วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล


ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล
P = D/(k-g)
สูตรง่ายๆแต่สมมติฐานเบื้อหลังโหดสึด คือถ้าหุ้นตัวหนึ่งปันผลปีหน้าเท่ากับ D โตเรื่อยๆ ด้วยอัตราเท่ากับ g ไปถึงอนาคตอันไกลโพ้น (infinity) และเรามีผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนเท่ากับ k เราจะยอมซื้อหุ้นตัวนี้สูงสุดที่ราคา P หรือมมองอีกมุมราคาที่คำนวณได้คือราคาหุ้นที่ทำให้ลงทุนไปยาวๆแล้วได้ผลตอบแทนเท่ากับ k นั่นเอง

เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้นลองย้ายข้างสมการใหม่ k = D/P + g จะได้ผลตอบแทนที่คาดหวังจะมาจากสองส่วนคือ ผลตอบแทนจากเงินปันผล D/P กับ capital gain คือราคาน่าจะโตเท่ากับการเติบโตของปันผล
เลยได้วิธีประเมินมูลค่าง่ายๆคือให้ตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ซักตัว อยากได้เท่าไรจัดไป แล้วไปหาข้อมูล อัตราผลตอบแทนเงินปันผล กับการเติบโตมา แล้วมาเทียบกับ ผลตอบแทนที่เราคาดหวัง
D/P + g = k แปลว่าราคานั้นเหมาะสมลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่เราคาคาดหวัง
D/P + g > k แปลว่าหุ้นตัวนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าที่คาดหวังราคานั้นถูกไป ให้ขายบ้านขายรถมาซื้อ
D/P + g< k แปลว่าหุ้นตัวนั้นให้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดหวังราคานั้นแพงไป ให้ไปรอเจ้ามือทุบซักหน่อยค่อยซื้อ

ตัวอย่างหุ้น mint ข้อมูลจาก bloomberg http://www.bloomberg.com/quote/MINT:TB
ซื้อราคา 35 บาทได้ปันผล 1.04% ย้อนหลัง 5 ปีปันผลโตปีละ 4.43%ถ้าอนาคตยังโตเหมือนเดิม แปลว่าซื้อราคานี้ถือไปยาวๆได้ผลตอบแทนทบต้นเท่ากับ 1.04+4.43 = 5.47%ต่อปี เนื้องจากอยากรวยไวขอผลตอบแทนที่คาดหวังkเท่ากับ 20% ต่อปี แปลว่าหุ้นตัวนี้แพงไปเพราะไม่ตอบโจทย์ ก็ไปหาหุ้นตัวอื่น

ข้อควรระวัง คือตัว g อัตราที่เอามาตั้งเป็นตัวแทนของการเติบโตในระยะยาววววววววววววไม่ใช่โตได้ปีเดียวปีต่อมาเน่า

ค่า k บางคนบอกกำหนดมาลอยๆไม่น่าเชื่อถือ ต้องใช้การประมาณการด้วย CAPM ก็ไม่ว่ากันจะได้ k = Rf + beta( Rm-Rf), Rf คือ risk free rate ใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 1 ปี, beta คือความสัมพันธ์ของหุ้นกับset ถ้ามากกว่า 1 แปลว่า Set ขึ้น 1% หุ้นตัวนั้นขยับมากกว่า 1% ,Rm ใช้ผลตอบแทนของ SET ยาวๆเป็นตัวแทน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

ตาราง EXCEL เปรียบเทียบงบการเงิน

ทำตาราง EXCEL เปรียบเทียบงบการเงิน ให้ลองเล่นกันครับผมตัวอย่างดูได้ในตาราง จะเป็นการดึงข้อมูลจากสรุปข้อสนเทศของตลาดหลักทรัพย์มา 3 ตัวแล้วเอางบมาเปรียบเทียบกัน ละมีแทปที่เป็นของรายตัวด้วยสามารถใช้เปรียบเทียบงบคร่าวๆได้ว่าใครดีใครด้อยตรงไหน ส่วนการวิเคราะห์เชิงลึกต้องไปโหลดงบจริงของแต่ละตัวมาดูอีกที

วิธีการโหลดกดที่ปุ่ด "โหลดไฟล์ตรงนี้" จะมีหน้าพรีวิวขึ้นมากกดโหลดตรงปุ่มลูกศรชี้ลงเท่านี้ไฟล์ก็จะโหลดลงเครื่องของท่าน

>>>>>>>>>>>>>>>โหลดไฟล์ตรงนี้<<<<<<<<<<<<<<

เมื่อโหลดแล้วเวลาจะเปลี่ยนชื่อหุ้นให้ทำดังภาพ





วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สรุปการลงทุนปี 2557

หลังจากปี 2556 ที่ตลาดไปค่อยนำนวย ปี 2557 ที่ผ่านมาตลาดก็เริ่มดีขึ้น พร้อมผลตอบแทนการลงทุนแบบพออยู่พอกิน เล่าหุ้นที่ให้น้ำหนักการลงทุนเยอะๆ กับตัวที่แป้กละกัน

AKR หมดทุกข์หมดโศก
เข้าลงทุนหนักๆ ปลายปี 2556 ประเด็นการลงทุนคือบริษัทมีการเพิ่มทุน และกู้เงินจาก KBANK รวม 800 ล้านบาทมาใช้หนี้ของธนาคาร TMB ที่ใจดียอมลดหนี้เหลือ 800 ล้านจากยอด 1300 ล้านทำให้เกิดกำไรจากการลดหนี้ 500 ล้านบาทในไตรมาศ 4 ปี 2556 (ประกาศงบเดือน ก.พ. 2557) ทุนบาทกว่าๆ 1.2 ก็ขายเพราะมองเป็นกำไรพิเศษมาครั้งเดียว และธุรกิจหม้อแปลงกว่าจะพีคอีกรอบก็ไตรมาศสี่(ส่งมอบงานเยอะช่วงนั้น)
หม้อแปลงเอกรัฐ

GRAND ปัญหาชีวิตจบ
หลังจากที่มีปัญหาหนี้สินรุงรัง โครงการเก่าก็ไม่มีเงินสร้างต่อ ปี 2556 เริ่มเห็นพัฒนาการ มีการขายโครงการคราวน์พลาซ่าที่มีเงินทำ refinance หนี้สิน ไปเทคโอเวอร์โรงแรมเพิ่ม และทุ่มทรัพยากรมาลงที่ HYDE สุขุมวิท 13 ทำให้โครงการคืบหนี้ไปมาก ยอดจองปลายปี 56 เกือบ 100% จะเริ่มโอนไตรมาศ 1 ปี 2557 ได้กำไรจาก AKR มาพอสมควรจึงสวิชมาลงทุน GRAND ราคาแถวบาทต้นๆ เกร็งว่ากำไรไตรมาศ 1 ต้องพุ่งราคาคงวิ่งจี๊ดแน่ๆ วางแผนว่าโอนจบก็ออก เพราะกำไรมาแค่ครั้งเดียว ปี 2558 ก็ไม่มีโครงการใหม่อะไร ทนมาถึง Q2 งบออกเห็นโครงการโอนไปเกินครึ่งขายไป 1.5 ขายไปได้ซักพักมันลากโชว์ไปเกือบสามบาท ผมนี่อึ้งเลยครัชแหม่

TPOLY โอกาสดีมีไม่บ่อย
งบปีออกมาเน่าม้วกๆ ขาดทุนมโหราณ มานั่งดูส่วนใหญ่ขาดทุนจากการตั้งสำรองงานรับเหมาเก่าๆ ถ้าโครงการพวกนี้ปิดงานก็คือขาดทุนครั้เดียว โครงการใหม่ถ้าไม่ทำอะไรแปลกๆก็คงไม่ขาดทุนหนักๆอีก และมีสตอรี่รออยู่คือเอาบริษัทลูก TPCH ทำโรงไฟฟ้าชีวมวลเข้าตลาดปลายปี โดยคนถือ TPOLY จะได้สิทธ์ซื้อหุ้น IPO ของ TPCH ก็คิดว่าถ้าเอาลูกเข้าแม่น่าจะดี วันที่งบออกบทวิเคราะห์กิมเอ็งออกมาให้ขายผมนี่ซื้อสวนเลยครัช ก็ทำกำไรให้พอสมควร

