วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธีประมาณการราคาเป้าหมายแบบเร็วๆ

วิธีประมาณการราคาเป้าหมายแบบเร็วๆ
จริงๆเจ้าของบริษัทเวลาออกขาวอยากบอกราคาเป้าหมายใจจะขาด แต่กลตห้ามไว้ เลยบอกอ้อมๆ ผ่าน ยอดขาย ปริมาณขาย กับอัตรากำไร ให้เราจับคูณหากำไรกันเอาเองตามสมการ ราคาเท่ากับ PE คูณ กำไรต่อหุ้น
P = PE x EPS
ค่า PE ก็กะๆเอา ทั่วๆไปก็ 10-15 เท่า หุ้นเติบโตก็20เท่าขึ้น อสังหาหรือวัฎจักร5-7เท่าพอ
เหลือแค่หาค่า EPS หรือกำไรต่อหุ้น
เวลาอ่านข่าวแล้วก็เปิดสรุปข้อสนเทศในเว็ปตลาดหลักทรัพย์ประกอบ
ลองประมาณการราคาเป้าหมายดู

  1. บอกยอดขายก็จับคุณอัตรากำไรสุทธิได้กำไร
  2. บอกยอดขายเติบโตเป็น% ถ้าอัตรากำไรเท่าเดิม กำไรจะโตเท่ายอดขาย
  3. หุ้นวงจรจะชอบบอกเป็นปริมาณขาย อันนี้ยากเพราะต้องเดาราคาขายจับคุณกันได้ยอดขาย และอัตรากำไรสุทธิเอาเอง
  4. หุ้นรับเหมาจะชอบบอก รายได้รอการรับรู้(backlog) เราก็กะเพิ่มว่ารับงานกี่ปีทำเสร็จ สมมติ 2 ปีก็เอา backlog หารสองได้ยอดขายปีนั้นจับคุณอัตรากำไรสุทธิจบได้กำไรในปีนั้น
  5. หุ้นอสังหาชอบบอกมูลค่าโครงการ ซึ่งก็คือยอดขายถ้าโอนได้ครบนั่นเอง จับมูลค่าโครงการคูณอัตรากำไรสุทธิจบ

ข้อสังเกต

  1. ถ้าหุ้นที่รายได้กำไรโตสม่ำเสมอ และอัตรากำไเสมอกำไรที่ประมาณการจะค่อนข้างน่าเชื่อถือ
  2. จำนวนหุ้นที่ใช้หากำไรต่อหุ้นควรจะเป็นจำนวนหุ้นที่ปรับลดทุกอย่างแล้ว ถ้ามี warrant ก็เอามารวมด้วยเพราะเราอย่างรู้ว่าในอนาคตถ้า warrant ใช้สิทธ์ทั้งหมดจะเหลือกำไรเท่าไร

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิเคราะห์ปัญหาธุรกิจอย่างรวดเร็วด้วยอัตราส่วนทาการเงิน

วิเคราะห์ปัญหาธุรกิจอย่างเร็วด้วยอัตราส่วนทางการเงิน
รู้ว่าค่าที่ดีลัษณะอย่างไร ไล่เจาะทีละปัญหาถ้าค่าปกติก็ปล่อยผ่าน ถ้ามีปัญหาตรงไหนค่อยไปเจาะตรงนั้น
1การทำกำไร
1.1 กำไรขั้นต้นดี? ดูอัตรากำไรขั้นต้น
1.2 ดำเนินงานมีกำไร? ดูebitmargin
1.3 หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหลือกำไร? ดูอัตรากำไรสุทธิ
1.4 สินทรัพย์ที่มีสร้างกำไรได้? ดูroa
1.5 ส่วนผู้ถือหุ้นที่ลงไปได้กำไรกลับมา? ดูroe
2การสร้างเงินสด
2.1เก็บหนี้ได้? ดูระยะเวลาเก็บหนี้
2.2ของค้างสต็อก? ดูระยะเวลาขายสินค้า
2.3ได้เครดิตการค้าเท่าไร? ดูระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้า
2.4ระยะเวลาที่เราไม่มีเงินกี่วัน? ดูวงจรเงินสด
2.5สินทรัพย์ที่ลงไปสร้างประโยชน์(รายได้)? ดูอัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน
3ความอยู่รอด
3.1หนี้มากหนี้น้อย? ดูde ratio
3.2มีเงินพอจ่ายหนี้ระยะสั้น? ดูอัตราส่วนสภาพคล่อง
3.3จ่ายดอกไหว? ดูความสามารถในการชำระดอกเบี้ย

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีดูสัญญาณการเก็บหุ้น

สัญญาณการเก็บหุ้น ตอน 1
นักเรียนทุกคนคงคุ้นเคยกับฤดูกาล อย่างอยู่ภาคกลาง ก็จะรู้ว่า ปีหนึ่งมี 3 ฤดู ตอนนี้เป็นปลายฤดูหนาว และอีกไม่กี่อึดใจ ฤดูร้อนก็จะมาเยือน พอผ่านเดือนพฤษภาคม นักเรียนก็จะต้องเตรียมตัวรับกับสายฝนที่จะตกลงมาจนถึงเดือนตุลาคม
หลังจากนั้นลมหนาวก็จะมาเยือนอีกรอบหนึ่ง
ฤดูกาลแต่ละฤดูจะมีเอกลักษณ์พิเศษของมัน พาให้เกิดกิจกรรมพิเศษที่ทำให้ฤดูกาลกลายเป็นความทรงจำของนักเรียน ฤดูกาลจึงมาพร้อมกับเสน่ห์ที่เป็นทั้งสุขและทุกข์ เป็นทั้งให้กำลังใจ และสลดสังเวชกับความทรงจำที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตเมื่อในอดีต
คนที่ผ่านโลกมามาก ก็จะมีเรื่องที่อยู่ในความทรงจำเยอะ อาจเป็นเพราะชีวิตเป็นเรื่องของการนับซ้ำๆ กับอดีต ทำให้เกิดการรู้ขึ้นมาเองว่านับจากนี้ อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง
อย่างคนเล่นหุ้นที่เล่นมาตลอดระยะเวลาหลายปี แต่ก็ไม่รวยซะที มาวันนี้ทุกคนก็จะรู้ว่า หากตัวเองถือหุ้นเอาไว้ได้นานพอ ก็จะไม่ใช่แค่เป็นคนรวย แต่เป็นถึงเศรษฐี
การรู้ว่าต้องถือหุ้นที่ดีๆ นานๆ พาให้กลายเป็นเศรษฐีเป็นบทเรียนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะนักเรียนไม่ประสบความสำเร็จกับมัน นักเรียนจึงรู้ ทำให้วันนี้นักเรียนมีเรื่องนี้ระลึกเอาไว้ในใจ
ลงทุน 1 ล้านบาท 2-3 ปีกลายเป็น 10 ล้านบาทได้ ลงทุน 10 ล้านบาท 2-3 ปีกลายเป็น 100 ล้านบาทได้ ลงทุน 100 ล้านบาท 2-3 ปีกลายเป็น 1,000 ล้านบาทได้ เพราะนักเรียนเจอหุ้นที่ขึ้น 10 เด้ง ที่มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ อย่าง GENCO 1 บาท เมื่อ 3 เดือนก่อน มาวันนี้ 6 บาทกว่า บวก 600% อย่าง RAM ไม่กี่สิบบาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มาวันนี้ 2,000 บาท อย่าง BIG C หลักหลายสิบบาท มาวันนี้ 200 กว่าบาท
เรื่องที่ระลึกเอาไว้ในใจ หากนักเรียนสังเกตจิตใจตัวเองดีๆ นักเรียนจะรู้ว่า มันเกี่ยวข้องกับความเข้าใจที่อยู่ๆ เวลาก็ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้น จะว่าต้องมีคนมาสอนก็ไม่ใช่ มันเป็นของมันเอง แบบไม่ต้องมีคนมาคอยสอน นี่เองที่คนชอบพูดว่า เวลาจะเป็นครูสอนทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรา
มาวันนี้อีกเหมือนกัน ถ้านักเรียนติดตามคอลัมน์ชั่วโมงเรียนหุ้นที่ผมเขียนสอนนักเรียนมาโดยตลอด นักเรียนจะระลึกรู้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือ ราคาหุ้นไม่ใช่ว่าขึ้นแบบไม่มีเหตุ หุ้นทุกตัวทั้งขึ้นและตกต้องมีเหตุทั้งนั้น และเหตุที่ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้ามือโดยตรง
เจ้ามือที่จะซื้อถูกและขายแพง หรือเจ้ามือที่จะเอาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เยอะๆ ขายทิ้งออกมาทุกระดับราคา สาเหตุเป็นเพราะเจ้ามือชิงเผ่นหนีออกจากบริษัทก่อนใครเขาเพื่อน สาเหตุเพราะเจ้ามือรู้ว่า บริษัทกำลังจะดิ่งเหว ผลประกอบการจะออกมาเละ ฉะนั้นก่อนที่หุ้นจะตกอย่างหนัก กูขายก่อนใครจะเป็นการดีที่สุด
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์แปลกๆ ที่ผมถึงขนาดร้องอุทานในใจว่า มึงแน่มาก มึงกล้ามาก เช่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นกว่า 90% มีรายย่อยถือซัก 10% จู่ๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นพรวดพราดแบบไม่มีเหตุอันควร
ราคาที่ขึ้นพรวดพราดขึ้นไม่เยอะหรอกนักเรียน เอาซัก 300 – 400% ก็แล้วกัน สาเหตุที่ขึ้นเป็นเพราะใครก็ไม่รู้ไล่ซื้อหุ้นจากรายย่อย 10% ในตลาดแบบไล่ซื้อทุกระดับราคา เป็นการไล่ซื้อที่หุ้นนั้นแม้จะโคตรแพง หรือหากแม้นคนสติดีๆ ก็จะไม่มีทางซื้อหุ้นตัวนี้แน่ แต่ใครก็ไม่รู้คนนี้ซื้อทุกระดับราคาแบบเป็นการซื้อเก็บแล้วไม่ขายออกมาด้วย
สุดท้ายเมื่อราคาสูงลิบลิ่ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ 90% ก็ขายหุ้นทิ้งออกมาในตลาด ในราคาที่ทำให้กำไรเละ โดยที่ตลาดได้แต่มองตาปริบๆ ไม่สามารถจับคนปั่นหุ้นได้ สาเหตุเป็นเพราะไอ้บ้าที่ไล่ซื้อหุ้นจากรายย่อย ซื้อแล้วซื้อเลย ไม่ได้ขายทิ้งออกมา มันจึงไม่ได้มีการปั่นหุ้นแต่อย่างใด เป็นเรื่องของโชควาสนาของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่จู่ๆ ก็มีแมงเม่าอยากได้หุ้นกันเป็นจำนวนมาก ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เลยถูกหวยรางวัลที่ 1 นักเรียนว่าแปลกมั๊ยล่ะ
อีกตัวอย่างหนึ่ง อินไซด์ที่ว่าไม่มี ไม่มี และก็ไม่มี แต่พอราคาถูกลากขึ้นไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิดมีงานกันทุกตัว ที่เห็นบ่อยก็เรื่องของการเพิ่มทุน PP (เพิ่มทุนให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง) ทำให้คนที่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน PP ได้หุ้นเพิ่มทุนฟรี แถมยังได้เงินเข้ากระเป๋าตัวเองอีกต่างหาก
นักเรียนหลายคนอาจจะเห็นตัวอย่างไม่ชัด ขอยกตัวอย่างก็แล้วกัน อย่างเพิ่มทุน PP หุ้นละ 1 บาท ขายนาย A จะกี่ร้อยล้านหุ้นก็ตาม แต่ก่อนการจ่ายเงินค่าหุ้นเพิ่มทุน ราคาหุ้นบนกระดาษวิ่งขึ้นมาอยู่ที่ 5 บาท หากนาย A มีคนใช้และคนใช้นาย A ไปซื้อหุ้นตัวนี้ก่อนราคาจะขึ้น แล้วไปขายตอนที่ราคาขึ้น ได้กำไรซัก 400% คำถามคือ คนใช้จะเอาเงินไปให้ใคร
คำตอบก็ชัดว่านาย A จะได้เงินก้อนโตเอามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทำให้หุ้นเพิ่มทุนได้มาฟรี นาย A คนนี้จึงต้องมีอิทธิพลและเป็นคนไม่ธรรมดาเอามากๆ เพราะทำให้ กลต. ไม่รู้ว่าใครเข้ามาเล่นหุ้นตัวนี้ และทำการไล่ราคาหุ้นตัวนี้
เมื่อ กลต. ไม่รู้ จึงเหมารวมว่า หุ้นเกิดการเก็งกำไรกันไปเอง และการที่ราคาหุ้นขึ้นเยอะๆ (สูงเว่อร์) เกินกว่าราคาขายหุ้นเพิ่มทุน PP เป็นเพราะความบังเอิญ เหมือนเก็งเลขซื้อหวย แล้วดันออกมาตรงๆ จึงไม่มีอะไรในกอไผ่ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ (แต่โคตรเกิดขึ้นได้ยาก)
เหตุการณ์ไม่มีอะไรในกอไผ่เกิดขึ้นแบบซ้ำซาก จนกลายเป็นโมเดลที่พาให้เกิดการเลียนแบบต่อๆ กัน ทำให้วันนี้นักเรียนเห็นหุ้นตัวใดที่มีการซื้อขายและราคาที่ผิดปกติ นักเรียนจะต้องนึกถึงเหตุทันที
เหตุที่มีเจ้ามือ หรือไอ้โม่งบงการอยู่
อาการนึกถึงเหตุทันที เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเรียกว่า เป็นสัญชาติญาณก็ว่าได้ ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึก และความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ต้องเรียกได้ว่า มีอาการของการตกผลึก มันเป็นความรู้สึกที่คนข้างในพูดเดิมพันแบบไม่มีเสียง แต่เราได้ยินว่า มึงเชื่อกูเถอะ ล้านเอาบาทเดียว ทำให้เราเชื่อแบบ 1,000,000% ว่าต่อจากนี้จะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ (ตอนต่อไปจะสอนวิธีการ)
เขียนมาถึงเรื่องการมีเรื่อง ก็พลันนึกไปถึงว่า อะไรเหรอที่จะเกิดเป็นเรื่อง หากเป็นเรื่องในชีวิต เช่น ชายหนุ่มชวนหญิงสาวไปกินข้าวมื้อค่ำ แล้วทั้งคู่มีน้ำล้างคอเป็นไวน์ เบียร์ แล้วบังเอิญทั้งคู่ก็ถูกคอกันดี ต่างคนต่างอกหักกันมาทั้งคู่ ถามนักเรียนว่า เรื่องที่จะเกิดขึ้นตอนเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืน จะเป็นเรื่องอะไรต่อไป แบบให้แทงพนันล้านเอาบาทเดียว นักเรียนตอบได้มั๊ยล่ะ (อ่านต่อ เดี๋ยวมีเฉลย)
เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร ความรู้สึกจะบอก ซึ่งนักเรียนหลายคนอาจจะงงว่า ตะกี้เป็นตัวอย่างเรื่องของชายหนุ่มกับหญิงสาว แต่กับเรื่องหุ้นและการปั่นหุ้น มันจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร
คำตอบของผมขอตอบว่า เกี่ยวข้องแน่ๆ สาเหตุเป็นเพราะเรื่องหุ้นและการปั่นหุ้น หรือหากไม่เรียกว่าการปั่นหุ้น เพราะจะทำให้วงการหุ้นแปดเปื้อนด้วยความเลว จึงเรียกใหม่ว่า การเก็งกำไร เป็นเรื่องของความโลภของมนุษย์ เรียกให้เป็นภาษาชาวบ้านว่า เป็นเรื่องของความอยาก นักเรียนเคยอยากมั๊ยล่ะ
อยากที่จะเป็นคนรวย และอยากนู้น อยากนี่ที่ทั้งควรพูดและไม่ควรพูด
ความอยากหรือความโลภ จึงเป็นต้นกำเนิดของพฤติกรรมมนุษย์ที่พาให้คนต้องสร้างกิจกรรมขึ้นมา โดยก่อนจะแสดงพฤติกรรมออกมา ต้องเกิดกิจกรรมก่อน และในกิจกรรมจะต้องมีสัญญาณ
การกินข้าวมื้อค่ำที่มีไวน์ เบียร์ ถือเป็นกิจกรรม เหตุการณ์หลังเที่ยงคืน (อนาคต) คือพฤติกรรมที่จะแสดงออก โดยจะแสดงออกมาแบบใด ต้องอ่านและจับสัญญาณให้ได้
มาถึงตรงนี้ คำตอบที่วงเล็บไว้ว่าจะเฉลย ก็เป็นได้ 3 ทาง
ทางแรก สัญญาณที่นักเรียนจับได้และรู้สึก ชายหนุ่มกับหญิงสาวสองคนนี้เป็นพี่น้องกัน หลังเที่ยงคืน ทั้ง 2 คน แยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วหลับเป็นตาย
ทางสอง สัญญาณที่นักเรียนจับได้และรู้สึก ชายหนุ่มกับหญิงสาวสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน หลังเที่ยงคืน คำตอบเหมือนทางแรก
ทางสาม สัญญาณที่นักเรียนจับได้และรู้สึก ชายหนุ่มกับหญิงสาว สองคนนี้ใช้กิจกรรมกินข้าวเป็นฉากหน้า หลังเที่ยงคืน คำตอบเป็นที่รู้กัน
จากตัวอย่างแค่เรื่องการกินข้าวมื้อค่ำ ถ้านักเรียนพิจารณาดีๆ นักเรียนจะเห็นว่า ตัวนักเรียนเป็นคนเห็นกิจกรรม และคนเห็นกิจกรรมก็คือคนจับสัญญาณและรู้สึกได้กับสัญญาณที่จับได้ ดังนั้น เมื่อนักเรียนเห็นอะไรก็แล้วแต่ การเห็นนั้นต้องตามต่อมาด้วยสัญญาณ และจบลงที่ความรู้สึก หลังจากนั้นคำตอบต่ออนาคต (จินตนาการ) ก็จะเกิดขึ้น (ตัวอย่างของคำตอบ : ไม่ใช่ทาง 1 ไม่ใช่ทาง 2 แต่เป็นทาง 3 ชัวร์)
ครั้งหน้า เราจะมาต่อกัน กับกรณีการเก็บหุ้นของเจ้ามือ ว่าเจ้ามือจะสร้างกิจกรรมอะไรขึ้นมาบ้าง เพื่อเราจะซื้อหุ้นตามเจ้ามือให้ได้ ซึ่งมันก็เหมือนกับการมองชายหนุ่มและหญิงสาวกินข้าวกันนั่นแหละ มองจนเห็นสัญญาณก่อเกิดเป็นความรู้สึก แล้วเกิดมีคำตอบขึ้นมาเอง แบบกูตอบถูกชัวร์ ไม่เชื่อก็พนันกัน ล้านเอาบาทเดียว ว่าเจ้ามือกำลังเก็บหุ้น

