วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

akr จะอยู่หรือไป

akr โดยธุรกิจเดิมเป็นผู้นำเรื่องหม้อแปลงครับ ยอดขายหม้อแปลงอาจดีกว่า qtc trt ด้วยซ้ำ (จุดเด่นที่ connection) ถ้าอยากรู้ว่าดีอย่างไรไปดูที่งบเฉพาะกิจการครับไม่เคยขาดทุน

หม้อแปลงของ akr

ทีนี้เขาอยากโตก็ระดมทุนเข้าตลาดโม้ว่าจะมาทำโรงงานผลิตแผงโซล่าเซลครับ ภายใต้บริษัทย่อยที่ชื่อว่า เอกรัฐโซล่าร์ จำกัด
ภาพโซลาร์ฟาร์ม ขนาด 630 กิโลวัตต์ พื้นที่ 8 ไร่ ลงทุนโดย บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกเดี่ยวซิลิคอนผลิตโดย บริษัท เอกรัฐโซล่าร์ จำกัด  ผลิตไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 870,000 หน่วย มีรายได้ปีละประมาณ 9.5 ล้านบาท เริ่มผลิตไฟฟ้าต้นมีนาคม 2553
ที่มา: http://www.thaisolarfuture.com/product.php?id=12


ทำไปซักพักแข่งขันกับผู้ผลิตจากจีนก็ไม่ได้ รัฐก็ไม่สนับสนุน ตอนนี้ปัญหาคือโรงงานของบริษัทย่อยเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ และมีหนี้ให้ปวดหัวเล่นที่ 1,320 ล้าน เมื่อ 31 มีนาคมปีที่แล้วปรับโครงสร้างหนี้ไป 1320 ล้านมีเงื่อนไขดังนี้
  • 500 ล้านยกให้ ถ้าจ่าย 2 - 3 หมด
  • 500 ล้านแบ่งจ่าย 7 ปี
  • 300 ล้านขายโรงงานบริษัทย่อยมาใช้หนี้

ตอนนี้ปัญหาคือ 300 ล้านต้องจ่ายภายในเดือน มีนาคม 2556 ยังเร่ขายไม่ออกเบย

ถ้าไม่เอาออกตอนนี้บริษัทแม่ต้องเอาเงินไปเลี้ยงบริษัทย่อยๆผ่านรายการเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทย่อย ประมาณ q ละ 20 ล้าน เพื่อเอาไปจ่ายดอกเบี้ย และค่าดำเนินการนิดหน่อยๆครับ

ที่น่าสนใจคือปีที่แล้วบริษัทได้ล้างขาดทุนสะสมโดยการลดทุน + นำส่วนเกินมูลค่าหุ้นมาล้าง ทำให้ตอนนี้งบเฉพาะกิจการไม่มีขายทุนสะสมพร้อมจ่ายปันผล หรือเพิ่มทุนในกรณีเลวร้ายที่สุดครับ

สรุปว่าช่วงปี 2556 นี้ เป็น shot วัดใจครับว่าหวยจะออกแนวทางไหน โดยสรุปจะมีอยู่ 3 แนวทาง ที่จะปลดล็อคได้ คือ


  1. ขาย เอกรัฐโซล่าร์ ให้ได้(หากรัฐบาลมีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ชัดเจน โอกาสขายได้ก็มี)
    ผลกระทบ - ถ้าหากผู้ซื้อ ซื้อหุ้นทั้งหมดของ เอกรัฐโซล่าร์ งบการเงินก็จะแสดงแต่งบของ เอกรัฐวิศวกรรม เท่านั้น ซึ่งงบกำไรขาดทุน ก็จะดีขึ้นทันที ,เงินลงทุนในบริษัทย่อย ที่เคยตั้งด้อยค่าไว้ก็จะถูกบวกกลับตามราคาที่ขายได้ ,เงินที่ได้จากการขายเอกรัฐโซล่าร์ ก็นำไปใช้หนี้ตาม สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ไม่ต้องเพิ่มทุนมาชำระหนี้ ส่วน 300 ล้านบาท ที่ต้องชำระปี 57(หากขายได้เงินเพียงพอต่อการชำระหนี้)
  2. รีไฟแนนซ์ จาก ธ.ทหารไทย ไป ธ.xxx แล้วดำเนินการปิดกิจการ เอกรัฐโซล่าร์
    คงมีหลายๆคนสงสัยว่า ในเมื่ิอเอกรัฐโซล่าร์ขาดทุน ทำไมไม่ปิดทิ้งไป ค่าใช้จ่ายจะได้ลดลง งบกำไรขาดทุน จะได้ดูดีขึ้น? ส่วนตัวคิดว่า น่าจะมีเหตุผล 2 อย่าง 1. เมื่อมีผู้ซื้อ ผู้ซื้อสามารถดำเนินกิจการต่อได้ทันที 2. (อันนี้สำคัญ)การปิดเอกรัฐโซล่าร์ จะทำให้ต้องบันทึกสินทรัพย์ในมูลค่าที่อาจจำหน่ายได้ แทนที่มูลค่าสินทรัพย์ตามงบดุลในปัจจุบัน เช่น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เฉพาะของเอกรัฐโซล่าร์ บันทึกที่ 810 ล้าน ถามว่าถ้าขายจะขายได้ 810 หรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่ถึงแน่ๆ แล้วเท่าไหร่หละ สมมติให้มูลค่าที่อาจจำหน่ายได้ เท่ากับ 300 ล้าน มันจะเกิดอะไรขึ้น

    สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ

    ณ ไตรมาส 1/56

    2,255 = 1,830 + 425

    ถ้าหากปิดเอกรัฐโซล่าร์ (เดิมบันทึก ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 810 ล้าน ต้องบันทึกเป็น 300 ล้าน มูลค่าลดลง 510 ล้าน)
    (2,255 - 510) = 1,830 + (425 - 510)

    ส่วนของเจ้าของ ติดลบทันที อันนี้เรื่องใหญ่

    แต่ปัญหาทุกอย่างมีทางออก ไม่ใช่ว่าบริษัทจะบันทึกสินทรัพย์เกินความเป็นจริงเท่านั้น แต่หนี้สินของบริษัท ก็บันทึกเกินความเป็นจริงเหมือนกัน เพราะยอดหนี้ที่บันทึกไว้ คือ 1,284 แต่จ่ายจริงเพียง 805 ล้าน ส่วนต่าง 479 ล้าน นี่หละสำคัญ การรีไฟแนนซ์ คือทางออก เพื่อที่จะให้มีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้เสียก่อน แล้วจึงปิดเอกรัฐโซล่าร์

    2,255 = (1,830 - 479) + (425 + 479)

    2,255 = 1,351 + 904 (*หน้าตางบดุลหลังรีไฟแนนซ์)
    แล้วทำการปิดเอกรัฐโซล่าร์
    (2,255 - 510) = 1,351 + (904 - 510)
    จะเห็นว่าส่วนของเจ้าของเพียงพอแล้ว ไม่ติดลบ
    เมื่อปิดเอกรัฐโซล่าร์แล้ว งบกำไรขาดทุน ก็จะดูดีขึ้นทันที
  3. การเพิ่มทุน แล้วปิดกิจการ เอกรัฐโซล่าร์
    ขั้นตอนก็คล้ายๆกับ แนวทางที่สอง แต่แทนที่จะเพิ่มส่วนของเจ้าของ โดยการรีไฟแนนซ์ เปลี่ยนเป็นการเพิ่มส่วนของเจ้าของโดยการเพิ่มทุนแทน ซึ่งแนวทางนี้น่าจะใช้เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ 300 ล้าน ที่ต้องชำระในปี 57 แล้วยังปฏิบัติตามแนวทางที่ 1 หรือ 2 ไม่ได้


วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์หุ้นกลุ่มเดินเรือ

บริษัทที่ทำธุรกิจเดินเรือเป็น cycle stock ที่ผลประกอบการถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนากซะเยอะ ถ้าปัจจัยภายนอกดีเดียวกำไรก็โตราคาวิ่งกระฉูด ธุรกิจพวกนี้รายรับขึ้นกับดัชนีค่าระวางเรือ ต้นทุนที่ขึ้นกับราคาน้ำมัน คู่แข่งก็เข้ามากันง่ายๆเห็นค่าระวางเรื่อสูงๆ กำไรดีก็สั่งต่อกันเยอะแยะ แล้วก็มาตัดราคากัน

ธุรกิจสายเรือจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

เรือที่แล่นในตลาดหุ้นไทยสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทหลักๆคือ เรือเทกอง กับเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ รายรับจะขึ้นๆ ลงๆ ตามดัชนีครับ
  • ถ้าจะเล่นหุ้นที่เป็นเรือเทกอง (tta, psl) ดัชนีที่เกี่ยวข้องก็คือ
    • BDI (Baltic Dry Index)
  • ถ้าจะเล่นหุ้นที่เป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ (rcl) ดัชนีที่เกี่ยวข้องก็คือ
    • HRCI (Howe Robinson Containership Index)
    • CCFI (China Containerize Freight Index) **
    • SCFI (Shanghai Containerize Freight Index) **
สำหรับ RCL เขาว่าให้ดู CCFI, SCFI  เพราะส่งไปจีนเยอะ

เรื่อง demand supply ของเรือก็ต้องใส่ใจ

นอกจากต้องเกาะติดเรืองดัชนีค่าระวางเรือแล้วก็ต้องติดตามอัตราการสั่ง ต่อเรือด้วย ช่วงที่ค่าระวางสูงๆคนก็สั่งต่อเรือกันยกใหญ่จนตอนนี้เรือมีเป็นจำนวนมากจึง เกิดภาวะ over supply เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการดำเนินงาน ต้องรอให้จำนวนเรือสั่งต่อน้อยลงเรื่อยๆ และผู้เล่นรายเล็กหายไปจากตลาดแหละครับ ผู้ที่ใหญ่กว่าจะอยู่ได้
สู้ต่อไปสายเรือทั้งหลาย
แต่น้องสละเรือไปก่อนละ รอเศรษฐกิจโลกดีๆ ค่าระวางพุ่ง สายเรือเล็กล้มละลายเยอะๆ เดี๋ยวเจอกัน เหอเหอ

เรื่อกับเหล็ก

เหล็กมันหนักก็ต้องขนทางเรือครับ เรือเทกองจะได้ประโยชน์ ช่วงไหนตลาดเห็นเหล็กขึ้นก็จะไปเกร็งเรือเทกองกันครับ เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์

เรียบเรียงจากเว็ป thaivi http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=51683

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์วงจรเงินสด (Cash Cycle) ของกิจการ

Cash Conversion Cycle (CCC) หรือ บางครั้งเรียกง่าย ๆ ว่า Cash Cycle หรือ วงจรเงินสด นั้นเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณาสภาพคล่องของกิจการ โดยตัวเลขที่ได้ เป็นตัวเลขสมมุติให้ผู้บริหารพอมีไอเดียเกี่ยวกับการใช้เงินสดของตนว่าบริษัทใช้เงินสดลงทุนซื้อวัตถุดิบและผลิตสินค้าหรือซื้อสินค้ามารอในสต๊อกจนกระทั่งมีการขายออกไปและสามารถเก็บเงินลูกค้าได้เงินสดกลับมา หมดสิ้นขั้นตอนนี้ใช้เวลากี่วัน บางบริษัทก็อาจมีวงจรเงินสดที่ยาวมาก บางบริษัทอาจสั้น หรือถึงขนาดติดลบก็มี

ผู้เขียนขอพูดถึงวิธีคำนวณอย่างง่าย เพื่ออธิบายแนวความคิดสำหรับผู้เริ่มต้น แต่หากต้องการลงลึก อยากให้ผู้อ่านไปศึกษาต่อถึงวิธีการคำนวณที่ละเอียดถูกต้องกว่านี้ วิธีอย่างง่ายคือ

Cash Cycle (วัน) = Inventory Conversion Period (ICP) + Receivable Conversion Period (RCP) - Payable Conversion Period (PCP)

ระยะเวลาขายสินค้า Inventory Conversion Period (ICP)

ICP นั้นคือการพิจารณาว่าบริษัทผลิตสินค้าแล้วขายออกไปได้ภายในกี่วัน คำนวณจาก Inventory / (Cost of Goods Sold/365) โดย Inventory คือสินค้าคงคลังเฉลี่ย เราหาได้จากงบดุล หารด้วยต้นทุนสินค้าขายต่อวัน ก็จะทำให้เราทราบว่า จำนวนสินค้าที่ผลิตหรือซื้อมาเตรียมขายนั้นสามารถถูกขายไปได้หมดภายในกี่วัน นอกจากเราจะเอาตัวเลขที่ได้นี้ไปใช้คำนวณ Cash Cycle แล้ว ในเบื้องต้นเรายังสามารถพิจารณาได้อีกว่า จำนวนวันขายที่ว่านี้มันเหมาะสมหรือไม่ เช่นหากสินค้าที่เราขายนั้นเป็นสินค้าที่มีโอกาสตกรุ่นทุก 6 เดือน แต่เราคำนวณวันขายออกมาได้ 300 วัน แสดงว่าบริษัทนี้มีปัญหาขายของในสต๊อกไม่ทันตกรุ่นแน่นอน หรือในทางตรงกันข้าม จำนวนวันขายที่คำนวณออกมาต่ำเกินไปก็อาจแปลว่า บริษัทบริหารแผนผลิตไม่ดีและมีสินค้าไม่พอขายเสียโอกาสโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่บริหารการผลิตแบบ Just in Time อาจมีจำนวนวันขายที่สั้นมากเพราะผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา หรือธุรกิจค้าปลีกที่ซื้อมาขายไป ด้วยระบบคลังสินค้าแบบ Cross Docking ที่รับมาแล้วส่งต่อไปยังร้านสาขาและวางจำหน่ายบนชั้นสินค้าให้ไวที่สุด อย่างพวกร้านสะดวกซื้อ หรือร้านหนังสือ ก็อาจจะมีจำนวนวันขายที่สั้นมากได้ ซึ่งแบบนี้ถือว่าดี

ระยะเวลาเก็บหนี้ Receivable Conversion Period (RCP) 

สำหรับ RCP (Receivable Conversion Period) นั้นคำนวณจาก Receivable / (Sales/365) หรือ จำนวนลูกหนี้การค้าที่หาได้จากงบดุล หารด้วย ยอดขายจากงบกำไรขาดทุน ปรับให้เป็นยอดขายเครดิตต่อวัน ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารทราบว่า บริษัทสามารถเก็บหนี้เฉลี่ยได้ภายในกี่วัน โดยนอกจากประโยชน์ในการเอาไปรวมคำนวณ Cash Cycle แล้ว เบื้องต้นยังสามารถพิจารณาตัวเลขว่ามันเหมาะสมกับธรรมชาติธุรกิจหรือไม่ เช่นหากนโยบายบริษัทระบุไว้ว่าให้เครดิตลูกค้าไม่เกิน 45 วัน แต่ตัวเลขวันเก็บหนี้ที่คำนวณได้นั้นเกินไปมาก เช่น 70 วัน นั่นอาจแปลว่าบริษัทมีปัญหาในการเก็บหนี้ และการขายได้มากแต่ทำให้วันเก็บหนี้ยาวขึ้น จะทำให้เงินสดของบริษัทถูกดึงเข้าไปหมุนในระบบมากขึ้นและนานขึ้น ไม่ได้หมุนกลับเป็นเงินไหลเข้ามาเสียที และสุดท้ายอาจทำให้บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องได้

โดยเฉพาะอย่าลืมว่า เงินสดของบริษัทนี้มีต้นทุน WACC แต่เครดิตที่ให้ลูกค้าไปนั้นไม่สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้

ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้า Payable Conversion Period (PCP)

