต่อเนื่องของหุ้นTPCPที่จะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก40MWเป็น100MW ภายในปี2560
  5. หลังTPCP เข้าตลาดหุ้นหมวดพลังงานมีการเติบโตต่อเนื่องได้อีกมาก เพราะมีการสร้างรฟฟ.ชีวมวลต่อจาก 40MW เป็น 100MW แต่ถ้าเปลี่ยนตัวหุ้นจากTPOLYมาลงทุนตัวTPCPเป็นตัวหลักแทนได้ เพราะรฟฟ.ชีวมวลจะมีNPMสูงถึง 30% หลังจากได้จ่ายเงินกู้แบงค์และดอกเบี้ยทำให้ลดรายจ่ายลดทุกๆปี ทำส่งผลต่อNPMสูงขึันปีต่อๆไปนั้นเอง และยังน่าสนใจกว่าและสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ดีกว่า
  6. .ส่วน รฟฟ.บางสะพานน้อยคาดว่าจะเสร็จ 1Q58 กำลังผลิต10MW
  7. ภายในปี 2558 จะมีการสร้าง รฟฟ.ชีวมวล เสร็จรวมกำลังผลิต 4 แห่ง รวม40MW
  8. แผนงานศึกษา รฟฟ.ชีวมวลที่ภาคเหนือตอนล่าง(กำแพงเพชร10MW,นครสวรรค์10MW)20MWมีใบรง.4และใบPPAแล้ว, พัทลุง10 MW, นครศรีธรรมราช10MW, สามจังหวัดชายแดนภาคใต้(ปัตตานี20MW,XXX 10MW,YYY 10MW) รวมทั้งหมด80MW แต่อาจสร้าง 60MWน่าจะตัดสามจังหวัดชายแดนออกไป20MW
  9. คาดสร้าง รฟฟ.ชีวมวลปัตตานี(SPP)20MWเสร็จภายในปี 2560 ที่ปัตตานีจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากเพราะได้ค่า Adderเพิ่มเป็น 1.30 บาทต่อหน่วยในพื้นฐานเสี่ยงภัย ส่วนที่อื่นๆของ รฟฟ.ชีวมวลได้ 0.30 บาทต่อหน่วย
  10. ตั้งเป้าจะมี รฟฟ.ชีวมวล 100MWภายในปี2560แน่นอน
  11. คาดสร้าง รฟฟ.พลังน้ำที่ สปป.ลาว(SPP)อีก 2 แห่ง (50MW+80MW) รวมทั้งสิ้น 130MW
  12. ทำให้รวมกำลังผลิตของ รฟฟ.ชีวมวล100MWและรฟฟ.พลังน้ำที่ลาว 130MW รวมทั้งหมด 230MW ภายในปี2560
  13. คาดว่าสิ้นปี2559ได้รายได้จากCarbon Credit จำนวน40ล้านบาท จากรฟฟ.ชีวมวลจำนวน40MW ที่จะสร้างเสร็จในปี 2558 ( รายได้ 10.6ล้านบาทต่อ10MW ต่อปี,มีCDM35,000ตันต่อปีต่อรฟฟ,ขาย 8 EURต่อตัน,คิดที่ EUR/Bath 38.00 บาท)