สัญญาณการเก็บหุ้น ตอน 2
ตอน 1 เมื่อ 2/2/58 อารัมภบทยืดยาวมาก ก็เพื่อต้องการให้นักเรียนหันกลับมาตรวจสอบเหตุแห่งพฤติกรรมของนักเรียนที่มีความอยาก (ความโลภ) บงการอยู่ โดยบงการผ่านกิจกรรม ซึ่งในกิจกรรมจะมีสัญญาณหรือสัญลักษณ์บางอย่างเกิดขึ้น และสัญญาณหรือสัญลักษณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นนี้ จะถูกจิต (คนข้างใน) ของนักเรียนบอกคำตอบออกมา โดยคำตอบที่ออกมาจะออกมาผ่านความรู้สึก
กระบวนการที่สรุปข้างต้น ก็คือกระบวนการเกิดจินตนาการ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ นักเรียนต้องรู้จักนิสัยและสันดานของตัวเอง มันเหมือนกับว่า ถ้านักเรียนจะพยายามเข้าใจคนอื่น นักเรียนต้องพยายามทำความเข้าใจตัวเองให้ได้ เมื่อนักเรียนเข้าใจตัวเองแล้ว นักเรียนจะเข้าใจผู้อื่น สามารถอ่านใจคนอื่นออกได้ เพราะนักเรียนเป็นกระจกเงาที่เอาไว้ดูคนอื่นในกระจก (ดูตัวเอง) ทำให้การศึกษาคนยุติและเลิกได้หลังจากที่นักเรียนศึกษาตัวเองจนเข้าใจตัวเองแล้ว
คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ (เกือบ 100%) พยายามหาวิธี หาทางลัดไปสู่การเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ โดยมองหาวิธีการที่ถูกทำให้เป็นสูตรแห่งความสำเร็จ แล้วก็ใช้สูตรนั้นให้นำทางพาเงินลงทุนให้งอกเงย แต่แทนที่มันจะงอกเงยแบบโตวันโตคืน มันกลับจะงอกเงยช้า ดูไม่ทันใจคนลงทุนเอาซะเลย สาเหตุก็เป็นเพราะสูตรหรือทฤษฎีบอกให้ลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำๆ ซึ่งสูตรหรือทฤษฎีบอกว่า เป็นหุ้นดี ทำให้ไม่รวยเสียที เพราะหุ้นดีที่มี P/E และ P/BV ต่ำๆ ผ่านการดี 7 หนมาแล้ว มันหยุดเทิร์นอราวด์แล้ว มันได้กลายเป็นหุ้นพื้นฐานที่หากจะรวยกับมันอาจต้องถือหุ้นนานหลายปี ผิดกับหุ้นที่สูตรหรือทฤษฎีห้ามเอาไว้ไม่ให้เล่น ไม่ให้ลงทุน เห็นเมื่อไร ให้หลีกและบทวิเคราะห์ของทุกโบรกเกอร์ก็จะไม่มีการเอาหุ้นเหล่านี้มาวิเคราะห์ สาเหตุเพราะ P/E สูงลิบลิ่ว หรือบางตัวอาจจะหาค่าไม่ได้ และ P/BV ต่ำกว่า 1 หรือใกล้เคียง 1 หรือบางตัว P/BV อาจสูงเกิน 3 เท่าไปแล้ว ซึ่งถือเป็นหุ้นที่ไร้อนาคต แต่หุ้นเหล่านี้ที่ไร้อนาคต มีโอกาสพลิกกลับหรือที่เรียกว่า เทิร์นอราวด์ หรือภาษาของผมชอบเรียกว่า หุ้นชั่ว 7 ที ดี 7 หน ซึ่งเล่นไปแล้ว มีโอกาสกลายเป็นเศรษฐี (อ่านชั่วโมงเรียนหุ้น BV, E, P ของ หุ้นเทิร์นอราวด์ ตอน 3 วันที่ 30/1/58) คนเล่นหุ้นตามสูตรหรือตามทฤษฎีจึงรวยช้ากว่าคนที่เล่นหุ้นที่ทฤษฎีห้ามเอาไว้
กลับมาสู่เรื่องต่อจากตอนที่ 1 ที่วันนี้จะขอเขียนถึงการเก็บหุ้น (เก็บของ) ก่อนที่หุ้นจะถูกกระชากราคา ว่าเราจะมีวิธีดูอย่างไร และอะไรเป็นสัญญาณบอกให้เรารู้ว่า กำลังมีการเก็บหุ้นเกิดขึ้น และถ้าเราจับสัญญาณได้ชัดเจน ความรู้สึกจะบอกว่า หุ้นขึ้นเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน
ก่อนอื่นนักเรียนต้องรู้จักความอยากในใจ (ความโลภ) ของคนเล่นหุ้น รวมถึงเจ้ามือก่อน ว่าทุกคนอยากรวย รวยเยอะๆ รวยหนักๆ รวยเละเทะ
กรณีนักเรียนเล่นหุ้น นักเรียนไม่ใช่เจ้ามือ นักเรียนซื้อหุ้น เพื่อจะให้ราคามันขึ้น หลังจากนั้นก็ขายทิ้ง เก็บกำไรเอาไว้เสวยสุขชั่วครู่ชั่วยาม
กรณีเจ้ามือ เจ้ามือซื้อหุ้นเหมือนนักเรียนนี่แหละ แต่ต่างกันตรงที่ว่า เจ้ามือซื้อหุ้นในปริมาณมากมหาศาล และต้องการจะขายให้ได้ราคาสูงๆ ฟันกำไรเก็บเอาไว้เสวยสุขหลายๆ ปี
กรณีนักเรียน หลังจากซื้อหุ้น นักเรียนต้องรอคอยให้ราคามันขึ้น นักเรียนทำอะไรกับราคาไม่ได้
กรณีเจ้ามือ หลังจากซื้อหุ้น เจ้ามือรอให้ราคาหุ้นขึ้นเองไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าไปกระชากราคา นอกจากรอไม่ได้แล้วต้องเข้าไปกระชากราคา เจ้ามือยังต้องสร้างสถานการณ์ให้การซื้อขายหุ้นเกิดความคึกคัก เพื่อให้คนเข้ามาเล่นหุ้นกันเยอะๆ เจ้ามือจะได้ขายหุ้นที่ซื้อมาถูกๆ ในปริมาณมากมายมหาศาลได้หมดเร็วอย่างง่ายๆ ซึ่งนั่นมีความหมายว่า เจ้ามือจะรวยเละ และโอกาสเสี่ยงต่อการถูกจับก็มีน้อยลง
มาถึงตรงนี้ อยากให้นักเรียนคิดถึงการซื้อหุ้นให้ได้ปริมาณมากๆ โดยเจ้ามือ มีคำถามว่า ถ้านักเรียนเป็นเจ้ามือ นักเรียนอยากให้รายย่อย หรือคนอื่นมาซื้อหุ้นราคาถูกๆ ตอนที่เราในฐานะเจ้ามือเริ่มเก็บสะสมหรือไม่
คำตอบก็คือไม่ กูจะซื้อเก็บคนเดียว ถ้าจะมีคนอื่น (ใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นนักเรียน) มาร่วมแจมซื้อด้วย กูก็ขอให้มัน (นักเรียน) ซื้อให้ได้น้อยที่สุด
มาถึงตรงนี้อีก ถ้านักเรียนเป็นเจ้ามือและสร้างทีมเก็บหุ้น (ซื้อหุ้นในราคาถูกๆ) นักเรียนจะทำอะไรเป็นลำดับแรก
คำตอบก็คือ
(1) เติมหุ้นเข้าไปในฟากของ OFFER (เสนอขาย) จำนวนมากๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า มีคนรอขายหุ้นตัวนี้เพียบเลย ทำให้คนที่ติดหุ้นตัวนี้ท้อใจและหมดกำลังใจ เพราะคนติดหุ้นต้องมีจำนวนหนึ่งที่กำลังอยู่ในอาการกระเป๋าฉีก
คนที่ติดหุ้นที่เห็นหุ้นเสนอขายปริมาณมากๆ และกระเป๋ากำลังฉีกอยู่ จึงตัดสินใจเทขายทิ้งมาที่ด้าน BID (เสนอซื้อ) ซึ่งมีปริมาณไม่มาก ทำให้การขายแค่จำนวนไม่มากมาที่ด้าน BID อาจทำให้ราคาหุ้นตกลง (ติดลบ)
เหตุการณ์การเติมจำนวนหุ้นด้าน OFFER ยังมีต่อไป ในขณะที่ด้าน BID ก็จะมียอดเติมเข้ามา แต่ก็มีไม่มาก สถานการณ์จำนวน BID กับจำนวน OFFER ยังมีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (BID นิดเดียว OFFER เพียบ)
ใกล้ปิดตลาด เจ้ามือจะเอาหุ้นที่ตัวเองตุนเอาไว้ที่ไม่ได้อยู่ในฟากของ OFFER (หุ้นที่อาจอยู่กับนักร้อง คนใช้) เทขายทิ้งออกมาด้าน BID ทำให้ราคาปิดเท่าเดิมหรือติดลบ และจะเทขายออกมาในปริมาณที่จะทำให้สัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) ถูกแปลความว่า “หุ้นเกิดสัญญาณขาย” เพื่อว่าคนที่ติดหุ้นที่ยังอยู่ในอาการลังเล แต่กระเป๋ายังไม่ถึงขั้นฉีก (แค่รั่ว) จะได้ถอดใจเลิกถือหุ้นตัวนี้อีกต่อไป และตัดสินใจว่า พรุ่งนี้กูขายทิ้งแล้ว หุ้นบ้าอะไร ไร้อนาคตสิ้นดี
วันรุ่งขึ้น ก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้อีก แต่บางขณะอาจมีปริมาณ OFFER เป็นจำนวนมาก จากรายย่อยที่สิ้นหวัง ซึ่งเจ้ามือรู้ดีว่า หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่ของเราทั้งหมด เพราะของเราที่อยู่ใน OFFER อยู่กี่หุ้น เจ้ามือรู้ดี ในขณะที่จำนวนหุ้นด้าน BID ก็มีนิดเดียว แต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดตรงที่ว่า จำนวนหุ้นด้าน OFFER อาจถูกเคาะซื้อจนหมด ทำให้เราในฐานะคนดูเกิดความรู้สึกว่าด้าน BID ก็มีนิดเดียว แต่มีไอ้โม่งที่ซุ่มดูอยู่แบบไม่เปิดเผยตัวเข้ามาตั้งซื้อในด้าน BID ยืนกอดอกสั่งให้ใครก็ไม่รู้ ซื้อให้หมด
BID กับ OFFER จึงเป็นตัวเลขที่ตั้งหลอก ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริง ดังนั้นคนเล่นหุ้นที่เชื่อว่าตัวเลขไม่มีอะไรในกอไผ่ จึงตกเป็นเหยื่อ ขายหุ้นที่ตัวเองติดอยู่และอุตส่าห์ถือมาตั้งนานทิ้ง แล้วหลังจากขายทิ้งไปไม่นาน หุ้นก็ขึ้นพรวดพราด ทำให้เสียใจไม่รู้จะเสียใจยังไง
เหตุการณ์การกำกับจำนวนหุ้นด้าน BID และ OFFER ตามที่เล่าให้ฟังนี้ ทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นมากขึ้นกว่าปกติจนสังเกตเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างจากทุกๆ วันที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นหลักแสนต้นๆ มาเป็นปีๆ แต่มาวันหนึ่งเกิดปริมาณการซื้อขายหุ้นเป็นหลักล้าน และหลายล้านหุ้นต่อวัน กรณีแบบนี้หากคนเล่นหุ้นดู สรุปหุ้นทุกวัน จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจทันที ว่ามีเรื่องแปลกเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ต้องนึกถึงหุ้นตัวนี้ตลอดเวลา แล้วไม่ลืมที่จะลงไปดูมัน เพื่อสังเกตว่าจะเกิดเหตุการณ์ตามที่ผมยกตัวอย่างหรือเปล่า
ปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นมากอย่างผิดปกติ จะเกิดขึ้นพร้อมกับราคาหุ้นที่แกว่งตัวขึ้นและลงในช่วงแคบๆ แต่ตอนปิดตลาด ราคามักจะลง หรือถ้าขึ้น ก็จะขึ้นเพียงน้อยนิด พูดโดยรวมก็คือหุ้นไม่ขึ้น และสัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) ส่งสัญญาณขายตลอดเวลา
ทำไมสัญญาณทางเทคนิคจึงส่งสัญญาณขายอยู่ทุกวัน (ตลอดเวลา) ในช่วงที่เจ้ามือกำลังเก็บหุ้น ตอนนี้เชื่อว่านักเรียนตอบได้แล้ว มันเป็นเพราะเจ้ามือไม่อยากให้คนอื่นเข้าไปซื้อ เจ้ามือ (มัน) ต้องการซื้อแต่เพียงลำพัง เพื่อให้ได้หุ้นมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ย้อนกลับมากับเหตุการณ์การเก็บหุ้นอีกที ที่เจ้ามือไม่ใช่ตั้งรอ แล้วรอคอยให้รายย่อยมาเสนอขายด้าน BID แต่เพียงอย่างเดียว เจ้ามือยังเคาะซื้อด้าน OFFER ด้วย และบางทีเจ้ามือก็จำเป็นเหลือเกินที่จะเคาะซื้อด้าน OFFER แบบกวาดเรียบซัก 2-3 ช่วงราคาในระหว่างวัน สาเหตุก็เพื่อเก็บหุ้นให้ได้มากที่สุดตามที่ว่า แล้วพาหุ้นให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาเดิม หลังจากเก็บหุ้นที่ราคาเดิมไปจนแทบจะไม่มีใครขายทิ้งออกมาแล้ว เจ้ามือจึงจำเป็นต้องให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไป เพื่อจะเก็บหุ้นจากคนที่ไม่ได้อยู่ในอาการกระเป๋ารั่วหรือกระเป๋าฉีก แต่ตอนปิดตลาดเจ้ามือก็ยังคงทุบราคาเหมือนเดิม เพราะเจ้ามือไม่ต้องการให้ราคาหุ้นขึ้น เพราะถ้าหุ้นขึ้น ต้นทุนของเจ้ามือจะสูง
การทุบราคาหุ้นหลังจากที่ลากราคาหุ้นขึ้นไป 2-3 ช่วงราคาในระหว่างวัน เพื่อเก็บของเพิ่มเติม จะเกิดเหตุการณ์ที่มีบางคน หรือกลุ่มคนเริ่มสงสัยในกิจกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้น แล้วตัดสินใจซื้อตามเพื่อหวังจะเก็งกำไรราคาที่สูงขึ้น ซึ่งสำหรับเจ้ามือแล้วเกลียดไอ้พวกซื้อตามในเวลานี้มาก จึงจำเป็นต้องสั่งสอนด้วยการเอาหุ้นที่อยู่ในมือนักร้อง อยู่ในมือคนใช้เทขายออกมาด้าน BID ซึ่งจำนวนหุ้นที่ตั้งรอซื้ออยู่นั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นคำสั่งซื้อของพวกเดียวกันเอง เข้าทำนองอัฏยายซื้อขนมยาย พาให้ไอ้คนซื้อตามที่เล่นสั้นเจ๊งกันไปตามๆ กัน แล้วตัดสินใจขายขาดทุนออกมา เหตุการณ์แบบนี้นิยมเรียกกันว่า เล่นรอบ เล่นสั้น ซึ่งเชื่อว่านักเรียนเคยได้ยิน แต่นักเรียนอาจไม่รู้ว่าเล่นรอบ เล่นสั้น ก็เป็นเกมหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมเก็บหุ้นที่รังสรรค์สร้างขึ้นโดยเจ้ามือ
กิจกรรมการเก็บหุ้นจะดำเนินไปเรื่อยๆ แต่คำว่า เรื่อยๆ ไม่ได้หมายความว่า ต้องเก็บทุกวัน บางวันหรือหลายวันอาจดูเหมือนกลับไปเป็นปกติ ไม่ได้แปลกอะไร (หยุดเก็บ) ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ต้องการให้เป็นที่พิรุธจนเกินไป หากนักเรียนไม่ได้ตามดูการซื้อขายทุกวัน นักเรียนจะไม่รู้สึก แบบพนันล้านเอาบาทเดียวว่า หุ้นตัวนี้กำลังถูกเก็บ
หากจะเปรียบให้เห็นชัดๆ กับกรณีชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยกตัวอย่างไปในตอนที่ 1 วันที่ 2/2/58 ที่นักเรียนสังเกตอาการชายหนุ่มและหญิงสาว ที่หญิงสาวก็ทำเขินอาย ส่วนชายหนุ่มก็เทคแคร์หญิงสาวแบบโคตรสุภาพบุรุษ ทั้งอากัปกิริยา แววตา และอาการที่แสดงออก ที่นักเรียนสังเกตแบบเหล่ตามองตลอด 3-4 ชั่วโมง ทำให้นักเรียนมีคำตอบว่า ทางสามชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ (อ่านตอน 1 วันที่ 2/2/58) คืนนี้มีเรื่องกันแน่
การดูจึงต้องเฝ้าตามตลอด แบบตาไม่กระพริบ ซึ่งหมายถึงนักเรียนจะต้องดูหุ้นระหว่างซื้อขายทุกวัน ต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน นักเรียนจึงจะเกิดความรู้สึกขึ้นมา เพราะช่วงเวลาปฏิบัติการเกิดเป็นช่วงๆ ดูไปเรื่อยๆ จะรู้สึก แล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี่แหละ จะยุติคำถามของนักเรียนทั้งหมด เพราะคนข้างในบอกว่า ล้านเปอร์เซ็นต์
ครั้งหน้ามาว่ากันต่อ