PCP (Purchase Receivable Period) คำนวณจาก Purchases/ (Cost of Goods Sold/365) เจ้าหนี้การค้า (จากงบดุล) หารด้วย ต้นทุนสินค้าขายต่อวัน (งบกำไรขาดทุน) ตัวเลขนี้จะบอกจำนวนวันที่เราชำระหนี้การค้า หากจำนวนวันสูงอาจแสดงว่าเราใช้เครดิตให้เป็นประโยชน์ได้ดี และจำนวนวันต่ำก็อาจแปลว่าเรามีอำนาจต่อรองน้อย หรือ อาจเป็นการซื้อเงินสดเพื่อให้ได้ส่วนลดจำนวนมากก็เป็นได้ โดยทั่วไปแล้วจำนวนวันชำระหนี้นี้ยิ่งมากน่าจะดี เพราะ เจ้าหนี้การค้า เป็นหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย เหมือนเรายืมเงินคนอื่นเข้ามาหมุน หากยืมมาได้นาน แต่ขายแล้วเก็บเงินสดได้ เรายังสามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยอีกด้วย

วงจรเงินสด Cash Cycle

เมื่อเราคำนวณทั้ง ICP+RCP-PCP ได้แล้ว เราก็ได้ตัวเลข Cash Cycle ออกมาว่าเป็นจำนวนกี่วัน ในธุรกิจค้าปลีกที่แข็งแกร่งเราอาจเห็น Cash Cycle ติดลบได้ และเมื่อเรานำ Cash Cycle ของหลายปีมาเรียงต่อกัน เราอาจเห็นภาพประสิทธิภาพในการใช้เงินสดของบริษัทว่ามันดีขึ้นหรือเลวลง ผู้เขียนพิจารณา Cash Cycle ของบริษัทที่ตนสนใจทุกครั้งก่อนการลงทุน แต่หากขี้เกียจคำนวณเอง เราก็สามารถหาอ่านได้จากรายงานประจำปี ที่เขามักจะมีสรุปไว้ให้ได้

ที่มา
[1]https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/525842104110376
[2]https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/526216367406283

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์และประเมินมูลค่าของธุรกิจบัตรเครดิต

ขอแชร์เรื่องการทำมาหากิน การวิเคราะห์และ การประเมินมูลค่าหุ้น ของธุรกิจบัตรเครดิตมากขึ้น บทความดีๆจากคุณ airazoc [1] ณ thaivi ครับ

การทำงานของธุรกิจบัตรเครดิต

ปกติแล้วธุรกิจบัตรเครดิต ถ้ามองแบบ overview คร่าวๆ จะประมาณนี้

ธุรกิจบัตรเครดิต
บริษัทบัตรเครดิต อยู่ตรงกลาง ทำงานหลักสองอย่าง คือ
  1. ออกบัตรเยอะๆ เพื่อให้บัตรไปอยู่ในมือผู้ถือบัตรเยอะๆ 
  2. Acquire ร้านค้าเยอะๆ (เอาเครื่องรูดบัตรไปวาง) จะได้มีร้านรับบัตรของเราเยอะๆ
จากนั้นก็เป็น Business As Usual คือ
  1. ประชาชนเอาบัตรไปรูดปรี้ดๆ ที่ร้านค้า
  2. บริษัทเอาเงินตามไปจ่ายให้ร้านค้า
  3. เมื่อตัดรอบครบกำหนด เราก็ไปเก็บเงินคืนจากผู้ถือบัตร

ทีนี้รายได้ กับ รายจ่าย ของบริษัทมาจากไหนบ้าง

รายได้หลักๆ มีสองส่วน (ถ้าไปดูในงบ KTC จะใกล้กันมาก แทบจะครึ่งๆ)
  1. รายได้ค่าธรรมเนียมส่วนลดร้านค้า (MDR, Merchant Discount Rate) ให้นึกถึง เรารูดสินค้าไป 100 บาท ร้านค้าอาจจะได้รับ สมมติว่า 98 บาท อีก 2 บาท เรียกว่า MDR ซึ่งจะเอาไปแบ่งกัน ระหว่าง Acquirer (เจ้าของเครื่องรูด) กับ Issuer (ธนาคารผู้ออกบัตร)
  2. รายได้ดอกเบี้ย (จากผู้ถือบัตรที่ชำระไม่ครบในแต่ละรอบบิล ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยในส่วนที่ค้างชำระ)
รายจ่ายแบ่งเป็นสามส่วนใหญ่ๆ
  1. Cost to Income (รายจ่ายต่างๆ เงินเดือนพนักงาน, outsource, ค่าที่ปรึกษา, ค่าโน่นนี่สารพัด)
  2. ค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนทางการเงิน (นอกจากเงินทุนของบริษัทแล้ว ปกติบริษัทบัตรจะ ออกหุ้นกู้, ตั๋ว debenture, กู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่นๆ มาเป็นเงินสำหรับปล่อยวงเงินบัตรให้ลูกค้า)
  3. หนี้สูญและสงสัยจะสูญ
งบกำไรขาดทุน ktc

สำหรับการประเมินมูลค่าธุรกิจบัตรเครดิต

เริ่มจากประเมินหารายได้ และ รายจ่ายก่อน

รายได้นั้น อย่างที่บอกไปว่ามีหลักๆ 2 ส่วนคือ MDR และ ดอกเบี้ยรับ

  1. การ คำนวน MDR เฉลี่ย นั้น จริงๆ ต้องใช้ตัวเลขพอร์ทลูกหนี้บัตรทั้งหมด ซึ่งเป็นยอดที่ลูกหนี้ต้องมาชำระทุกเดือน เอามาคูณ 12 ก็จะได้ยอดเงินหมุนเวียนในระบบ (เช่นพอร์ท สี่หมื่นสามพันล้าน ก็จะมีเงินหมุนผ่านปีละประมาณ ห้าแสนล้าน) แล้วหารายได้ MDR ต่อปีมาหาร เช่น สมมติว่า พอร์ทสี่หมื่นล้าน มีรายได้ MDR ต่อปี 5500 ล้าน MDR เฉลี่ย ออกมาประมาณ 1.1% (ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะหายากหน่อย เอายอดรายได้ค่าธรรมเนียม กับ พอร์ทลูกหนี้นั่นแหละ หารกันออกมาก็ได้ตัวเลขคร่าวๆ ถ้าอยากทำละเอียดให้โทรไปถามยอดแยกเอา หรือบางบริษัทในงบจะมียอดแยกให้) จริงๆแล้ว บริษัทผู้ออกบัตรจะได้ราวๆ 1.6-1.8% สำหรับบัตรแพลตินั่มสำหรับยอดรูดในร้านค้าทั่วไป แต่เนื่องจากบางร้านค้า เช่นปั้มน้ำมัน จะได้ MDR บางเฉียบมาก 0.2-0.3% เป็นต้น เฉลี่ยๆ ออกมาก็ราวๆนี้แหละ 1.0-1.2%

    (ที่ต้องหา MDR เฉลี่ย เก็บเอาไว้ เพราะถ้าในอนาคต ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ว่ายอดการใช้บัตรโตกี่ % หรือ มีหน่วยงานไหนประกาศตัวเลขการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตออกมา เราก็สามารถประเมินตัวเลขในอนาคตได้ทันที ไม่ต้องรองบออก โดยคำนวนจากพอร์ทที่ขยายขึ้นคูณ MDR เฉลี่ย)
  2. รายได้ดอกเบี้ย อันนี้แล้วแต่บริษัท ตัวเลขค่อนข้างแตกต่างกัน ขึ้นกับกลุ่มลูกค้า บางบริษัทในบางประเทศ รับเฉพาะลูกค้าพรีเมี่ยมสุดๆ รายได้ดอกเบี้ยจะไม่ค่อยมี แต่ volume ที่ได้ MDR จะมหาศาล บางบริษัทจับชนชั้นกลาง ก็จะมีรายได้ตรงนี้เป็นสัดส่วนต่อรายได้มากกว่า แต่ถ้าทำ normal ratio จะไม่ค่อยสวิงเท่าไหร่ คือถ้าต่ำ ก็ต่ำตลอด สูงก็สูงอยู่อย่างนั้น นอกจากจะเปลี่ยน target group ดังนั้น ถ้าจะประเมิณรายได้ดอกเบี้ย ก็คิด normal ratio ของปีก่อน เทียบกับขนาดพอร์ทลูกหนี้เอาก็จะพอใช้ได้ครับ