พื้นฐานเพิ่มเติม

  1. นโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนของ EGAT มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลให้ได้ 3,630MWภายในปี 2564 ปัจจุบันผลิตได้ 1,600MW มีนโยบายของรัฐ “1 อำเภอ 1 โรงไฟฟ้าชีวมวล” และมีสัดส่วนการเพิ่มที่มากกว่าพลังงานทางเลือกอื่นๆ
  2. ใบรง.4 คือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4), ใบPPA คือใบอนุญาตการซื้อขายไฟฟ้า (PPA)
  3. TPC Power Holding Co., Ltd. ทุนจดทะเบียน 200ล้านบาท จำนวน20,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท พาร์ 10 บาท, TPCPถือCRB 73%, TSG65%,MCH46%,BBRP85%[CRB;COD15/03/56,70mKwh/Y,250MTHB/Y ]
    [TSG;COD3Q14,70mKwh/Y,250MTHB/Y]
    [MHL;COD3Q14,64mKwh/Y,220MTHB/Y]
    [BBRP;COD1Q15,64mKwh/Y,230MTHB/Y]
  4. ต้องใช้เงินลงทุนแต่ละ รฟฟ.ชีวมวล200ล้านบาทลงทุน[CRB 73%=146, TSG65%=130,MCH46%=92,BBRP85% =170]รวมเท่ากับ538ล้านบาท มีทุนจดเทียบแล้ว 200ล้านบาท ยังขาดอีก 538-200=338 ล้านบาท ต้องหาเงินทุนเพิ่มอีก350ล้านบาท
  5. คิดรายได้ขายไฟฟ้าปี2558ได้ [CRB 73%=182.5, TSG65%=162.5,MCH46%=101.2,BBRP85% =195.5]เท่ากับ641.7ล้านบาท
    ถ้าถือTPCP100%=641.7,NPM 30%192.5ล้านบาท,
  6. ได้ค่าAdderเพิ่ม0.30บาทต่อหน่วย แต่รฟฟ.ชีวมวลที่ปัตตานีจะได้ adderเพิ่ม1.30บาทต่อหน่วยได้ 7ปีแรก และมีสัญญาซื้อไฟฟฟ้าต่อเนื่อง25ปี มีสิทธิ์BOI 8 ปี ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล
  7. กำลังผลิตไฟฟ้าของ รฟฟ.ชีวมวลช้างแรก ตอนนี้ผลิตเฉลี่ยได้ 190,000 หน่วยต่อวัน เป้าหมาย 200,000หน่วยต่อวัน ได้CODวันที่15/03/56 และรฟฟ.ชีวมวลดีกว่า Solar/Wind ตรงที่ถึง Adder หมดรายได้ก็ไม่ได้ลดลงอย่างมากๆ และกำหนดชะตาชีวิตตนเองในการผลิตไฟฟ้าไม่ต้องหวังพึ่งแดดพึ่งลม และถ้าเดินเครื่องแล้วโอกาสที่รฟฟ.ชีวมวลอื่นๆจะมาตั้งใกล้ๆหมดสิทธิ์นั้นเอง(รัศมีต้องห่าง100กิโลเมตร)
  8. การขาย Carbon Credit ได้ของ รฟฟ.ชีวมวลต้องเดินเครื่องครบ1ปีก่อน ถึงขายในปีที่2ได้ สัญญาซื้อระยะยาวจากบริษัทEnBWต่อเนื่อง 10 ปี ขาย 8 EUR ต่อตัน

3.Real Estate Business (TPC Asset99.99%)


  1. เริ่มโครงการTownHome 3 ชั้น(Greenwich)ในพื้นที่18ไร่ จำนวน174ยูนิต มูลค่า750ล้าน ยอดจองตอนนี้ 213ล้านบาทคิด30% คาดจะปิดโครงการ 2Q57
  2. ปรับราคาขายจากยูนิท 3.69เป็น3.99ล้านบาท ทำให้NPM 7>10% เป้ายอดขายปีนี้ 250-300ล้านบาท
  3. เริ่มโครงการคอนโดมิเนียม (สูง 40 ชั้น ขาย50,000 บ.ต่อตรม.)มูลค่า 2,000ล้านบาทในพื้นที่6ไร่ เริ่มก่อสร้าง 2558 สร้างเสร็จใช้เวลา3ปี (2560) ติดรถไฟฟ้าBTSสายสีชมพู (แยกแคราย-แยกปากเกร็ด-มีนบุรี) คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้2560