สัญญาณการเก็บหุ้น ตอน 3
ตอน 2 สอนนักเรียนไปถึงนิสัยและสันดานของคนเล่นหุ้น กับเจ้ามือ ว่ามีความเหมือนและมีความต่างกันอย่างไร ทำให้นักเรียนต้องหันกลับมาคิดวิเคราะห์ถึงการรู้จักและรู้ใจเจ้ามือ ซึ่งในอดีตนักเรียนไม่เคยคิดว่าในตลาดหุ้นมีเจ้ามือ หรือหากจะคิดว่ามีเจ้ามือ นักเรียนก็ไม่ได้เจาะลึกลงไปว่า เจ้ามือต้องมีนิสัยและสันดานอย่างไร ทำให้นักเรียนไม่ได้ตั้งใจที่จะสังเกต เข้าทำนองว่า รู้ไปแล้ว มีอะไรดี แต่หากเรารู้ เราก็สามารถซื้อหุ้นตามเจ้ามือได้
การซื้อหุ้นตามเจ้ามือได้ คือการซื้อหุ้นตอนที่เจ้ามือซื้อ ซึ่งแน่นอนว่า ราคายังไม่ขึ้น และซื้อไปแล้วจะเกิดความรู้สึกเปลี่ยวเหงา หดหู่ใจแบบบอกไม่ถูก มันเป็นการซื้อหุ้นที่โบรกเกอร์ถามว่า ซื้อตัวนี้ไปได้อย่างไร สติปัญญาเราเสียหายตรงส่วนไหน ทำไมจึงซื้อ หุ้นในตลาดมีดีๆ มากมาย ทำไมจึงคิดสั้นปฏิบัติการฆ่าตัวตายแบบนี้ ถ้าเงินเหลือใช้ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็เอามาให้ผมก็ได้ ยังดีกว่าการเอาไปซื้อหุ้นตัวนี้
เรื่องการซื้อหุ้นตามเจ้ามือยังไม่จบ มาร์เก็ตติ้งที่ดูแลพอร์ตหุ้นของเรา แอบเอาเรื่องเราไปคุยในวงเหล้า แล้วทุกคำพูดที่เรียกเรา เรียกเราว่า ควาย
การซื้อหุ้นตามเจ้ามือ ถูกมองว่าเป็นควาย สาเหตุเป็นเพราะอะไรนักเรียนรู้หรือเปล่า
สาเหตุเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า เจ้ามือจะเก็บหุ้น จะทำหรือสร้างกิจกรรมอะไร อย่างเจ้ามือไปสร้างกราฟให้สัญญาณทางเทคนิคบอกว่า ขาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ถูกป้อนข้อมูลเข้าไปในสมองว่า การเล่นหุ้นด้วยข้อมูลทางเทคนิค (กราฟ) เป็นอะไรที่ทำให้คนเล่นหุ้นรวยได้ คนเล่นหุ้นที่ไม่เข้าใจและไม่รู้จักนิสัยและสันดานเจ้ามือก็จะปฏิเสธ ไม่ยอมซื้อหุ้น ตอนที่สัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) บอกให้ขายแน่นอน เพราะถ้าไปฝ่าฝืนเครื่องมือทางเทคนิคที่สั่งห้ามไว้ ก็ต้องเป็นควายสถานเดียว จะเป็นคนไปได้อย่างไร
ความเชื่อเครื่องมือทางเทคนิค (กราฟ) ของคนส่วนใหญ่ จึงทำให้เจ้ามือทุกราย (ผมใช้คำว่าทุกราย) ต้องสร้างกราฟเพื่อส่งสัญญาณขายตลอดเวลา เพื่อจะได้เก็บหุ้นจากรายย่อยให้ได้มากๆ
การเก็บหุ้น เก็บกันอย่างไร ผมได้บอกนักเรียนไปแล้วในตอนที่ 2 (4/2/58) ขอให้กลับไปอ่านทบทวนดู
สัญญาณของการเก็บหุ้น ที่ต้องเกิดแน่ คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และการผิดปกติ ใช้อะไรเป็นตัววัด
คำตอบก็คงหนีไม่พ้นการเฝ้าดูชายหนุ่มและหญิงสาวนั่งกินข้าว กินไวน์ และกินเบียร์กัน ซึ่งสุดท้ายเกิดคำตอบขึ้นมาในใจว่า สองคนนี้กำลังจะทำอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้น ทำให้เห็นภาพว่า ต่อจากนี้หลังเที่ยงคืน อะไรจะเกิดขึ้น
คำตอบที่เกิดขึ้นจากการเฝ้าดู จะเกิดในลักษณะที่ว่า กูว่าชัวร์ โดยกูก็คือคนข้างใน (จิต) บอกคำตอบออกมาเป็นความรู้สึก
เมื่อกูว่าชัวร์ จึงขับรถตามไปดู ก็เห็นรถเลี้ยวเข้าไปในโรงแรม
เหมือนกับการเฝ้าดูหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายที่ผิดปกติ จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ แบบไม่ต้องไปหาว่า แบบไหนจึงจะเป็นการเก็บหุ้น ที่ทำให้เกิดคำถามว่า แบบนี้เก็บหรือเปล่า
ที่ไม่เกิดคำถามเป็นเพราะอะไร นักเรียนตอบได้หรือเปล่า
ตอบได้ ถ้านักเรียนใช้หลักการมองชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยกตัวอย่างมาตั้งแต่ตอนที่ 1 ว่าผลของการมองทำให้เกิดคำตอบได้ 3 ทาง และการมองที่เกิดคำตอบในแต่ละทาง เป็นเพราะนักเรียนเคยผ่านประสบการณ์แบบชายหนุ่ม หรือเคยผ่านประสบการณ์แบบหญิงสาวที่มีเวทนา (ความรู้สึก) บงการให้นักเรียนแสดงออก ว่าถ้ากินอาหารกับเพื่อน นักเรียนออกอาการอย่างไร ถ้ากินอาหารกับพี่น้อง นักเรียนออกอาการอย่างไร และถ้ากินอาหารกับคนพิเศษ คนที่นักเรียนอยากมีอะไรด้วย นักเรียนจะออกอาการอย่างไร
สรุปความว่า ที่นักเรียนรู้คำตอบว่าจะออกทางใด ไม่ทาง 1 ก็ทาง 2 ไม่ทาง 2 ก็ทาง 3 (กลับไปอ่านตอนที่ 1 วันที่ 2/2/58) เป็นเพราะนักเรียนมีจิตวิญญาณร่วมไปกับชายหนุ่ม ถ้านักเรียนเป็นผู้ชาย และมีจิตวิญญาณร่วมไปกับหญิงสาว ถ้านักเรียนเป็นหญิงสาว นักเรียนจึงดูแล้วรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้
การมีจิตวิญญาณร่วมเป็นหัวใจของการที่คนเล่นหุ้นจะรู้ขึ้นมาเอง ถ้านักเรียนมีจิตวิญญาณของเจ้ามือ เมื่อนักเรียนดูการซื้อขายหุ้นด้าน BID และ OFFER และเห็นปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแบบมีนัยสำคัญ ทำให้ความรู้สึกในใจของนักเรียนเหมือนถูกรถสิบล้อพุ่งเข้าใส่ นักเรียนก็จะทำการดู BID และ OFFER และปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวนั้นต่อไปอีกหลายวัน หลายอาทิตย์ จนถึงหลายเดือน พาให้เกิดคำตอบขึ้นว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป โดยก่อนอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ในใจของนักเรียนจะได้ยินเสียงประโยคที่ว่า กูว่าชัวร์
ชัวร์อะไร อยากถามนักเรียน
ชัวร์ว่ามันเก็บหุ้น 1,000,000%
อะไรที่จะเกิดต่อ อยากถามนักเรียน
ราคาหุ้นที่จะวิ่งแบบบ้าเลือดไงล่ะ ซึ่งจะทำให้นักเรียนรวยเละเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์
มาร์เก็ตติ้งที่เคยหัวร่อกันอย่างสนุกสนานในวงเหล้า ที่เคยเรียกนักเรียนว่า ควาย มาวันนี้เงียบยังกะเป่าสาก เพราะควายกลายเป็นเศรษฐี แต่ไอ้ที่ไม่ควาย กินเงินเดือนต่อไปแบบไร้อนาคต มันกลับไปคุยกันในวงเหล้าอีกครั้ง แล้วพูดว่า แม่งฟลุ๊ค
ปิดท้าย ขอย้ำนักเรียนว่า ถ้ารู้จักนิสัยและสันดานของเจ้ามือ หรือที่ผมชอบพูดเสมอว่า รู้จักและมีจิตวิญญาณของเจ้ามือ นักเรียนจะรู้ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติว่า นี่เก็บหุ้นชัวร์ มันเป็นการรู้ที่รู้ขึ้นมาเอง ที่เป็นพลังอำนาจของสัญชาติญาณ ที่ถ้าหากใครศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าดีๆ จะรู้ว่า เมื่อรู้จักตัวเอง ก็รู้จักคนอื่น เมื่อรู้ว่าหากตัวเองจะเก็บหุ้นให้มากที่สุด เพื่อจะลากราคาหุ้นให้ขึ้นสูงลิ่วในอนาคต เพื่อจะโกยกำไรมหาศาล ตัวเองในฐานะเจ้ามือจะต้องทำอะไรบ้าง แค่นี้การดูหุ้นทุกวัน ก็จะง่ายเหมือนการดูชายหนุ่มและหญิงสาวนั่งกินข้าวกัน ว่าสุดท้ายแล้วจะออกทาง 1 ทาง 2 หรือทาง 3
ครั้งหน้ามาต่อตอนจบครับ เพราะรู้ว่าเก็บหุ้นชัวร์อย่างเดียวไม่พอ ยังจะต้องรู้เพิ่มด้วยว่า เจ้ามือจะลากหุ้นด้วยการใช้ Story อะไรมาลาก