การประเมินรายจ่าย

รายจ่ายที่ต้องคำนวน มี 3 รายการ

  1. รายจ่ายต้นทุนทางการเงิน ถ้าขี้เกียจเปิดย้อนดูว่าออกตั๋วไปกี่ล้านที่กี่ % กู้แบงค์มาเท่าไหร่ เฉลี่ยแล้วเท่าไหร่ ก็โทรไปถามบริษัท ได้ครับ ว่าตอนนี้ดอกเบี้ยเฉลี่ยจ่ายอยู่เท่าไหร่ ก็เอามาคูณยอดหนี้ ที่บอกอยู่ในงบ ถ้าระหว่างไตรมาส มีออกตั๋วหรือออกหุ้นกู้อะไรขึ้นมาก็อย่าลืมบวกเพิ่มเข้าไป
  2. หนี้สูญ และหนี้สงสัยจะสูญ ผมจะเอาหนี้สูญและสงสัยจะสูญ มาลบด้วยหนี้สูญได้รับคืนปีถัดมา (เช่นเอาหนี้สูญปี 53 ลบหนี้ได้รับคืนที่ได้รับในปี 54) เพื่อประเมินคร่าวๆว่า สูญจริงๆ ราวกี่ % (อะไรที่ปีถัดมายังไม่ได้คืนก็ทำใจว่าชวดละ) ส่วนที่จะคำนวนล่วงหน้าก็ต้องลองคำนวนจากที่ ผบห ให้สัมภาษณ์ว่าประมาณกี่ % และจะทำให้เป็นกี่ % แล้วประเมินดูว่าจะทำได้หรือไม่ ถ้ายังไม่เชื่อ ก็ต้องลอง discount ลงไปดู เช่น ผบห บอกว่าจะทำได้ 4% แต่ของเก่าก่อนหน้านั้นสมมติว่า 7% ก็อาจจะลองใช้ สัก 5.5% ดูก่อน (ครึ่งทาง เผื่อทำได้ไม่เท่าที่ให้สัมภาษณ์) แล้วก็ลองประเมินว่าตรงนี้เท่าไหร่
  3. Cost to Income เดิม 47% ก็ต้องลองประเมินว่า ผบห จะลดลงเป็น 40% ได้อย่างที่ให้สัมภาษณ์หรือไม่ ตรงนี้ควร ลองโทรไปสอบถามบริษัทดู เพื่อประเมินดูว่า บริษัทจะลด Cost to Income ได้จากอะไร ซึ่งตามข่าวก็คือจะลดจากค่า out source ซึ่งจะดึงงานมาทำเองหลายอย่าง รวมถึงปรับกระบวนการทำงาน ถ้าฟังรายละเอียดแล้วเชื่อมั่นก็อาจจะใช้ตัวเลขที่ให้ในข่าวคำนวน ถ้าฟังแล้วไม่มั่นใจ ก็ต้อง discount ลงไป

กำไรของบริษัทก่อนภาษี ก็จะออกมาคร่าวๆคือ

(รายได้ค่าธรรมเนียม+รายได้ดอกเบี้ย) - (ค่าใช้จ่ายทางการเงิน+หนี้สูญและสงสัยจะสูญ+Cost to Income)
ได้เท่าไหร่ โดนภาษี 23%
ออกมาเป็น net income เอาไปหารจำนวนหุ้น ก็จะได้ EPS

จะแม่นยำแค่ไหน ขึ้นกับว่าทำตัวเลขละเอียดแค่ไหนครับ ถ้าใช้ตัวเลขคร่าวๆ EPS ที่เพื่อนๆประเมินได้ ก็จะคร่าวๆ
ถ้า แยกตัวเลขละเอียดได้ ก็จะได้ค่อนข้างใกล้เคียง ที่เหลือก็คือต้องประเมินว่าตัวเลขเป้าหมาย cost to income กับ NPL ที่อยู่ในข่าวที่ ผบห ให้สัมภาษณ์นั้น มั่นใจแค่ไหน จะ discount เท่าไหร่

ขอให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในการลงทุนครับ

ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=49&t=53772&start=1680

ความเชื่อของ value investor

การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ เรื่องสัมมาทิธิ หรือความเชื่อที่ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงไม่ใช่ทึกทักเอาเอง เป็นสิ่งที่จำเป็นครับ มาอ่านบทความเกี่ยวกับความเชื่อของคุณ OutOfMyMind on Value Investment เขียนไว้บน page[1][2] ได้น่าสนใจ เชิญอ่านโดยพลันครับ