NPP หุ้นม้ามืด
หุ้น NIPPON เก่าราคาลงมาเยอะหลังจากคุณเอกยุทธ์เสียชีวิต มานั่งดูเริ่มเห็นกลับมาทำมาหากิน ไปลงทุนสร้างโรงงานใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม 3 เท่า ไปทำธุรกิจบริหารป้ายโฆษณาร้านจิฟฟี่ ขายธุรกิจอุดรพลาซ่าที่ไม่ทำกำไรทิ้ง เปลี่ยผู้บริหารเป็นคุณสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย เจ้าของหนังสือพิมพ์ทันหุ้น ชีวิตน่าจะดีขึ้น พี่แก่วิ่งซะอลังกาล

RPC เกือบตาย
เห็นคุณวิชัย ทองแตง เข้ามาลงทุน ไปลงทุนคลังน้ำมันบนเกาะสีชัง ในรายงานผู้สอบบัญชีมีรายงานว่าจะย้ายโรงกลันไปบนเกาะ ซักพักราคาวิ่งๆหูดับตับไหม้ อยู่ดีๆตกลงกันไม่ได้ซะงั้นราคาแป้กไม่เป็นท่าจบเบย

PJW เข้าเร็วไปเป็นปี
เคยเป็นหุ้น VI คนนิยมชมชอบ ไปตกม้าตายหลังจาก IPO แล้วไปลงทุนในโรงงานพ่นสี แต่ออเดอร์ยังไม่มารอทดสอบคุณภาพเป็นปี เข้าไปนึกว่าจะได้ออเดอร์เร็วนี้ดูจาก OPPDAY แล้วคงอยู่ด้วยกันอีกยาว 555

AGE จากทำถ่านหินลงข่าวหนังสือพิมพ์ว่าจะไปทำโรงไฟฟ้าลองลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นดูว่าเป็นยังไงบ้าง ถือๆไปเจอวิกฤติราคาพลังงาน อเมริกาเจอเชลแก็ซ ทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาก ถ่านหินก็หนีไม่พ้น ราคาลงฮวบฮาบทำให้กำไรปกติของ AGE แป้กไปด้วยหุ้นก็ร่วงเอาร่วงเอา สูุ้ต่อไปนะทาเคชิ

สรุปเราไม่จำเป็นต้องเข้าถูกทางทุกตัวขอแค่ครั้งที่ถูกได้กำไรมาพอสมควรก็โอละคร้าบ ปี 2558 ก็สู้กันต่อไป


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สรุปวิเคราะห์หุ้น VI ในสมการเดียว

หลัก VI คือหาหุ้นดี ราคาไม่แพงเวอร์แล้วถือๆไป ความยากคือเราต้องหาหุ้นที่โตยาวๆ ให้ได้ไม่ใช่โตได้ปี สองปีก็จบ จากสมการการเติบโต
สรุป VI

g = ROE x (1 - b)

g ที่คำนวณได้ภาษาฝรั่งเขาเรียก  Sustainable Growth คือการเติบโตของบริษัท ที่ไม่ได้รบกวนผู้ถือหุ้นในการเพิ่มทุนให้กำไรสะสมมาลงทุนโตไปเรื่อยๆ จะถือยาวๆก็ต้องดูทิศทางลมคือการเติบโตของอุตสาหกรรมด้วยว่า ตอนนี้อยู่ช่วงไหน เริ่มต้น เติบโต อิ่มตัว ถดถอย

g = การเปลี่ยนแปลงของกำไรต่อหุ้น(EPS)เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง
หุ้นที่จ่ายปันผลเป็นหุ้นมาก บริษัทจะต้องทำกำไรสุทธิให้โตมากกว่าสัดส่วนของหุ้นที่เพิ่ม ไม่งั้นจะทำให้ EPS ไม่โต ยกตัวอย่าง HMPRO จ่ายหุ้นปันผลทุกปีช่วงหลังๆ กำไรโตไม่ทัน EPS เริ่มลดลง

ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น
เมื่อ ROE สูงขึ้นบริษัทจะโตมากขึ้น แต่เราต้องการหุ้นถือยาวๆดังนั้นบริษัทที่โตดี ROE ควรจะสม่ำเสมอ
= กำไร/ยอดขาย x ยอดขาย/สินท่รัพย์ x สินทรัพย์/ส่วนของผู้ถือหุ้น
= อัตรากำไรสุทธิ x อัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน x อัตราส่วนสินทรัพย์/ส่วนของผู้ถือหุ้น
แสดงว่าบริษัทจะโตยั่งยืนได้ ต้องรักษาการทำกำไร อัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน และ สัดส่วนหนี้ให้สม่ำเสมอ ด้วย

เมื่อ b หรืออัตราจ่ายปันผลมากขึ้นจะโตลดลง หุ้น VI ที่ดีควรจ่ายปันผลแต่พอดี และควรจ่ายปันผลจากเงินสดจากการดำเนินงาน

ถ้าบริษัทจัดการดี มูลค่าหุ้นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ P = D/(k-g) นักลงทุนก็ยิ่มแก้มปริ เยี่ยมจริง

แนะนำให้อ่านหนังสือ แกะงบการเงินไสตร์ VI ของ อ.สรรพงษ์ เพิ่มเติม

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทคนิคประมาณการกำไรและหาราคาเป้าหมายอย่างง่าย

การประมาณราคาเป้าหมายเป็นเรื่องเสียเวลาของหลายคน
ผมทำไฟล์ excel ให้ไว้เล่นกันครับ กรอกตัวเลขในช่องสีเขียวตามหุ้นของท่าน ปรับตัวเลขสมมติฐานในช่องสีเหลืองตารางจะประมาณการกำไรตามสมมติฐานของท่านและคำนวณราคาเป้าหมาย
โดยใช้ PE ratio
ปุ่มกดโหลดโหลด file excel อยู่มุมขวาล่างของตารางที่เป็น icon รูป excel




ยอดขายปีหน้า = ยอดขายปีนี้ x (1+การเติบโต) , ให้โตเท่าไรประมาณการด้วยสมมติฐานของใครของมัน
ต้นทุนขาย = ยอดขาย x (1-GPM) , GPM คืออัตรากำไรขั้นต้น
กำไรขั้นต้น = ยอดขาย x GPM
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร = ค่าใช้จ่ายขายบริหารปีที่แล้ว x การเติบโตของค่าใช้จ่าย, ปรับตัวเลขได้ตามใจชอบ
กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี = กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ต้นทุนทางการเงิน(ดอกเบี้ย) = ต้นทุนทางการเงินปีที่แล้ว x การเติบโตของยอดขาย, ให้โตเท่ากับยอดขายเพราะว่าถ้าบริษัทโต น่าจะ กู้เงินเพิ่มในอัตราส่วนเดียวกันเพื่อรักษา DE ratio ให้คงที่
กำไรก่อนภาษี = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี - ต้นทุนทางการเงิน
ภาษี = กำไรก่อนภาษี x 0.2, ภาษี 20%
กำไรสุทธิ = กำไรก่อนภาษี - ภาษี
กำไรต่อหุ้น = กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้น
ราคาเป้าหมาย = กำไรต่อหุ้น x PE
คำแนะนำแบ่งเป็น 3 ช่วง ถ้าราคาเป้าหมาย > ราคาตลาดให้ซื้อ, ราคาเป้าหมายเท่ากับราคาตลาดให้ถือ, ราคาเป้าหมายน้อยกว่าราคาตลาดให้ขาย


วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการประเมินกำไรในอนาคต

การประเมินกำไรในอนาคต บทความจากคุณ road to billion เขียนลงใน Thaivi [1] [2] [3]

การรู้จักการประเมินกำไรล่วงหน้าอย่างถูกต้องจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถประเมินอัตราการเติบโตและความถูกแพงของหุ้นได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นแล้ว การมีโมเดลในการประเมินกำไรจะเป็น “เครื่องจับโกหก” ชั้นดีที่เราสามารถนำไปใช้ในการประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่ผู้บริหารพูดหรือสิ่งที่นักวิเคราะห์เขียนไว้ในบทวิจัย การที่เราสามารถใช้เครื่องมือตรงนี้ได้อย่างแม่นยำจะทำให้เราได้เปรียบนักลงทุนทั่วๆไปที่ไม่มีเครื่องมือตรงนี้

แต่ก่อนที่จะเริ่มประมาณการผลกำไร เราต้องเข้าใจคุณภาพของธุรกิจก่อน เราต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าธุรกิจมี "จุดตาย" หรือ "ข้อควรระวัง" อยู่ตรงไหน และอะไรเป็นประเด็นที่สำคัญ เช่น ธุรกิจเกษตรจะมีราคาขายผันผวนตามสภาวะตลาด ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น ธุรกิจโรงแรมจะมีความผันผวนตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นงบในไตรมาส 1 และ 4 จะสูงกว่าอีกสองไตรมาสมาก การวิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้จะทำได้ถ้าเราเข้าใจความเสี่ยงและโครงสร้างรายได้และต้นทุนของกิจการ การประเมินโดยขาดความเข้าใจในคุณภาพของกิจการจะทำให้เกิด Garbage In, Garbage Out (ขยะเข้า ขยะออก) หรือถ้าพูดง่ายๆคือความถูกต้องของการประเมินกำไรในอนาคตจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของการประเมินธุรกิจ ซึ่งในบทความนี้ผมจะไม่กล่าวถึงการวิเคราะห์เชิงคุณภาพแต่จะบอกว่าการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจะทำให้เรารู้ว่า "สมมติฐาน" ข้อไหนมีความสำคัญต่อการประเมินกำไรในอนาคตของเรา

หลังจากประเมินมูลค่าเชิงคุณภาพแล้วเราก็สามารถเริ่มต้นทำการประมาณการกำไรได้ โดยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนง่ายๆดังนี้


  1. สร้างโมเดลในการประเมิน (Creating a Model)

    สามารถทำได้โดยทำการป้อนข้อมูลตัวเลขทางการเงินย้อนหลัง (จากงบการเงิน) เราจะกรอกข้อมูลย้อนหลังลงในไฟล์ Excel อย่างน้อย 3 ปี (ถ้าอยากเห็นแนวโน้มของธุรกิจมากขึ้น ผมแนะนำ 5 ปี) โดยที่เราจะกรอกตัวเลขแต่ละบรรทัดและทำการคำนวณกำไรสุทธิออกมา (เราจะไม่กรอกกำไรสุทธิลงไปตรงๆ) เราจะนำกำไรสุทธิที่คำนวณได้ไปเปรียบเทียบกับตัวเลขในงบการเงิน ถ้าตรงก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ตรงแสดงว่า 1) สูตรผิด 2) ตัวเลขที่เรากรอกไม่ถูกต้อง เราต้องหาจนเจอจุดผิด (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่น่ารำคาญมากๆสำหรับคนที่พึ่งจะเริ่มทำโมเดลใหม่ๆ) เพราะไม่งั้นการประมาณการเราจะผิดทั้งหมด แต่ถ้าเราทำได้แล้วเราก็จะมีโมเดลที่พร้อมแล้วสำหรับการการประเมินกำไรต่อไป 
  2. กำหนดสมมติฐาน (Set Assumptions)

    สามารถทำได้โดยดูแนวโน้มของการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไรย้อนหลัง และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ผู้บริหารให้มา หลังจากเปรียบเทียบแล้วเราจะทราบว่าผู้บริหารให้ Guidance ต่ำหรือสูงเกินไป เช่น ถ้าธุรกิจมีรายได้เติบโตแค่ปีละ 3% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาแต่ปีนี้ผู้บริหารให้เป้า 20% เราต้องสงสัยแล้วว่าจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ขนาดนั้น หลังจากนั้นเราก็ต้องทำการ “เลือกเชื่อ” ว่าเราจะนำตัวเลขไหนมาใช้ในการประเมินกำไร 
  3. ประเมินกำไรจากสมมติฐาน (Forecasting)

    โดยนำตัวเลขสมมติฐานที่ได้มาทำการประมาณการกำไร ตัวเลขเหล่านี้ควรรวมถึง (แต่อาจจะมีมากกว่านี้) อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของยอดขายรวม อัตราภาษี ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ในบางธุรกิจอาจจะมี กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายจากการขายสินทรัพย์ และอื่นๆ ซึ่งวิธีการประเมินอาจจะขึ้นอยู่กับว่ารายการนั้นมีนัยสำคัญต่อการประเมินของเราหรือไม่ ถ้าไม่มีก็สามารถตัดทิ้งได้ แต่ถ้ามีเราอาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติม
  4. เปรียบเทียบตัวเลขที่ทำได้กับแหล่งอ้างอิงอื่นๆ (Benchmarking)

    นำตัวเลขที่ได้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้บริหารให้ไว้ รวมถึงเปรียบเทียบตัวเลขกับบทวิเคราะห์ว่าผลกำไรที่เราประเมินได้มากหรือน้อยกว่าอย่างไร อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ได้ตัวเลขใกล้เคียงกับนักวิเคราะห์อาจจะไม่ได้แปลว่ามันถูกต้องเสมอไป การได้ตัวเลขที่น้อยกว่าหรือมากกว่ามากๆบางครั้งอาจจะถูกก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่สมมติฐานของเรา สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไม” ตัวเลขเราถึงแตกต่างกับคนอื่นๆ
  5. ติดตามและอัพเดทงบรายไตรมาส (Earning Review)

    ทุกครั้งที่งบออก เราจะป้อนข้อมูลงบล่าสุดเทียบกับประมาณการที่เราทำไว้สำหรับทั้งปี เช่นถ้ายอดขาย 6 เดือนแรกโต 50% แต่เราทำประมาณการไว้ 10% แสดงว่าเราอาจจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมหรืออาจจะต้องศึกษาดูว่ากำไรที่โตเยอะมากเกิดจากเหตุการณ์พิเศษอะไรรึเปล่า แล้วเราก็ควรจะปรับโมเดลตามข้อมูลใหม่ที่เราได้รับมา 
ช่วงที่ผมเป็นนักวิเคราะห์กองทุนใหม่ๆผมมักจะเจออาการ “โดนหลอก” เป็นประจำ เพราะผมเชื่อ 100% ในสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาทำให้ตัวเลขที่ได้บางครั้งก็สูงเกินไป (ทำให้เราไม่ได้ระวังตัว) บางครั้งก็ต่ำเกินไป (ทำให้เราไม่กล้าซื้อ) เพราะฉะนั้นการประเมินกำไรให้ได้แม่นยำ ต้องอาศัยความอดทน ความพยายาม ความช่างสังเกต ประสบการณ์ในการลองผิดลองถูก แต่สิ่งที่ได้รับคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งในการเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า

อ่านจบแล้วก็อย่าลืมหยิบงบการเงินของหุ้นตัวโปรดแล้วมาลองทำการประเมินกำไรดูครับ การอธิบายเป็นคำพูดอาจจะมีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อสงสัยหรือคำแนะนำตรงไหนก็ถามกันได้ครับ

ตอนหน้าผมจะมาพูดถึงวิธีการวิเคราะห์และการประเมินงบในแต่ละบรรทัดว่าเราจะทำการประเมินได้อย่างไร และมีข้อควรระวังอะไร มาวิเคราะห์แบบเจาะลึกไปเลย ติดตามอ่านกันได้