ที่มา
https://www.facebook.com/FpmIntelligentInvestor/photos/a.633502910092092.1073741829.631483483627368/705779072864475/?type=1&permPage=1

https://www.facebook.com/FpmIntelligentInvestor/posts/706564479452601:0

https://www.facebook.com/FpmIntelligentInvestor/posts/706943059414743

เพื่อไม่ให้พลาดอัพเดทความรู้การลงทุน สามารถกดติดตามได้ที่
line@ โดยการจิ้มเบาๆที่ลิงค์
เพิ่มเพื่อน
fanpage investidea.in.th


สัมมนาวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดูรายละเอียดและตารางอบรมได้ที่หน้าหลักสูตร
หรือสอบถามราบละเอียดที่ Line; pat4310, หรือโทร 086-503-5023

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล


ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล
P = D/(k-g)
สูตรง่ายๆแต่สมมติฐานเบื้อหลังโหดสึด คือถ้าหุ้นตัวหนึ่งปันผลปีหน้าเท่ากับ D โตเรื่อยๆ ด้วยอัตราเท่ากับ g ไปถึงอนาคตอันไกลโพ้น (infinity) และเรามีผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนเท่ากับ k เราจะยอมซื้อหุ้นตัวนี้สูงสุดที่ราคา P หรือมมองอีกมุมราคาที่คำนวณได้คือราคาหุ้นที่ทำให้ลงทุนไปยาวๆแล้วได้ผลตอบแทนเท่ากับ k นั่นเอง

เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้นลองย้ายข้างสมการใหม่ k = D/P + g จะได้ผลตอบแทนที่คาดหวังจะมาจากสองส่วนคือ ผลตอบแทนจากเงินปันผล D/P กับ capital gain คือราคาน่าจะโตเท่ากับการเติบโตของปันผล
เลยได้วิธีประเมินมูลค่าง่ายๆคือให้ตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ซักตัว อยากได้เท่าไรจัดไป แล้วไปหาข้อมูล อัตราผลตอบแทนเงินปันผล กับการเติบโตมา แล้วมาเทียบกับ ผลตอบแทนที่เราคาดหวัง
D/P + g = k แปลว่าราคานั้นเหมาะสมลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่เราคาคาดหวัง
D/P + g > k แปลว่าหุ้นตัวนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าที่คาดหวังราคานั้นถูกไป ให้ขายบ้านขายรถมาซื้อ
D/P + g< k แปลว่าหุ้นตัวนั้นให้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดหวังราคานั้นแพงไป ให้ไปรอเจ้ามือทุบซักหน่อยค่อยซื้อ