"ความสำเร็จในกิจการงานใดใดนั้นเกิดขึ้นได้ก็เพราะผู้ปฏิบัติมีความศรัทธาต่องานนั้นและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะบรรลุภารกิจนั้นให้จงได้ การลงทุนเองก็ไม่แตกต่าง เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ผู้เขียนจึงเทใจศรัทธาและเชื่อมั่นกับหลักการลงทุนว่ามันทำได้จริง เพราะเห็นตัวอย่างจากนักลงทุนที่มุ่งมั่นทั่วโลกว่าเขาทำสำเร็จกันมาแล้วมากมาย จิตใจที่แข็งแกร่งแน่วแน่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก การตัดเสียงรบกวนรอบข้างออกไปและตัดสินใจตามแนวทางของตนแม้ว่ามันจะฝืนกับความเชื่อของคนอื่นๆ และหากเราต้องการเป็นนักลงทุนสายพื้นฐานที่เน้นความเข้าใจในกิจการ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทแข็งแกร่งในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงแล้ว ในแบบที่ผู้เขียนใช้นั้น ก็ขออนุญาตแชร์ให้ฟังว่า ผู้เขียนเชื่อว่า
  1. การลงทุนที่ดีนั้นต้องช้าเข้าไว้ เดินช้า ๆ มาขึ้นรถและรอจนกว่ารถออก นั้นปลอดภัยกว่าการกระโดดขึ้นรถในนาทีสุดท้าย 
  2. การลงทุนด้วยข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลเปิดเผยตามสื่อทั่วไป ไม่ได้ทำให้เราเสียเปรียบนักลงทุนที่รู้ข้อมูลวงในเสมอไป เพราะอันที่จริงเราไม่ได้แข่งกับใครทั้งสิ้น นอกจากหาซื้อของดีในราคาถูกที่วางขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างเปิดเผย 
  3. การเข้าใจโมเดลธุรกิจอย่างถ่องแท้ นั้นสำคัญกว่าความสามารถในการคำนวณสูตรหรือสมการยาก ๆ เพื่อประเมินมูลค่าธุรกิจออกมา 
  4. ไม่มีราคาเหมาะสมปีนี้ ปีหน้า หรือปีไหน ๆ มีแต่มูลค่าตลอดชีพของกิจการที่เราต้องคอยประเมินอยู่เสมอและมันเปลี่ยนแปลงได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนหรือมีข้อมูลใหม่เกิดขึ้น 
  5. ไม่จำเป็นต้องแบ่งหุ้นเป็น Defensive, Turnaround, Cycle, Growth หรืออะไรทั้งนั้น เพราะการลงทุนที่ดีต้องเริ่มจากการป้องกันเงินต้นให้ได้ (Defensive) ด้วยการเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง หาจังหวะซื้อของดีที่ตลาดยังไม่รับรู้ (Turnaround) เข้าลงทุนที่ระดับราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ แล้วถือยาวข้ามความผันผวน (Cycle) โดยบริษัทนั้นต้องมีโอกาสเพิ่มมูลค่าให้กับการลงทุนอย่างเพียงพอในระยะยาว (Growth)
  6. อย่าถูกหลอกด้วย Sector และ Stereotype ของมัน จริงอยู่ว่า กิจการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ อิเล็กทรอนิคส์ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก หรืออื่น ๆ น่าจะมีคุณลักษณะและปัจจัยทางธุรกิจที่เฉพาะตัวและทำให้ดูเหมือนว่ามีบางอุตสาหกรรมน่าลงทุนมากกว่าบางอุตสาหกรรม แต่อย่าลืมว่าเราลงทุนในบริษัทไม่ใช่อุตสาหกรรม การเข้าไปศึกษาธุรกิจอย่างลึกซึ้งอาจพบกว่าธุรกิจหนึ่งถูกจับวางอยู่ในอุตสาหกรรมหนึ่งแต่มีบริษัทลูกทำธุรกิจอีกอีกอุตสาหกรรมและมันกำลังไปได้ดีมาก การมองแบบ Bottom Up หรือ Look-Through จะช่วยให้เราค้นพบเพชรที่ยังซ่อนอยู่ได้ก่อนคนทั่วไปในตลาด 
  7. ผู้ชนะในการลงทุนไม่จำเป็นต้องฉลาดที่สุด แต่ต้องมีอุปนิสัยที่เหมาะสมกับการลงทุนมากที่สุด บางอย่างต้องฝึกฝน บางอย่างก็โชคดีที่มีมาแต่กำเนิด หากคุณไม่รู้สึกอึดอัดที่ทำตัวไม่เหมือนชาวบ้านรอบข้าง บางทีคุณอาจจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า คนฉลาดที่คิดคำตอบโจทย์คณิตศาสตร์ยาก ๆ ได้ออกมาเท่ากับที่อาจารย์สอน และ 
  8. การลงทุนที่ทำกำไรได้มากคือการลงทุนที่ไม่จำเป็นต้องขายทำกำไรเลย ลงทุนในบริษัทที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราที่น่าพอใจได้อย่างต่อเนื่อง ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เพราะคำพูดแบบนี้มันดูเท่ดี แต่การไม่ขายก็ไม่ต้องเสียค่าคอมทั้งขาซื้อและขาขายแต่ปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นได้มีโอกาสทำงานของมันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย การถือหุ้นตัวเดียวที่สร้างผลตอบแทนทบต้น 20% ต่อปีเป็นระยะเวลา 10 ปี ย่อมดีกว่าการถือหุ้นที่สร้างผลตอบแทนปีละ 20% ตัวละ 1 ปี โดยการขายตัวเก่าเข้าตัวใหม่ทั้งหมด 10 ครั้ง เพราะนอกจากมีค่าคอมมาบั่นทอนจำนวนเงินทุนในการเข้าซื้อครั้งถัดไปแล้ว นักลงทุนยังพบกับ investment risk ที่จะหาหุ้นตัวใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเท่าหรือดีกว่าเดิม นอกจากนั้น การถือหุ้นตัวเดียว 10 ปี ย่อมเปิดโอกาสให้เรามีความเข้าใจในธุรกิจของมันอย่างถ่องแท้มากกว่าการเปลี่ยนหุ้นไปมา ทำให้เรามองเกมได้ลึกกว่าชัดกว่า อย่างไรก็ตามหุ้นที่ไม่ต้องขายนั้นคงหาได้ยากแสนยาก ประเด็นที่สำคัญ คือเราไม่ควรถามตัวเองว่าซื้อหุ้นตัวนี้แล้วควรขายเมื่อไรดี แต่ควรถามว่าจะหาหุ้นที่ซื้อแล้วไม่ต้องขายได้อย่างไร เพื่อปรับกรอบความคิดและเข็มทิศให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น"
ที่มา
[1] https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/527106740650579
[2] https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/527447647283155

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จับ Trend อสังหาเมืองไทย

เวลาเปลี่ยน Trend ธุรกิจอสังหาก็เปลี่ยนครับ จากบทความก่อสร้างและที่ดินของมติชนสุดสัปดาห์ [1] เขาว่า

  • คนรุ่นใหม่อยู่คอนโดริมรถไฟฟ้า ไม่กลับไปอยู่บ้านเดี่ยวหลังใหญ่กับพ่อแม่
  • พ่อแม่ ที่อยู่บ้านเดี่ยวใหญ่ๆ ดูแลไม่ใหวก็ขาย มาหาบ้านเล็กลง
  • นักธุรกิจที่อยู่ต่างจังหวัด แต่มีธุระมาเมืองกรุงบ่อยๆ
    • ซื้อบ้านเดี่ยวจากพวกข้างบนที่ดูแลบ้านไม่ไหวนั่นแหละ เพราะชินบ้านหลังใหญ่ที่ต่างจังหวัด
    • ซื้อคอนโดให้ลูกๆที่มาเรียนกรุงเทพ
  • นักธุรกิจเมืองกรุงเตรียมเกษียณ อยากไปอยู่ต่างจังหวัด
    • อยากทำธุรกิจเล็กๆ ก็ซื้อรีสอร์ททางภาคเหนือ
    • อยากซื้อที่ดินเปล่าไว้ลงทุนนิยมซื้อที่ดินภาคอีสาน
    • ชอบภูเขาไปซื้อที่ที่เขาใหญ่
    • ชอบทะเลไปซื้อคอนโดที่หัวหิน พัทยา
ใครอ่านเกิดไอเดียอะไรก็เชิญต่อยอดกันเอาเองนะครับ



[1] นายตอ, วงจรไหม่, มติชนสุดสัปดาห์, ฉบับที่ 1684 หน้า 22

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Microcredit คืออะไร

Microcredit ซึ่งมันก็คือการปล่อยกู้นอกระบบอย่างถูกกฎหมายนั้นเอง แต่ธนาคารในไทยยังไม่มีระบบนี้ออกมา ชาวบ้านตาดำๆก็เลยต้องกู้ไปด้วยความหวาดกลัวไปเรื่อยๆ

เคยได้ยินเรื่อง โมฮหมัด ยูนุสกับ Gramine Bank ไหมครับ ที่เค้าได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ เพราะเค้าตั้งธนาคารคนจนขึ้นมา เค้าเป็นผู้ก่อตั้ง ไมโครเครดิตครับ
เพราะจริงๆแล้ว คนเราจะตั้งธุรกิจเองนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเก็บตังส์ครบสามสิบ แล้วขยายธุรกิจ นักธุรกิจ 99 % นั้นไปกู้มาทำธุรกิจครับ
แต่คนจนนั้นไม่มีความสามารถในการเข้าหาสินเชื่อ ทั้งการกู้มาทำธุรกิจหรือการกู้มาหมุนรายจ่ายในชีวิตประจำวันนั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ก็เลยต้องไปกูนอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยนั้น 40-120%
เค้าเลยตั้งธนาคารคนจนขึ้นมา เพื่อให้คนจนนั้นกู้โดยเฉพาะ หากคนจนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เค้าก็จะสามารถลดความยากจนของเค้าได้มากยิ่งขึ้น (การไม่มีเงินคือความยากจน และการมีหนี้ไม่ได้แปลว่ายากจนครับ)
ทั้งๆนี้ ดอกเบี้ยของธนาคารคนจนก็จะอยู่ที่ 30-50% ซึ่งฟังดูโหดครับ แต่จำเป็น เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดแรงจูงใจให้คนจนต้องหาเงินมาคืนธนาคารครับ เพราะจริงๆ แรกๆพวกไมโครเครดิตกำหนด ดอกเบี้ยไว้ต่ำ ผลคือ อัตราการคืนเงินก็ต่ำไปด้วย พอมากำหนดที่ 30% อัตราการคืนเงินเกิน 90% ครับ ดังนั้นมันจึงเรื่องสำคัญของคนทำนโยบายคนจนเลยว่า อย่าให้อะไรคนจนฟรีๆ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่ตัว แต่เราต้องกำหนดแรงจูงใจของเค้า
คนที่จะได้กู้กับธนาคารคนจนต้องรวมกลุ่ม 5 คนขึ้นไป ถึงจะกู้ได้ครับ หากใครคนหนึ่งเบี้ยว อีกสี่คนรับกรรมครับ ดังนั้นต้องมีระบบตรวจสอบของคนที่กู้ด้วย และจะให้ผู้หญิงกู้มากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูงกว่า
และไม่ได้คืนเงินกับหนึ่งเดือนที่ สองเดือนทีน่ะครับ ต้องคืนเงินอาทิตย์ล่ะครั้ง ไม่งั้น คนจนจะเก็บตังส์ไม่ได้ และไม่ได้คืนครับ แต่ธนาคารคนจนนี้เองก็ไปทำให้สภาพคล่องของคนจนดีขึ้น ทำให้ธุรกิจของพวกเค้าอยู่ได้ หรือแม้แต่คนจนจะกู้ไปซื้อกับข้าว ก็ยังกู้ได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Look-Through Earning คืออะไร