การประมาณการกำไร

ในบทความ “การประเมินกำไรในอนาคต ตอนที่ 1” เราได้พูดถึงขั้นตอนในการประเมินกำไรทั้ง 5 ขั้นตอนแล้ว http://www.thaivi.org/การประเมินกำไรในอนาคต-ต/ ในบทความนี้เราจะลงในรายละเอียด โดยจะกล่าวปัจจัยที่มีผลต่อกำไรอย่างละเอียดมากขึ้น

รายได้


หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว มักจะมีการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ การประเมินรายได้ของหุ้นพวกนี้อาจจะใช้อัตราการเติบโตในอดีตได้ แต่สำหรับหุ้นที่มีรายได้ในอดีตไม่สม่ำเสมอ ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือบริษัทที่มีผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยธุรกิจใหม่ๆ การใช้ตัวเลขในอดีตอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด เราอาจจะต้องอาศัยข้อมูลการจากทางผู้บริหารประกอบ อย่างไรก็ตามเราต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีลูกค้าน้อยราย หรือบริษัทที่ไม่มีลูกค้าประจำหรือไม่สามารถกำหนดราคาขายแน่นอนได้ บริษัทเหล่านี้เราต้องมี “ส่วนเผื่อสำหรับข้อผิดพลาด” ไว้บ้าง

การประมาณการอัตราการทำกำไร


ต้นทุนของธุรกิจหลักๆมีสองส่วนคือ ต้นทุนในการขาย (Cost of Good Sold หรือ COGS) และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (Sale, General & Admin หรือ SG&A) ในการวิเคราะห์เราต้องมองให้ออกว่าทั้ง COGS และ SG&A มีส่วนไหนบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายทีแปรผันตามยอดขาย ธุรกิจโรงแรมจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ค่อนข้างเยอะจากค่าเสื่อมราคา ทำให้การเพิ่มขึ้นของยอดขายในวัฏจักรขาขึ้นจะทำให้อัตราการทำกำไรเติบโต (รายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่น้อยกว่า) แต่ในขณะที่ธุรกิจเกษตรอาจจะมีต้นทุนแปรผันเยอะ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของยอดขายอาจจะไม่ได้ถึงอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น (สำหรับธุรกิจนี้ ต้องมองกันที่ราคาขายและราคาของวัตถุดิบเป็นหลักๆ)

การใช้อัตราส่วนในอดีตจะสามารถใช้ได้แต่เราต้องดูผลกระทบที่บริษัทจะได้รับในปีปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมาจากค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าแรงที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของธุรกิจ ส่วนมากแล้วทางบริษัทจะสามารถให้ข้อมูลได้ว่าแนวโน้มของอัตราการทำกำไรในปีนี้จะเป็นยังไง แต่ก็อย่าลืมถามถึง “เหตุผล” ที่จะเป็นอย่างนั้นด้วยนะครับ เราจะได้นำมาวิเคราะห์ต่อได้

ต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสด


สองอย่างนี้ใกล้กันจนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ บริษัทที่มีกระแสเงินสดดีจะมีเงินเหลือไปจ่ายหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน แต่สำหรับบริษัทที่ต้องใช้Working Capitalหรือเงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนมาก อาจจะต้องอาศัยการกู้ยืมที่มากขึ้นถ้าธุรกิจจะต้องการเติบโต การวิเคราะห์โดยละเอียดจะทำได้ยากสำหรับคนที่ไม่ใช่นักวิเคราะห์มืออาชีพ แต่เราสามารถทำได้คร่าวๆโดยการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานหักด้วยเงินที่ใช้ในการลงทุนติดลบมากๆ บริษัทจำเป็นต้องจัดหาเงินจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงการกู้เงินจากธนาคารหรือการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น สมมติว่าบริษัทต้องใช้

อัตราภาษี


ค่าใช้จ่ายบางประเภทไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาษีได้ เช่น การตั้งสำรองหนี้เสีย ทำให้อัตราการจ่ายภาษี (“ภาษีจ่าย” หารด้วย “กำไรก่อนหักภาษี”) มีอัตรามากกว่าปรกติ แต่ในบางกรณีบริษัทอาจจะจ่ายภาษีน้อยกว่าฐาน 20% เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น BOI การประเมินภาษีทำได้ยาก ถ้าอัตราการจ่ายภาษีในอดีตไม่ได้ผันผวนมากผมก็จะใช้ตัวเลขเดิม แต่ถ้าผันผวนประเมินยาก ผมจะโทรถามข้อมูลส่วนนี้จากทางเจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์โดยตรงเลย ซึ่งจะแม่นยำกว่าการคาดเดาของเราแน่นอน

ผลกระทบจาก Dilution


การออก Warrant การเพิ่มทุน การจ่ายหุ้นปันผล จะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้กำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนหลายท่านประเมินมูลค่าโดยที่ยังไม่ได้นำหุ้นส่วนเพิ่มนี้มารวม ทำให้ได้ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่สูงเกินจริง สุดท้ายแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการเติบโตของ EPS ในระยะยาวจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด

ข้อผิดพลาดในการประเมินกำไร


สุดท้ายแล้วหุ้นแต่ละตัว ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีปัจจัยที่มีผลต่อรายได้และกำไรแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการประเมินกำไรให้แม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการสะสมประสบการณ์ (รวมถึงข้อผิดพลาด) ในการวิเคราะห์ธุรกิจและประเมินกำไรในอนาคต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการทั้ง 5 ข้อที่ผมได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ http://www.thaivi.org/การประเมินกำไรในอนาคต-ต/  ถ้ากระบวนการถูกต้องแล้ว ในท้ายที่สุดเราจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ ถ้าเราผิดพลาดตรงไหนก็ค่อยๆปรับแก้ไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องคอยประเมินตัวเองอยู่เสมอ ในบทความหน้า ผมจะมาพูดถึงข้อผิดพลาดในการประเมินกำไรในอนาคตที่นักลงทุนชอบทำกัน ติดตามกันได้ครับ

ในทางทฤษฎีการประเมินกำไรเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่เหมือนกับทุกอย่างในโลกนี้ โลกความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องใช้มุมมองภาพกว้างๆประกอบการตัดสินใจ ผมได้หยิบยก “ข้อผิดพลาด” จากประสบการณ์ของตัวเองและของนักลงทุนหลายนๆท่านที่ผมมีโอกาสได้การสอนและให้ความรู้ เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับหลายๆคน สรุปออกมาแบบง่ายๆให้ทุกคนได้อ่านกันแบบไม่ต้องจ่าย “ค่าเล่าเรียน” ด้วยตัวเอง

ไม่ได้วัดผลการประเมินของตัวเอง


การประเมินกำไรที่ดีก็เหมือนกับการยิงปืน ยิงไปแล้วเราก็ต้องดูว่ามันเข้าไปหรือเปล่า สูงไปมั้ย? ต้องขยับซ้ายอีกรึเปล่า? ถ้าเราประเมินกำไรแล้ว ไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกับตัวเลขจริงๆ เราก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากระบวนการในการประเมินของเรานั้นถูกต้องแค่ไหน ปรกติแล้วผมจะอัพเดทข้อมูลทุกๆไตรมาส และจะทำละเอียดๆหลังจากงบปีออก ผมจะทำการเปรียบเทียบดูว่างบที่ออกมาเมื่อเทียบกับที่เราทำไว้เป็นอย่างไร? อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต้นทุนทางการเงิน อัตราภาษี และสุดท้ายกำไรต่อหุ้น งบที่ออกมาในไตรมาสนั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ (เกิน 10%) ผมก็จะพยายามหาเหตุผลว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สมมติฐานที่ผมมีเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการพัฒนาตัวเองที่จะทำให้ความแม่นยำเราดีขึ้นอย่างมาก