ตัวอย่างหุ้น mint ข้อมูลจาก bloomberg http://www.bloomberg.com/quote/MINT:TB
ซื้อราคา 35 บาทได้ปันผล 1.04% ย้อนหลัง 5 ปีปันผลโตปีละ 4.43%ถ้าอนาคตยังโตเหมือนเดิม แปลว่าซื้อราคานี้ถือไปยาวๆได้ผลตอบแทนทบต้นเท่ากับ 1.04+4.43 = 5.47%ต่อปี เนื้องจากอยากรวยไวขอผลตอบแทนที่คาดหวังkเท่ากับ 20% ต่อปี แปลว่าหุ้นตัวนี้แพงไปเพราะไม่ตอบโจทย์ ก็ไปหาหุ้นตัวอื่น

ข้อควรระวัง คือตัว g อัตราที่เอามาตั้งเป็นตัวแทนของการเติบโตในระยะยาววววววววววววไม่ใช่โตได้ปีเดียวปีต่อมาเน่า

ค่า k บางคนบอกกำหนดมาลอยๆไม่น่าเชื่อถือ ต้องใช้การประมาณการด้วย CAPM ก็ไม่ว่ากันจะได้ k = Rf + beta( Rm-Rf), Rf คือ risk free rate ใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 1 ปี, beta คือความสัมพันธ์ของหุ้นกับset ถ้ามากกว่า 1 แปลว่า Set ขึ้น 1% หุ้นตัวนั้นขยับมากกว่า 1% ,Rm ใช้ผลตอบแทนของ SET ยาวๆเป็นตัวแทน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

ตาราง EXCEL เปรียบเทียบงบการเงิน

ทำตาราง EXCEL เปรียบเทียบงบการเงิน ให้ลองเล่นกันครับผมตัวอย่างดูได้ในตาราง จะเป็นการดึงข้อมูลจากสรุปข้อสนเทศของตลาดหลักทรัพย์มา 3 ตัวแล้วเอางบมาเปรียบเทียบกัน ละมีแทปที่เป็นของรายตัวด้วยสามารถใช้เปรียบเทียบงบคร่าวๆได้ว่าใครดีใครด้อยตรงไหน ส่วนการวิเคราะห์เชิงลึกต้องไปโหลดงบจริงของแต่ละตัวมาดูอีกที

วิธีการโหลดกดที่ปุ่ด "โหลดไฟล์ตรงนี้" จะมีหน้าพรีวิวขึ้นมากกดโหลดตรงปุ่มลูกศรชี้ลงเท่านี้ไฟล์ก็จะโหลดลงเครื่องของท่าน

>>>>>>>>>>>>>>>โหลดไฟล์ตรงนี้<<<<<<<<<<<<<<

เมื่อโหลดแล้วเวลาจะเปลี่ยนชื่อหุ้นให้ทำดังภาพ





วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สรุปการลงทุนปี 2557

หลังจากปี 2556 ที่ตลาดไปค่อยนำนวย ปี 2557 ที่ผ่านมาตลาดก็เริ่มดีขึ้น พร้อมผลตอบแทนการลงทุนแบบพออยู่พอกิน เล่าหุ้นที่ให้น้ำหนักการลงทุนเยอะๆ กับตัวที่แป้กละกัน

AKR หมดทุกข์หมดโศก
เข้าลงทุนหนักๆ ปลายปี 2556 ประเด็นการลงทุนคือบริษัทมีการเพิ่มทุน และกู้เงินจาก KBANK รวม 800 ล้านบาทมาใช้หนี้ของธนาคาร TMB ที่ใจดียอมลดหนี้เหลือ 800 ล้านจากยอด 1300 ล้านทำให้เกิดกำไรจากการลดหนี้ 500 ล้านบาทในไตรมาศ 4 ปี 2556 (ประกาศงบเดือน ก.พ. 2557) ทุนบาทกว่าๆ 1.2 ก็ขายเพราะมองเป็นกำไรพิเศษมาครั้งเดียว และธุรกิจหม้อแปลงกว่าจะพีคอีกรอบก็ไตรมาศสี่(ส่งมอบงานเยอะช่วงนั้น)
หม้อแปลงเอกรัฐ

GRAND ปัญหาชีวิตจบ
หลังจากที่มีปัญหาหนี้สินรุงรัง โครงการเก่าก็ไม่มีเงินสร้างต่อ ปี 2556 เริ่มเห็นพัฒนาการ มีการขายโครงการคราวน์พลาซ่าที่มีเงินทำ refinance หนี้สิน ไปเทคโอเวอร์โรงแรมเพิ่ม และทุ่มทรัพยากรมาลงที่ HYDE สุขุมวิท 13 ทำให้โครงการคืบหนี้ไปมาก ยอดจองปลายปี 56 เกือบ 100% จะเริ่มโอนไตรมาศ 1 ปี 2557 ได้กำไรจาก AKR มาพอสมควรจึงสวิชมาลงทุน GRAND ราคาแถวบาทต้นๆ เกร็งว่ากำไรไตรมาศ 1 ต้องพุ่งราคาคงวิ่งจี๊ดแน่ๆ วางแผนว่าโอนจบก็ออก เพราะกำไรมาแค่ครั้งเดียว ปี 2558 ก็ไม่มีโครงการใหม่อะไร ทนมาถึง Q2 งบออกเห็นโครงการโอนไปเกินครึ่งขายไป 1.5 ขายไปได้ซักพักมันลากโชว์ไปเกือบสามบาท ผมนี่อึ้งเลยครัชแหม่

TPOLY โอกาสดีมีไม่บ่อย
งบปีออกมาเน่าม้วกๆ ขาดทุนมโหราณ มานั่งดูส่วนใหญ่ขาดทุนจากการตั้งสำรองงานรับเหมาเก่าๆ ถ้าโครงการพวกนี้ปิดงานก็คือขาดทุนครั้เดียว โครงการใหม่ถ้าไม่ทำอะไรแปลกๆก็คงไม่ขาดทุนหนักๆอีก และมีสตอรี่รออยู่คือเอาบริษัทลูก TPCH ทำโรงไฟฟ้าชีวมวลเข้าตลาดปลายปี โดยคนถือ TPOLY จะได้สิทธ์ซื้อหุ้น IPO ของ TPCH ก็คิดว่าถ้าเอาลูกเข้าแม่น่าจะดี วันที่งบออกบทวิเคราะห์กิมเอ็งออกมาให้ขายผมนี่ซื้อสวนเลยครัช ก็ทำกำไรให้พอสมควร

NPP หุ้นม้ามืด
หุ้น NIPPON เก่าราคาลงมาเยอะหลังจากคุณเอกยุทธ์เสียชีวิต มานั่งดูเริ่มเห็นกลับมาทำมาหากิน ไปลงทุนสร้างโรงงานใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม 3 เท่า ไปทำธุรกิจบริหารป้ายโฆษณาร้านจิฟฟี่ ขายธุรกิจอุดรพลาซ่าที่ไม่ทำกำไรทิ้ง เปลี่ยผู้บริหารเป็นคุณสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย เจ้าของหนังสือพิมพ์ทันหุ้น ชีวิตน่าจะดีขึ้น พี่แก่วิ่งซะอลังกาล

RPC เกือบตาย
เห็นคุณวิชัย ทองแตง เข้ามาลงทุน ไปลงทุนคลังน้ำมันบนเกาะสีชัง ในรายงานผู้สอบบัญชีมีรายงานว่าจะย้ายโรงกลันไปบนเกาะ ซักพักราคาวิ่งๆหูดับตับไหม้ อยู่ดีๆตกลงกันไม่ได้ซะงั้นราคาแป้กไม่เป็นท่าจบเบย

PJW เข้าเร็วไปเป็นปี
เคยเป็นหุ้น VI คนนิยมชมชอบ ไปตกม้าตายหลังจาก IPO แล้วไปลงทุนในโรงงานพ่นสี แต่ออเดอร์ยังไม่มารอทดสอบคุณภาพเป็นปี เข้าไปนึกว่าจะได้ออเดอร์เร็วนี้ดูจาก OPPDAY แล้วคงอยู่ด้วยกันอีกยาว 555

AGE จากทำถ่านหินลงข่าวหนังสือพิมพ์ว่าจะไปทำโรงไฟฟ้าลองลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นดูว่าเป็นยังไงบ้าง ถือๆไปเจอวิกฤติราคาพลังงาน อเมริกาเจอเชลแก็ซ ทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาก ถ่านหินก็หนีไม่พ้น ราคาลงฮวบฮาบทำให้กำไรปกติของ AGE แป้กไปด้วยหุ้นก็ร่วงเอาร่วงเอา สูุ้ต่อไปนะทาเคชิ

สรุปเราไม่จำเป็นต้องเข้าถูกทางทุกตัวขอแค่ครั้งที่ถูกได้กำไรมาพอสมควรก็โอละคร้าบ ปี 2558 ก็สู้กันต่อไป


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สรุปวิเคราะห์หุ้น VI ในสมการเดียว

หลัก VI คือหาหุ้นดี ราคาไม่แพงเวอร์แล้วถือๆไป ความยากคือเราต้องหาหุ้นที่โตยาวๆ ให้ได้ไม่ใช่โตได้ปี สองปีก็จบ จากสมการการเติบโต
สรุป VI

g = ROE x (1 - b)

g ที่คำนวณได้ภาษาฝรั่งเขาเรียก  Sustainable Growth คือการเติบโตของบริษัท ที่ไม่ได้รบกวนผู้ถือหุ้นในการเพิ่มทุนให้กำไรสะสมมาลงทุนโตไปเรื่อยๆ จะถือยาวๆก็ต้องดูทิศทางลมคือการเติบโตของอุตสาหกรรมด้วยว่า ตอนนี้อยู่ช่วงไหน เริ่มต้น เติบโต อิ่มตัว ถดถอย

g = การเปลี่ยนแปลงของกำไรต่อหุ้น(EPS)เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง
หุ้นที่จ่ายปันผลเป็นหุ้นมาก บริษัทจะต้องทำกำไรสุทธิให้โตมากกว่าสัดส่วนของหุ้นที่เพิ่ม ไม่งั้นจะทำให้ EPS ไม่โต ยกตัวอย่าง HMPRO จ่ายหุ้นปันผลทุกปีช่วงหลังๆ กำไรโตไม่ทัน EPS เริ่มลดลง

ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น
เมื่อ ROE สูงขึ้นบริษัทจะโตมากขึ้น แต่เราต้องการหุ้นถือยาวๆดังนั้นบริษัทที่โตดี ROE ควรจะสม่ำเสมอ
= กำไร/ยอดขาย x ยอดขาย/สินท่รัพย์ x สินทรัพย์/ส่วนของผู้ถือหุ้น
= อัตรากำไรสุทธิ x อัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน x อัตราส่วนสินทรัพย์/ส่วนของผู้ถือหุ้น
แสดงว่าบริษัทจะโตยั่งยืนได้ ต้องรักษาการทำกำไร อัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน และ สัดส่วนหนี้ให้สม่ำเสมอ ด้วย

เมื่อ b หรืออัตราจ่ายปันผลมากขึ้นจะโตลดลง หุ้น VI ที่ดีควรจ่ายปันผลแต่พอดี และควรจ่ายปันผลจากเงินสดจากการดำเนินงาน

ถ้าบริษัทจัดการดี มูลค่าหุ้นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ P = D/(k-g) นักลงทุนก็ยิ่มแก้มปริ เยี่ยมจริง

แนะนำให้อ่านหนังสือ แกะงบการเงินไสตร์ VI ของ อ.สรรพงษ์ เพิ่มเติม

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทคนิคประมาณการกำไรและหาราคาเป้าหมายอย่างง่าย

การประมาณราคาเป้าหมายเป็นเรื่องเสียเวลาของหลายคน
ผมทำไฟล์ excel ให้ไว้เล่นกันครับ กรอกตัวเลขในช่องสีเขียวตามหุ้นของท่าน ปรับตัวเลขสมมติฐานในช่องสีเหลืองตารางจะประมาณการกำไรตามสมมติฐานของท่านและคำนวณราคาเป้าหมาย
โดยใช้ PE ratio
ปุ่มกดโหลดโหลด file excel อยู่มุมขวาล่างของตารางที่เป็น icon รูป excel