Look-Through Earning เป็นแนวคิดในการมองผลประกอบการของกิจการแบบมองทะลุ ที่ Warren Buffet นิยมใช้ในการวิเคราะห์บริษัทที่มีการถือหุ้นหรือลงทุนบริษัทอื่น ๆ ไว้ด้วย วิธีการมองผลประกอบการแบบนี้จะช่วยให้ผู้สนใจมองทะลุบริษัทแม่และบริษัทลูกไปถึงผลประกอบการที่นักลงทุนได้รับจากเงินลงทุนทั้งหมดของเขาจริงๆ ซึ่งจะแตกต่างจาก Reported Earning ตามมาตรฐานบัญชีที่บริษัทต้องรายงานในงบการเงินทุกงวดบัญชี ก่อนไปถึง Look-Through Earning เราจึงควรเข้าใจ Reported Earning
ก่อนว่าเขาคิดกันอย่างไร ผู้เขียนขออนุญาตอธิบายภาพรวมอย่างคร่าว เพื่อให้เข้าใจแนวคิด แต่หากผู้อ่านท่านใดสนใจลงลึก คงต้องขอความกรุณาศึกษาต่อในเรื่องของบัญชีต่อเอง เพราะจริงๆ แล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจอีกมาก แต่ไม่สมควรที่จะกล่าวในคราวเดียวกันนี้เพราะจะยาวเกินไป

  • โดยทั่วไปตามมาตรฐานการบัญชีนั้น เมื่อบริษัทเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น ในระดับมากกว่า 50% หรือไม่ถึงแต่มีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญเช่นในเชิงบริหารหรือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ระดับสะเทือนกิจการได้ นักบัญชีเขาให้เรียกบริษัทที่ถือหุ้นว่า บริษัทแม่ (Parent) และ บริษัทที่ถูกถือหุ้นนั้นว่า บริษัทย่อย (Subsidiary) โดยทั่วไปบริษัทแม่มักเข้าถือหุ้นบริษัทย่อยในระดับที่สูงก็เพราะบริษัทย่อยมีความเกี่ยวข้องทางยุทธศาสตร์กับกิจการแม่ หรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันสูง การรายงานผลประกอบการ จึงกำหนดให้มีการทำงบการเงินของกิจการ และ งบการเงินรวม (Consolidate) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้เห็นผลประกอบการจริงๆ ของตัวบริษัทแม่ และ ผลประกอบการที่ได้รวมบริษัทย่อยเข้ามา โดยที่แม่ควบคุมย่อยอย่างมีนัยยะ จึงให้รวมยอดขาย ต้นทุน ตลอดจนกำไรของทั้งแม่และลูกเข้าด้วยกัน แล้วค่อยมาหัก กำไรที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นรายอื่น (Minority Interest)ในบริษัทย่อยออกที่บรรทัดเกือบสุดท้าย ทำเป็นอย่างนี้ นักลงทุนก็จะพอมองเห็นขนาดธุรกิจของตนได้เห็นภาพชัดขึ้นเมื่ออ่านงบการเงินของบริษัท
  • และในกรณีที่บริษัทเข้าไปถือหุ้นของบริษัทอื่นในระดับ 20-50% นักบัญชีเขาให้เรียกบริษัทที่ถูกถือหุ้นในระดับนี้ว่าบริษัทร่วม (Associate) คือมีความเกี่ยวข้องกัน แม้ว่าบริษัทแม่จะไม่มีอำนาจควบคุมอย่างแข็งแรงในกรณีแรก แต่ก็พอมีบ้างตามสัดส่วนการถือหุ้น และในการวางกลยุทธ์นั้น กิจการทั้งสองอาจทำธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ ลูกไม่ได้ส่งผลอะไรต่อบริษัทแม่ นอกจากเป็นการนำเงินที่เหลือของบริษัทแม่ไปลองต่อยอดลงทุนในธุรกิจอื่นๆ บ้างเท่านั้น ทางการบัญชีจึงไม่ได้กำหนดให้ต้อง Consolidate ทั้งงบ แต่ให้ใช้วิธี Equity Method คือบันทึกเป็นสินทรัพย์ตามสัดส่วนการถือหุ้น และกำไรจากบริษัทร่วมนี้ไม่ต้องลงรายการละเอียดแต่เอาเข้ามาใส่ในงบกำไรขาดทุนของบริษัทแม่เป็นบรรทัดเดียวตามสัดส่วนการถือหุ้นอีกเช่นกัน ในบรรทัดกำไรจากกิจการร่วมค้า
  • กรณีสุดท้ายที่บริษัทแม่เข้าถือหุ้นของบริษัทอื่นในระดับที่ต่ำกว่า 20% ซึ่งถือว่าไม่มีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยยะ บริษัทที่ถูกถือหุ้นนั้นจะถูกเรียกว่าเงินลงทุนในบริษัทอื่น (Investment Position)ซึ่งไม่ส่งผลสำคัญเชิงกลยุทธ์กับบริษัทแม่แต่อย่างใด ส่วนใหญ่อาจเป็นพอร์ตลงทุนของบริษัทแม่ที่ซื้อขายหุ้นทำกำไรบ้างในบางโอกาส ทางบัญชีบันทึกเงินลงทุนดังกล่าวในราคาทุนในกรณีเป็นการลงทุนระยะยาว หรือราคาตลาดหากเป็นเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่มีไว้เพื่อขายในกรณีที่บริษัทแม่คิดจะขายหุ้นในบริษัทที่ลงทุนนั้น ส่วนงบกำไรขาดทุนนั้นจะรายงานรายได้จากเงินลงทุนก็ต่อเมื่อบริษัทดังกล่าวมีการปันผลมาให้บริษัทแม่ หรือมีการขายบริษัทนั้นออกไปเพื่อทำกำไรในกรณีเป็นสินทรัพย์เพื่อขาย
 วิธีการรายงานผลประกอบการตามมาตรฐานบัญชีสำหรับการถือหุ้นใน 3 ระดับนี้ฟังดูมีเหตุผล สำหรับการเปรียบเทียบบริษัทแต่ละบริษัทด้วยกัน เพราะจับมาวางอยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน แต่หากเราเป็นเจ้าของกิจการ บางครั้งเราอาจไม่อยากเปรียบเทียบบริษัทของเรากับบริษัทอื่น เพราะการพยายามทำอะไรให้เป็นมาตรฐานมันก็ทำให้ต้องตัดกิ่งก้านบางอย่างที่ไม่เข้าพวกออก และสุดท้ายอาจทำให้แต่ละบริษัทสูญเสียตัวตนของมันไป ได้ภาพที่ไม่ชัดเกี่ยวกับกิจการของตน Look-Through Earning เข้ามาช่วยตรงนี้ได้
Look-Through Earning มองผลประกอบการของบริษัทในอีกมุมมองหนึ่ง มันยอมรับข้อจำกัดในการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทของตนกับบริษัทอื่น ๆ จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักบัญชี หรือ ผู้อ่านโดยทั่วไป สามารถกวาดสายตาผ่านแล้วเข้าใจโดยง่ายและเทียบกับบริษัทอื่นๆ ได้บนมาตรฐานเดียวกันได้อย่างยุติธรรมดั่งเช่น งบการเงินตามมาตรฐานการบัญชี Look-Through Earning ต้องการความเข้าใจในธุรกิจแบบเจาะลึก มองทะลุ เพื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้วส่วนที่นักลงทุนเป็นเจ้าของนั้นสร้างผลตอบแทนได้เท่าไรจริงๆ โดยผู้ที่จะพิจารณา Earning แบบนี้จะต้องเข้าใจว่า บริษัทนั้นสร้างกำไรและมีทางเลือกในการใช้มันทำงาน 2 อย่าง คือ