ไม่ได้ทำการ BENCHMARK ตัวเลข


แน่นอนว่าการเปรียบเทียบกับตัวเลขจริง เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็อยากจะรู้ว่าตัวเลขที่เราทำออกมาเป็นอย่างไรก่อนที่จะรู้ผล วิธีที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุดคือการเปรียบเทียบตัวเลขของเรากับบทวิเคราะห์ โดยหลักผมจะเปรียบเทียบการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไร และกำไรต่อหุ้น ในอีก 3 ปีข้างหน้า กับบทวิเคราะห์อย่างน้อยซัก 2 – 3 ฉบับ หลายครั้งผมก็อาจจะโทรไปคุยกับนักวิเคราะห์เพื่อสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสมมติฐานของงบการเงิน ในโลกของการลงทุน นักวิเคราะห์จะเป็นคนที่ได้รับข้อมูลดีที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด (หลายบริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ก่อนจะให้ข้อมูลกับนักลงทุนทั่วไป และหลายๆบริษัทก็ไม่ให้ข้อมูลกับนักลงทุนโดยตรง) ซึ่งเป็นส่ิงที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ไม่อยากให้นักวิเคราะห์เปลี่ยนคำแนะนำกลับไปกลับมา นักวิเคราะห์ส่วนมากมีแนวโน้มที่จะทำตัวเลขออกมาให้ไม่ต่างกับอดีตมากนัก มีนักวิเคราะห์จำนวนน้อยที่กล้าที่จะเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบกำไรของเราต้องพิจารณาให้ครบทุกด้าน

หุ้นแต่ละตัวประเมินกำไรได้ยากง่ายแตกต่างกัน


“Not all stocks are created equal” หุ้นทุกตัวมีความแตกต่าง การประเมินกำไรก็เช่นกัน นักลงทุนหลายท่านมองการเติบโตของกำไร อยากได้หุ้นที่เติบโตดีๆ เลือกลงทุนในหุ้นเล็กๆที่มีการเติบโตดี แต่ลืมที่จะพิจารณาความเสี่ยง มองปริมาณ แต่ไม่ได้มองคุณภาพ เราคิดว่าธุรกิจจะโต 30% แต่เราไม่ได้คิดว่าโอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน แล้วในทางกลับกันมันมีโอกาสที่จะลดลง 30% หรือเปล่า ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่มีความเป็นวัฏจักร มีราคาหรือต้นทุนที่ผันผวน มีลูกค้าน้อยราย เช่น ส่งออกอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ หุ้นที่มียอดขายไม่สม่ำเสมอ เช่น รับเหมา จะสามารถประเมินกำไรในอนาคตได้ยากกว่าธุรกิจที่มีลูกค้าหลายราย มีการซื้อซ้ำ และราคาขายและต้นทุนไม่ผันผวน ยกตัวอย่างหุ้น หุ้นกลุ่ม OEM กับ หุ้นค้าปลีก แต่ OEM ถ้าดีก็จะดีใจหาย แต่ถ้าลูกค้ารายหลักๆหายไปซักรายก็จะมีผลกระทบต่องบการเงินเป็นอย่างมาก (ซึ่งบางครั้งผู้บริหารก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต) ส่วนค้าปลีกก็ไม่ได้ว่าประเมินได้ง่ายเสมอไปเพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ต้นทุนอาจจะเพิ่มในขณะที่กำลังซื้อถดถอย ตัวอย่างเช่นช่วงต้นปี 2014 ที่ผ่านมา หุ้นค้าปลีกส่วนมากมีผลประกอบที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามความแน่นอนของการคาดการณ์งบการเงินของหุ้นค้าปลีกจะมีความแน่นอนกว่ามาก แต่ถ้ามองในมุมของการประเมินมูลค่า PE ที่สูงของหุ้นพวกนี้ (เทียบกับหุ้นค้าปลีกในต่างประเทศ) ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อผู้บริหารมากเกินไป

นักลงทุนหลายๆคนไม่ได้ติดตามว่าสิ่งที่ผู้บริหารเคยพูดในอดีต ทำให้ “ตีความ” ข้อมูลที่ผู้บริหารให้สูงหรือต่ำเกินจริง ผู้บริหารบางท่านเป็นนัก “ขายฝัน” มีโปรเจคเยอะ บอกว่าจะขยายให้ได้ 100 – 200 สาขา แต่พอทำจริงๆอาจจะไม่ถึง 10 สาขา นักลงทุนที่ไม่เคยติดตามผลงานก็ต้อง “ฝันสลาย” ไปตามๆกัน แต่ถ้าเราย้อนไปศึกษาข้อมูลในอดีตซักนิด ก็จะพบว่าผู้บริหารท่านนั้นมี Track Record ที่ไม่ค่อยดี พูดอะไรก็ทำไม่ค่อยได้ ในขณะที่บางพวกเป็นพวก “พูดน้อย ทำมาก” ถามว่าเป็นยังไง? จะโตแค่ไหน? อาจจะบอกแค่ 5-10% แต่พอทำจริงๆกลับได้เยอะกว่านั้น แบบนี้เราก็ต้องนำผลงานของท่านมาพิจารณาในการประเมินกำไร อย่างไรก็ตาม บางครั้งสิ่งที่ผู้บริหารพูดอาจจะไม่มีความสำคัญเท่ากับปัจจัยภาพนอก บางครั้งสภาวะอุตสาหกรรมดูดี มีปัจจัยเชิงบวกเป็นลมหนุน ไม่ว่าจะมาจากนโยบายรัฐ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เหตุการณ์พิเศษ ที่อาจจะเอื้อต่อธุรกิจ เวลาผู้บริหารพูดอะไร ก็อาจจะดูน่าเชื่อถือ แต่ถ้าสภาวะการณ์พลิกผัน เป้าหมายของผู้บริหารก็อาจจะดู “เกินจริง” ขึ้นมาทันที ในฐานะนักลงทุน การหาแหล่งข้อมูลอื่นมาประกอบเพื่อ “ตรวจสอบความถูกต้อง” ของผู้บริหารถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น บางครั้งการศึกษาและพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคู่แข่ง บริษัทที่เป็นคู่ค้า หรือลูกค้า ก็จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้บริหารให้มาได้

ไม่ได้พิจารณาความน่าจะเป็นของงบที่อาจจะเกิดขึ้น


ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถคาดเดากำไรในอนาคตได้อย่างแม่นยำ 100% เรามองออกได้แค่เป็น “ช่วง” หรือ Range ของกำไรเท่านั้น สำหรับธุรกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง (งบที่ดีที่สุดกับแย่ที่สุดมีความแตกต่างเกินกว่า 30%) ผมจะประเมินกำไรออกมาในหลายๆกรณี และจะดูว่าแต่ละกรณีมีความน่าจะเป็นอย่างไร นักลงทุนหลายท่านมองแต่กรณีปรกติ (Base Case) หรือ กรณีดีสุดๆ (Best Case) แต่ไม่ได้เพื่อโอกาสไว้สำหรับกรณีแย่สุดๆ (Worst Case) เลย ซึ่งหลายๆครั้งหมายถึงการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาดและการขาดทุนแบบมหาศาลที่เกิดจากการไม่มี “ส่วนเผื่อความผิดพลาด” (Margin of Error) ที่มากพอ เปรียบเทียบก็เหมือนการทอยลูกเต๋าพิเศษที่มีตัวเลขทั้ง 6 ด้านคือ {1, 1, 5, 5, 5, 5} การที่มีเลข “5” ถึงสี่ด้านไม่ได้แปลว่าจะไม่มีโอกาสที่ทอยได้เลข 1 ซึ่งถ้าเลข 1 ต่ำพอที่จะทำให้หุ้นตกลงอย่างมหาศาลได้ เราก็ต้องควรพิจารณาความน่าจะเป็นในส่วนนั้นด้วย สุดท้ายแล้วการประเมินมูลค่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องแบบไม่มีวันจบ (Continuous Improvement) เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความขยันทุ่มเท ทำการบ้านเยอะๆ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและมุมมองของนักลงทุนท่านอื่น อย่างไรก็ตามในสภาวะตลาดที่ “หุ้นตามกระแสนิยม” มาแรง ราคาตลาดอาจจะไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หุ้นที่ Hot และเป็นที่นิยมก็จะมีราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ในขณะที่หุ้นบางกลุ่มก็จะไม่มีใครเหลียวแล และนั่นก็อาจจะเป็นโอกาสในการซื้อกิจการที่ดี แข็งแกร่ง มีการเติบโต ในราคาที่มีส่วนลด และสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะเป็นรางวัลพิเศษให้กับนักลงทุนที่เฉลียวฉลาดและมีความอดทนมากพอ