ยอดขายปีหน้า = ยอดขายปีนี้ x (1+การเติบโต) , ให้โตเท่าไรประมาณการด้วยสมมติฐานของใครของมัน
ต้นทุนขาย = ยอดขาย x (1-GPM) , GPM คืออัตรากำไรขั้นต้น
กำไรขั้นต้น = ยอดขาย x GPM
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร = ค่าใช้จ่ายขายบริหารปีที่แล้ว x การเติบโตของค่าใช้จ่าย, ปรับตัวเลขได้ตามใจชอบ
กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี = กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ต้นทุนทางการเงิน(ดอกเบี้ย) = ต้นทุนทางการเงินปีที่แล้ว x การเติบโตของยอดขาย, ให้โตเท่ากับยอดขายเพราะว่าถ้าบริษัทโต น่าจะ กู้เงินเพิ่มในอัตราส่วนเดียวกันเพื่อรักษา DE ratio ให้คงที่
กำไรก่อนภาษี = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี - ต้นทุนทางการเงิน
ภาษี = กำไรก่อนภาษี x 0.2, ภาษี 20%
กำไรสุทธิ = กำไรก่อนภาษี - ภาษี
กำไรต่อหุ้น = กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้น
ราคาเป้าหมาย = กำไรต่อหุ้น x PE
คำแนะนำแบ่งเป็น 3 ช่วง ถ้าราคาเป้าหมาย > ราคาตลาดให้ซื้อ, ราคาเป้าหมายเท่ากับราคาตลาดให้ถือ, ราคาเป้าหมายน้อยกว่าราคาตลาดให้ขาย


วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการประเมินกำไรในอนาคต

การประเมินกำไรในอนาคต บทความจากคุณ road to billion เขียนลงใน Thaivi [1] [2] [3]

การรู้จักการประเมินกำไรล่วงหน้าอย่างถูกต้องจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถประเมินอัตราการเติบโตและความถูกแพงของหุ้นได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นแล้ว การมีโมเดลในการประเมินกำไรจะเป็น “เครื่องจับโกหก” ชั้นดีที่เราสามารถนำไปใช้ในการประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่ผู้บริหารพูดหรือสิ่งที่นักวิเคราะห์เขียนไว้ในบทวิจัย การที่เราสามารถใช้เครื่องมือตรงนี้ได้อย่างแม่นยำจะทำให้เราได้เปรียบนักลงทุนทั่วๆไปที่ไม่มีเครื่องมือตรงนี้

แต่ก่อนที่จะเริ่มประมาณการผลกำไร เราต้องเข้าใจคุณภาพของธุรกิจก่อน เราต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าธุรกิจมี "จุดตาย" หรือ "ข้อควรระวัง" อยู่ตรงไหน และอะไรเป็นประเด็นที่สำคัญ เช่น ธุรกิจเกษตรจะมีราคาขายผันผวนตามสภาวะตลาด ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น ธุรกิจโรงแรมจะมีความผันผวนตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นงบในไตรมาส 1 และ 4 จะสูงกว่าอีกสองไตรมาสมาก การวิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้จะทำได้ถ้าเราเข้าใจความเสี่ยงและโครงสร้างรายได้และต้นทุนของกิจการ การประเมินโดยขาดความเข้าใจในคุณภาพของกิจการจะทำให้เกิด Garbage In, Garbage Out (ขยะเข้า ขยะออก) หรือถ้าพูดง่ายๆคือความถูกต้องของการประเมินกำไรในอนาคตจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของการประเมินธุรกิจ ซึ่งในบทความนี้ผมจะไม่กล่าวถึงการวิเคราะห์เชิงคุณภาพแต่จะบอกว่าการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจะทำให้เรารู้ว่า "สมมติฐาน" ข้อไหนมีความสำคัญต่อการประเมินกำไรในอนาคตของเรา

หลังจากประเมินมูลค่าเชิงคุณภาพแล้วเราก็สามารถเริ่มต้นทำการประมาณการกำไรได้ โดยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนง่ายๆดังนี้


  1. สร้างโมเดลในการประเมิน (Creating a Model)

    สามารถทำได้โดยทำการป้อนข้อมูลตัวเลขทางการเงินย้อนหลัง (จากงบการเงิน) เราจะกรอกข้อมูลย้อนหลังลงในไฟล์ Excel อย่างน้อย 3 ปี (ถ้าอยากเห็นแนวโน้มของธุรกิจมากขึ้น ผมแนะนำ 5 ปี) โดยที่เราจะกรอกตัวเลขแต่ละบรรทัดและทำการคำนวณกำไรสุทธิออกมา (เราจะไม่กรอกกำไรสุทธิลงไปตรงๆ) เราจะนำกำไรสุทธิที่คำนวณได้ไปเปรียบเทียบกับตัวเลขในงบการเงิน ถ้าตรงก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ตรงแสดงว่า 1) สูตรผิด 2) ตัวเลขที่เรากรอกไม่ถูกต้อง เราต้องหาจนเจอจุดผิด (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่น่ารำคาญมากๆสำหรับคนที่พึ่งจะเริ่มทำโมเดลใหม่ๆ) เพราะไม่งั้นการประมาณการเราจะผิดทั้งหมด แต่ถ้าเราทำได้แล้วเราก็จะมีโมเดลที่พร้อมแล้วสำหรับการการประเมินกำไรต่อไป 
  2. กำหนดสมมติฐาน (Set Assumptions)

    สามารถทำได้โดยดูแนวโน้มของการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไรย้อนหลัง และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ผู้บริหารให้มา หลังจากเปรียบเทียบแล้วเราจะทราบว่าผู้บริหารให้ Guidance ต่ำหรือสูงเกินไป เช่น ถ้าธุรกิจมีรายได้เติบโตแค่ปีละ 3% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาแต่ปีนี้ผู้บริหารให้เป้า 20% เราต้องสงสัยแล้วว่าจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ขนาดนั้น หลังจากนั้นเราก็ต้องทำการ “เลือกเชื่อ” ว่าเราจะนำตัวเลขไหนมาใช้ในการประเมินกำไร 
  3. ประเมินกำไรจากสมมติฐาน (Forecasting)

    โดยนำตัวเลขสมมติฐานที่ได้มาทำการประมาณการกำไร ตัวเลขเหล่านี้ควรรวมถึง (แต่อาจจะมีมากกว่านี้) อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของยอดขายรวม อัตราภาษี ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ในบางธุรกิจอาจจะมี กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายจากการขายสินทรัพย์ และอื่นๆ ซึ่งวิธีการประเมินอาจจะขึ้นอยู่กับว่ารายการนั้นมีนัยสำคัญต่อการประเมินของเราหรือไม่ ถ้าไม่มีก็สามารถตัดทิ้งได้ แต่ถ้ามีเราอาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติม
  4. เปรียบเทียบตัวเลขที่ทำได้กับแหล่งอ้างอิงอื่นๆ (Benchmarking)

    นำตัวเลขที่ได้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้บริหารให้ไว้ รวมถึงเปรียบเทียบตัวเลขกับบทวิเคราะห์ว่าผลกำไรที่เราประเมินได้มากหรือน้อยกว่าอย่างไร อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ได้ตัวเลขใกล้เคียงกับนักวิเคราะห์อาจจะไม่ได้แปลว่ามันถูกต้องเสมอไป การได้ตัวเลขที่น้อยกว่าหรือมากกว่ามากๆบางครั้งอาจจะถูกก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่สมมติฐานของเรา สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไม” ตัวเลขเราถึงแตกต่างกับคนอื่นๆ
  5. ติดตามและอัพเดทงบรายไตรมาส (Earning Review)

    ทุกครั้งที่งบออก เราจะป้อนข้อมูลงบล่าสุดเทียบกับประมาณการที่เราทำไว้สำหรับทั้งปี เช่นถ้ายอดขาย 6 เดือนแรกโต 50% แต่เราทำประมาณการไว้ 10% แสดงว่าเราอาจจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมหรืออาจจะต้องศึกษาดูว่ากำไรที่โตเยอะมากเกิดจากเหตุการณ์พิเศษอะไรรึเปล่า แล้วเราก็ควรจะปรับโมเดลตามข้อมูลใหม่ที่เราได้รับมา 
ช่วงที่ผมเป็นนักวิเคราะห์กองทุนใหม่ๆผมมักจะเจออาการ “โดนหลอก” เป็นประจำ เพราะผมเชื่อ 100% ในสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาทำให้ตัวเลขที่ได้บางครั้งก็สูงเกินไป (ทำให้เราไม่ได้ระวังตัว) บางครั้งก็ต่ำเกินไป (ทำให้เราไม่กล้าซื้อ) เพราะฉะนั้นการประเมินกำไรให้ได้แม่นยำ ต้องอาศัยความอดทน ความพยายาม ความช่างสังเกต ประสบการณ์ในการลองผิดลองถูก แต่สิ่งที่ได้รับคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งในการเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า

อ่านจบแล้วก็อย่าลืมหยิบงบการเงินของหุ้นตัวโปรดแล้วมาลองทำการประเมินกำไรดูครับ การอธิบายเป็นคำพูดอาจจะมีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อสงสัยหรือคำแนะนำตรงไหนก็ถามกันได้ครับ

ตอนหน้าผมจะมาพูดถึงวิธีการวิเคราะห์และการประเมินงบในแต่ละบรรทัดว่าเราจะทำการประเมินได้อย่างไร และมีข้อควรระวังอะไร มาวิเคราะห์แบบเจาะลึกไปเลย ติดตามอ่านกันได้


การประมาณการกำไร

ในบทความ “การประเมินกำไรในอนาคต ตอนที่ 1” เราได้พูดถึงขั้นตอนในการประเมินกำไรทั้ง 5 ขั้นตอนแล้ว http://www.thaivi.org/การประเมินกำไรในอนาคต-ต/ ในบทความนี้เราจะลงในรายละเอียด โดยจะกล่าวปัจจัยที่มีผลต่อกำไรอย่างละเอียดมากขึ้น

รายได้


หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว มักจะมีการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ การประเมินรายได้ของหุ้นพวกนี้อาจจะใช้อัตราการเติบโตในอดีตได้ แต่สำหรับหุ้นที่มีรายได้ในอดีตไม่สม่ำเสมอ ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือบริษัทที่มีผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยธุรกิจใหม่ๆ การใช้ตัวเลขในอดีตอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด เราอาจจะต้องอาศัยข้อมูลการจากทางผู้บริหารประกอบ อย่างไรก็ตามเราต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีลูกค้าน้อยราย หรือบริษัทที่ไม่มีลูกค้าประจำหรือไม่สามารถกำหนดราคาขายแน่นอนได้ บริษัทเหล่านี้เราต้องมี “ส่วนเผื่อสำหรับข้อผิดพลาด” ไว้บ้าง

การประมาณการอัตราการทำกำไร


ต้นทุนของธุรกิจหลักๆมีสองส่วนคือ ต้นทุนในการขาย (Cost of Good Sold หรือ COGS) และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (Sale, General & Admin หรือ SG&A) ในการวิเคราะห์เราต้องมองให้ออกว่าทั้ง COGS และ SG&A มีส่วนไหนบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายทีแปรผันตามยอดขาย ธุรกิจโรงแรมจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ค่อนข้างเยอะจากค่าเสื่อมราคา ทำให้การเพิ่มขึ้นของยอดขายในวัฏจักรขาขึ้นจะทำให้อัตราการทำกำไรเติบโต (รายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่น้อยกว่า) แต่ในขณะที่ธุรกิจเกษตรอาจจะมีต้นทุนแปรผันเยอะ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของยอดขายอาจจะไม่ได้ถึงอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น (สำหรับธุรกิจนี้ ต้องมองกันที่ราคาขายและราคาของวัตถุดิบเป็นหลักๆ)

การใช้อัตราส่วนในอดีตจะสามารถใช้ได้แต่เราต้องดูผลกระทบที่บริษัทจะได้รับในปีปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมาจากค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าแรงที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของธุรกิจ ส่วนมากแล้วทางบริษัทจะสามารถให้ข้อมูลได้ว่าแนวโน้มของอัตราการทำกำไรในปีนี้จะเป็นยังไง แต่ก็อย่าลืมถามถึง “เหตุผล” ที่จะเป็นอย่างนั้นด้วยนะครับ เราจะได้นำมาวิเคราะห์ต่อได้