พื้นฐานเพิ่มเติม


  1. โครงการกรีนิช รามอินทราและคอนโดมีเนียม สถานที่ตั้งของโครงการจะตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีของรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีบางชัน สถานีที่ 21 (ปากซอย รามอินทรา 109 คือถนนพระยาสุเรนทร์) สถานที่โดยรอบโครงการมีแฟชั่นไอส์แลนด์ นั่งรถไฟฟ้าถัดไปสองสถานี, มีAmorini เป็น Community Mall ห่างไป 1 สถานี (สถานีสวนสยาม), อีกฝั่งที่มีข่าวว่าเดอะมอลล์สร้างห้าง (ธุรกิจนี้ได้NPM10%)4.Trading Business(TPC Bangkok Supply99.99%)
  2. ตั้งบริษัทเทรดดิ้ง รองรับ AEC มุ่งสินค้าที่มีกำไรและตลาดที่แน่นอน
  3. ที่ จีน Construction Material ไม้อัดและได้เซ็นMOUกับจีนการขายเครื่องจักร,พม่า Dealer Commodity Product Ex. Cement,Steel,Wood,Palm oil,อินโดเนียเซีย Palm oil Trader,ไทย Heavy Equipment
  4. นำเข้าไม้อัดมาเป็นแบบและแมทชีทสำหรับโครงการก่อสร้างแนวสูงลดต้นทุนก่อสร้างและต่อไปจะเริ่มขายให้ผู้อื่นต่อไป
  5. ธุรกิจเทรดดิ้ง พวกCommodity ได้ Margin 2-3% แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรหนักได้เพิ่มอีกนิด ตามแบบธุรกิจซื้อมาขายไปตามคำสั่ง

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

EARTH กับเรื่องวุ่นๆของเงินทุนหมุนเวียน

EARTH : บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทโฮลดิ้งคอมปานีเพื่อลงทุนในธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายถ่านหินทั้งในและต่างประเทศ

ช่วงนี้ผู้บริหารเก่งครับ ธุรกิจเติบโต กำไรโต

ราคาหุ้นก็เลยซิ่งไปด้วย
มาดูงบกระแสเงินสด ที่น่าแปลกใจก็คือ ตั้งแต่ปี 2554 กำไรสุทธิเป็นบวก แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ ทำมาหากินแล้วเงินหายไปไหน ต้องจัดหาเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกู้และเพิ่มทุน
มาเจาลึกรายละเอียดกันซะหน่อย

ทีน่าสนใจก็คือ เงินจมไปกับสินทรัพย์หมุนเวียนเยอะมาก
  • ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 1435 ล้าน
  • สนิค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 1064 ล้าน
  • และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 1418 ล้าน
 มาดูกันว่าลูกหนี้การค้า กับสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นเป็นรอบปกติของธุรกิจหรือเปล่า ถ้าระยะเวลาเก็บหนี้ กับระยะเวลาขายสินค้ายังนิ่งๆ ก็สบายใจว่าเป็นปกติของธุรกิจ

ตัวเลขเริ่มผิดปกติ
  • ระยะเวลาเก็บหนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 29.59 วันในปี 53 มาเป็น 60.95วัน และ85.44 วัน ในปี 54 และ 55 ตามลำดับ นี่MDเพิ่มเครดิตการค้าให้ลูกค้า? หรือมีหนี้เสีย?
  • ระยะเวลาขายสินค้าก็ตัวเลขสูงขึ้น ตุนอะไรไว้เยอะเยะหนอ

เจาะรายละเอียดเรื่อง ลูกหนี้การค้า

จากหมายเหตุประกอบงบข้อ 8 เรื่องลูกหนี้การค้า ลูกหนี้ประมาณ 73% (2,010/2,719*100) ยังอยู่ในกำหนดชำระเดาว่า
  • อยากขายของก็เพิ่มเครดิตให้
  • อยากให้งบกำไรขาดทุนงวดนั้นโต ก็อัดยอดขายให้อยู่ในงวดนั้นเยอะ เพราะนักบัญชีเขาบันทึกเกณฑ์คงค้าง ขายได้งวดไหนก็บันทึกกำไรงวดนั้นแหละ เก็บตังค์ได้หรือเปล่าอีกเรื่อง

มาดูเรื่องสินค้าคงเหลือกันบ้าง

 สินค้าคงเหลือส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ 1,117 ล้าน น่าจะเป็นถ่านหินในเหมืองกระมัง น่าจะปกติ (เดา)