  • ปันผลออกมาให้ผู้ถือหุ้น (Dividends)
  • เก็บอีกส่วนไว้ลงทุนต่อ (Retained Earnings)

โดยเงินปันผลนั้นเป็นเงินที่หมุนออกจากระบบธุรกิจไหลกลับเข้าสู่กระเป๋าของผู้หุ้น ซึ่งในระยะสั้นมักเป็นสิ่งที่นักลงทุนสนใจ อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนต่อนั้น กลับเป็นอีกส่วนที่สร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอีกมาก เพราะยังวนอยู่ในระบบธุรกิจและเดินหน้าสร้างผลตอบแทนทบต้นต่อไป
Look-Through Earning จึงคิด Earning แบบรวมทั้ง 2 กลุ่มให้เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแม่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือ เงินลงทุน โดยให้คำนวณตามสัดส่วนการถือหุ้นที่เราถือครองจริงๆ จะคล้ายกับวิธี Consolidate กับ Equity Method แต่ใช้ Equity Method กับบริษัทในกลุ่มถือหุ้นน้อยกว่า 20% ด้วย จากนั้นมาคิดอีกทีว่าเราในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนจะได้ Earning เท่าไรกันแน่ และแบ่งเป็น Dividend เข้ากระเป๋าเราเท่าไร และเก็บไว้ในระบบเป็น Retained Earning เท่าไร และตัวหลังนี่แหล่ะที่น่าสนใจ เพราะเมื่อเราหา Look-Through Earning เราได้เปิดโอกาสตัวเองให้ค้นพบมูลค่าอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในRetained Earning ที่ยังไม่ได้รายงานตามมาตรฐานการบัญชี แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นมูลค่าสำหรับผู้ถือหุ้น ที่จะรอเวลาสร้างผลตอบแทนทบต้นให้เราต่อไปอีกมาก

ที่มา
  1. https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/517718114922775
  2. https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/518106654883921
  3. https://www.facebook.com/OutOfMyMindOnValueInvestment/posts/518605594834027

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรื่องวุ่นๆของเงินทุนหมุนเวียน(working capital)

เงินทุนหมุนเวียนถือเป็นหัวใจของการทำธุรกิจ มนุษย์เงินเดือนหลายคนลาออกจากงานมาทำธุรกิจมักตกม้าตายตรงขาดเงินทุนหมุนเวียนนี่แหละ เพราะเตรียมเงินมาลงทุนแค่สินทรัพย์ถาวรแต่ไม่ได้เตรียมเงินลงทุนในเงินทุนหมุนเวียน และเจ้งไปในที่สุด

เงินทุนหมุนเวียนคืออะไร

คนทั่วไปอาจคิดว่าทำธุรกิจก็แค่
  • รายได้ - รายจ่าย = กำไร
แต่เบื้องหลังการถ่ายทำ จะมี "เงินทุนหมุนเวียน" อยู่ก้อนนึงที่มันหมุนไปหมุนมา ตามภาพ

เงินทุนหมุนเวียน
 
  • เจ้าหนี้การค้า เอาของมาลงที่ร้านก่อนเดี๋ยวค่อยมาเก็บเงิน
  • ของที่กองๆอยู่ในร้านก็คือสินค้าคงเหลือ แบ่งย่อยเป็น
    • วัตถุดิบ
    • งานระหว่างทำ
    • สินค้าสำเร็จรูป
  • ลูกหนี้การค้า คือยอดขายที่ยังเก็บเงินไม่ได้
เงินที่งอกจากวงจรนี้ก็จะนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆของต่อไป

บริหารเงินทุนหมุนเวียนไม่ดีเกิดอะไรขึ้น
ปัญหาที่พบบ่อยๆก็เช่น
  • เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ไม่รู้ว่าธุรกิจตัวเองต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนเท่าไร
  • สินค้าคงเหลือ ล้าสมัย เสื่อมสภาพ ขายไม่ออก ต้องตัดจำหน่ายไปด้วยน้ำตา
  • ลูกหนี้การค้าจ่ายช้าหรือเก็บเงินไม่ได้ 
พอเงินทุนหมุนเวียนมีปัญหาเงินไม่งอก แค่ค่าใช้จ่ายต่างๆรอท่านอยู่ ถ้าไม่จ่ายธุรกิจก็เดินต่อไม่ได้
  • ไม่จ่ายเจ้าหนี้การค้า ก็ไม่มีของ lot ใหม่มาลงหน้าร้าน
  • ไม่จ่ายค่าเช่าที่ เจ้าของที่ก็ไล่ที่
  • ไม่จ่ายเงินเดือนพนักงงาน ลูกน้องก็ลาออก
นักธุรกิจมือใหม่หลายท่านอยากสู้ต่อก็อาศัยเงินกู้ยืมมาหมุนเรื่อยๆ สุดท้ายหนี้ก็พอกพูนจนไม่มีปัญญาจ่ายและลมละลายในที่สุด

แล้วธุรกิจของเราต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเท่าไร

ตำราวิชาการทาง finance ช่วยท่านประมาณการเงินทุนหมุนเวียนได้ครับเพียงท่านรู้นสมมติฐานในการทำธุรกิจของท่านดังนี้
  • ระยะเวลาเก็บหนี้ ปกติระยะเวลาเก็บหนี้จะเท่าๆกับของคู่แข่ง
    •  สมมติให้เท่ากับ 60 วัน
  • ระยะเวลาขายสินค้า ให้ท่านเดาว่าควรมีของตุนไว้ในร้านประมาณกี่วันเพื่อให้มีสินค้าพอขาย
    • สมมติให้เท่ากับ 120 วัน
  • ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้า
    • สมมติว่าเราได้เครดิตการค้ามา 90 วัน
  • ประมาณการยอดขายต่อปี ว่าขายได้กี่บาท
    • สมมติว่าขายของได้ 100 บาท
  • อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าที่คุณขายเป็นเท่าไร
    • อัตรากำไรขั้นต้น = (ยอดขาย-ต้นทุนขาย)/ยอดขาย
    • สมมติว่าทำธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้น = 0.2 หรือ 20%
นำความรู้เรื่องอัตราส่วนทางการเงินมาช่วยคำนวณ ลูกหนี้การค้า, สินค้าคงเหลือ, และเจ้าหนี้การค้าดังนี้
  • ลูกหนี้การค้า = (ระยะเวลาเก็บหนี้ / 360) x ยอดขาย
                     = (60/360) x 100  = 16.67 บาท
  • สินค้าคงเหลือ = (ระยะเวลาขายสินค้า/360) x ต้นทุนขาย
                        = (ระยะเวลาขายสินค้า/360) x (ยอดขายx(1-อัตรากำไรขั้นต้น))
                       = (120/360) x (100 x (1-0.2)) = 26.67 บาท
  • เจ้าหนี้การค้า = (ระยะเวลาชำระหนี้/360) x ต้นทุนขาย
                          = (ระยะเวลาขายสินค้า/360) x (ยอดขายx(1-อัตรากำไรขั้นต้น))
                       = (90/360) x (100 x (1-0.2)) = 20 บาท
ถ้าขี้เกียจคำนวณก็จิ้มเล่นได้ตามตารางครับ เปลียนสมมติฐานได้ตามสะดวกในช่องสีเหลืองๆ