ต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสด


สองอย่างนี้ใกล้กันจนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ บริษัทที่มีกระแสเงินสดดีจะมีเงินเหลือไปจ่ายหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน แต่สำหรับบริษัทที่ต้องใช้Working Capitalหรือเงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนมาก อาจจะต้องอาศัยการกู้ยืมที่มากขึ้นถ้าธุรกิจจะต้องการเติบโต การวิเคราะห์โดยละเอียดจะทำได้ยากสำหรับคนที่ไม่ใช่นักวิเคราะห์มืออาชีพ แต่เราสามารถทำได้คร่าวๆโดยการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานหักด้วยเงินที่ใช้ในการลงทุนติดลบมากๆ บริษัทจำเป็นต้องจัดหาเงินจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงการกู้เงินจากธนาคารหรือการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น สมมติว่าบริษัทต้องใช้

อัตราภาษี


ค่าใช้จ่ายบางประเภทไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาษีได้ เช่น การตั้งสำรองหนี้เสีย ทำให้อัตราการจ่ายภาษี (“ภาษีจ่าย” หารด้วย “กำไรก่อนหักภาษี”) มีอัตรามากกว่าปรกติ แต่ในบางกรณีบริษัทอาจจะจ่ายภาษีน้อยกว่าฐาน 20% เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น BOI การประเมินภาษีทำได้ยาก ถ้าอัตราการจ่ายภาษีในอดีตไม่ได้ผันผวนมากผมก็จะใช้ตัวเลขเดิม แต่ถ้าผันผวนประเมินยาก ผมจะโทรถามข้อมูลส่วนนี้จากทางเจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์โดยตรงเลย ซึ่งจะแม่นยำกว่าการคาดเดาของเราแน่นอน

ผลกระทบจาก Dilution


การออก Warrant การเพิ่มทุน การจ่ายหุ้นปันผล จะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้กำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนหลายท่านประเมินมูลค่าโดยที่ยังไม่ได้นำหุ้นส่วนเพิ่มนี้มารวม ทำให้ได้ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่สูงเกินจริง สุดท้ายแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการเติบโตของ EPS ในระยะยาวจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด

ข้อผิดพลาดในการประเมินกำไร


สุดท้ายแล้วหุ้นแต่ละตัว ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีปัจจัยที่มีผลต่อรายได้และกำไรแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการประเมินกำไรให้แม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการสะสมประสบการณ์ (รวมถึงข้อผิดพลาด) ในการวิเคราะห์ธุรกิจและประเมินกำไรในอนาคต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการทั้ง 5 ข้อที่ผมได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ http://www.thaivi.org/การประเมินกำไรในอนาคต-ต/  ถ้ากระบวนการถูกต้องแล้ว ในท้ายที่สุดเราจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ ถ้าเราผิดพลาดตรงไหนก็ค่อยๆปรับแก้ไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องคอยประเมินตัวเองอยู่เสมอ ในบทความหน้า ผมจะมาพูดถึงข้อผิดพลาดในการประเมินกำไรในอนาคตที่นักลงทุนชอบทำกัน ติดตามกันได้ครับ

ในทางทฤษฎีการประเมินกำไรเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่เหมือนกับทุกอย่างในโลกนี้ โลกความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องใช้มุมมองภาพกว้างๆประกอบการตัดสินใจ ผมได้หยิบยก “ข้อผิดพลาด” จากประสบการณ์ของตัวเองและของนักลงทุนหลายนๆท่านที่ผมมีโอกาสได้การสอนและให้ความรู้ เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับหลายๆคน สรุปออกมาแบบง่ายๆให้ทุกคนได้อ่านกันแบบไม่ต้องจ่าย “ค่าเล่าเรียน” ด้วยตัวเอง

ไม่ได้วัดผลการประเมินของตัวเอง


การประเมินกำไรที่ดีก็เหมือนกับการยิงปืน ยิงไปแล้วเราก็ต้องดูว่ามันเข้าไปหรือเปล่า สูงไปมั้ย? ต้องขยับซ้ายอีกรึเปล่า? ถ้าเราประเมินกำไรแล้ว ไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกับตัวเลขจริงๆ เราก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากระบวนการในการประเมินของเรานั้นถูกต้องแค่ไหน ปรกติแล้วผมจะอัพเดทข้อมูลทุกๆไตรมาส และจะทำละเอียดๆหลังจากงบปีออก ผมจะทำการเปรียบเทียบดูว่างบที่ออกมาเมื่อเทียบกับที่เราทำไว้เป็นอย่างไร? อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต้นทุนทางการเงิน อัตราภาษี และสุดท้ายกำไรต่อหุ้น งบที่ออกมาในไตรมาสนั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ (เกิน 10%) ผมก็จะพยายามหาเหตุผลว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สมมติฐานที่ผมมีเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการพัฒนาตัวเองที่จะทำให้ความแม่นยำเราดีขึ้นอย่างมาก

ไม่ได้ทำการ BENCHMARK ตัวเลข


แน่นอนว่าการเปรียบเทียบกับตัวเลขจริง เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็อยากจะรู้ว่าตัวเลขที่เราทำออกมาเป็นอย่างไรก่อนที่จะรู้ผล วิธีที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุดคือการเปรียบเทียบตัวเลขของเรากับบทวิเคราะห์ โดยหลักผมจะเปรียบเทียบการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไร และกำไรต่อหุ้น ในอีก 3 ปีข้างหน้า กับบทวิเคราะห์อย่างน้อยซัก 2 – 3 ฉบับ หลายครั้งผมก็อาจจะโทรไปคุยกับนักวิเคราะห์เพื่อสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสมมติฐานของงบการเงิน ในโลกของการลงทุน นักวิเคราะห์จะเป็นคนที่ได้รับข้อมูลดีที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด (หลายบริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ก่อนจะให้ข้อมูลกับนักลงทุนทั่วไป และหลายๆบริษัทก็ไม่ให้ข้อมูลกับนักลงทุนโดยตรง) ซึ่งเป็นส่ิงที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ไม่อยากให้นักวิเคราะห์เปลี่ยนคำแนะนำกลับไปกลับมา นักวิเคราะห์ส่วนมากมีแนวโน้มที่จะทำตัวเลขออกมาให้ไม่ต่างกับอดีตมากนัก มีนักวิเคราะห์จำนวนน้อยที่กล้าที่จะเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบกำไรของเราต้องพิจารณาให้ครบทุกด้าน

หุ้นแต่ละตัวประเมินกำไรได้ยากง่ายแตกต่างกัน


“Not all stocks are created equal” หุ้นทุกตัวมีความแตกต่าง การประเมินกำไรก็เช่นกัน นักลงทุนหลายท่านมองการเติบโตของกำไร อยากได้หุ้นที่เติบโตดีๆ เลือกลงทุนในหุ้นเล็กๆที่มีการเติบโตดี แต่ลืมที่จะพิจารณาความเสี่ยง มองปริมาณ แต่ไม่ได้มองคุณภาพ เราคิดว่าธุรกิจจะโต 30% แต่เราไม่ได้คิดว่าโอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน แล้วในทางกลับกันมันมีโอกาสที่จะลดลง 30% หรือเปล่า ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่มีความเป็นวัฏจักร มีราคาหรือต้นทุนที่ผันผวน มีลูกค้าน้อยราย เช่น ส่งออกอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ หุ้นที่มียอดขายไม่สม่ำเสมอ เช่น รับเหมา จะสามารถประเมินกำไรในอนาคตได้ยากกว่าธุรกิจที่มีลูกค้าหลายราย มีการซื้อซ้ำ และราคาขายและต้นทุนไม่ผันผวน ยกตัวอย่างหุ้น หุ้นกลุ่ม OEM กับ หุ้นค้าปลีก แต่ OEM ถ้าดีก็จะดีใจหาย แต่ถ้าลูกค้ารายหลักๆหายไปซักรายก็จะมีผลกระทบต่องบการเงินเป็นอย่างมาก (ซึ่งบางครั้งผู้บริหารก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต) ส่วนค้าปลีกก็ไม่ได้ว่าประเมินได้ง่ายเสมอไปเพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ต้นทุนอาจจะเพิ่มในขณะที่กำลังซื้อถดถอย ตัวอย่างเช่นช่วงต้นปี 2014 ที่ผ่านมา หุ้นค้าปลีกส่วนมากมีผลประกอบที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามความแน่นอนของการคาดการณ์งบการเงินของหุ้นค้าปลีกจะมีความแน่นอนกว่ามาก แต่ถ้ามองในมุมของการประเมินมูลค่า PE ที่สูงของหุ้นพวกนี้ (เทียบกับหุ้นค้าปลีกในต่างประเทศ) ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อผู้บริหารมากเกินไป

นักลงทุนหลายๆคนไม่ได้ติดตามว่าสิ่งที่ผู้บริหารเคยพูดในอดีต ทำให้ “ตีความ” ข้อมูลที่ผู้บริหารให้สูงหรือต่ำเกินจริง ผู้บริหารบางท่านเป็นนัก “ขายฝัน” มีโปรเจคเยอะ บอกว่าจะขยายให้ได้ 100 – 200 สาขา แต่พอทำจริงๆอาจจะไม่ถึง 10 สาขา นักลงทุนที่ไม่เคยติดตามผลงานก็ต้อง “ฝันสลาย” ไปตามๆกัน แต่ถ้าเราย้อนไปศึกษาข้อมูลในอดีตซักนิด ก็จะพบว่าผู้บริหารท่านนั้นมี Track Record ที่ไม่ค่อยดี พูดอะไรก็ทำไม่ค่อยได้ ในขณะที่บางพวกเป็นพวก “พูดน้อย ทำมาก” ถามว่าเป็นยังไง? จะโตแค่ไหน? อาจจะบอกแค่ 5-10% แต่พอทำจริงๆกลับได้เยอะกว่านั้น แบบนี้เราก็ต้องนำผลงานของท่านมาพิจารณาในการประเมินกำไร อย่างไรก็ตาม บางครั้งสิ่งที่ผู้บริหารพูดอาจจะไม่มีความสำคัญเท่ากับปัจจัยภาพนอก บางครั้งสภาวะอุตสาหกรรมดูดี มีปัจจัยเชิงบวกเป็นลมหนุน ไม่ว่าจะมาจากนโยบายรัฐ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เหตุการณ์พิเศษ ที่อาจจะเอื้อต่อธุรกิจ เวลาผู้บริหารพูดอะไร ก็อาจจะดูน่าเชื่อถือ แต่ถ้าสภาวะการณ์พลิกผัน เป้าหมายของผู้บริหารก็อาจจะดู “เกินจริง” ขึ้นมาทันที ในฐานะนักลงทุน การหาแหล่งข้อมูลอื่นมาประกอบเพื่อ “ตรวจสอบความถูกต้อง” ของผู้บริหารถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น บางครั้งการศึกษาและพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคู่แข่ง บริษัทที่เป็นคู่ค้า หรือลูกค้า ก็จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้บริหารให้มาได้