ที่มา

  • [1] http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=55200
  • [2] http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=58059
  • [3] http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=58311

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

7 เคล็ดลับต้องรู้ก่อนเริ่มต้นธุรกิจ SMEs

การเป็นเจ้าของธุรกิจ SMEs ถือเป็นความใฝ่ฝันสำหรับหลายคน แต่จุดเริ่มต้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะทุกอย่างคุณต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ต้องคิดและตัดสินใจทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน และธุรกิจ 90% มักจะปิดตัวไปตั้งแต่ปีแรก และที่เหลือรอดถึงห้าปีมีเพียง 1% เท่านั้น แสดงว่าถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งคู่แข่งคุณคือ กลุ่ม เสือ สิงค์ กระทิง แรด 1% ที่สามารถรอดมาในสนามธุรกิจได้เท่านั้น การที่คุณเข้าไปในสนามการค้าคุณจะเป็น”ผู้ล่า” หรือ “ผู้ถูกล่า” การวางแผนและเตรียมความพร้อมธุรกิจตั้งแต่ก่อนลงสนามเป็นเรื่องสำคัญ โดยในการวางแผนธุรกิจประเด็นสำคัญที่ต้องคิดดังนี้


1. สินค้าหรือบริการของเราแก้ไขปัญหาอะไรของลูกค้า

คนส่วนใหญ่ถ้าคิดจะเริ่มธุรกิจคำถามแรกคือจะขายอะไรดี ส่วนใหญ่คำตอบที่ได้ก็จะคล้ายๆ มองไปรอบๆตัวคนก็กันหมดแล้ว จากนั้นเราก็ล้มความคิดกันไป แต่ถ้าเราไปมองในมุมมององลูกค้าจะเห็นว่า การซื้อสินค้าหรือบริการของคนเราเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นหมุนเวียนเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยทั้งวันคนเราจะทำอยู่สองอย่างคือ “วิ่งไล่หาความสุข” และ “วิ่งหนีความทุกข์”  สินค้าและบริการทั้งหมดก็เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้านี่เอง ดังนั้นการคิดว่าจะขายอะไรดีจึงเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า

  1. สินค้าเราแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า
  2. มีตลาดที่ใหญ่เพียงพอให้เป็นธุรกิจได้หรือไม่

ถ้าสินค้าเราแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ และมีตลาดรองรับที่มากพอ ก็สามารถทำเป็นธุรกิจได้ไม่ยาก ตัวอย่างธุรกิจเช่น

  • หิว  ->  ร้านอาหาร
  • หิว แต่ไม่มีเวลา  ->  fast food, ข้าวกล่อง 7-11
  • ร้อน -> พัดลม แอร์ น้ำแข็ง เครื่องดื่มเย็นๆ
  • ง่วง แต่ไม่อยากนอน -> กาแฟกระป๋อง
  • น้ำมันแพง  -> ECO car, อุปกรณ์ประหยังพลังงาน
  • บริษัทไม่มีพนักงาน  -> ธุรกิจรับจัดหาแรงงาน

2. ธุรกิจเรามีจุดขายอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้าน

ธุรกิจเดี๋ยวนี้การแข่งขันสูง ยิ่ง SMEsที่ไม่มีจุดขายที่ชัดเจนโอกาสรอดยาก ดังนั้นธุรกิจเราต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าของเรามีจุดขายอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านและลูกค้าต้องการ (Unique Selling Proposition :USP) จุดขายของเราก็คือคำสัญญาที่เราให้กับลูกค้าว่า มาซื้อสินค้าและบริการจากเราแล้วจะได้อะไรตัวอย่างจุดขายเช่น

  • ทุกอย่าง 20 บาท
  • ส่งถึงบ้านใน 30 นาที
  • หลับสบายแม้วันมามาก
  • ทะเลกรุงเทพ
  • สวยด้วยแพทย์
  • ลบริ้วรอยใน 7 วัน

  ส่วนใหญ่ของ USP จะประสบความสำเร็จและธุรกิจอยู่รอดได้ คือ ต้องเป็นสัญญาที่สามารถปฏิบัติได้ และระบุเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้ว น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน? และมันจะ สร้างต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทมากน้อยแค่ไหน?  ความยุ่งยากในการปฏิบัติเป็นอย่างไร? ปริมาณกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสัญญานี้เทียบกับสัดส่วนของลูกค้าทั้งหมดในกลุ่มเป็นอย่างไร?

3. สภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร

ในการกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ เราต้องรู้ว่า อุตสาหกรรมที่เรากำลังเข้าไปฟาดฟัน อยู่ช่วงไหนของการเติบโต โดยปกติจะมี 5 ขั้นคือ ช่วงเริ่มต้น ช่วงเติบโต ช่วงอิ่มตัว ช่วงถดถอย และช่วงตกต่ำดังภาพ


โดยในแต่ละช่วงของการเติบโต ปัจจัยที่กระทบกับการแข่งขันทั้ง 5 หรือ five force model มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง five force model และช่วงการเติบโต
ที่มา : สรรพงศ์ ลิมป์ธำรงกุล, "แกะงบการเงินสไตล์ VI", สํานักพิมพ์ think good, 2557

4. จะทำการขายและการตลาดอย่างไร

ในปัจจุบันสภาพการแข่งขันที่สูง การขายสินค้าเราต้องแบ่งกลุ่มชัดเจนว่าจะเจาะกลุ่มไหน สำหรับ SMEs การเจาะตลาด Mass เป็นเรื่องลำบากเพราะคู่แข่งจะเป็นบริษัทใหญ่ๆที่ดำเนินงานมานาน เงินทุนหนา ซึ่งเราสามารถเลือกเจาะกลุ่มเฉพาะที่มีปริมาณ และกำลังซื้อได้ หลายๆธุรกิจที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มก็ยังอยู่ได้อย่างรถก้างที่วิ่งในรางเคยฮิตมากๆเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วนึกว่าไม่มีคนเล่น แต่ปัจจุบันก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังรักและเล่นอยู่และเป็นตลาดที่ใหญ่ซะด้วย

ซึ่งธุรกิจแต่ละขั้นกลยุทธิการตลาดก็จะใช้แตกต่างกัน
ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง กลยุทธการตลาด ผลประกอบการ ในแต่ละช่วงการเติบโต
ที่มา : สรรพงศ์ ลิมป์ธำรงกุล, "แกะงบการเงินสไตล์ VI", สํานักพิมพ์ think good, 2557

***เทคนิคการเขียนโฆษณาให้ลูกค้ายอมจ่ายเงิน***
หลายคนวางแผนมาดีแต่ไปตกม้าตายตอนนำเสนอขายลูกค้า ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่จะชอบเขียนว่าสินค้าเรามีคุณสมบัติอะไรบ้าง แต่จริงๆแล้วในการเขียนโฆษณาที่ดีควรนำเสนอประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้ว่าซื้อไปแล้วได้อะไร แล้วมีประโยคปิดการขายเท่ๆ เช่นซื้อวันนี้ลด 90% พรุ่งนี้ราคาเต็ม ลูกค้าเราจะตัดสินใจง่ายขึ้น