เมื่อร้อนเงินก็ต้องหาเงิน


จากงบดุลจะเห็นว่าจากการที่ธุรกิจโตไวและต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเยอะ (ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ) ก็ต้องหาเงินมาหมุน ไม่ว่าหนี้สิน เพิ่มจาก 992.92 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 2,263.54 ล้านบาท และ 5,420 ล้านบาทในปีะ 2554 และ 9 เดือน 2555 ตามลำดับ

หรืออาจต้องเพิ่มทุนเป็นว่าเล่น เร็วๆนี้ก็เอาหุ้นไปจดทะเบียนหาตังค์ที่ตลาดเยอรมัน

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตารางคำนวณอิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงินเป็นสิ่งที่ใครๆก็อยากมีครับ นิยามก็คือคนที่มีรายได้จากการทรัพย์สินมากกว่ารายจ่ายประจำ ซึ่งมันเป็นการเดินทางระยะยาวครับ สรุปจากหนังสือ "เงินสี่ด้าน" เขาว่า

รายได้มีสองทางใหญ่ๆ

  1. ต้องทำถึงได้เงิน ประกอบด้วย พนักงาน ธุรกิจส่วนตัว ต่อไปเรียกรายได้ A
  2. นั่งๆ นอนๆ นานๆมาดูทีก็ได้เงิน เจ้าของธุรกิจ(ให้ลูกน้องทำ) กับ นักลงทุน (กินดอกผล) ต่อไปเรียก รายได้ B

คนทั่วไปที่ไม่มี back ทางบ้านกว่าจะมีอิสรภาพทางการเงินต้องผ่านเส้นทางดังนี้

  • รายได้ A < รายจ่ายประจำ = จน
  • รายได้ A > รายจ่ายประจำ = รวย
  • รายได้มาจากสองทางคือ รายได้ A + รายได้ B > รายจ่ายประจำ = มั่งคั่ง
  • ถ้า รายได้ A = 0 และ รายได้ B > รายจ่ายประจำ = อิสรภาพทางการเงิน

บางคนตั้งเป้าไว้ไกลเกิน ก็อาจท้อไปซะก่อน เพื่อไม่ให้ท้อระหว่างทาง เราต้องแบ่งเป้าหมายเป็นขั้นย่อยๆครับจะได้ทำได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น

  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนปริญญาตรี
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนปริญญาโท
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนผู้จัดการ
  • ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเท่ากับเงินเดือนกรรมการผู้จัดการ

ลองคำนวณได้ตามตารางได้เลยครับโดยใส่เงินออมต่อเดือน และผลตอบแทนต่อปีในช่องสีเหลือง ตารางจะคำนวณ เงินทุนเป้าหมายที่ต้องมี และระยะเวลาที่จะลงทุนให้ถึงเป้าหมายแต่ละขั้นให้ครับ



จะเห็นว่าถ้าเริ่มจากไม่มีอะไรเลย ผลตอบแทนขั้นแรกหายากที่สุดแล้วครับ ออมเดือนละ 2000 ผลตอบแทน 10% ต่อปี แค่จ๊อบพิเศษ ต้องใช้เวลาลงทุนถึง 10 ปี เพื่อให้เราถึงอิสรภาพทางการเงินไวขึ้นต้องมีเร่งครับ

  • เร่งเงินออม (ลงทุน)
    • เงินออม = รายได้ - รายจ่าย
    • หาวิธีเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้ได้เพื่อมีเงินมาออมมาลงทุนมากขึ้น
  • เร่งผลตอบแทน
    • ระดับผลตอบแทนจะสัมพันธ์กับระดับความรู้ รู้กว้าง รู้ลึก รู้จริง ทำให้เราได้เปรียบครับ 
แต่สุดท้ายอิสรภาพทางการเงินก็ไม่ได้บอกว่าถึงแล้วจะมีความสุข มีความสุขทุกตลอดเวลาที่ลงทุนสำคัญที่สุดครับ

เจริญในการลงทุนทุกท่าน