ไม่ได้พิจารณาความน่าจะเป็นของงบที่อาจจะเกิดขึ้น


ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถคาดเดากำไรในอนาคตได้อย่างแม่นยำ 100% เรามองออกได้แค่เป็น “ช่วง” หรือ Range ของกำไรเท่านั้น สำหรับธุรกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง (งบที่ดีที่สุดกับแย่ที่สุดมีความแตกต่างเกินกว่า 30%) ผมจะประเมินกำไรออกมาในหลายๆกรณี และจะดูว่าแต่ละกรณีมีความน่าจะเป็นอย่างไร นักลงทุนหลายท่านมองแต่กรณีปรกติ (Base Case) หรือ กรณีดีสุดๆ (Best Case) แต่ไม่ได้เพื่อโอกาสไว้สำหรับกรณีแย่สุดๆ (Worst Case) เลย ซึ่งหลายๆครั้งหมายถึงการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาดและการขาดทุนแบบมหาศาลที่เกิดจากการไม่มี “ส่วนเผื่อความผิดพลาด” (Margin of Error) ที่มากพอ เปรียบเทียบก็เหมือนการทอยลูกเต๋าพิเศษที่มีตัวเลขทั้ง 6 ด้านคือ {1, 1, 5, 5, 5, 5} การที่มีเลข “5” ถึงสี่ด้านไม่ได้แปลว่าจะไม่มีโอกาสที่ทอยได้เลข 1 ซึ่งถ้าเลข 1 ต่ำพอที่จะทำให้หุ้นตกลงอย่างมหาศาลได้ เราก็ต้องควรพิจารณาความน่าจะเป็นในส่วนนั้นด้วย สุดท้ายแล้วการประเมินมูลค่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องแบบไม่มีวันจบ (Continuous Improvement) เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความขยันทุ่มเท ทำการบ้านเยอะๆ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและมุมมองของนักลงทุนท่านอื่น อย่างไรก็ตามในสภาวะตลาดที่ “หุ้นตามกระแสนิยม” มาแรง ราคาตลาดอาจจะไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หุ้นที่ Hot และเป็นที่นิยมก็จะมีราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ในขณะที่หุ้นบางกลุ่มก็จะไม่มีใครเหลียวแล และนั่นก็อาจจะเป็นโอกาสในการซื้อกิจการที่ดี แข็งแกร่ง มีการเติบโต ในราคาที่มีส่วนลด และสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะเป็นรางวัลพิเศษให้กับนักลงทุนที่เฉลียวฉลาดและมีความอดทนมากพอ

ที่มา

  • [1] http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=55200
  • [2] http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=58059
  • [3] http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=58311

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

7 เคล็ดลับต้องรู้ก่อนเริ่มต้นธุรกิจ SMEs

การเป็นเจ้าของธุรกิจ SMEs ถือเป็นความใฝ่ฝันสำหรับหลายคน แต่จุดเริ่มต้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะทุกอย่างคุณต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ต้องคิดและตัดสินใจทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน และธุรกิจ 90% มักจะปิดตัวไปตั้งแต่ปีแรก และที่เหลือรอดถึงห้าปีมีเพียง 1% เท่านั้น แสดงว่าถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งคู่แข่งคุณคือ กลุ่ม เสือ สิงค์ กระทิง แรด 1% ที่สามารถรอดมาในสนามธุรกิจได้เท่านั้น การที่คุณเข้าไปในสนามการค้าคุณจะเป็น”ผู้ล่า” หรือ “ผู้ถูกล่า” การวางแผนและเตรียมความพร้อมธุรกิจตั้งแต่ก่อนลงสนามเป็นเรื่องสำคัญ โดยในการวางแผนธุรกิจประเด็นสำคัญที่ต้องคิดดังนี้


1. สินค้าหรือบริการของเราแก้ไขปัญหาอะไรของลูกค้า

คนส่วนใหญ่ถ้าคิดจะเริ่มธุรกิจคำถามแรกคือจะขายอะไรดี ส่วนใหญ่คำตอบที่ได้ก็จะคล้ายๆ มองไปรอบๆตัวคนก็กันหมดแล้ว จากนั้นเราก็ล้มความคิดกันไป แต่ถ้าเราไปมองในมุมมององลูกค้าจะเห็นว่า การซื้อสินค้าหรือบริการของคนเราเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นหมุนเวียนเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยทั้งวันคนเราจะทำอยู่สองอย่างคือ “วิ่งไล่หาความสุข” และ “วิ่งหนีความทุกข์”  สินค้าและบริการทั้งหมดก็เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้านี่เอง ดังนั้นการคิดว่าจะขายอะไรดีจึงเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า

  1. สินค้าเราแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า
  2. มีตลาดที่ใหญ่เพียงพอให้เป็นธุรกิจได้หรือไม่

ถ้าสินค้าเราแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ และมีตลาดรองรับที่มากพอ ก็สามารถทำเป็นธุรกิจได้ไม่ยาก ตัวอย่างธุรกิจเช่น

  • หิว  ->  ร้านอาหาร
  • หิว แต่ไม่มีเวลา  ->  fast food, ข้าวกล่อง 7-11
  • ร้อน -> พัดลม แอร์ น้ำแข็ง เครื่องดื่มเย็นๆ
  • ง่วง แต่ไม่อยากนอน -> กาแฟกระป๋อง
  • น้ำมันแพง  -> ECO car, อุปกรณ์ประหยังพลังงาน
  • บริษัทไม่มีพนักงาน  -> ธุรกิจรับจัดหาแรงงาน

2. ธุรกิจเรามีจุดขายอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้าน

ธุรกิจเดี๋ยวนี้การแข่งขันสูง ยิ่ง SMEsที่ไม่มีจุดขายที่ชัดเจนโอกาสรอดยาก ดังนั้นธุรกิจเราต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าของเรามีจุดขายอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านและลูกค้าต้องการ (Unique Selling Proposition :USP) จุดขายของเราก็คือคำสัญญาที่เราให้กับลูกค้าว่า มาซื้อสินค้าและบริการจากเราแล้วจะได้อะไรตัวอย่างจุดขายเช่น

  • ทุกอย่าง 20 บาท
  • ส่งถึงบ้านใน 30 นาที
  • หลับสบายแม้วันมามาก
  • ทะเลกรุงเทพ
  • สวยด้วยแพทย์
  • ลบริ้วรอยใน 7 วัน

  ส่วนใหญ่ของ USP จะประสบความสำเร็จและธุรกิจอยู่รอดได้ คือ ต้องเป็นสัญญาที่สามารถปฏิบัติได้ และระบุเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้ว น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน? และมันจะ สร้างต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทมากน้อยแค่ไหน?  ความยุ่งยากในการปฏิบัติเป็นอย่างไร? ปริมาณกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสัญญานี้เทียบกับสัดส่วนของลูกค้าทั้งหมดในกลุ่มเป็นอย่างไร?

3. สภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร

ในการกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ เราต้องรู้ว่า อุตสาหกรรมที่เรากำลังเข้าไปฟาดฟัน อยู่ช่วงไหนของการเติบโต โดยปกติจะมี 5 ขั้นคือ ช่วงเริ่มต้น ช่วงเติบโต ช่วงอิ่มตัว ช่วงถดถอย และช่วงตกต่ำดังภาพ


โดยในแต่ละช่วงของการเติบโต ปัจจัยที่กระทบกับการแข่งขันทั้ง 5 หรือ five force model มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง five force model และช่วงการเติบโต
ที่มา : สรรพงศ์ ลิมป์ธำรงกุล, "แกะงบการเงินสไตล์ VI", สํานักพิมพ์ think good, 2557

4. จะทำการขายและการตลาดอย่างไร

ในปัจจุบันสภาพการแข่งขันที่สูง การขายสินค้าเราต้องแบ่งกลุ่มชัดเจนว่าจะเจาะกลุ่มไหน สำหรับ SMEs การเจาะตลาด Mass เป็นเรื่องลำบากเพราะคู่แข่งจะเป็นบริษัทใหญ่ๆที่ดำเนินงานมานาน เงินทุนหนา ซึ่งเราสามารถเลือกเจาะกลุ่มเฉพาะที่มีปริมาณ และกำลังซื้อได้ หลายๆธุรกิจที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มก็ยังอยู่ได้อย่างรถก้างที่วิ่งในรางเคยฮิตมากๆเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วนึกว่าไม่มีคนเล่น แต่ปัจจุบันก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังรักและเล่นอยู่และเป็นตลาดที่ใหญ่ซะด้วย

ซึ่งธุรกิจแต่ละขั้นกลยุทธิการตลาดก็จะใช้แตกต่างกัน
ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง กลยุทธการตลาด ผลประกอบการ ในแต่ละช่วงการเติบโต
ที่มา : สรรพงศ์ ลิมป์ธำรงกุล, "แกะงบการเงินสไตล์ VI", สํานักพิมพ์ think good, 2557

***เทคนิคการเขียนโฆษณาให้ลูกค้ายอมจ่ายเงิน***
หลายคนวางแผนมาดีแต่ไปตกม้าตายตอนนำเสนอขายลูกค้า ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่จะชอบเขียนว่าสินค้าเรามีคุณสมบัติอะไรบ้าง แต่จริงๆแล้วในการเขียนโฆษณาที่ดีควรนำเสนอประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้ว่าซื้อไปแล้วได้อะไร แล้วมีประโยคปิดการขายเท่ๆ เช่นซื้อวันนี้ลด 90% พรุ่งนี้ราคาเต็ม ลูกค้าเราจะตัดสินใจง่ายขึ้น



5. รูปแบบธุรกิจเป็นอย่างไร

ตอนนี้ทุกบริษัทเริ่มใกล้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ต้องขวดความคิดออกมาเป็นโมเดลธุรกิจที่ประกอบด้วยคำถาม 4 ข้อที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ คือ  ทำ(สินค้า)อะไร?  ทำอย่างไร?  ทำ(ขาย)ให้ใคร? และ  คุ้มค่าหรือไม่? Business Model Canvas เป็นเครื่องมือที่ลงรายละเอียดในแต่ละส่วนต่างๆ โดยจะแยกย่อยหัวข้อลงไปอีกเป็น 9 ส่วน ทำให้เราสามารถออกแบบและวางแผนธุรกิจได้ง่ายขึ้น

  • ทำ(สินค้า)อะไร?
    • คุณค่าที่นำเสนอ: Value Propositions
  • ทำ(ขาย)ให้ใคร?
    • กลุ่มลูกค้า Customer Segment
    • ช่องทางการเข้าถึง Channels
    • สายสัมพันธ์ลูกค้า Customer Relationship
  • ทำอย่างไร?
    • ทรัพยากรของบริษัทเราคืออะไร? Key Resource
    • งานหลักที่ทำคืออะไร? Key Activities
    • ใครคือคู่ค้าของเรา? Key Partners
  • คุ้มค่าหรือไม่?
    • วิธีการหารายได้ของเราเป็นอย่างไร? Revenue Streams
    • ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจคืออะไร? Cost Structure

6. จะหาเงินทุนจากไหน

เมื่อแผนธุรกิจเราชัดเจน ใจจะสั่งมาว่าต้องทำ ความรู้สึกของการเป็นคนรวยจะเกิด การดิ้นรนหาเงินมาทำจะเกิดขึ้น โดยเงินลงทุนหลักๆจะประกอบด้วยสองส่วนคือเงินที่ใช้ลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เช่นที่ดินอาคารและอุปกรณ์ต้องมีอะไรบ้าง และเงินทุนที่ใช้หมุนเวียน ที่ประกอบด้วยเงินที่ไปจมกับลูกหนี้การค้าถ้าเราขายเครดิต เงินที่จมไปกับสินค้าคงเหลือ และเงินที่ต้องเตรียมไว้จ่ายเจ้าหนี้การค้า
โดยแหล่งที่มาของเงินส่วนใหญ่จะมาจาก 2 ส่วนคือหนี้สิน กับส่วนของเจ้าของแต่ส่วนใหญ่ธุรกิจที่เพิ่งเปิดจะไม่ค่อยมีใครให้กู้ก็ต้องให้แหล่งที่มาของเงินจากส่วนของเจ้าของเป็นหลัก แรกๆอาจเงินขลุกขลักหน่อยแต่ให้พยายามเดินบัญชีให้ผ่านธนาคารไว้ 6 เดือนก็ไปขอวงเงินสินเชื่อได้ ธ.กรุงศรี( www.krungsri.com) ก็มีฝ่ายสินเชื่ออยู่

7. ถ้าเจ้งจะทำอย่างไร

ไม่ว่าแผนธุรกิจของเราจะดูดีเพียงไร เวลาทำจริงมักจะไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่คิด ดังนั้นเราต้องคิดเผื่อกรณีเลวร้ายที่สุดเอาไว้ว่าถ้าขายไม่ได้เลย รายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายมีเท่าไร จะหาเงินจากไหนมาจ่าย แล้วจะสู้ทนได้กี่เดือนถึงยอมแพ้และถ้าจะเลิกธุรกิจไปเลยจะทำอย่างไร จะกลับไปทำงานประจำได้หรือไม่


ตอบได้ 7 ข้อตามนี้แผนธุรกิจท่านจะชัดเจน เริ่มต้นไม่มั่วจะไปพูดระดมทุนจากเพื่อนก็เอออนห่อหมกให้เงินทุนมาทำ เหลือแค่ทำตามฝันและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คาดคิดให้ได้ สู้ต่อไปทาเคชิ