5. รูปแบบธุรกิจเป็นอย่างไร

ตอนนี้ทุกบริษัทเริ่มใกล้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ต้องขวดความคิดออกมาเป็นโมเดลธุรกิจที่ประกอบด้วยคำถาม 4 ข้อที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ คือ  ทำ(สินค้า)อะไร?  ทำอย่างไร?  ทำ(ขาย)ให้ใคร? และ  คุ้มค่าหรือไม่? Business Model Canvas เป็นเครื่องมือที่ลงรายละเอียดในแต่ละส่วนต่างๆ โดยจะแยกย่อยหัวข้อลงไปอีกเป็น 9 ส่วน ทำให้เราสามารถออกแบบและวางแผนธุรกิจได้ง่ายขึ้น

  • ทำ(สินค้า)อะไร?
    • คุณค่าที่นำเสนอ: Value Propositions
  • ทำ(ขาย)ให้ใคร?
    • กลุ่มลูกค้า Customer Segment
    • ช่องทางการเข้าถึง Channels
    • สายสัมพันธ์ลูกค้า Customer Relationship
  • ทำอย่างไร?
    • ทรัพยากรของบริษัทเราคืออะไร? Key Resource
    • งานหลักที่ทำคืออะไร? Key Activities
    • ใครคือคู่ค้าของเรา? Key Partners
  • คุ้มค่าหรือไม่?
    • วิธีการหารายได้ของเราเป็นอย่างไร? Revenue Streams
    • ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจคืออะไร? Cost Structure

6. จะหาเงินทุนจากไหน

เมื่อแผนธุรกิจเราชัดเจน ใจจะสั่งมาว่าต้องทำ ความรู้สึกของการเป็นคนรวยจะเกิด การดิ้นรนหาเงินมาทำจะเกิดขึ้น โดยเงินลงทุนหลักๆจะประกอบด้วยสองส่วนคือเงินที่ใช้ลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เช่นที่ดินอาคารและอุปกรณ์ต้องมีอะไรบ้าง และเงินทุนที่ใช้หมุนเวียน ที่ประกอบด้วยเงินที่ไปจมกับลูกหนี้การค้าถ้าเราขายเครดิต เงินที่จมไปกับสินค้าคงเหลือ และเงินที่ต้องเตรียมไว้จ่ายเจ้าหนี้การค้า
โดยแหล่งที่มาของเงินส่วนใหญ่จะมาจาก 2 ส่วนคือหนี้สิน กับส่วนของเจ้าของแต่ส่วนใหญ่ธุรกิจที่เพิ่งเปิดจะไม่ค่อยมีใครให้กู้ก็ต้องให้แหล่งที่มาของเงินจากส่วนของเจ้าของเป็นหลัก แรกๆอาจเงินขลุกขลักหน่อยแต่ให้พยายามเดินบัญชีให้ผ่านธนาคารไว้ 6 เดือนก็ไปขอวงเงินสินเชื่อได้ ธ.กรุงศรี( www.krungsri.com) ก็มีฝ่ายสินเชื่ออยู่

7. ถ้าเจ้งจะทำอย่างไร

ไม่ว่าแผนธุรกิจของเราจะดูดีเพียงไร เวลาทำจริงมักจะไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่คิด ดังนั้นเราต้องคิดเผื่อกรณีเลวร้ายที่สุดเอาไว้ว่าถ้าขายไม่ได้เลย รายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายมีเท่าไร จะหาเงินจากไหนมาจ่าย แล้วจะสู้ทนได้กี่เดือนถึงยอมแพ้และถ้าจะเลิกธุรกิจไปเลยจะทำอย่างไร จะกลับไปทำงานประจำได้หรือไม่


ตอบได้ 7 ข้อตามนี้แผนธุรกิจท่านจะชัดเจน เริ่มต้นไม่มั่วจะไปพูดระดมทุนจากเพื่อนก็เอออนห่อหมกให้เงินทุนมาทำ เหลือแค่ทำตามฝันและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คาดคิดให้ได้ สู้ต่อไปทาเคชิ

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หน้าที่ CEO ต้องทำอะไรบ้าง

เป็นนักลงทุน หัวใจหนึงคือดูผู้บริหาร บริษัทไหนผู้บริหารเก่งๆก็ไปไกล มาดูหน้าที่ CEO ต้องทำอะไรบ้างว่าวุ่นวายและมีเรื่องให้ติดสินใจเยอะขนาดไหน
1. ผู้ถือหุ้นจ้างมาบริหารงาน = วางแผน ควบคุม ติดตาม xxxx ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อตอบสนองความต้องการของ yyyyy
2. เป้าหมายของธุรกิจคือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยวุ่นวายกับคน 4 คน ลูกค้า ลูกจ้าง ผู้จัดส่งวัตถุดิบ และผู้ถือหุ้นแต่ละคนก็มีความต้องการต่างกัน
2.1 ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าเพราะต้องการสินค้ามาตอบสนองความต้องการ CEO ต้องใช้หลัก 7R
ได้ผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการ (Right product & Right customer)
ตามปริมาณที่ลูกค้าสั่งซื้อ (Right quantity)
ถือเอาคุณภาพที่ตกลง (Right condition)
ส่งตามที่นัดหมาย (Right place)
ได้ตามเวลาที่กำหนด (Right time)
อยู่ในปริบทที่คุ้มต้นทุน (Right cost)
2.2 ลูกจ้างต้องการ งานดี มั่นคง รายได้พอกิน สภาพแวดล้อมดี ฯลฯ CEO ต้องใช้พระเดชพระคุณจัดการ
2.3 ผู้จัดส่งวัตถุดิบ ส่งของบ้างไม่ส่งบ้าง ส่งช้าก็มี บางทีของไม่ครบ เสป๊กไม่ได้ ฯลฯ
2.4 ผู้ถือหุ้น ต้องการกำไรเติบโตสม่ำเสมอ ปันผลทุกปี
3 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายธุรกิจผู้บริหารต้องดู 3 เรื่อง จัดการดีมูลค่าจะเพิ่ม
3.1 การทำกำไร (make profit)
3.2 การสร้างเงินสด (generate cash flow) หมุนเงินให้ทัน สินทรัพย์ต้องสร้างรายได้
3.3 สามารถอยู่รอดได้ (SolvencyStay Solvency) ในที่นี้คือต้องมีระดับหนี้สินต่อทุนที่เหมาะสม และ มีความสามารถในการจ่ายภาระหนี้ได้
4.เป็นผู้กำหนดทิศทางของบริษัทว่าจะไปทางไหน กำหนดกลยุทธ์องค์กร
สรุปเป็นลูกจ้างสบายสุด 5555

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บริษัทที่แจก warrant ฟรี ดีจริงหรือ

มีมีิตรสหายท่านหนึ่งส่งคำถามมาดังนี้

เมื่อวานอ่านหนังสือเรี่อง การเพิ่มทุน รวมถึงการแจกวอเแรนต์ ฟรี พวก ฟรีวอแรต์ ที่ให้เราฟรีในกระดานวอแรนต์ ที่มุลค่า 0 มีสองคำถามครับ

1.กระดานหุ้นแม่ เวลา dilute มันคิดยังไงครับ  เพื่อไจะได้รู้่ว่า dilute ไปเทาไหร่
2. พอวันราคาเปิดในกระดาาน warant  วันจะราคาเทาไหร่ แล้วคนที่เข้ามาซื้อเอาหุ้นเพื่อเอา waarant ฟรี นี้  กะขายวันราคาเปิดของกระดาน warant เลยหรือครับ
รบกวนด้วยครับ