จะได้ตัวเลขอัตราส่วนที่สำคัญสองตัวคือ
1) เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ
  • เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ = ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ - เจ้าหนี้การค้า
                                =16.67 + 26.67 - 20 =23.33 บาท
เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ จะเป็นตัวบอกว่าถ้าประมาณการยอดขายเท่านี้เท่านั้น ตั้งใช้เงินทุนหมุนเวียนเท่าไร ถ้ามีไม่พอก็เตรียมตัวหมุนเงินหัวปั่นได้เลย

2) อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่อยอดขาย
  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่อยอดขาย = เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ/ยอดขาย
                                                           = 23.33 / 100 = 0.23 บาท
เป็นตัวบอกว่า ถ้าจะเพิ่มยอดขาย 1 บาทต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเท่าไร ในอนาคตถ้าเราวางแผนจะเพิ่มยอดยายก็สามารถคำนวณ เงินทุนหมุนเวียนสุทธิได้ง่ายๆ โดย

  • เงินทุนหมุนเวียนสุทธิที่ต้องหาเพิ่ม = ยอดขายที่เพิ่ม x อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่อยอดขาย

แนวทางการจัดการเงินทุนหมุนเวียน
จะเห็นว่าถ้าธุรกิจไหนต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเยอะ เรื่องกลยุทธ์ธุรกิจอะไรไม่ต้องพูดถึง วันๆไม่ต้องทำอะไรหมุนเงินกันอย่างเดียว ตามตำราท่านว่าวิธีการจัดการดังนี้
  • ใช้ตัวเลขจากการคำนวณเป็นเป้าในการดำเนินการได้ เช่นปล่อยเครดิตการค้า 60  วัน ถ้าเก็บหนี้ได้ตามปกติ ระยะเวลาเก็บเงิน ( 360 x (ลูกหนี้การค้า / ยอดขาย) ) ก็ควรคำนวณออกมาใกล้ๆ 60 วัน 
  • ลูกหนี้การค้า
    • ขายเงินสดให้มากขึ้น
    • เรียกเก็บหนี้เร็วขึ้น(ยาก)
    • พยายามอย่าให้มีหนี้เสีย
    • เอาลูกหนี้การค้าไปขายคิดลดกับแบงค์ หรือเจ้าหนี้นอกระบบ เอาเงินไปหมุนก่อน
  • สินค้าคงเหลือ
    • อย่าตุนของไว้เยอะ
    • ดูแลสินค้าคงเหลือไม่ให้หายหรือเสื่อมสภาพ
    • ระบายสินค้าที่ขายไม่ออก
  • เจ้าหนี้การค้า
    • ดึงดิวไว้หน่อย เลื่อนได้เป็นเลือน
  • อัตรากำไร
    • ถ้าไปขายของที่อัตรากำไรขั้นต้นสูงๆได้จะดีมาก
  • หนี้ระยะสั้น 
    • พยายามหาแหล่งเงินกู้ไว้เตรียมไว้เยอะๆ เผื่อหมุนไม่ทันได้หยิบยืมได้


เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ

เสริมเรื่องการจัดการสินค้าคงเหลือ โดย อาจารย์มานพ สีเหลืองครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์ค่าเสื่อมราคากับการลงทุน

เวลาที่เราลงทุนในสินทัพย์ถาวรนักบัญชีเขาไม่ได้คิดเงินลงทุนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน แต่จะทยอยตัดเป็น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (depreciation and amortisation) จนหมดอายุการใช้งาน (สินทรัพย์ในงบดุลหายหมดพอดี) จะเห็นว่าค่าเสื่อมราคาเป็นเพียงค่าใช้จ่ายทางบัญชีเงินสดไม่ได้ออกไปจากบริษัท ปัญหาจึงเริ่มเกิดมาดูกันว่าในการลงทุนมีเรื่องอะไรวุ่นๆกับค่าเสื่อมกันบ้าง

1. ค่าเสื่อมเป็นต้นทุนคงที่ในงบกำไรขาดทุน

บริษัทไหนที่ต้องลงทุนสินทรัพย์ถาวรเยอะๆ ก็จะทำให้ต้นทุนคงที่เยอะ ถ้ายอดขายตกไปต่ำกว่าจุดคุ้มทุนผลประกอบการก็จะตกลงมากกว่าบริษัทที่ต้นทุนคงที่น้อยกว่า
ASIA
โรงแรม asia [1] ช่วงเสื้อเหลืองเสื้อแดง กำไรหดไปเยอะมาก

ถ้าไปเจอบริษัทไหนที่เพิ่งลงทุนอะไรใหญ่ๆหนักแล้วยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนถ้าเราเข้าไปลงทุนช่วงที่ใกล้ๆคุ้มทุน เมื่อมันคุ้มทุนขึ้นมาจิรงกำไรจะโตแบบก้าวกระโดด
THCOM

THCOM [2] ลงทุนดาวเทียม internet แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมายังไม่ถึงจุดคุ้มทุนก็ทำให้กำไรตกมาก แต่ในปีนี้กำลังจะถึงจุดคุ้มทุน ก็จะทำให้กำไรเติบโตมาก

2. ตัดค่าเสื่อมแล้วต้องลงทุนใหม่ (reinvestment) หรือไม่

สินค้าบางอย่างตัดค่าเสื่อมแล้วก็ต้องลงทุนใหม่เรื่อยๆอย่างนี้ไม่ค่อยดีครับเพราะเงินได้มาแทนที่จะเอาไปจ่ายปันผลก็ต้องเอามาลงสินทรัพย์ใหม่
GFPT
GFPT[3] เอาค่าเสื่อมปู่ย่าพันธ์ไก่มาบวกกลับทำให้เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน (CFO)เป็นบวกเยอะ แต่ก็ต้องซื้อพ่อแม่พันธ์ไก่มาใหม่เรื่อยๆ ทำให้เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน (CFI) ติดลบเยอะ

MPIC
MPIC [4] ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน(หนัง)มากมาย แต่ก็ต้องซื้อ(หนัง)เข้ามาใหม่เรื่อยๆ

3. ตัดค่าเสื่อมแล้วเอาเงินสดไปจ่ายหนี้หมด?

บางทีเงินสดที่ได้มาก็ไม่ตกถึงท้องเราเพราะหนี้เยอะก็เอาเงินไปจ่ายหนี้ซะหมด จะเห็นลักษณะแบบนี้บ่อยๆ ในบริษัทที่ต้องลงทุนสินทรัพย์ถาวรเยอะๆ เช่นโรงแรม, สวนสนุก, พื้นที่ให้เช่า
ERW

ERW [5] งบออกมาขาดทุน แต่เอาค่าเสื่อมมาบวกกลับแล้ว CFO เยอะมาก ปีนึงเป็น 1,000 ล้านแต่ก็ไม่ตกถึงท้องผู้ถือหุ้น(ปันผล) เพราะต้องเอามาใช้หนี้(เงินต้น) เห็นจาก CFF จะติดลบเยอะมาก

สรุปว่าถ้าอยากรวยสบายๆไม่ต้องลุ้นอะไรมากก็ควรถือบริษัทสามารถที่เพิ่มยอดขายได้โดยไม่ต้องลงทุนสินทรพัย์ถาวรเยอะๆจะดีมากเพราะจะทำให้ต้นทุนคงที่ในงบกำไรขาดทุนไม่เยอะ, หักค่าเสื่อมมาก็ไม่ต้องเอาไปโป๊ะหนี้ เงินปันผลก็ตกถึงท้องนักลงทุนครับ


ที่มา
[1] http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=ASIA&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[2]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=thcom&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[3]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=GFPT&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[4]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=mpic&language=th&country=TH, ค้นวันที่ 4/11/2555
[5]http://www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=erw&language=th&country=TH ค้นวันที่ 4/11/2555