ตอบ

1. การมี warrant จะทำให้เกิด dilution effect จากตัวอย่าง earth แจกหุ้น warrant ในอัตราส่วน 2.1 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาใช้สิทธ์ 7 บาท ราคาแม่อยู่ 5.95 ดังนั้น dilution effect จะเท่ากับ

  • 1.1Control Dilution = จำนวนหุ้นใหม่ / (จำนวนหุ้นเดิม + จำนวนหุ้นใหม่) = 1/(2.1+1) =32% วันหมดอายุ 15/09/2562 แสดงว่าหมดอายุหลังจากวันออกอีก 5 ปี แสดงว่า ใน 5 ปีจากนี้บริษัทต้องทำการเติบโตเฉลี่ยคร่าวๆปีละ 32/5=6.4% ถ้าทำไม่ได้แสดงว่าอีก 5 ปีถ้า warrant มีการใช้สิทธ์ EPS จะลดลง หุ้นก็จะตก
  • 1.2 price Dilution ไม่มีเพราะราคาใช้สิทธ์แพงกว่าราคาแม่


2. เปิดมาราคา warrant ควรเป็นเท่าไร ปกติ

  • ราคาแม่  = ราคาใช้สิทธ์ + ราคาwarrant

ดังน้นถ้าบริษัทแจกหุ้นwarrant ให้มาฟรีๆ ราคาที่เทรดวันแรกก็ควรเท่ากับ
ราคาwarrant =  ราคาแม่ - ราคาใช้สิทธ์ + มูลค่าจากเวลา(time value)

มูลค่าจากเวลา(time value) ที่มาบวกเข้าไปเพราะกว่าจะใช้สิทธ์แปลงเป็นหุ้นแม่ก็หลายปีเราถือไว้ถ้าแม่ขึ้นเราอาจได้ capital gain ได้ เยี่ยมจริง

แต่หุ้นหลายตัว ราคาแม่ ณวันที่ออกยังน้อยกว่าราคาใช้สิทธ์ อย่าง earth-w4 ราคาใช้สิทธ์อยู่ที่ 7 บาท ในที่ประชุม ก็ไม่สามารถคำนวณได้เพราะราคาแม่ยังอยู่แค่ 5.95 บาทเอง ที่ปรึกษาการเงินบอกว่าแล้วแต่ตลาดจะให้ละกัน

 กรณีศึกษาวันที่หุ้นลูกเข้า
ลองคำนวณผลตอบแทนภายใต้สมมติฐานว่าซื้อก่อน XW 1 วันเพื่อรับสิทธ์แล้วขายเลยที่ราคาปิดอีกวัน รอรับ warrant ลุ้นว่าจะได้ราคามาเท่าไร
หุ้น Earth-w4 XW วันที่ 2 กค ราคาปิดก่อน XW อยู่ที่ 5.95 ราคาปิดวันที่ 2 อยู่ที่ 5.5 แปลว่าจะขาดทุนไปหุ้นละ 0.45 บาท
ถือทนไปซักพัก
Earth-w4 เข้าเทรดวันที่ 15/08/2557, ราคาปิดหุ้น warrant วันแรกอยู่ที่ 0.98
ก็ยังได้กำไรกินหนมนิดหน่อย เนาะ 0.98 - 0.45 = 0.53

สรุปทนๆไปได้กำไรเท่ากับ 0.53/5.95 =8.9% ยินดีด้วยคร้าบ ส่วนคนที่คิดจะถือยาวๆ ต้องลุ้นว่าบริษัทจะทำกำไรโตปีละ 6.4% ได้หรือเปล่า





วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การใช้ PBV ในการประเมินมูลค่าหุ้น

PBV = จ่ายเงินซื้อที่ p ได้ BV กลับบ้าน
ฺBV = book value = สินทรัพย์ - หนี้สิน = เอาสินทรัพย์ทั้งหมดไปขายแล้วหักหนี้ได้เงินกลับบ้าน
ใช้ PBV กับโรงงาน แปลว่าคุณคิดจะซื้อบริษัทเอาโรงาน ลูกหนี้ สต็อกสินค้า ไปขายหักหนี้ได้เงินกลับบ้าน
ใช้ PBV กับธนาคาร แปลว่าคุณคิดจะซื้อบริษัท ไปนั่งทวงลูกหนี้ทุกราย ได้เงินมาจ่ายคืนผู้ฝากเงิน เหลือเท่าไรก็เอาเงินกลับบ้าน
ถ้าตัดสินใจด้วย PBV แสดงว่าคุณกำลังเล่นกับสินทรัพย์ของบริษัทว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มหรือไม่
PBV โดยส่วนตัวผมไม่ชอบใช้เพราะผมไม่ต้องการเอาซากโรงงานมานอนกอดที่บ้าน แต่ต้องการกระแสเงินสดที่บริษัทผลิตได้มากกว่า เช่นเงินปันผล

ปัจจัยที่กำหนด PBV 

ต่อให้ชีวิตวุ่นวายอีกนิด เมื่อกี้บอกว่าเราต้องการกระแสเงินสดที่บริษัทผลิตได้ก็คือเงินปันผล
จาก DDM เรารู้ว่า P = D/k-g (1)
ให้

  • D = กำไร x อัตราการจ่ายเงินปันผล 
  • = E x b (2)

แทนค่า (2) ใน (1)

  • P = (E x b)/k-g

หารด้วย BV ทั้งสองข้างเพื่อหา PBV

  • PBV = ((E x b)/k-g)/BV
  • =((E/BV)xb)/k-g
  • =(ROExb)/k-g

จากสมการหุ้นจะเทรดที่ PBV สูงขึ้นถ้า

  • ROE สูงขึ้น ถ้าใช้ Dupon system
    • ROE = profit margin x asset turnover x financial leverage
    • แสดงว่า ROE จะสููงขึ้น ถ้า การทำกำไรดีขึ้น สินทรัพย์หมุนได้ดีขึ้น และกู้มาเยอะๆ
  • อัตราการจ่ายเงินปันผล (b) สูงขึ้น จุดนี้ต้องพิจารณาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานว่ามีหรือไม่ ธุรกิจอยู่จุดไหนของการเติบโต โตมากอาจจ่ายปันผลน้อยหน่อย การลงทุนทุนสินทรัพย์ถาวร
  • ผลตอบแทนที่คาดหวัง (k) ลดลง อย่าไปโลภมากหวังอะไรเยอะ 55555
  • การเติบโต (g) ธุรกิจยิ่งโตคนยิ่งยอมซื้อในราคาที่แพงขึ้น

หุ้นตัวนี้ควรเทรดที่ PBV กี่เท่าดี

จากบทความของ อ.สรรพงษ์ [1] "การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน" เรารู้ว่า
  • PE = b/(k-g)
  • = b/(risk free + beta)
แทนค่าเข้าไปจะได้
  • PBV = ROE x (b / (risk free + beta))
    • ROE ใช้ค่าเฉลี่ยยาวๆๆๆๆๆ 
    • b = เงินปันผล / กำไร : เงินปันผลจ่ายหาจากงบกระแสเงินสดส่วนใหญ่จะซุกไว้ในงบกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน ส่วนกำไรก็ใช้กำไรสุทธิของปีที่แล้ว ที่ต้องเหลื่อมไป 1 ปีก็เพราะ กว่าจะปิดงบ ปีและประชุมผู้ถือหุ้นจ่ายปันผลได้ ก็ล่วงเวลาไปอีกปีละ 
    • risk free ใช้พันธบัตร 1 ปี ก็ราวๆ 2.5%
    • ค่าเบต้า ผมใช้กราฟของ efinanc thai ก็มี หรือเร็วๆก็เว็ปหุ้นปันผลก็มีข้อมูล
ถ้าราคาปัจจุบัน PBV สูงกว่าที่คำนวณก็แพงไปหน่อย

[1]https://www.facebook.com/notes/sanpong-limthamrongkul/การหา-pe-ที่เหมาะสมทางทฤษฎีเพื่อกำหนดกรอบราคาในการลงทุน/10202892649375690